Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยคว้าสัญญา 5G กว่า 50 ฉบับ พร้อมส่งมอบสถานีฐาน 5G กว่า 200,000 ชุดแล้ว

เฉิงตู ประเทศจีน/ 3 กันยายน 2562 – วันนี้ งานหัวเว่ย เอเชีย-แปซิฟิก อินโนเวชั่น เดย์ ครั้งที่ 5 ได้เริ่มขึ้นแล้วอย่างเป็นทางการที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน โดยธีมการจัดงานในปีนี้คือ Innovation Enables Asia-Pacific Digitalization (นวัตกรรมรังสรรค์เอเชียแปซิฟิกให้เป็นดิจิทัล) มีตัวแทนจากหน่วยงานรัฐบาล อุตสาหกรรม และนักวิชาการในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและภูมิภาคอื่นๆ เข้าร่วมงานกว่า 200 คน เพื่ออภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในเรื่องเทคโนโลยีและการใช้งาน 5G ใหม่ๆ การพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมไปถึงเทคโนโลยี มนุษยชาติ และธรรมชาติ

5G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่กำลังขยายการให้บริการไปทั่วโลก คือรากฐานของโลกอัจฉริยะ ซึ่งทุกสิ่งอย่างเชื่อมต่อกัน ปัจจุบัน เราเริ่มก้าวสู่ยุคของ 5G และยังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เพื่อนำดิจิทัลไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วทั้งโลก การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมได้ก้าวจากยุคของเครื่องจักรและอิเล็กทรอนิกส์ ไปสู่ยุคของระบบอัตโนมัติและดิจิทัล มร. วิลเลียม สวี กรรมการบริษัทหัวเว่ย และประธานบริหารของสถาบันแห่งการวิจัยยุทธศาสตร์ กล่าวในงานว่า “5G มาถึงในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ เทคโนโลยี 5G มีความครอบคลุมกว้าง แบนด์วิดท์สูง และความหน่วงต่ำ เมื่อเทียบกับการเชื่อมต่อแบบเก่า และยังสามารถจัดหา slicing สำหรับการใช้งานในรูปแบบต่างๆ ด้วย คุณสมบัติใหม่นี้ทำให้ 5G สามารถปรับใช้ได้กับการใช้งานในอุตสาหกรรมที่ซับซ้อนหลากหลาย ด้วยความก้าวหน้าของ 5G จะมีแอปพลิเคชั่นที่ขับเคลื่อนด้วย 5G หลายอย่างที่จะเปลี่ยนโลกของเรา ในขณะเดียวกัน 5G, AI, IoT และคลาวด์ ก็ได้ทำให้ชีวิตในทุกๆ วัน และสิ่งแวดล้อมของเราดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้นอีกด้วย”


วิลเลียม สวี กรรมการบริษัทหัวเว่ย และประธานบริหาร สถาบันแห่งการวิจัยยุทธศาสตร์

หัวเว่ยช่วยผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั่วเอเชียแปซิฟิกเปิดให้บริการ 5G ได้เร็วขึ้น

เอเชียแปซิฟิกกลายเป็นภูมิภาคชั้นนำของโลกในด้านการเปิดให้บริการ 5G โดยมีเกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในโลกที่เปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ และตั้งแต่เริ่มเปิดให้บริการ 5G เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน จำนวนผู้สมัครใช้บริการเทคโนโลยี 5G ได้เพิ่มสูงเกิน 2 ล้านรายแล้ว ประเทศเกาหลีใต้ได้กลายเป็นมาตรฐานของโลกสำหรับการเปิดให้บริการ 5G เชิงพาณิชย์ ในขณะที่ประเทศจีนได้มีการสร้างเครือข่าย 5G ขนาดใหญ่สำหรับการทดลองให้บริการเชิงพาณิชย์ ผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมรายใหญ่ทั้ง 3 ราย ก็ได้ติดตั้งเครือข่าย 5G ในเมืองหลักๆ รวมถึงปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กวางโจว เซิ่นเจิ้น และเฉิงตู ซึ่งมีอัตราความเร็วของการดาวน์โหลดสูงถึง 1 Gbps หรือเทียบได้กับการดาวน์โหลดภาพยนตร์ HD ความละเอียดสูงระดับ 1080P เรื่องหนึ่งได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที

เทคโนโลยี 5G กลายเป็นความจริงแล้ว ขณะนี้ ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม 35 รายใน 20 ประเทศทั่วโลกได้เปิดให้บริการ 5G แล้ว และอีก 33 ประเทศได้มีการจัดสรรคลื่น 5G แล้ว

หัวเว่ยได้เซ็นสัญญา 5G เชิงพาณิชย์แล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก และได้ส่งมอบ Massive MIMO AUU ไปแล้วกว่า 200,000 หน่วย หัวเว่ยคร่ำหวอดในธุรกิจการติดตั้ง 5G เชิงพาณิชย์และยังคอยศึกษาวิจัยรูปแบบการใช้งานใหม่ๆ อยู่เสมอ บริษัทมุ่งมั่นที่จะมอบผลิตภัณฑ์ โซลูชัน ตลอดจนสถานการณ์การใช้งานเทคโนโลยี 5G ที่ล้ำสมัยและปลอดภัยที่สุด บริษัทปรารถนาที่จะร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเอเชียแปซิฟิกเพื่อเร่งการติดตั้ง 5G พร้อมใช้เทคโนโลยีดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป้าหมายของเราคือการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพของสังคม และเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของอุตสาหกรรม

การเปิดตัวเครือข่าย 5G แบบ Stereo-Coverage ทำให้เกิดการใช้งานในรูปแบบสร้างสรรค์ ซึ่งขับเคลื่อนด้วย 5G มากขึ้น

ในงาน ไชน่า โมบาย เสฉวน และหัวเว่ยได้เปิดตัวเครือข่าย 5G แบบ Stereo-Coverage ซึ่งประกอบไปด้วยเลเยอร์ Basic Coverage เลเยอร์ Capacity Experience และการครอบคลุมภายในอาคารสำหรับรูปแบบการใช้งานแบบ High–Value เพื่อให้เกิดการครอบคลุมของ 5G แบบไร้รอยต่อ นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้จับมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมและบริษัทพันธมิตรอื่นๆ อีกหลายราย เพื่อสาธิตแอปพลิเคชันการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมใหม่ๆ มากมาย รวมถึง 5G+VR, วิดีโอ 5G+8K, 5G+โดรน, การแพทย์ทางไกล 5G และรถพยาบาลฉุกเฉิน 5G ทั้งหมดนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าการใช้เทคโนโลยี 5G ในเชิงพาณิชย์นำไปปรับใช้ได้กับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย

ผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานรัฐบาล อุตสาหกรรม และนักวิชาการ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในมุมมองต่างๆ อาทิ การวางนโยบาย การกำกับ และการพัฒนาอุตสาหกรรมให้เป็นดิจิทัล เป็นต้น โดยพวกเขาได้กล่าวถึงการใช้งานเทคโนโลยีใหม่ๆ สามารถสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมการเรียนรู้และการป้องกันระบบนิเวศทางธรรมชาติ พร้อมแบ่งปันกรณีศึกษาเรื่องการเสริมสมรรถนะให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ ด้วยเทคโนโลยี 5G และ AI

เทคโนโลยีเพื่อสิ่งดีๆ – การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเปิดโลกอัจฉริยะที่ดีกว่าเดิม

StorySign คือแอปพลิเคชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่ใช้เทคโนโลยีการจดจำภาพและการจดจำลักษณะของสายตา เพื่อแปลหนังสือเด็กให้เป็นภาษามือ ช่วยให้เด็กที่พิการทางการพูดและการได้ยินสามารถเรียนรู้วิธีอ่านได้

ในประเทศคอสตาริก้า บริษัทชื่อ เรนฟลอเรสต์ คอนเนกชั่น ได้ติดตั้งอุปกรณ์เฝ้าระวังพลังงานแสงอาทิตย์ในป่าฝนขนาด 2,500 ตารางกิโลเมตร ด้วยศักยภาพการวิเคราะห์อันชาญฉลาดและดาต้าสตอเรจขนาดยักษ์ของหัวเว่ย คลาวด์ อุปกรณ์เฝ้าระวังนี้สามารถที่จะประมวลเสียงที่ซับซ้อนในป่าได้แบบเรียลไทม์ และระบุเสียงของเลื่อยยนต์และรถบรรทุกได้อย่างถูกต้อง เพื่อเป็นการป้องกันการลักลอบตัดไม้อย่างผิดกฎหมาย

การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส การดูแลรักษาโลก และการพัฒนาการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์และธรรมชาติอย่างกลมกลืน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคนในสังคม เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ 5G, คลาวด์, IoT และ AI จะช่วยพลิกโฉมโลก ที่ซึ่งทุกสิ่งจะรับรู้ถึงกัน เชื่อมโยงกัน และมีความอัจฉริยะ โลกอัจฉริยะกำลังมาถึงทุกคน ทุกองค์กร และทุกอุตสาหกรรม เทคโนโลยีกำลังทำให้โลกของเราน่าอยู่มากขึ้น

ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา งานหัวเว่ย อินโนเวชั่น เดย์ จัดเวียนไปในเมืองต่างๆ ทั้งลอนดอน มิลาน มิวนิก ปารีส สิงคโปร์ ซิดนีย์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ ดูไบ และเซาเปาโล หัวเว่ยยึดมั่นในหลักการเรื่องการเปิดกว้าง นวัตกรรม ความร่วมมือ และความสำเร็จร่วมกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม มจพ. วิทยาเขตระยอง จัดอบรมหลักสูตร พัฒนาศักยภาพตนเองสู่ความสำเร็จ

ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
วิทยาเขตระยอง เปิดอบรมหลักสูตร “การค้นหาตัวตนเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต”
เนื้อหาการฝึกอบรมนี้เกี่ยวกับการแนะนำผู้เข้าอบรมให้เตรียมตัวเข้าสู่พื้นฐานการพัฒนาศักยภาพความเป็นมนุษย์ และเทคนิคการค้นหาตัวตนเพื่อนำความสามารถของตนเองมาใช้งานได้อย่างเต็มที่ โดยการใช้เทคนิคการพัฒนาศักยภาพ 6 ด้าน หลักสูตรนี้เหมาะสำหรับพนักงานทุกคนทุกระดับ เพื่อตรวจสอบศักยภาพในตัวตนและดึงออกมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คุณสมบัติผู้เข้าอบรม 1. พนักงาน หรือ บุคคลทั่วไปที่สนใจค้นหาตัวตนและพัฒนาศักยภาพตนเองสู่ความสำเร็จ และ 2. ผู้บริหารที่ต้องการเพิ่มศักยภาพผู้นำสู่ความเป็นเลิศ ระยะเวลาอบรม 1 วัน รับผู้เข้าอบรม รุ่นละ 20 คน สถานที่จัดอบรม : ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมทรัพยากรมนุษย์เพื่ออุตสาหกรรม ตำบลมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง รายละเอียดวัน – เวลาการอบรม

รุ่นที่ 1 วันเสาร์ที่ 5 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.
รุ่นที่ 2 วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.
รุ่นที่ 3 วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.
รุ่นที่ 4 วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.
รุ่นที่ 5 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2562 เวลา 09.00 – 16.00 น.
วิทยากรได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.รินทร์ฤดี พลายเพ็ชร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาศักยภาพมนุษย์

สนใจสมัครออนไลน์ได้ที่  หรือ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ 038-627-000 ต่อ 5601 มือถือ 081-611-6445

ขวัญฤทัย ข่าว -ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กำหนดการขึ้นทะเบียนบัณฑิต มจพ. เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2561

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดการขึ้นทะเบียนบัณฑิต เพื่อเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2561 ระหว่างวันที่ 2 – 20 กันยายน 2562 สามารถขึ้นทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ http://ceremony.kmutnb.ac.th
สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับงานพระราชทานปริญญาบัตร เพิ่มเติมที่เว็บไซต์ กลุ่มงานทะเบียนและสถิตินักศึกษา http://acdserv.kmutnb.ac.th ตั้งแต่กันยายน 2562 เป็นต้นไป โดยมีค่าใช้จ่ายสำหรับการขึ้นทะเบียนบัณฑิต 1,600 บาท สามารถชำระทางธนาคารกรุงเทพ ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร, ATM, mBanking, iBanking โดยระบุ ServiceCode เป็น KMTNBALU

►บัณฑิตที่มีปัญหาในการกรอก เลขประจำตัวนักศึกษา และเลขประจำตัวประชาชน ไม่ผ่าน
ติดต่อ กลุ่มงานทะเบียนและสถิตินักศึกษา โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1628-1635 หรือโทรศัพท์สายตรง 0-2587-4341

►บัณฑิตที่มีปัญหาในการกรอกข้อมูลในแบบสอบถาม ติดต่อ กองแผนงาน โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 1655-1656 หรือโทรศัพท์สายตรง 0-2586-9011


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

INTERMAT ASEAN และ CONCRETE ASIA 2019 งานแสดงสินค้าด้านการก่อสร้างระดับภูมิภาค

บริษัท อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น แมเนจเมนท์ จำกัด จับมือ สมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพันธมิตรร่วมจัดงาน INTERMAT ASEAN และงาน CONCRETE ASIA 2019 งานแสดงสินค้า เครื่องจักร นวัตกรรม เพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง โครงสร้างพื้นฐาน และคอนกรีต พร้อมด้วยสัมมนาวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ และการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยและผู้ซื้อจากทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย

เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทย ที่มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศโดยเฉพาะแผนเชื่อมโยงระบบคมนาคมขนส่งทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อสร้างรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม เสริมสร้างความปลอดภัยในการเดินทางและขนส่ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงรวบรวมผู้ประกอบการจากทั่วโลกมาจัดแสดงสินค้ากว่า 300 แบรนด์ ในระหว่างวันที่ 5-7 กันยายน 2562 ณ อาคาร 9-10 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี คาดว่าจะมีบุคคลากรทางอุตสาหกรรมก่อสร้างเข้าร่วมงานกว่า 5,000 ราย
INTERMAT ASEAN และ CONCRETE ASIA 2019 ยังมีกิจกรรมภายในงานฯ อาทิ อินโนเวชั่น โซน และสัมมนาดังนี้

• จัดแสดง Thailand Green Road “โครงการบล็อกปูถนนรีไซเคิล” ในความดูแลของ ผศ. ดร.เวชสวรรค์ หล้ากาศ ที่นำขยะถุงพลาสติกมาผลิตบล็อกปูถนนรีไซเคิล ที่มีค่าความแข็งแรงของยางมะตอยสูงกว่ามาตรฐาน 300 เปอร์เซ็นต์
• จัดแสดงขีดความสามารถและอุปกรณ์ด้านการทดสอบวัสดุ Building Code ผลงานการออกแบบบ้านสำเร็จรูป เพื่อผู้ประสบภัย และมาตรฐานทางด้านกฎหมายเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยกรมโยธาธิการและผังเมือง
• จัดแสดงนวัตกรรมรถหัวลากขนาดใหญ่ 10 ล้อ 420 แรงม้า ยูโร 4 เกียร์ 12 สปีด สำหรับรุ่นเส้นทางขนส่งระยะไกล
• จัดแสดงนวัตกรรมการขึ้นรูปวัสดุเซรามิกส์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
• สาธิตเพ้นท์พื้นเป็นลาย 3 มิติ โดยผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก
• สาธิตการติดตั้งนั่งร้านและระบบนั่งร้าน
• สัมมนาเรื่อง การนำ Digital และ BIM มาใช้ในการออกแบบงานทาง
• เทคนิคการดัดแปลงโครงสร้างอาคาร
• หลักสูตรสำหรับผู้ควบคุมการทำงานบนที่สูง (หลักสูตรประกาศนียบัตร)
• เทคนิคการออกแบบแก้ไขฐานรากเยื้องศูนย์
• หลักสูตรการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน CPR& AED ภาคประชาชน
• กรณีศึกษานวัตกรรม BIM กับการออกแบบการก่อสร้างระบบชิ้นส่วนคอนกรีตสำเร็จรูป
• วิวัฒนาการ-อนาคต การรถไฟและระบบขนส่งทางรางของประเทศไทย โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมการขนส่งทางราง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
• วิเคราะห์แนวโน้มราคาคอนกรีตจาก BIG DATA โดย BUILK ONE Group

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ โทร 02-833-5315 อีเมล์ info@concrete-asia.com , info@asean.intermatconstruction.com หรือเว็บไซต์ www.concrata-asia.com , https://asean.intermatconstruction.com

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แชฟฟ์เลอร์จับมือมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ผนึกกำลังดันโซลูชั่น e – F@ctory

บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์เปอเรชั่นและบริษัท แชฟฟ์เลอร์ เทคโนโลยี AG และ KG จำกัด ผู้จำหน่ายสินค้าด้านยานยนต์และอุตสาหกรรมระดับโลก ประกาศความร่วมมือด้านยุทธศาสตร์ระดับโลกอย่างเป็นทางการในฐานะเครือข่ายพันธมิตร (e-F@ctory Alliance Network) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด e-F@ctory ของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์เปอเรชั่นที่สนับสนุนบริษัทที่มีมาตรการในการปรับเปลี่ยนการทำงานไปสู่ระบบดิจิทัล

ดร.สเตฟาน สปินด์เลอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายอุตสาหกรรม บริษัท แชฟฟ์เลอร์ AG กล่าวว่า “การนำเสนอโซลูชั่นอุตสาหกรรม 4.0 ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้าได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน เราเชื่อมั่นว่าด้วยความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความรู้ด้านระบบของแชฟฟ์เลอร์และมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ที่ร่วมเป็นพันธมิตรด้านยุทธศาสตร์ในครั้งนี้ จะทำให้แชฟฟ์เลอร์นำเสนอโซลูชั่นที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้าและตลาดชิ้นส่วนยานยนต์และอุตสาหกรรม อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิ้นส่วนที่ครบวงจรได้”

ภาพจำลองของอุตสาหกรรม 4.0 นั้นโดดเด่นด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ และมีความยืดหยุ่นในการผลิตสูง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย และระบบอุตสาหกรรม 4.0 ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบและเครื่องจักรที่ทำงานเชื่อมต่อกันด้วยระบบดิจิทัล เช่น การรวมการทำงานเครื่องจักรและข้อมูลโรงงานเข้ากับระบบการผลิต (MES-Manufacturing Execution Systems) และระบบวางแผนทรัพยากรการผลิตในองค์กร (ERP-Enterprise Resource Planning Systems)

ด้านนายโนริยูกิ ชิมิซุ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานโรงงานอัตโนมัติ บริษัท มิตซูบิชิ
อีเล็คทริค คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเราประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการร่วมกันในหลายประเทศ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ตอนนี้เราพร้อมที่จะขยายความร่วมมือในระดับโลกร่วมกับแชฟฟ์เลอร์”

ทั้งนี้บริษัท แชฟฟ์เลอร์ และมิตซูบิชิ อีเล็คทริค จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโซลูชั่นของอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะช่วยลดการหยุดทำงานของเครื่องจักรและช่วยเพิ่มผลผลิตให้กับลูกค้า เช่น เครื่อง SLMP โปรโตคอล ซึ่งเป็นระบบตรวจสอบสภาพที่ใช้ในแชฟฟ์เลอร์ โดยมีเซนเซอร์สื่อสารกับโปรแกรมควบคุมของมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ที่ส่งสัญญาณกำหนดค่าคุณลักษณะได้ จากนั้นโปรแกรมควบคุมระบบ (PLC) จะประมวลผลข้อมูลในรูปแบบข้อความธรรมดาและแสดงขึ้นบนหน้าจอ ในส่วนของการรวมข้อมูลที่เพิ่มเติมนั้นจะช่วยให้ระบบตรวจสอบสภาพเชื่อมต่อกับโปรแกรมควบคุมระบบ (PLC) ของโรงงานที่เกี่ยวข้องได้ โดยผ่านเครือข่ายสายเคเบิลและโปรโตคอล Modbus

นอกจากนี้บริษัทแชฟฟ์เลอร์ ได้มีส่วนช่วยสร้างแนวคิดการรวมผลิตภัณฑ์เมคคาทรอนิกส์ ระบบตรวจสอบสภาพการทำงานและบริการดิจิทัลเพื่อสร้างแอพพลิเคชั่นโซลูชั่น 4.0 เข้าไว้ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการสร้างผลิตภัณฑ์ และบริการที่สามารถกำหนดได้เอง โดยมุ่งเน้นให้เกิดประสิทธิภาพของระบบโดยรวมทั้งหมด บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค คอร์เปอเรชั่นจะเน้นนำเสนอระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการประมวลผลที่หลากหลาย รวมถึงโปรแกรมควบคุมระบบ (PLC) อินเวอร์เตอร์ หุ่นยนต์ เซอร์โวไดรฟ์ และเอชเอ็มไอ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพให้กับโรงงานได้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กสอ. ผนึกสถาบันอาหาร ติวเข้ม SMEs ชูนวัตกรรมและเทคโนโลยีแปรรูป ผุด 20 ผลิตภัณฑ์ต้นแบบออกสู่ตลาดปลายปีนี้

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) ร่วมกับสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “โครงการยกระดับศักยภาพ SMEs อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูป ภายใต้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ปีงบประมาณ 2562” ผลักดัน SMEs จำนวน 120 ราย จาก 50 กิจการ ให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอาหารแปรรูป เรียนรู้และทดลองใช้เครื่องจักรสมัยใหม่ ณ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมด้านอาหารแปรรูป (ITC – Mie Thailand Innovation Center) ตั้งเป้าพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหารแปรรูปต้นแบบให้ได้ 20 ผลิตภัณฑ์

นางอริยาพร อำนรรฆสรเดช นักวิเคราะห์นโยบายและแผนเชี่ยวชาญ กองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม(กสอ.) กล่าวว่า “โครงการยกระดับศักยภาพ SMEs อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูป” เป็นโครงการที่ได้รับงบประมาณจาก กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ปีงบประมาณ 2562 ซึ่งกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยกองพัฒนาขีดความสามารถธุรกิจอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มดำเนินการเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาและยกระดับภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปของไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น โดยการพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูปให้แก่บุคลากรในอุตสาหกรรมการผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีการแปรรูป

“มั่นใจว่าผลจากการดำเนินงานครั้งนี้ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมอาหารแปรรูปตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะกลุ่มแปรรูปที่ใช้วัตถุดิบจากข้าว ธัญพืช ผัก และผลไม้ เพราะหากกลุ่มผู้ประกอบการอาหารในอุตสาหกรรมกลางน้ำได้รับการพัฒนาศักยภาพในเชิงทักษะการผลิต รวมทั้งองค์ความรู้ในการพัฒนาสินค้านวัตกรรม ก็จะสามารถขยายผลไปยังเกษตรกรต้นน้ำที่จะได้รับประโยชน์จากความต้องการวัตถุดิบการผลิตที่เพิ่มขึ้น และสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการปลายน้ำ เช่น ร้านค้า ผู้บริโภค ก็จะมีสินค้าที่มีคุณภาพมาตรฐานเพื่อเป็นทางเลือกมากขึ้น”

นางอรวรรณ แก้วประกายแสงกูล ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันอาหาร หน่วยงานเครือข่ายกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สถาบันอาหาร ได้รับมอบหมายจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้เป็นผู้ดำเนินกิจกรรมครั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1) กิจกรรมการอบรมทั้งภาคทฤษฎัและปฏิบัติเน้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อ “เทคนิคการผลิตผลิตภัณฑ์ในภาชนะบรรจุปิดสนิทในสภาวะที่มีความเป็นกรดต่ำและปรับกรด” และ “เทคนิคการผลิตผลิตภัณฑ์อาหารอบแห้ง” จำนวน 50 กิจการ 2) กิจกรรมการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ต้นแบบ เปิดให้

ทดลองใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรแปรรูป จำนวน 20 กิจการ โดยดำเนินการ ณ ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมด้านอาหารแปรรูป (ITC – Mie Thailand Innovation Center) ซึ่งตั้งอยู่ภายในที่ทำการสถาบันอาหาร โดยผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการมีการทดลองใช้เครื่อง Freeze dry, Tray Dryer, Spray Dryer, และ Vacuum Dryer เป็นต้น ทั้งนี้ได้เริ่มจัดอบรมไปแล้วเมื่อวันที่ 16 – 17 ส.ค. ที่ผ่านมา และแบ่งผู้อบรมออกเป็น 5 รุ่น เพื่อรับการอบรมภาคปฏิบัติให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเตรียมเปิดตัวอีโคซิสเต็ม “คุนเผิง” ในงาน Asia-Pacific Innovation Day

กรุงเทพฯ ประเทศไทย/ 30 สิงหาคม 2562 – หัวเว่ยเตรียมเปิดตัวระบบอีโคซิสเต็ม คุนเผิง และจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G ล่าสุด ที่งาน Asia-Pacific Innovation Day ณ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน ในเดือนกันยายนนี้

ในการพัฒนาอีโคซิสเต็มอุตสาหกรรมของคุนเผิง หัวเว่ยวางแผนที่จะทุ่มงบ 3 พันล้านหยวนภายในช่วงเวลา 5 ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างชุมชนเครือข่ายออนไลน์ คุนเผิง ซึ่งให้บริการไลบรารี คอมไพเลอร์ ทูลเชน และระบบปฏิบัติการโอเพ่นซอร์สที่ช่วยเรื่องแอ็กเซลเลอเรชัน (Acceleration) เพื่อช่วยให้พันธมิตรและนักพัฒนาซอฟต์แวร์สามารถเข้าถึงบริการจากระบบปฏิบัติการ คอมไพเลอร์ รวมถึงการพอร์ตและการอ็อปติไมซ์การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถสร้างสรรค์ เผยแพร่ และประสบความสำเร็จในยุคแห่งการประมวลผลแบบใหม่

งาน Asia-Pacific Innovation Day ปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน ที่เมืองเฉิงตู โดยจะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม อาทิเช่น 5G ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึงวิธีที่เทคโนโลยีจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ในทุก ๆ ด้าน

ภายในงาน ผู้เชี่ยวชาญ นักพัฒนา นักวิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ จะมาร่วมพุดคุยแลกเปลี่ยนในหัวข้อ การใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยสร้างโลกที่ดีขึ้น

มร. วินเซนต์ ผาง รองประธานอาวุโสและประธานฝ่ายสื่อสารองค์กรของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อตอบแทนคืนสู่โลกที่เราดำเนินธุรกิจมา 30 ปี วิสัยทัศน์ของเรา คือการใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมต่อผู้คนและสิ่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อหลอมรวมเป็นพลังสมองอันไร้ขีดจำกัด เราจะได้พร้อมสำหรับความท้าทายที่โลกและมนุษยชาติต้องเผชิญ ภารกิจของหัวเว่ยรวมถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ปูชนียสถานและมรดกทางวัฒนธรรม ด้วยหวังจะธำรงรักษาสมบัติล้ำค่าเหล่านี้ให้แก่คนรุ่นหลัง

เทคโนโลยีไร้สาย 5G จะช่วยให้การเชื่อมต่อที่รวดเร็วและทรงพลังในระดับจิกะบิต จีเอสเอ็มเอ หน่วยงานล็อบบี้ด้านโทรคมนาคม ได้คาดการณ์ไว้ว่า ร้อยละ 15 ของการเชื่อมต่อไร้สายทั่วโลกจะเป็น 5G ภายในปี 2568 โดยเอเชีย-แปซิฟิกจะกลายเป็นภูมิภาคที่มีการใช้งาน 5G มากที่สุด

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเล็งเห็นถึงศักยภาพของการเชื่อมต่อ 5G เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ ต่างจับมือกับหัวเว่ยเพื่อพัฒนาเครือข่าย 5G กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งล้วนเป็นประเทศในสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ได้ประกาศความเป็นไปได้ในการร่วมมือกับหัวเว่ยเพื่อสร้างเครือข่ายการสื่อสารไร้สาย 5G ในประเทศของตน

ตัวอย่างเช่น ในประเทศไทย หัวเว่ยได้สร้างสนามทดสอบเครือข่าย 5G (5G Testbed) ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งถือได้ว่าเป็นแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศมาเลเซีย หัวเว่ยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) กับบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่อย่าง แม็กซิสและอีด็อตโก เพื่อร่วมพัฒนาเทคโนโลยี 5G และในประเทศเวียดนาม หัวเว่ยก็ได้ร่วมทดสอบ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่ายในท้องถิ่นแล้ว

ในเดือนมิถุนายน บริษัท โกลบ เทเลคอม ของฟิลิปปินส์เปิดตัวบริการบรอดแบรนด์ 5G เป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากหัวเว่ย

มร. เจค ซอนเดอส์ รองประธานด้านบริการให้คำปรึกษาในเอเชีย-แปซิฟิก ของเอบีไอ รีเสิร์ช (ABI Research) กล่าวว่า“เทคโนโลยีของหัวเว่ยนั้นถือว่าล้ำสมัยสุดๆ แล้ว พวกเขาคอยคิดค้นสิ่งใหม่ๆ และแข่งขันด้วยราคา สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมหัวเว่ยจึงเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นมากๆ”

ปัจจุบัน หัวเว่ยได้สัญญา 5G เชิงพาณิชย์แล้ว 50 ฉบับ และส่งออกสถานีฐาน 5G ไปแล้วกว่า 150,000 สถานีให้แก่ลูกค้าทั่วโลก


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Interchange สำโรง” ทำเลทองตลาดคอนโดฯ ชูจุดขายโครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ เพียง 0 ก้าว สู่รถไฟฟ้าสองสาย คอนโดฯ สร้างเสร็จพร้อมอยู่….คนซื้อที่นี่ต้องได้ “กำไร”

“Interchange สำโรง” ทำเลทองตลาดคอนโดฯ ชูจุดขายโครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ เพียง 0 ก้าว สู่รถไฟฟ้าสองสาย คอนโดฯ สร้างเสร็จพร้อมอยู่….คนซื้อที่นี่ต้องได้ “กำไร”

หากจะกล่าวถึงทำเลฮอต! ของตลาดคอนโดมิเนียมแล้ว เชื่อว่าทำเลฮิตติดชาร์ตที่ใครๆ ก็ต้องพูดถึงนั่นก็คือทำเลสุขุมวิทตอนปลาย ที่นับตั้งแต่ BTS แบริ่ง–BTS สำโรง ที่ได้รับความนิยมจากดีเวลลอปเปอร์ตบเท้าเข้าไปพัฒนาโครงการรอดีมานด์กันอย่างคึกคัก สำหรับพื้นที่ในบริเวณ “BTS สถานีสำโรง” วันนี้! วันที่เขตเมืองเริ่มมีการขยายตัวจะเป็นทำเลทองบูมแล้วบูมอีก ด้วยเพราะเป็นสถานี Interchange ของรถไฟฟ้า 2 สายระหว่างสายสีเขียว (BTS) กับสายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) และสถานี “Interchange สำโรง” ก็เป็นจุดเชื่อมต่อการเดินทางไม่ว่า จะออกเมืองหรือเข้าสู่ใจกลางเมืองอโศกหรือสยามสแควร์ ก็สะดวกและรวดเร็ว…ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลว่า ทำไมถึงเป็นจุดที่น่าลงทุนการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย ที่อยู่ใกล้กับสถานี Interchange เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย

นาย เฉลิมชัย ว่องไววิทย์ กรรมการบริหาร บริษัท ว่องไววิทย์ อุตสาหกรรมจักรกล จำกัด กล่าวว่า การที่เมืองเริ่มขยายตัวตามโปรเจ็กต์โครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ หรือกำลังก่อสร้างเป็นรูปเป็นร่างมีสถานี ที่เป็นจุดตัดหรือจุดเชื่อมจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทาง หมายความว่าเราสามารถเลือกการเดินทางได้หลากหลายเส้นทางมากขึ้น ในขณะเดียวกันจะนำมาซึ่งความเจริญ เกิดการค้า การลงทุน ส่งผลให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในบริเวณนั้นๆ มากขึ้น เมื่อผู้คนได้หลั่งไหลเข้ามาใช้บริการสถานีเพื่อเดินทางไปยังจุดเป้าหมายอื่น

สำหรับโครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ (The Metropolis Samrong Interchange ) บริหารงานโดยบริษัท เมโทรโพลิส พรอพเพอร์ตี้ส์ จำกัด บริษัทในเครือว่องไววิทย์ฯ ล่าสุดได้สร้างเสร็จสมบูรณ์และทยอยส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ให้กับลูกค้าแล้ว “เราให้ความสำคัญในทุกขั้นตอนของการก่อสร้างต้องได้คุณภาพ” นายเฉลิมชัย กล่าว พร้อมกับย้ำด้วยว่าที่นี่ที่โครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ สเปควัสดุที่ให้นั้นเกินมาตรฐาน โครงสร้างแข็งแกร่ง ชั้นดาดฟ้าบนชั้น 39 มี “Sky Lounge/Sky deck พร้อม Onsen และสวนลอยฟ้า” ให้กับลูกบ้านเพื่อขึ้นไปชมวิวรอบทิศ คนซื้อที่นี่ต้องได้ “กำไร” ไม่ว่าจะเป็นกำไรชีวิตระหว่างการอยู่อาศัย หรือ “กำไร” จากมูลค่าเพิ่มของทรัพย์สินเมื่อเวลาผ่านไป

โครงการ เดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ ตั้งอยู่ในทำเลทองมหานครแห่งใหม่บนถนนสุขุมวิทแห่งเดียวบนจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า 2 สาย คือสีเขียวอ่อน และเหลือง ออกแบบตกแต่งสไตล์โมเดิร์น พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครันในราคาที่คุณสามารถครอบครองได้ภายใต้ แนวความคิด “Affordable Luxury” พร้อมจุดขายเพียง 0 ก้าว สู่รถไฟฟ้า BTS สถานีสำโรง (สายสีเขียว) จุดเชื่อมสำโรงกับถนนเทพารักษ์สู่รถไฟฟ้าสายสีเหลืองเชื่อมต่อ AIRPORT LINK สู่สุวรรณภูมิเพียง 8 สถานี, 3 สถานีจากทางด่วน บางพลี-สุขสวัสดิ์ และ 5 นาที จากทางด่วนบางนา-ตราด

โครงการดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นที่โครงการทั้งหมดกว่า 8 ไร่ พัฒนาเป็น High Rise Condominium จำนวน 2 อาคาร คือ อาคาร A , B และเป็น Low Rise Condominium จำนวน 1 อาคาร คือ อาคาร C และอาคารจอดรถ กลุ่มลูกค้าที่ซื้อห้องชุดในโครงการเป็นกลุ่มคนในพื้นที่ ซื้อที่อยู่อาศัยรองรับครอบครัวขยาย รวมถึงกลุ่มคนทำงาน-นักลงทุน ที่ส่วนใหญ่เงินเดือนหรือรายได้ประมาณ 30,000 บาทขึ้นไป มีแบบห้องให้เลือก 3 แบบขนาดพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ขนาด 29 – 67 ตร.ม. คือห้องแบบ Studio ขนาด 28 ตร.ม./ห้องแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 35 ตร.ม. และห้องแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 52 และ 67 ตร.ม. ราคาเริ่ม 2.6 ล้านบาทต่อยูนิต มูลค่าโครงการรวมทั้งสิ้น 5,700 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายไปแล้ว 70% สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานขายโครงการได้ที่
เบอร์โทร 02-024-8000 หรือดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ www.metroprop.co.th ทั้ง 4 อาคาร แบ่งเป็น
• อาคาร A สูง 39 ชั้น จำนวน 1,035 ห้อง
• อาคาร B สูง 30 ชั้น จำนวน 542 ห้อง
• อาคาร C สูง 7 ชั้น จำนวน 144 ห้อง
• อาคารจอดรถ สูง 5 ชั้น จอดรถได้ 757 คัน

นอกจากจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งโครงการ และราคาขายจับต้องได้แล้ว ภายในโครงการยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ครบครัน อาทิ ล็อบบี้, สระว่ายน้ำระบบเกลือ 2 สระ, ฟิตเนสเซ็นต์เตอร์, คิดส์คลับ, Co-working Space, Sky Lounge, Sky Deck, Golf Simulator, ห้องประชุม, ออนเซ็น, ห้องดูหนัง, สนามแบทมินตัน ระบบรักษาความปลอดภัย เป็นระบบ Key card กล้อง CCTV เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 24 ชม. สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง ระบบ Digital Smart Door Lock สำหรับทุกห้องชุด อีกทั้งโครงการเดอะ เมโทรโพลิส สำโรง อินเตอร์เชนจ์ ยังแวดล้อมไปด้วยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า อาทิ The Bangkok Mall / Imperial Samrong, Central Bangna, Big C, สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการ โรงเรียนอัสสัมชัญ / นานาชาติบางกอกพัฒนา / St. Andrew International / Lasalle School สถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็น รพ. สำโรง, รพ.จุฬารัตน์ 2, รพ.จุฬารัตน์ 4, รพ.เปาโลสมุทรปราการ เป็นต้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โอกาสทอง “ผู้บริโภค”ปลูกสร้างบ้านระดับคุณภาพ -ราคาพิเศษ! ภายในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2019” ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.- 1 ก.ย. 2562

โอกาสทอง “ผู้บริโภค”ปลูกสร้างบ้านระดับคุณภาพ -ราคาพิเศษ ! ภายในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2019”ระหว่างวันที่ 29 ส.ค.- 1 ก.ย. 2562

วันนี้ (29 สิงหาคม 2562) นายจำเริญ โพธิยอด ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2019” จัดโดยสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ซึ่งงานนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน 2562 ณ อาคาร 6 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยนางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน พร้อมด้วย ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ,กรรมการกิตติมศักดิ์ และกรรมการบริหาร เข้าร่วมงานในพิธีเปิดด้วย พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดงานมหกรรมบ้านมือสองและสินเชื่อแห่งปี หรือ NPA Grandsale and Home Loan 2019 จัดโดยสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย

นางศิริพร สิงหรัญ นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA : Home Builder Association) เปิดเผยว่า การจัด “งานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2019” เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีเพื่อช่วยกระตุ้นการตลาดและการขายให้กับสมาชิกของสมาคมฯ ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซ็ปต์ “ที่เดี่ยวจบ ครบเรื่องสร้างบ้าน” มีไฮไลท์ภายในงานผู้บริโภคที่เข้ามาชมหรือต้องการที่จะปลูกสร้างบ้านบนที่ดินจะได้พบกับ ดังนี้คือ

· มีบ้านครบทุกระดับราคา 1-100 ล้านบาท

· มีบริษัทรับสร้างบ้านชั้นนำมาที่สุด กว่า 30 บริษัท

· มีแบบบ้านให้เลือกกว่า 1,000 แบบ

· บริษัทผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างชั้นนำที่เป็นนวัตกรรมใหม่ และที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

· สินเชื่อสุดพิเศษจากสถาบันการเงินชั้นนำ

· มุมหนังสือแบบบ้านสวยๆ

“งานนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีของผู้บริโภคที่จะได้บ้านระดับคุณภาพในราคาพิเศษ” นางศิริพร กล่าว พร้อมกับกล่าวด้วยว่า หากผู้บริโภคจองปลูกสร้างบ้านภายในงาน ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับทองคำแท่งมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท โดยงานรับสร้างบ้าน และวัสดุ Expo 2019 นั้น ทางสมาคมฯ คาดว่าจะมียอดขายในงานกว่า 3,000 ล้านบาท

การจัดงานในครั้งนี้ ทางสมาคมฯ จัดพร้อมกับงาน NPA Grand Sale and Home Loan 2019 ซึ่งเป็นงานที่รวมสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยไว้มากที่สุดจากธนาคารพาณิชย์ชั้นนำ พร้อมด้วยสินทรัพย์รอการขาย หรือ NPA ซึ่งผู้ที่สนใจปลูกสร้างบ้านสามารถที่จะขอสินเชื่อภายใต้เงื่อนไขสุดพิเศษได้อีกด้วย หรือ ผู้ที่สนใจหาที่ดินเปล่าเพื่อปลูกสร้างบ้านก็สามารถเดินชมงานได้ด้วยเช่นกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

3 สมาคมอสังหาฯ ลุยจัดงานใหญ่ “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41” เพิ่มโอกาสผู้บริโภคซื้อบ้าน-คอนโดฯ ระหว่าง 12-15 ก.ย.นี้ ชั้น 5 สยามพารากอน

3 สมาคมอสังหาฯ ลุยจัดงานใหญ่ “มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41” เพิ่มโอกาสผู้บริโภคซื้อบ้าน-คอนโดฯ ระหว่าง 12-15 ก.ย.นี้ ชั้น 5 สยามพารากอน

3 สมาคมอสังหาฯ ทุ่มงบกว่า 20 ล้านบาท เปิดพื้นที่ชั้น 5 สยามพารากอน จัดยิ่งใหญ่มหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Deals” ระดมกว่า 1,000 โครงการจัดข้อเสนอสุดพิเศษ! ทั้ง “ทำเล – โปรโมชั่น – ไฟแนนซ์เชียล” เพิ่มโอกาสผู้บริโภคเลือกช็อปบ้าน – คอนโดฯ ก่อนเข้าโค้งสุดท้ายปีระหว่างวันที่ 12-15 กันยายน 2562 นี้

นายชูรัชฏ์ ชาครกุล ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งที่ 41 เปิดเผยว่า การจัดงานในครั้งนี้เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ “3 สมาคมอสังหา” ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร, สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทยร่วมกันจัดขึ้น เพื่อส่งเสริมกิจกรรมการตลาดและการขายให้กับสมาชิกของทั้งสามสมาคมฯ ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่ผู้บริโภคก็จะได้ “ประโยชน์” ในการเลือกจองซื้อบ้านและคอนโดมิเนียมด้วยเช่นกัน โดยในปีนี้ได้ใช้งบการจัดงานกว่า 20 ล้านบาท จัดขึ้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Deals” สุดยอดข้อเสนอสำหรับคนอยากมีบ้านและคอนโดฯ ระหว่างวันที่ 12-15 กันยายนนี้ ณ ห้องรอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นับว่าเป็นโอกาสสุดท้ายของปีที่จะเลือกซื้อบ้านและคอนโด ทำเลดี ราคาพิเศษ และข้อเสนอด้านสินเชื่อที่คุ้มค่า

ภายในงานจะเป็นการรวบรวมโครงการที่อยู่อาศัย “ ครบทุกที – ทุกทำเล – ทุกราคา” รวมกว่า 1,000 โครงการ พร้อมด้วย “BEST PROMOTION” …โปรโมชั่นสุดพิเศษ !! ที่แต่ละโครงการต่างพร้อมกันมานำมาเสนอเฉพาะในงานเท่านั้น นอกจากนั้นคณะผู้จัดงานยังได้จัดโปรโมชั่น และแคมเปญ Amazing Deals ลุ้นรับบัตรกำนัลส่วนลดเงินสด และ เครื่องใช้ไฟฟ้าจากพานาโซนิค รวมมูลค่ากว่า 1.1 ล้านบาท และเฉพาะในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41 เท่านั้น ที่ผู้เข้าชมงานจะได้อัพเดทโปรโมชั่น ราคาและข้อเสนอพิเศษของแต่ละโครงการจากทุกบริษัทที่มาร่วมแสดงงาน ในรูปแบบ Real Time ณ บริเวณเวทีกลางภายในงานอีกด้วย

ถือเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของผู้ที่ต้องการที่อยู่อาศัยระดับคุณภาพ ที่มีโอกาสเลือกจองซื้อบ้านและคอนโดฯ ในทำเลที่ดีที่สุด หรือ “BEST LOCATION” นอกจากนี้ยังมีสถาบันการเงินชั้นนำที่เข้ามาร่วมแสดงงานในครั้งนี้ที่พร้อมข้อเสนอ “BEST FINANCIAL”… ให้สินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ !! พร้อมตรวจสอบวงเงินสินเชื่อ รู้ผลเบื้องต้นทันทีก่อนเลือกจองบ้านอีกด้วย

พร้อมกันนี้ นายชูรัชฏ์ ยังกล่าวด้วยว่า ทางสมาคมผู้จัดงานยังได้จับมือกับทางธนาคารให้บริการผู้เข้าชมงานสามารถตรวจสอบวงเงินสินเชื่อเบื้องต้นก่อนตัดสินใจจองบ้านและคอนโดฯ ภายในงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกที่อยู่อาศัยที่ตรงกับความต้องการและงบประมาณที่มี หรือหากต้องการที่จะซื้อบ้านในอนาคตนั้นควรจะวางแผนการออมเงินอย่างไร

พิเศษ! ทั้งนี้ “งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 41” มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-15 กันยายนนี้ ณ ห้องรอยัล พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าผ่าน www.housecondoshow.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Line @housecondoshow หรือ www.facebook.com/housecondoshow สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือในการจัดงานร่วมกันโดย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย


 

Exit mobile version