Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘โฟร์พัฒนา’ เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรก นวัตกรรมบ้านโครงสร้างเหล็ก ProFrame ในเมืองไทย

เครือ ‘โฟร์พัฒนา’ จับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ พาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรก นวัตกรรมบ้านโครงสร้างเหล็ก ProFrame ในเมืองไทย

นายปราโมทย์ ธีรกุล ประธานกรรมการบริหาร เครือบริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจว่า โฟร์พัฒนายังคงมีความชัดเจนในPositioning ที่เน้นลูกค้ากลุ่มระดับบนระดับราคา 7 ล้านขึ้นไป มาตั้งแต่เริ่มต้นก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจุบันเกือบ 40 ปี ความสำเร็จที่มาจากปากต่อปาก “ เป็นของดีราคาแพง คือจ่ายแล้วจบไม่ต้องเจอปัญหาให้ปวดหัว เอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้เลย” โดยบริษัทฯให้ความสำคัญ 3 หลักการทำงาน ดังนี้ คือ

• ประการแรก คือ ความซื่อสัตย์ เป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจ เราซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ซื่อสัตย์ต่อคู่ค้าพันธมิตร และซื่อสัตย์ต่อพนักงาน

• ประการที่สอง คือคุณภาพงาน ทำงานด้วยความเป็นมืออาชีพ ใช้ช่างของเรา คือการไม่ใช้ผู้รับเหมาช่วง การทำงานเลยเราจึงควบคุมโปรเซสทุกอย่างได้ กำหนดระยะเวลาที่แน่นอน และสร้างความมั่นใจให้ลูกค้ามาตลอด

• และประการที่สามคือ บุคลากร เราใส่ใจคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกระดับทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพราะงานจะออกมาดีมีคุณภาพได้นั้นล้วนมาจากฝีมือของคน บ้านที่โฟร์พัฒนาสร้างมีความประณีต จึงเป็นที่ยอมรับโดยเฉพาะในด้านฝีมือ และคุณภาพในระดับมาตรฐานเหนือมาตรฐาน

“กว่า 60% ของยอดขายมาจากลูกค้าเก่าที่สร้างบ้านอีกหลังก็เรียกเรา หรือบอกเพื่อนพี่น้องถ้าใครจะสร้างบ้านให้คุยกับโฟร์พัฒนา เรียกว่าเติบโตจากปากต่อปาก” นายปราโมทย์ กล่าว

นายปราโมทย์ ยังกล่าวว่า ด้วยปัจจัยแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เปลี่ยนไป โฟร์พัฒนา จึงต้องปรับตัวและหานวัตกรรมใหม่เข้ามาเสริมจุดแข็งและแก้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาฝีมือแรงงานของช่างก่อสร้าง(Human Error) ได้ ล่าสุด โฟร์พัฒนาได้จับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ เป็นพาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง Pro frame ให้กับโฟร์พัฒนาได้นำเอาระบบ ProFrame มาใช้ในการก่อสร้างบ้านให้กับลูกค้า ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณคนงานก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าถึง 2 เท่า คือถ้าเทียบกับระบบก่อสร้างก่ออิฐฉาบปูนต้องใช้เวลาโครงสร้างถึงประมาณ 150 -180วัน ซึ่งเมื่อรวมงาน Finishing งานพื้น ขอบประตู หน้าต่าง ตกแต่งแล้ว ก็ประมาณ 15 เดือนเสร็จ แต่ถ้าเป็นโครงสร้างเหล็กใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน รวมงาน Finishing ก็จบได้ภายใน 8 เดือนเข้าอยู่ได้เลย ซึ่งได้เปิดตัวในงานสถาปนิกวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคม 2562นี้ ที่อิมแพคเมืองทองที่บูธ H509

ทั้งนี้ ProFrame ถือเป็นอีกนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากและพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยประเทศออสเตรเลียถือเป็นผู้นำนวัตกรรมนี้มาหลายสิบปี อีกทั้งยังเป็นระบบที่พัฒนาจากประเทศที่มีภัยพิบัติธรรมชาติบ่อย ที่โครงสร้างต้านทานพายุ แผ่นดินไหว ที่สำคัญตัวเหล็กนี่สามารถนำมาใช้ได้ใหม่เรื่อยๆ (Reused) กรณีที่อยากจะสร้างบ้านใหม่ ก็เอาเหล็กโครงสร้างเดิมมาใช้ต่อได้

เปิดตัว Creative Living x ProFrame ครั้งแรกในไทย
ด้านนายปรีดิ์ ธีรกุล กรรมการผู้จัดการ เครือบริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด กล่าวเสริมว่าการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯจะยึดหลักโปรดักชั่นนำมาร์เก็ตติ้ง และถึงแม้บริษัทฯเชื่อว่าระบบเดิมก่ออิฐฉาบปูนยังยืนอยู่ได้อีกนาน แต่เราก็ต้องพัฒนาหาสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมอยู่ตลอด สิ่งที่โฟร์พัฒนาไม่หยุดคือการสร้างนวัตกรรม ความร่วมมือระหว่างโฟร์พัฒนากับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านวิศวกร ออกแบบงานสถาปัตยกรรม เรียกว่าเป็นบริษัทกุนซือของโฟร์พัฒนาตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯจึงมั่นใจว่าโซลูชันใหม่อย่าง ProFrame มาตอบโจทย์ผู้บริโภคให้ดียิ่งขึ้

การจับมือระหว่างโฟร์พัฒนากับแอล จี เอส โซลูชั่นส์ ดำเนินการภายใต้โปรเจคใหม่คือ “Creative Living xProFrame” โดยแอล จี เอส โซลูชั่นส์จะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง Pro frame ให้กับโฟร์พัฒนา ความร่วมมือที่จะสร้างมิติใหม่ของการรับสร้างบ้านด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน

แก้ Pain point การก่อสร้างอย่างยั่งยืน
พร้อมกันนี้ นายปรีดิ์ ยังกล่าวถึงนวัตกรรม “ProFrame” ที่เป็นระบบการก่อสร้างรูปแบบใหม่ในอุตสาหกรรมการสร้างบ้าน ที่จะมาแก้ Pain point ได้ดีที่สุด กล่าวคือ Pain point อย่างหนึ่งของวงการรับสร้างบ้าน คือความไม่เข้าใจกัน สื่อสารไม่เคลียร์คัตชัดเจน เมื่อลูกค้าเห็นงานออกมาแล้วไม่ตรงกับที่คิดไว้ สั่งให้รื้อใหม่ ซึ่งนำไปสู่การทิ้งงานในที่สุด ดังนั้น ระบบ ProFrame จะไม่ใช่การทำงานแบบทำไปแก้ไป เนื่องจากต้องวางแผนก่อนสร้างทุกอย่าง รายละเอียดนอกบ้าน ในบ้าน ดีเทลเล็กๆ ปลั๊กไฟอยู่ตรงไหน ท่อประปาเดินต่ออย่างไร ต้องคิดออกแบบงาน Finishing ตั้งแต่ตอนเริ่มสร้าง ก่อนที่จะป้อนข้อมูลผ่านโปรแกรมคำนวณโครงสร้างทุกอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าแก้ไขทีหลังไม่ได้ ลูกค้าเองก็ได้ความชัดเจน งานสร้างจริงได้ตรงตามที่ตามแบบ มุมเป๊ะ องศาตรง ส่วนตัวผู้สร้างเองก็ทำงานได้ไว ไม่ต้องทำไปทุบไป ช่วยลดความขัดแย้งหน้างานได้

“เรื่องงานดีไซน์ ซึ่งตัว ProFrame จะช่วยให้งาน Finishing ตลอดจนงานตกแต่งต่างๆ ทำได้ง่ายเพราะสัดส่วนบ้านได้ตรงตามขนาดแปลน 100%” นายปรีดิ์ กล่าวย้ำ

สำหรับใครที่สนใจนวัตกรรมบ้าน ProFrame ต้องไปดูที่งานสถาปนิกวันที่ 30 เมษายน-5 พฤษภาคมนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ซึ่งทางโฟร์พัฒนาจัดบูธ H509 ซึ่งจะมีทีมงานสถาปนิกแนะนำรายละเอียดครบถ้วน และที่สำคัญ! งานนี้มีโปรโมชันพิเศษสำหรับผู้จองบ้าน ProFrame ราคาพิเศษสุด ซึ่งงานนี้ผู้บริหารบอกว่าตั้งใจลดราคาเป็นพิเศษในงานนี้จำนวน 3 หลังเท่านั้น! ดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกhttps://www.fourpattana.com/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Platform ระดับโลกที่จะช่วยให้คุณขายสื่อโฆษณานอกบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น

เปิดตัวแล้วสำหรับ Platform ระดับโลกที่จะช่วยให้คุณขายสื่อโฆษณานอกบ้านได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลกที่จะช่วยซื้อสื่อคุณได้ง่ายยิ่งขึ้

สนใจมาร่วมเป็น Partner โทรสอบถาม หรือ Inbox สอบถามได้เลยค่ะ
หรือ คลิ๊กสมัคร http://partner.adezy.com

สนใจใช้ระบบ
E-Mail : contact@adezy.com

“Anytime Anywhere Buy & Sell Advertising ”

#ป้ายว่าง #adezy #bookingsystem #startup2020
#platformbythailand #ป้าย #ซื้อขายป้าย #ป้ายบิลบอร์ด #พื้นที่สื่อโฆษณา #Ads


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC เปิดบ้านต้อนรับคณาจารย์ และนักศึกษาจำนวน 40 คน จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้ถึงกระบวนการทำงานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน

โดยมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้การทำงานจากสภาพแวดล้อมจริง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ และเตรียมความพร้อมก่อนที่จะสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากดร.ธัญญา วงษ์วานิช Head of Corporate Communication เป็นผู้กล่าวต้อนรับคณะเยี่ยมชมอย่างอบอุ่น คุณอภิศักดิ์ คงศร, Digital Infrastructure Officer ได้ให้เกียรติมาบรรยายความรู้เรื่อง “Journey to Digital Infrastructure” คณะนักศึกษาและอาจารย์ยังได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ภายในบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562

สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าเยี่ยมชมบริษัทฯ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-089-4242 email : jariyyim@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ FB: https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ทุ่มกว่าพันล้าน สร้างคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ เดินเครื่องลุย B2B E-Commerce พร้อมยกระดับการบริการแบบ Omnichannel

ออฟฟิศเมท ผู้นำและผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ และสินค้าเพื่อธุรกิจ ลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เนรมิตคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่บนพื้นที่โครงการพัฒนา ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพื่อยกระดับการบริการและมอบประสบการณ์ที่ครองใจลูกค้า B2B โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการคลังสินค้าและบริการจัดส่ง มุ่งให้บริการอย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เพิ่มประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล พร้อมทะยานสู่การเป็นผู้นำธุรกิจ B2B E-Commerce ชูจุดเด่นในการมอบความสะดวกสบายให้แก่ลูกค้าธุรกิจทุกระดับแบบ Omnichannel

นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีโอแอล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ออฟฟิศเมทเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 9% โดยในปี 2561 ออฟฟิศเมทให้บริการแก่ลูกค้ากว่า 6,500,000 คำสั่งซื้อ เติบโตโดดเด่นในช่องทางออนไลน์ ซึ่งยอดขายคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 4 ของยอดขายรวม ทั้งนี้เกิดจากการพัฒนาออนไลน์แพลตฟอร์มให้มีฟังก์ชั่นที่ตอบโจทย์การช้อปของลูกค้า B2B โดยมีลูกค้าเข้าเว็บไซต์ officemate.co.th และ OfficeMate Mobile App กว่า 14 ล้านครั้งในปี 2561 นอกจากนี้ยังโฟกัสการให้บริการรับสั่งซื้อออนไลน์ภายในร้านออฟฟิศเมท (E-ordering @Store) ที่ปัจจุบันสร้างยอดขายคิดเป็นสัดส่วน 12% ของยอดขายร้าน นอกจากนี้ ออฟฟิศเมทยังพบว่าลูกค้ากว่า 21% มีพฤติกรรมช้อปมากกว่าหนึ่งช่องทาง (Omnichannel) ซึ่งสร้างยอดขายได้มากถึง 49% ของยอดขายรวม

นางสาววิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท กล่าวเพิ่มเติมว่า แผนธุรกิจใน 5 ปีข้างหน้า ออฟฟิศเมทตั้งเป้าอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 15% ภายใต้แนวคิด “Go Further Go Faster” เดินหน้าสานต่อยุทธศาสตร์กลุ่มเซ็นทรัลในการก้าวสู่ผู้นำดิจิ-ไลฟ์สไตล์แพลตฟอร์ม (Digi-Lifestyle Platform) ออฟฟิศเมทพร้อมเดินเครื่องเต็มรูปแบบสู่การเป็นผู้นำตลาด B2B Solutions ที่เน้นจุดเด่นการบริการลูกค้าแบบ Omnichannel และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนภาคเศรษฐกิจไทย ด้วยงบการลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ บนถนนสุวินทวงศ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ตามแผนยุทธศาสตร์ภายใต้ “ไทยแลนด์ 4.0”

ด้วยการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมคลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่นี้ ออฟฟิศเมทจะสามารถยกระดับการบริการเพื่อมอบประสบการณ์ที่ครองใจลูกค้าองค์กรและผู้ประกอบการ SMEs พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อต่อยอดสู่การเติบโตในอนาคตภายใต้กลยุทธ์ O-F-M ดังนี้

O – O2O Service Excellence : มุ่งมั่นยกระดับการบริการที่ครองใจลูกค้า B2B แบบ One-Stop Solutions ด้วยสินค้าที่ครอบคลุมความต้องการของทุกธุรกิจ ไม่เว้นแม้ธุรกิจเฉพาะทาง ด้วยการเพิ่มกลุ่มสินค้าโรงงานและสินค้าธุรกิจ HORECA ผ่านประสบการณ์การช้อปแบบ Omnichannel พร้อมบริการจัดส่งสินค้าที่แม่นยำ รวดเร็ว มั่นใจได้ ด้วยต้นทุนโลจิสติกส์ที่ต่ำลง จากการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการคลังสินค้าและบริการจัดส่งมาตรฐานสากล

F – Franchise Stores Nationwide : เกื้อหนุนให้ธุรกิจชุมชนหรือร้านค้าปลีกรายย่อยที่เป็น ร้านแฟรนไชส์ “ออฟฟิศเมท พลัส” เติบโตไปพร้อมกัน ด้วยการทลายข้อจำกัดในด้านพื้นที่แสดงสินค้าของร้านค้าปลีกท้องถิ่น โดยใช้เทคโนโลยีและระบบการจัดการเพิ่มศักยภาพให้สามารถขายสินค้าได้เหมือนออฟฟิศเมททุกประการ ผ่านบริการรับสั่งซื้อออนไลน์ที่หน้าร้าน พร้อมให้บริการจัดส่งถึงที่ทั่วประเทศ คลังสินค้าของออฟฟิศเมทจึงเป็นเสมือนคลังสินค้าของร้านแฟรนไชส์

M – Marketplace for B2B Solutions : ผลักดันการเป็นผู้นำ B2B E-Commerce โดยออฟฟิศเมทเตรียมเปิดตัว B2B Marketplace ในปลายปีนี้ ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการธุรกิจ B2B รายย่อย เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โดยสามารถขายสินค้าได้มากขึ้นและเติบโตไปพร้อมกับออฟฟิศเมทโดยไม่ต้องกังวลกับการลงทุนในด้านโลจิสติกส์

ทั้งนี้ นางสาววิลาวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า คลังสินค้าไฮเทคอัจฉริยะแห่งใหม่ของออฟฟิศเมทนี้ สร้างเสร็จสิ้นและเปิดให้บริการแล้วบนพื้นที่กว่า 45 ไร่ มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 30 ไร่ หรือกว่า 50,000 ตร.ม. รองรับสินค้าพร้อมส่งมากกว่าเดิมถึง 5 เท่า บริการจัดส่งด้วยรถขนส่งที่พร้อมให้บริการลูกค้าทุกวันทำการมากกว่า 200 คันต่อวัน ระบบจัดการและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยได้รับการออกแบบและถูกเลือกมาใช้เพื่อให้ทุกมิติพร้อมตอบโจทย์การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า B2B และเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ได้แก่

• ASRS (Automated Storage & Retrieval System) : เทคโนโลยีการจัดเก็บสินค้าในแนวสูงบนชั้นวางสูง 12 เมตร เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่เพื่อรองรับสินค้าพร้อมขายสูงสุด พร้อมค้นหาสินค้าอัตโนมัติและนำสินค้าออกด้วยแขนกลอัจฉริยะตามคำสั่งซื้ออย่างถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว

• I-PACK (Automatic Forming & Packing System) : ระบบขึ้นรูปกล่อง ติดบาร์โค้ด และแพ็คกล่องสินค้า พร้อมสมาร์ทเซ็นเซอร์ที่วัดความสูงสินค้า เพื่อตัด พับ และปิดกล่องให้พอดีกับขนาดสินค้า ซึ่งช่วยลดความเสียหายระหว่างนำส่งสินค้า

• UNI-SHUTTLE: เทคโนโลยีการจัดเก็บสินค้าอัตโนมัติเพื่อรอนำส่ง โดยทำงานร่วมกับระบบ Route Planning เพื่อคำนวณเส้นทางการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้มั่นใจว่าลูกค้ากว่า 99% ของเรา จะได้รับสินค้าที่ถูกต้อง ครบถ้วน อย่างรวดเร็ว ตามมาตรฐานการบริการ*

วันนี้ออฟฟิศเมทพร้อมที่จะเคียงข้างและเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจไทย ก้าวต่อไปของคุณ ก้าวไปกับออฟฟิศเมท “Go Further. Go Faster.”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คุณรู้จัก “วิลล่าวิชาลัย” ไหม!! ณ มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

เมื่อเอ่ยนาม “วิลล่าวิชาลัย” หลายคนอาจรู้จักและอาจเคยได้ยิน แต่บางท่านอาจจะยังไม่รู้จักและไม่คุ้นเคยว่าคืออะไร เช่นเคยวันนี้กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ มจพ. พามารู้จักโรงแรม “วิลล่าวิชาลัย” เป็นอาคารปฏิบัติการการท่องเที่ยวและโรงแรม วิลล่าวิชาลัย ให้แก่นักศึกษาภาควิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี “วิลล่าวิชาลัย” มีห้องประชุมสำหรับจัดประชุมสัมมนา ห้องประชุม CONVENTION ROOM สามารถรองรับแขกมาสัมมนาได้ประมาณ 150 คน (แบบ Class Room หรือ Theater) โต๊ะจีน จัดงานเลี้ยงสังสรรค์ รองรับได้ประมาณ 25 โต๊ะ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และยังรับจัดงานเลี้ยงต่าง ๆ สถานที่ก็ไม่ไกลจากกรุงเทพ

ผศ.ดร.สุทธิชัย พิสุทธิ์เสรีวงศ์ หัวหน้าภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี เปิดเผยว่า โรงแรม “วิลล่าวิชาลัย” เป็นอาคารปฏิบัติการการท่องเที่ยวและโรงแรมของนักศึกษาที่เข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรปริญญาตรีบริหารธุรกิจบัณฑิต (4 ปี) สาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม (ชื่อหลักสูตร บธ.บ. การจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม) ชื่อภาษาอังกฤษ BBA : Bachelor of Business Administration in Tourism and Hotel Management คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มุ่งเน้นพัฒนาบัณฑิตให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพในภาคการบริการด้านอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและด้านการโรงแรม ซึ่ง มจพ. ต้องการให้นักศึกษาในภาควิชาบริหารธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ได้ใช้สถานที่ในการฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ ที่สามารถปฏิบัติงานได้จริงและเกิดทักษะความชำนาญในการทำงานเหมือนกับในสถานประกอบการจริงในธุรกิจโรงแรม ดังนั้น อาคารปฏิบัติการโรงแรมวิลล่าวิชาลัย จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบสนองทักษะการเรียน การทำงานที่สำคัญในธุรกิจโรงแรมในด้านต่างๆ เช่น ทักษะการทำงานด้านห้องพัก (Housekeeping) ทักษะด้านการบริการอาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage) ทักษะด้านการต้อนรับส่วนหน้า (Front) ทักษะด้านการจัดประชุมสัมมนา (Meeting & Convention) และงานด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันหลักสูตรการเรียนการสอนสาขาวิชาการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการโรงแรม ได้รับความสนใจจากนักศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละปีจะเปิดรับนักศึกษาที่จบจากทั้งสายวิทย์และสายศิลป์ ระดับชั้นมัธยมปีที่ 6 และ ปวช. ชั้นปีที่ 3 เข้ามาศึกษาต่อในหลักสูตรการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม มีทั้งหมด 2 หลักสูตรได้แก่ 1) หลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี และ 2) หลักสูตร 3 ปีต่อเนื่อง (เปิดรับสมัครในปี พ.ศ.2562 เป็นปีแรก) ส่วนค่าเทอม 19,000 บาท โดยประมาณ

หลักสูตรการจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม สามารถตอบโจทย์ท้องถิ่นหรือความสนใจของนักศึกษาในส่วนของท้องถิ่นในจังหวัดปราจีนบุรี และ ส่วนภาคตะวันออก ได้แก่ นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี ตราดฯ และ ในส่วนกรุงเทพฯ และ ปริมณฑล ได้เป็นอย่างดี ด้วยกันหลายปัจจัย อาทิ 1) เป็นหลักสูตรที่สอนทั้งการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและการโรงแรม และธุรกิจบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ครอบคลุมทุกมิติในอุตสาหกรรมบริการ 2) มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นธรรมชาติ บรรยากาศดี อาการดี ติดกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเป็นเส้นทางแหล่งโอโซนอันดับ 7 ของโลก 3) ผู้ปกครองอยากให้เรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของ มจพ. และบรรยากาศเหมาะแก่การเรียน 4) คำแนะนำจากรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วว่าที่วิทยาเขตปราจีนบุรี บรรยากาศเหมาะแก่การเรียน ครู-อาจารย์สอนให้ความเป็นกันเองมีความใกล้ชิดในการเรียน และการดูแลการปรับตัวในด้านต่างๆ เป็นอย่างดี และ 5) อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น

โรงแรมวิลล่าวิชาลัยนอกจากจะให้นักศึกษาได้เรียนฝึกปฏิบัติแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังอนุญาตให้เปิดบริการต้อนรับบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการได้ โดยมีอัตราการให้บริการและลักษณะห้องดังนี้

1) Superior Room (Twin Bed) ราคา 700 บาท

2) Family Room (Triple bed) ราคา 1,000 บาท

3) Executive Room (King Size Bed) ราคา 1,100 บาท

อัตราค่าห้องพักไม่รวมอาหารเช้า สำหรับค่าเช่าห้องประชุม เต็มวัน (8 ชม.) ราคา 10,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์) และค่าเช่าห้องประชุม ครึ่งวัน (4 ชม.) ราคา 6,000 บาท (ไม่รวมอุปกรณ์โสตทัศนูปกรณ์) การเรียนการสอนมีความทันสมัยและสอดคล้องกับเหตุการณ์ปัจจุบันของตลาดทางด้านธุรกิจอุตสาหกรรมการบริการ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ เกิดทักษะความชำนาญในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมการบริการ หลักสูตรดังกล่าวจึงสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมการบริการ รวมถึงการผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม และจริยธรรมตรงตามวัตถุประสงค์ของตลาดอุตสาหกรรมบริการอย่างดีที่สุด

สอบถามรายละเอียดและสำรองห้องพักได้ที่ โรงแรมวิลล่าวิชาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้
พระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี โทรศัพท์ 092-439-8497 หรือ 037-217-340 ต่อ 405


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ธุรกิจบ้านเช่ากับโอกาสของผู้ซื้อและผู้ขาย

การมีบ้านเป็นของตัวเองน่าจะเป็นความต้องการของคนส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งเพราะค่านิยมในสังคมว่าการมีบ้านแสดงถึงความมั่นคงในชีวิต และยังสนองความต้องการด้านจิตใจในการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระด้วย อย่างไรก็ตามใช่ว่าทุกคนจะสามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้ ด้วยปัจจุบันมีหลายปัจจัยที่ไม่เอื้ออำนวยให้หลาย ๆ คนเป็นเจ้าของบ้านได้ง่าย ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยการทำงาน การเดินทาง การใช้ชีวิตหรือการบริหารจัดการการเงินส่วนตัว

ถึงแม้ว่าปัจจุบันตัวเลือกของที่อยู่อาศัยจะมีมากขึ้น ทว่าระดับราคาก็ปรับสูงตามเนื่องจากที่ดินสำหรับพัฒนาโครงการมีน้อยลง ราคาจึงแพงตามดีมานด์ที่มีมากขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสูงขึ้น จึงต้องขายในราคาที่แพงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะทำเลที่มีความต้องการสูง นอกจากนี้การขยายตัวของเศรษฐกิจ โครงการเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐบาล การลงทุนขยายเส้นทางรถไฟฟ้าไปยังปริมณฑล ล้วนส่งผลให้ราคาที่ดินโดยเฉพาะแถบซีบีดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากรายงาน DDproperty Property Index พบว่าแนวโน้มการเติบโตของราคาในรอบ 2 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 17 โดยปัจจัยสำคัญอยู่ที่ต้นทุนในการพัฒนาโครงการ โดยเฉพาะราคาที่ดินที่สูงขึ้นเนื่องจากการขยายเส้นทางรถไฟฟ้

พฤติกรรมและการใช้ชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเลือกเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย ผลสำรวจ ความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ (DDproperty Consumer Sentiment Survey) รอบล่าสุดของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ เว็บไซต์สื่อกลางอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเว็บไซต์ในเครือพร็อพเพอร์ตี้กูรูในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย พบว่าผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียล (ใน 4 ประเทศ) กว่า 1 ใน 4 ยังอาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ แต่ก็มีแนวคิดที่จะมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง และเมื่อเจาะลึกเข้ามาที่ไทยพบว่า คนไทย 26% ยังอาศัยอยู่กับพ่อ-แม่ 29% มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 1 ปี ในขณะที่ 9% อาศัยในบ้าน-ห้องเช่า หรือกำลังมองหาอสังหาฯ เพื่อการเช่าอยู่ ซึ่งเหตุผลที่คนไทยยังไม่พร้อมที่จะซื้อที่อยู่อาศัย เนื่องจาก 43% ยังไม่มีความพร้อมทางด้านการเงิน และอีก 33% ยังมองว่าอสังหาฯ มีราคาสูงเกินไป

แต่เมื่อคนกลุ่มนี้ตัดสินใจจะซื้อที่อยู่อาศัย มักจะใช้เวลาในการพิจารณาจนกว่าจะเจอตัวเลือกที่ตรงกับความต้องการและเข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของตนเป็นหลัก

สำหรับด้านการบริหารจัดการการเงินของผู้บริโภคในปัจจุบันพบว่ามีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยพบว่าไตรมาส 3 ปี 2561 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของไทยอยู่ที่ 77.9% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเกิดใหม่อื่น ๆ ที่โดยปกติจะอยู่ที่ 40% สะท้อนให้เห็นปัญหาการขาดวินัยทางการเงิน ทั้งด้านการวางแผนการใช้จ่ายรวมไปถึงการออมด้วย

การขยายตัวของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) ก็มีบทบาทอย่างมากในการอำนวยความสะดวกให้กับคนที่ชอบโยกย้ายที่อยู่อย่างกลุ่ม Digital Nomads ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการเกิดขึ้นของแพล็ตฟอร์มอย่าง Airbnb ที่ให้บริการปล่อยเช่าที่พักที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศรวมทั้งไทย ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อสภาพตลาดอสังหาริมทรัพย์ของดีดีพร็อพเพอร์ตี้ ที่พบว่าคนไทยกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำการสำรวจมีความสนใจโมเดลการให้บริการของ Airbnb และอยากให้ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนทางด้านอุตสาหกรรมการเช่าอย่างเป็นระบบมากขึ้น นอกจากนี้ข้อมูลล่าสุดยังพบอีกว่าในปีนี้มีนักท่องเที่ยวจองที่พักผ่าน Airbnb เพื่อท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ในไทยเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อน

จากปัจจัยข้างต้นทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งทำได้เพียงเช่าที่พัก หรือเลือกที่จะเช่ามากกว่าจะมีที่อยู่อาศัยของตนเอง (อย่างน้อยในช่วงที่ยังไม่สามารถรับภาระการผ่อนระยะยาวได้) ซึ่งทั้งการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยต่างก็มี “ข้อดี” แตกต่างกันดังนี้้

เช่าบ้าน
• สามารถตัดสินใจโยกย้ายที่อยู่อาศัยให้ใกล้กับที่ทำงานหรือที่เรียนได้ง่าย
• ไม่ต้องกังวลเรื่องการบำรุงรักษาบ้าน ทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการหาผู้รับเหมา เพราะเป็นหน้าที่ของเจ้าของบ้าน
• ไม่มีค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการดาวน์ การผ่อนชำระเป็นเวลานานถึง 20-30 ปี ไปจนถึงเรื่องดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้น-ลงไปตามสภาพเศรษฐกิจ
• เหมาะสมกับผู้ที่ยังมีรายได้ไม่มากนักและยังไม่พร้อมจะมีภาระผ่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 20-30 ปี
• เมื่อพบเจอเพื่อนบ้านหรือสภาพแวดล้อมไม่น่าอยู่ ก็สามารถตัดใจหาที่อยู่ใหม่ได้ทันที
• สามารถบริหารจัดการรายได้ได้ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องรับภาระอื่นๆ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีโรงเรือน หรือค่าบำรุงรักษาส่วนกลางนิติบุคคล เป็นต้น

ซื้อบ้าน
• สามารถใช้ประโยชน์จากภาษี โดยเอาดอกเบี้ยเงินกู้บ้านมาลดหย่อนภาษีได้ (บุคคลธรรมดานำดอกเบี้ยมาลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 1 แสนบาท)
• ออกแบบตกแต่งหรือต่อเติมหรือที่อยู่อาศัยได้ตามสไตล์ที่ต้องการ
• รัฐบาลมักมีนโยบายสนับสนุนให้ประชาชนเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย เช่น โครงการบ้านล้านหลัง ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำจากธนาคารของรัฐ
• เป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันการขอสินเชื่อได้
• มีต้นทุนในการอยู่อาศัยคงที่ แต่ถ้าเช่าบ้านอาจต้องจ่ายค่าเช่าเพิ่มขึ้นซื้อไว้เพื่อลงทุนเก็งกำไรในอนาคต เพราะมีผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยจากธนาคาร
• ซื้อไว้เพื่อลงทุนเก็งกำไรในอนาคต เพราะมีผลตอบแทนดีกว่าดอกเบี้ยจากธนาคาร

เมื่อพิจารณาด้านนโยบายจากภาครัฐ จะเห็นได้ว่ามีการออกกฏหมายเพื่อคุ้มครองผู้เช่าที่อยู่อาศัยมากขึ้น โดย…

• ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกเก็บค่าเช่าล่วงหน้าได้เกินกว่าหนึ่งเดือน และเงินประกันมูลค่าเกินกว่าค่าเช่าหนึ่งเดือน
• ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าก่อนสิ้นสุดสัญญาได้ โดยต้องบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้ให้เช่ารับทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
• ผู้ให้เช่าไม่สามารถกําหนดอัตราค่าบริการกระแสไฟฟ้าและน้ำประปาเกินกว่าอัตราที่ผู้ให้บริการกระแสไฟฟ้าน้ำประปาเรียกเก็บจากผู้ให้เช่าได้

ซึ่งกฎหมายใหม่นี้ จะเพิ่มความคุ้มครองให้กับผู้เช่าที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้เช่าสามารถตัดสินใจเช่าได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ทั้งผู้เช่าและผู้ให้เช่ายังได้ประโยชน์จากความโปร่งใสในกระบวนการกำหนดเงื่อนไขการเช่าที่มีแนวทางชัดเจนอีกด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อบ้านเป็นของตนเอง ภาครัฐก็มีนโยบายเพื่อสนับสนุนหลายโครงการ เช่น

• โครงการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแห่งรัฐ (โครงการบ้านล้านหลัง) ที่สนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์และจัดซื้อหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ในราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท
• โครงการบ้านประชารัฐที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยการสนับสนุนผู้มีรายได้น้อย ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองบนที่ดินที่รัฐกำหนดไว้ ซึ่งมีโครงการที่พักอาศัย เช่น บ้านแฝด บ้านแถว อาคารชุดพักอาศัย พื้นที่ไม่ต่ำกว่า 28 ตารางเมตร ขายในระดับราคา 350,000 – 700,000 บาทต่อหน่วย

อย่างไรก็ตามนอกจากนโยบายจากภาครัฐจะช่วยสนับสนุนการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยข้างต้นแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อตลาดการเช่าและการซื้อที่อยู่อาศัยบางส่วนด้วย อย่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2563 ส่วนหนึ่งของข้อบังคับเป็นการเก็บภาษีสิ่งปลูกสร้างประเภทบ้านพักอาศัย บ้านหลังที่สองรวมถึงห้องชุดและอาคารพาณิชย์ อาจจะเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ผู้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ดังกล่าวนำมาปล่อยเช่าเพื่อหารายได้แทนที่จะปล่อยว่างและต้องเสียภาษีทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์หลายรายการที่ไม่ต้องการขายหรือไม่สามารถขายได้เนื่องจากซัพพลายในตลาดมีเกินกว่าดีมานด์ เมื่อจำนวนที่อยู่อาศัยปล่อยเช่ามีจำนวนมากขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนจากการเช่าลดลง

ไม่ว่าจะตัดสินใจซื้อหรือเช่าที่อยู่อาศัย การมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกทั้งประเภทอสังหาริมทรัพย์ การออกแบบที่ถูกใจ และที่ตั้งในทำเลที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตล้วนเป็นสิ่งจำเป็น นอกจากปัจจัยภายนอกดังกล่าวแล้ว การพิจารณาปัจจัยภายในคือการสำรวจความพร้อมและความต้องการของตัวเองก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ในฐานะสื่อกลางในการซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับหนึ่งของไทย มีทั้งข้อมูลและคำแนะนำจากกูรูที่จะช่วยให้ผู้บริโภครู้สึกมั่นใจในการตัดสินใจมากขึ้น

รู้จักกับ DDproperty

DDproperty (ดีดีพร็อพเพอร์ตี้) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางซื้อ-ขายอสังหาริมทรัพย์อันดับ 1 ของไทย และเป็นเว็บไซต์ในเครือ PropertyGuru Group (พร็อพเพอร์ตี้กูรู กรุ๊ป) ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของเอเชีย อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากผู้ที่กำลังค้นหาบ้านทั่วภูมิภาคเอเชียที่เข้ามาเยี่ยมชมและใช้บริการบนเว็บไซต์กว่า 25 ล้านรายในแต่ละเดือน
พร็อพเพอร์ตี้กูรูและบริษัทในเครือช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาที่อยู่อาศัยทั่วภูมิภาคได้เข้าถึงรายการประกาศขาย-เช่าที่มีมากกว่า 2 ล้านรายการ อีกทั้งยังมีข้อมูลเชิงลึกและโซลูชั่นต่าง ๆ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, อินโดนีเซีย และเวียดนาม ใช้ประกอบการตัดสินใจครั้งสำคัญได้อย่างมั่นใจ
PropertyGuru.com.sg เริ่มให้บริการครั้งแรกในปี 2550 ด้วยการปฏิวัติตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสิงคโปร์ด้วยการนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้และช่วยให้การหาบ้านมีความโปร่งใสมากขึ้น ในช่วงเวลากว่าทศวรรษที่ผ่านมา พร็อพเพอร์ตี้กูรูได้พัฒนาและเติบโตจากสื่ออสังหาฯ ชั้นนำของภูมิภาคมาเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีที่มีการเติบโตสูง มีเว็บไซต์สื่อกลางอสังหาฯ อันดับ 1 อยู่ภายใต้การบริหาร มีแอปพลิเคชั่นที่มีรางวัลเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ มีแพล็ตฟอร์มที่ดีที่สุดเพื่อช่วยส่งเสริมการขายให้กับผู้พัฒนาอสังหาฯ อย่าง PropertyGuru FastKey อีกทั้งยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาฯ ที่สำคัญ ๆ อาทิ การจัดงานแจกรางวัลด้านอสังหาฯ กิจกรรมส่งเสริมการตลาด รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ทั่วภูมิภาคเอเชีย
สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ www.ddproperty.com

ข้อมูลอ้างอิง:
• ธนาคารแห่งประเทศไทย; รายงานนโยบายการเงินมีนาคม 2562
• MBO Partners State of Independence; Digital Nomadism: A Rising Trend
• ฝ่ายพัฒนาองค์กรและธุรกิจ กองทุนบำเหน็จบำนาญ; รู้รอบด้าน การวางแผนการเงิน
• กระทรวงการคลัง; พระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. ได้รับรางวัล Industry Solutions Award ครั้งแรกในประเทศไทยจาก IEOM Society International เพื่อการพัฒนาหลักสูตร ป.โท เป็น TH Industry 4.0

ศ.ดร.อรรถกร เก่งพล เป็นศาสตราจารย์ทางวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับรางวัล Industry Solutions Award และ EU (Erasmus+ Programme Capacity-Building projects in the field of Higher Education: E+CBHE) ในการให้ทุนในการพัฒนาหลักสูตร Master’s Degree Program in Industrial Engineering for Thailand Sustainable Smart Industry – MSIE 4.0 ในช่วงเวลา 3 ปี ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย และอุตสาหกรรมไทยจะได้นำหลักสูตรนี้มาปรับใช้ในการเรียนการสอนของประเทศไทยในการผลิตวิศวกรที่มีความพร้อมต่อ Thailand Smart Industry 4.0

สืบเนื่องจากทุนวิจัยจาก European Union (EU) เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากมาก เพราะเนื่องจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลกต่างก็สนใจในการขอรับทุนทั้งสิ้น ในปี 2017 มีมหาวิทยาลัยจากทั่วโลกส่งเอกสารขอทุน EU (Erasmus+ Programme Capacity-Building projects in the field of Higher Education: E+CBHE) จำนวน 756 International Proposals มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้ร่วมกับอีก 8 มหาวิทยาลัยในประเทศไทยและยุโรป เป็นผู้ขอทุนทุนวิจัยจาก European Union (EU) โดยทุนวิจัยจาก European Union (EU)

นี้คือการพัฒนาหลักสูตร Master’s Degree Program in Industrial Engineering for Thailand Sustainable Smart Industry – MSIE 4.0 โดยต้องผ่านทั้งเกณฑ์มาตรฐานและคุณภาพของการวิจัย ซึ่งจะคัดเลือกการให้ทุนแก่นักวิจัยที่มีความสามารถยอดเยี่ยมและสร้างสรรค์ รวมถึงการบูรณาการเครือข่ายองค์กรความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรม เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของงานวิจัย อีกทั้งยังช่วยองค์กรในการพัฒนานวัตกรรมการคิดค้นทางเทคโนโลยี เป็นการขับเคลื่อนด้วยการทำงานใช้ทรัพยากรร่วมกัน ด้วยคุณภาพจาก KMUTNB ทำให้ Industrial Engineering and Operations Management Society (IEOM) Society International, Michigan USA ซึ่งเป็นองค์กรระดับสากลที่มีชื่อเสียงมาเป็นเวลานานพิจารณาให้รางวัล Industry Solutions Award ซึ่งเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่ได้รับ In Recognition and Appreciation of Pioneering IE4.0 Research and Manufacturing Excellence in the National and International Level in the Industrial Engineering and Operations Management Profession

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต้องขอขอบคุณทาง IEOM Society International, USA ที่มอบรางวัล Industry Solutions Award ดังกล่าว

ขวัญฤทัย ข่าว – ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

HPE และ Nutanix ลงนามสัญญาเพื่อให้บริการ Hybrid Cloud as a Service ทั่วโลก

การร่วมมือเป็นพันธมิตรกันครั้งนี้ ช่วยขยายศักยภาพทางธุรกิจของ HPE GreenLake และช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกที่ดีและเป็นอิสระในการเลือกโซลูชั่นเพื่อใช้สร้างกลยุทธ์ไฮบริดคลาวด์ของตนเอง

กรุงเทพฯ, 11 เมษายน 2562 – ฮิวเลตต์ แพคการ์ด เอ็นเตอร์ไพรส์ (HPE) และนูทานิคซ์ (NTNX) ประกาศร่วมเป็นพันธมิตรระดับโลก ในการนำโซลูชั่นการให้บริการไฮบริดคลาวด์แบบบูรณาการ (Integrated Hybrid Cloud as a Service) ออกสู่ตลาด โดยนำซอฟต์แวร์เอ็นเตอร์ไพรส์คลาวด์โอเอส (Enterprise Cloud OS) ของนูทานิคซ์ซึ่งมาพร้อมอะโครโพลิส ไฮเปอร์ไวเซอร์ (Acropolis Hypervisor: AHV) ผสานรวมเข้ากับ HPE GreenLake เพื่อให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการไฮบริดคลาวด์ได้อย่างครบวงจร ซึ่งช่วยลดต้นทุนรวมได้อย่างมาก และช่วยให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้น (accelerates time to value) และตามข้อตกลงนี้ พันธมิตรด้านช่องทางการจัดจำหน่ายของนูทานิคซ์จะสามารถขายเซิร์ฟเวอร์ HPE ที่มีซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ติดตั้งอยู่ได้ ดังนั้นลูกค้าจะสามารถซื้ออุปกรณ์ที่มีโซลูชั่นติดตั้งมาครบครันได้ในอุปกรณ์เดียว

นวัตกรรมและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สร้างความกดดันอย่างต่อเนื่องให้กับการทำธุรกิจในปัจจุบัน การนำวิธีการแบบเดิมๆ มาใช้กับไฮบริดไอทีก่อให้เกิดความท้าทายมากมาย เช่น ระบบงานที่ซับซ้อนทำให้ต้องใช้เจ้าหน้าที่ด้านไอทีจำนวนมาก การใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ทั้งยังมีความกังวลเกี่ยวกับเวนเดอร์ล็อคอิน ความท้าทายเหล่านี้ทำให้องค์กรธุรกิจต่างสูญเสียความยืดหยุ่นในโลกธุรกิจปัจจุบันที่ลูกค้าและผู้เกี่ยวข้องต่างต้องการทางเลือกหลากหลายและความคล่องตัวสูง

ความร่วมมือของ HPE และ NTNX ในครั้งนี้ช่วยขจัดความท้าทายเหล่านี้ได้ ด้วยการนำเสนอทางเลือกที่น่าสนใจอย่างมากซึ่งช่วยลดต้นทุนและลดความซับซ้อน HPE และ NTNX ร่วมกันนำเสนอโครงสร้างการบริหารจัดการไฮบริดคลาวด์แบบครบวงจรในลักษณะ as a Service ซึ่งใช้ได้ทั้งในศูนย์ข้อมูลที่ตั้งอยู่ ณ องค์กรของลูกค้าเอง และ ณ สถานที่ที่เป็น co-location

การผสานรวมระหว่าง HPE GreenLake และซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ เหมาะกับลูกค้าที่ต้องการใช้นูทานิคซ์ และนำเทคโนโลยีไฮเปอร์ไวเซอร์ AHV ของนูทานิคซ์ไปใช้งานกับแอปพลิเคชั่น และงานที่หลากหลาย เช่น ใช้งานกับเวิร์กโหลดสำคัญต่างๆ และแอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวกับบิ๊กดาต้า ใช้กับเวอร์ชวลไลซ์ tier-1 เวิร์กโหลด เช่น เอสเอพี (SAP), ออราเคิล (Oracle) และไมโครซอฟต์ (Microsoft) รวมถึงการใช้งานกับแอปพลิเคชั่นแบบเวอร์ชวลบิ๊กดาต้า เช่น สปรังค์ (Splunk) และฮาดูป (Hadoop)

ประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งาน HPE GreenLake aaS:

• ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ลดเงินลงทุน และลดค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายให้กับผู้ให้บริการเฉพาะทางต่างๆ – การผสานรวมเทคโนโลยีของ HPE และ NTNX ครั้งนี้ ให้ความมั่นใจว่าลูกค้าจะสามารถลดต้นทุนรวมได้มากอย่างแน่นอน จากผลการวิจัยของนูทานิคซ์ที่ได้มอบหมายให้ไอดีซีทำการสำรวจเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ไฮเปอร์คอนเวิร์จของนูทานิคซ์ พบว่า ลูกค้าสามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในรอบห้าปีได้ถึง 60% และจากรายงานของ HPE ที่มอบหมายให้ Forrester จัดทำการสำรวจเกี่ยวกับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการใช้ HPE GreenLake พบว่า ลูกค้าได้ประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนได้ 30 เปอร์เซ็นต์ จากการที่สามารถขจัดความจำเป็นในการทำ overpovisioning ออกไป และลดค่าใช้จ่ายที่ใช้จ้างบริการระดับมืออาชีพและบริการสนับสนุนด้านเทคเนิคลงได้ 90 เปอร์เซ็นต์1

• เน้นด้านนวัตกรรม และการเร่งให้ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนเร็วขึ้น – การที่ HPE เป็นโมเดลด้านไอทีแบบ aaS ทำให้การเปลี่ยนมาใช้ HPE นี้ช่วยเพิ่มผลิตผลมากขึ้น 40 เปอร์เซ็นจากการลดภาระงานให้กับพนักงานฝ่ายไอที และร่นระยะเวลาการทำงานโครงการด้านไอทีต่างๆ ลง 65 เปอร์เซ็นต์2

• ทางเลือกที่ดีและไม่ซับซ้อน – ลูกค้าสามารถใช้ไฮเปอร์ไวเซอร์ที่ฝังตัวมาเบ็ดเสร็จโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ผ่านบริการ aaS และสามารถใช้ประโยชน์จาก single-click ของนูทานิคซ์ ที่ช่วยให้ใช้งานและปรับขนาดการใช้งานเวอร์ชวลไลซ์เวิร์กโหลดได้อย่างง่ายดายเพียงคลิกเดียว เมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบเก่าแล้ว เทคโนโลยีของนูทานิคซ์ช่วยลดชั่วโมงการทำงานของพนักงานไอทีลง 61% ไม่ว่าจะเป็นเวลาในการใช้งาน การบริหารจัดการ และการให้การสนับสนุนด้านเทคนิคต่างๆ ซึ่งช่วยเสริมให้ HPE GreenLake ให้บริการได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น3

นายอันโตนิโอ เนรี ประธานและซีอีโอของ HPE กล่าวว่า “HPE ได้สร้างระบบที่ติดตั้งอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ (on-premises) ที่ทันสมัยให้กับตลาดที่ลูกค้าสามารถใช้บริการในรูปแบบ as a service ได้ตามปริมาณหรือจำนวนที่ต้องการใช้ด้วย HPE GreenLake ปัจจุบันมีลูกค้าทั่วโลกหลายร้อยรายใช้ HPE GreenLake และได้รับประสิทธิภาพและประโยชน์จากการใช้งานคลาวด์ไปพร้อมๆ กับความปลอดภัย สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่จำเป็น และได้ใช้แอปพลิเคชั่นอย่างเต็มประสิทธิภาพ บนสภาพแวดล้อมของระบบที่ติดตั้งอยู่ภายในสำนักงาน ในขณะเดียวกันลูกค้าสามารถจ่ายเงินในการใช้บริการเท่ากับที่ใช้จริงเท่านั้น ขณะนี้เรากำลังขยายไปยังตลาดนี้ด้วยการมอบทางเลือกมากขึ้นให้แก่ลูกค้าที่กำลังมองหาการใช้ไฮบริดคลาวด์ที่รับประกันว่าจะมีความคล่องตัวมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง”

นายดีราช ปานเดย์ ผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และประธานของนูทานิคซ์ กล่าวว่า “ลูกค้าของเราบอกเราว่าแอปพลิเคชั่นที่พวกเขาใช้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด การเป็นพันธมิตรของ NTNX กับ HPE จะเป็นการมอบทางเลือกที่ดีให้กับลูกค้าของนูทานิคซ์เพื่อช่วยให้ลูกค้าไม่ต้องกังวลกับโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีอีกต่อไป และหันไปทำงานเกี่ยวกับแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่สำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจ นูทานิคซ์ยินดีที่ได้เป็นพันธมิตรกับ HPE เพื่อนำประโยชน์มาสู่องค์กรธุรกิจต่างๆ ที่กำลังมองหาโซลูชั่นไฮบริดคลาวด์ที่ใช่สำหรับธุรกิจของตน”

HPE GreenLake เป็นโซลูชั่นแบบ aaS ระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรมที่ใช้กับระบบไอทีที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร (on-premises) ที่มอบประสบการณ์การใช้งานคลาวด์ให้ก้บดาต้าเซ็นเตอร์ของลูกค้าที่ติดตั้งอยู่ในองค์กร และที่ติดตั้งอยู่ ณ co-location ด้วยคุณสมบัติที่ลูกค้าสามารถจ่ายค่าใช้งานที่ผันแปรไปตามปริมาณการใช้งานจริงไม่ว่าจะเป็นการใช้งานเวิร์กโหลดหรือแหล่งข้อมูลต่างๆ สามารถปรับขนาดได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของลูกค้า และให้การสนับสนุนทางเทคนิคที่มีคุณภาพในระดับการใช้งานในองค์กร การที่แนวทางและรูปแบบการเป็นพันธมิตรของ HPE นั้นทรงประสิทธิภาพและระบบนิเวศน์ของพันธมิตรกำลังเติบโต ส่งผลให้ลูกค้าสามารถทำงานกับโครงการด้านไอทีสำคัญๆ ของตนโดยสามารถออกแบบโซลูชั่นด้านไอทีต่างๆ ได้ด้วยเทคโนโลยีที่เลือกเอง และใช้งานเทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างไม่ซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ได้จากการลดการทำ overprovisioning เพิ่มการใช้งานทรัพยากรด้านไอทีให้เต็มที่และได้รับผลตอบแทนจากโครงการนั้นๆ เร็วขึ้น4

ทั้งนี้ พันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายของนูทานิคซ์จะสามารถจำหน่ายเซิร์ฟเวอร์ HPE ที่ติดตั้งซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ในลักษณะเป็นอุปกรณ์หนึ่งเดียวได้โดยตรง ลูกค้าของนูทานิคซ์จะสามารถใช้งานโซลูชั่นที่ผสานรวมกันนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ อุปกรณ์ส่งตรงจากโรงงานของ HPE จากฐานการติดตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก อุปกรณ์มีความปลอดภัยสูง, มีนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของเซิร์ฟเวอร์ ProLiant และ Apollo จาก HPE และ ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS จากนูทานิคซ์ เพื่อทำให้สภาพแวดล้อมของด้าต้าเซ็นเตอร์มีความทันสมัย และเป็นการรวมศูนย์การสนับสนุนทางเทคนิคที่มีคุณภาพให้กับแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ลูกค้าเลือกใช้

ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ที่ทำงานกับ HPE GreenLake และอุปกรณ์ครบวงจรที่ใช้ซอฟต์แวร์ของนูทานิคซ์กับเซิร์ฟเวอร์ HPE รุ่นต่างๆ คาดว่าจะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562

HPE และ Nutanix จะจัดแสดงโซลูชั่นที่ผสานรวมนวัตกรรมทางเทคโนโลยีของทั้งสองบริษัท ณ งานประชุมลูกค้า Nutanix .Next ปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2562 ที่เมืองอนาไฮม์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และ ณ งาน HPE Discover ระหว่างวันที่ 17-19 มิถุนายน 2562 ที่ลาสเวกัส รัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา

เกี่ยวกับนูทานิคซ์
นูทานิคซ์เป็นหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์ และโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮเปอร์คอนเวิร์จ ช่วยให้ฝ่ายไอทีไม่ต้องกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และสามารถมุ่งเน้นกับความสำคัญบนแอปพลิเคชั่น และบริการที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ บริษัททั่วโลกใช้ซอฟต์แวร์ Enterprise Cloud OS ของนูทานิคซ์ เพื่อให้บริหารจัดการแอปพลิเคชั่นได้ในคลิกเดียวและสามารถโยกย้ายไปมาได้ทั้งพับลิคคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และดิสทริบิวเต็ดเอจด์คลาวด์ ดังนั้นจึงสามารถใช้แอปพลิเคชั่นได้ทุกขนาด และทุกรูปแบบด้วยต้นทุนรวมที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้องค์กรสามารถให้บริการสภาพแวดล้อมไอทีประสิทธิภาพสูงตามความต้องการได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ดูแลการทำงานของแอปพลิเชั่นต่างๆ สัมผัสประสบการณ์เสมือนคลาวด์อย่างแท้จริง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.nutanix.comหรือติดตามเราได้ที่ทวิตเตอร์ @nutanix


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มหิดลอินเตอร์ จัดงานแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษา และ พร้อมชวนศิษย์เก่าที่มีชื่อเสียง ร่วมแชร์ประสบการณ์ ในกิจกรรม THM – Alumni Talk

เมื่อเร็วๆ นี้ ณ อาคารอทิตยาทร วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ สรายุทธ สุภาพรรณชาติ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานเปิดงานแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษาและกิจกรรม THM – Alumni Talk โดยมีรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ กล่าวแถลงผลการรับรองคุณภาพการศึกษาของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต (การจัดการบริการนานาชาติ หรือ International Hospitality Management) ที่ได้รับการรับรองจาก Ted-Qual โดยองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ หรือ UNWTO และมาตรฐานการศึกษาสากลตามเกณฑ์จาก AUN-QA ซึ่งเป็นหลักสูตรการจัดการบริการนานาชาติเป็นหลักสูตรระดับปริญญาตรีแห่งแรกในประเทศไทย งานนี้ยังได้รับเกียรติศิษย์เก่าจากคณะ THM ที่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพต่างๆ และมีชื่อเสียงระดับแถวหน้าของประเทศมาร่วมพูดคุยและแชร์ประสบการณ์

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาชั้นนำหลายแห่งแข่งกันเปิดหลักสูตรนานาชาติรองรับกับความต้องการของตลาดการศึกษา และความเป็นเออีซีประชาคมอาเซียนในโลกที่เปิดอย่างไร้พรมแดน…
กระนั้น มหาวิทยาลัยของรัฐที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ ที่ได้รับการกล่าวขานมาแรงในช่วง 10 ปีหลัง หนึ่งในนั้นต้องยกให้ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (Mahidol University International College หรือ MUIC)

ล่าสุด วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศได้รับรางวัลผ่านมาตรฐานการศึกษาระดับโลกของ TedQual เป็นหลักสูตรปริญญาตรีด้านการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) จากองค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ และยังถือเป็นที่แรกของประเทศไทย หลักสูตรการจัดการการบริการนานาชาติเป็นหลักสูตรต้นๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก โดยเนื้อหาหลักๆ มีทั้งการบริการ (service quality) การตลาด (marketing) การจัดการทรัพยากรบุคคล (HRM) เรียนเป็นผู้จัดการต้องรู้จักการใช้คน ดังนั้นต้องฝึกตั้งแต่ระดับล่างจนถึงบน เพื่อให้เข้าใจสภาพการทำงานของแต่ละฝ่าย และการเรียนพื้นฐานของสายบริหารด้วย เช่น บัญชี สถิติ เศรษฐศาสตร์ และจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งของสาขานี้ คือต้องเรียนภาษาที่ 3 ด้วย โดยจะมีให้เลือกเช่น ภาษาเยอรมัน จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสเปน เป็นต้น

และที่สำคัญของการได้เรียนที่นี่คือการได้ลองฝึกงานจริงจากโรงแรม ศาลายา พาวิลเลี่ยนเทียบเท่าระดับโรงแรม 4 ดาว โดยฝึก 4 แผนกหลัก คือ
1. Front Office
2. Food and Beverages
3. Kitchen
4. Housekeeping

นอกจากโรงแรมแล้ว ยังมีการเชื่อมกับหน่วยงานระดับชาติภายนอก และต่างประเทศเพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกประสบการณ์จากของจริง เด็กจะต้องเรียนรู้ทักษะหลากหลาย ทั้งการเป็นเจ้าของผู้ประกอบการธุรกิจ การแข่งขันในปัจจุบันแบบองค์รวม ตรงนี้จึงเป็นการบูรณาการทั้งหมด

“มากกว่าเรียนการบริการ คือเรียนความเป็นคน”

หากจะให้สะท้อนนิยาม ความหมายของการเรียนการบริการที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management) ให้เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นหัวข้อนี้ คำถามคือทำไม? ทำไมสิ่งที่ได้มากกว่าการเรียนบริการ แต่ได้เรียนความเป็นคน ทุกๆ คำตอบถูกตอบชัดเจนมาเมื่อหลายปีก่อน ที่ศิษย์เก่าค่อยๆ เรียนจบออกไป ไปใช้ชีวิต ประกอบหน้าที่การงานในหลายๆ สายอาชีพ และต่างก็ประสบความสำเร็จในทางของตัวเอง ที่สำคัญหลายๆ ท่าน ได้ออกไปสร้างประโยชน์ ให้สังคมมากมาย เพียงแค่ลองหยิบมาส่วนหนึ่งจากทั้งหมดเพื่อยกตัวอย่าง หลังจากได้สัมภาษณ์ก็พอจะทราบได้เลยว่าทุกๆ ท่าน ได้ถูกบ่มเพาะ ดึงข้อคิดต่างๆ แม้จะไม่ใช่ความรู้ที่ได้จากในห้องเรียนทั้งหมด บ้างก็ได้แง่คิดในการดำเนินชีวิตระหว่างฝึกงานจริง บ้างได้รู้จักการเรียนรู้คน การตระหนักถึงการตอบแทนและทำเพื่อสังคมอย่างแท้จริง ที่สำคัญทุกคนไม่เคยทิ้งความฝันของตนเอง เพราะไม่ได้หยุดตัวเอง หรือตีกรอบตัวเองจากสิ่งที่ตนเรียนจบออกไป แต่ต่างก็ออกไปเดินตามฝัน เลือกนำความรู้ไปต่อยอดในสายอาชีพที่ตัวเองรัก และถนัด และถึงแม้ทุกคนจะอยู่ในสายงานใดก็ตาม สิ่งที่ทุกคนยังคงมีเหมือนกันคือ การมองเห็นความเป็นคน ซึ่งมุมมองของแต่ละคนนั้นก็ได้ให้แง่คิดที่แตกต่างกันออกไปอย่างน่าสนใจ และน่าจับตามอง ไม่ว่าจะเรื่องในการใช้ชีวิต หรือการเดินตามแง่คิดในชีวิตของตนเองจนประสบความสำเร็จผ่านธุรกิจหลายแบรนด์ดังในประเทศไทยที่คุณเองก็อาจจะคุ้นหู คุ้นตากันมาบ้างในหลายปีหลังนี้

ดวงดาวที่ประสบความสำเร็จจาก สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ (International Hospitality Management )

คุณวิสา เบญจพรชัย (คุณหุ้น) : Pilot / First Officer / NokScoot Airline


นักบินสาวสวยแห่งค่ายนกสกู๊ต …. กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ หลังจากจบ มหิดลอินเตอร์ หลักสูตร การจัดการการบริการนานาชาติ เธอทำตามความฝัน จนสำเร็จการได้เป็นนักบินหญิง คนที่ 4 ของสายการบินนกสกู๊ต กล่าวว่า “อย่าคิดว่าเราทำไม่ได้ เพราะหุ้นก็ไม่ได้คิดว่าจะมาถึงได้ขนาดนี้เหมือนกัน เพราะมันไม่มีใครที่บินได้ตั้งแต่เกิด แต่หุ้นจะคิดและถามตัวเองก่อนว่าทำไมอยากเป็น หาคำตอบให้ได้ว่าเราอยากเป็นจริงๆ นะ และทุกครั้งที่เราเจอปัญหา หรืออุปสรรคที่กว่าจะไปถึงจุดๆ นั้น เราต้องอดทนและข้ามผ่านมันไปให้ได้ แต่ที่หุ้นคิดคำเดียวคือห้ามยอมแพ้ และก็ทำให้เต็มที่ค่ะ”

คุณก้องวุฒิ ชัย วงศ์ขจร (เชฟก้อง) Chef and Owner Locus Native Food Lab


เชฟก้องวุฒิ …. ผู้รังสรรค์อาหารในนิยามความยากคือความง่าย เชฟก้องวุฒิ เลือกโฟกัสร่ำเรียนปริญญาตรี สาขาการจัดการการบริการนานาชาติ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล และได้พบความชัดเจนของของตัวเองในการเป็นเชฟ ปัจจุบันเป็นเจ้าของร้านอาหาร และเชฟที่ร้าน Locus Native Food Lab จ.เชียงราย เชฟก้องมีหนึ่งจุดหมายหลักในการรังสรรค์อาหารของเค้าคือ การยกระดับให้กับทรัพยากรท้องถิ่นในเชียงราย ทรัพยากรในที่นี้ไม่ใช่เพียงวัตถุดิบ หรือกรรมวิธี แต่รวมไปถึงภูมิปัญญาที่ส่งต่อ และเพื่อไม่ให้ภูมิปัญญาตรงนี้หายไป เชฟก้องเลือกที่เข้าไปเรียนรู้ความเรียบง่ายของชีวิตที่เชียงราย ซึ่งดันเป็นที่ที่คนที่นั่นมีเป้าหมายในชีวิตชัดเจนที่สุดด้วยประโยคที่ว่า “ถ้าป่าดูแลเค้า เค้ามีหน้าที่ดูแลป่า” นั่นเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เชฟก้องเลือกทางเดินด้วยหนึ่งหลักการในชีวิตง่ายๆ คือการตอบแทนแผ่นดิน. . .

คุณพัทธมน เมฆะวรากุล ( คุณโบ ) Managing Director of Instill Agency and Vice President of Cape Dara Resort Pattaya

เราต้องหาจุดที่ดีที่สุด ….. นั้นคือ คือจุดเริ่มต้นของเธอ ไม่ยากเลยที่จะทำงาน 2 อย่างได้ดีในเวลาเดียวกันและเป็นงานที่เธอรักทั้งคู่ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี ที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยามหิดล เธอได้บินไปเรียนต่อระดับปริญญาโท ที่อังกฤษ เธอเลือก Marketing & Communication และเรียนด้าน Advertising and Design ควบคู่กัน เมื่อเรียนจบได้กลับมาดูแลธุกรกิจโรงแรมของครอบครัว เธอขึ้นแท่นเป็นผู้บริหารระดับสูง ด้วยเป้าหมาย การสร้างแบรนด์โรงแรม ไทยให้คนทั่วโลก ได้รู้จักและยอมรับ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังมีบริษัท Agency ของเธอเองที่คอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ออกแบบ การประชาสัมพันธ์แบบครบวงจร

คุณสารัช กมลธรไท (แฟลช) Marketing Director, Sarach Marketing Ltd.

จากเรียนจบวิทยานานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล คือจุดเริ่มต้นของหนุ่มเพชรบูรณ์ผู้ผูกพันกับมะขามตั้งแต่เด็กจนโต สู่การแปรรูปมะขามหลากหลายชนิด เพิ่มมูลค่าสินค้าและส่งขายทั่วประเทศ และส่งออกไปสู่ต่างประเทศ สร้างรายได้กว่าร้อยล้านต่อปี โดยมีความตั้งใจที่จะยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นให้ออกสู่ตลาดโลก และยังช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนพื้นที่ ให้มีรายได้ เปิดช่องทางทำมาหากินกันได้แบบต่อเนื่องอีกด้วย

คุณคริสโตเฟอร์ ไรท์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Chris English School นักแสดงและผู้ดำเนินรายการ English Delivery

คริสโตเฟอร์ ไรท์ ผู้ปลุกกระแสการสอนภาษาอังกฤษ หลังเรียนจบปริญญาตรีคริสโตเฟอร์ ไรท์ได้เริ่มทำงานในด้านอื่นๆ ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นอาจารย์สอนภาษาอังกฤษอย่างเต็มตัวในเวลาไม่นาน ชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมาเกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษด้วยวิธีที่สนุกสนาน มีสไตล์เป็นของตัวเองนั้นยังคงเป็นที่รู้จักกันเฉพาะในแวดวงการศึกษาเท่านั้น หาได้โดดเด่นเป็นรู้จักในวงกว้างไม่ แต่เขาก็เชื่อมั่นว่าต้องมีสักวันที่เป็นวันของเขา…

คุณอรพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ (ออโต้ ) เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า P.MITH

คุณอรพัทย์ ธนากิจปฐมพงศ์ กับการทำให้ผู้ชายในยุคนี้ตื่นตัวในการแต่งตัว การสร้างแบรนด์เสื้อผ้าที่ฉีกสายงานตัวเองจากงานบริการ ไปเป็นงานแฟชั่น และดันไปจนถึงจุดที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่ด้วย passion ความหลงใหล การเอาใจใส่ในทุกๆ รายละเอียดของงานทำให้แบรนด์ P.MITH ประสบความสำเร็จอย่างมากในวงการแฟชั่นบุรุษซึ่งเป็นแบรนด์ไทยที่น่าจับตามองอีก 1 แบรนด์ นอกจากนั้น P.MITH ยังเป็นหนึ่งใน Fashion Week Project ที่ชื่อว่า Boy of Bangkok ที่รวม 3 แบรนด์สุภาพบุรุษชั้นนำขึ้นรันเวย์ออกสู่สายตาชาวโลกอีกด้วย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บีไอจี นำเทคโนโลยีจัดส่ง LNG ร่วมสนับสนุน ปตท. เนรมิตงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบาน ครั้งที่ 8”

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมครบวงจรของประเทศไทย เปิดเผยว่า ในการจัดงาน “มหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบานที่ระยอง ครั้งที่ 8 ” จัดขึ้นโดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระหว่างวันที่ 6-21 เมษายน 2562 ณ สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อ.เมือง จ.ระยอง บีไอจีในฐานะผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ให้กับภาคอุตสาหกรรมได้ให้บริการส่งมอบ LNG ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานความปลอดภัยจากอเมริกาเพื่อจัดส่งก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ในรูปแบบของเหลวโดยการทำก๊าซให้เย็นลงถึงระดับติดลบ 161 องศาเซลเซียส สำหรับใช้ในการดูแลพืชเมืองหนาวในงานแสดงนี้“

การบริการขนส่ง LNG ให้กับ ปตท. ในงานมหัศจรรย์ไม้เมืองหนาว ทิวลิปบาน ที่ จ.ระยอง เป็นอีกหนึ่งบริการของบีไอจีและเป็นการนำความเย็นของ LNG มาใช้ประโยชน์นอกภาคอุตสาหกรรม บีไอจีเองมีความชำนาญการบริหารจัดการและส่งมอบผลิตภัณฑ์ก๊าซอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยให้กับลูกค้า มีการเปิดตลาดทำธุรกิจเป็นผู้ให้บริการก๊าซธรรมชาติเหลวอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่ง LNG คือก๊าซธรรมชาติที่ถูกเปลี่ยนสถานะจากสภาพปกติที่เป็นก๊าซ ทำให้กลายสภาพเป็นของเหลวภายใต้สภาวะเยือกแข็ง ปตท. จะนำความเย็นนี้ไปใช้ในการดูแลรักษาคุณภาพไม้เมืองหนาว ให้มีความคงทนตลอดระยะเวลาการจัดแสดงงาน”

นายปิยบุตรกล่าวว่า บีไอจีเล็งเห็นถึงความสำคัญของก๊าซ LNG นอกจากการบริการด้านการขนส่งก๊าซที่บีไอจีมีความเชี่ยวชาญแล้วนั้น บีไอจียังเป็นตัวแทนในการจัดจำหน่าย LNG ให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่นอกแนวท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ในอนาคตภาคอุตสาหกรรมจะมีความต้องการใช้ LNG มากขึ้นตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ นอกจากราคาของ LNG จะสามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ อีกทั้ง LNG ยังเป็นพลังงานสะอาด ช่วยลดมลพิษด้านสิ่งแวดล้อม มีกระบวนการเผาไหม้ที่สมบูรณ์และมีความปลอดภัยเหมาะกับการนำมาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม


 

Exit mobile version