Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย ประเทศไทย ประกาศสร้างงานและลงทุนด้านการพัฒนาไอซีที เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาการว่างงาน

ในงาน Job Expo Thailand 2020 บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ตอกย้ำพันธกิจในการช่วยประเทศไทยรับมือปัญหาการว่างงาน ผลพวงจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสภาพเศรษฐกิจที่ซบเซา

กรุงเทพฯ/ 28 กันยายน 2563 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำ ประกาศพร้อมสนับสนุนภารกิจของประเทศไทยในการสร้างงานให้แก่นักศึกษาจบใหม่ และผู้ถูกเลิกจ้างงานในภาคส่วนต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายการสร้างงานในระยะยาวของกระทรวงแรงงาน หัวเว่ยได้เข้าร่วมงาน Job Expo Thailand 2020 มหกรรมการจัดหางานครั้งยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 26-28 กันยายน 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา นำเสนอโอกาสในการทำงานและสร้างอาชีพที่มั่นคงแก่ผู้ที่กำลังหางาน ผ่านขั้นตอนการสมัครที่สะดวกและรวดเร็ว

นายเอเบล เติ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประเทศไทย

ที่บูธขนาด 60 ตารางเมตรของหัวเว่ย นายอาเบล เติ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของหัวเว่ย ประเทศไทย ได้มีโอกาสต้อนรับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วย พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี, นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน และนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในระหว่างการเยี่ยมชมบูธต่างๆ

โดยในงานมหกรรมดังกล่าวที่จัดขึ้นโดยกระทรวงแรงงาน หัวเว่ยประกาศเปิดรับสมัครตำแหน่งงานจำนวนมากทั้งพนักงานแบบฟูลไทม์ และนักศึกษาฝึกงานที่แบบมีค่าตอบแทน ครอบคลุมสายงานในหลายส่วน อาทิ วิศวกรไอที/คลาวด์ การบริหารจัดการอีโคซิสเต็ม 5G การตลาด การขาย ทรัพยากรบุคคล การเงิน และประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้หัวเว่ยประกาศว่าในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารับสมัครนิสิตนักศึกษาจบใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อมอบโอกาสการทำงานในช่วงเวลาที่ท้าทายสำหรับนักศึกษาจบใหม่

ในงาน Job Expo ที่จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ณ ไบเทคบางนา มีตำแหน่งงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน จำนวนกว่า 1,000,000 อัตรา สำหรับผู้ที่พลาดงานดังกล่าว ยังสามารถค้นหาตำแหน่งงานของบริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย ที่ยังเปิดรับอยู่ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์: ไทยมีงานทำ.com

แม้ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหาความท้าทายต่าง ๆ จากโรคโควิด-19 หัวเว่ยยังย้ำว่า อุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก “ทีมในประเทศไทยของเราเติบโตขึ้นทุก ๆ ปี โดยจากข้อมูล ณ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา บริษัทของเรามีการรับพนักงานจบใหม่เพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับปีก่อน” นายเอเบล เติ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย เผย “เรามุ่งหวังที่จะช่วยรัฐสร้างงานสร้างอาชีพให้มากขึ้นจากการเปิดบูธที่งาน Job Expo ในปีนี้ การสมัครงานผ่านขั้นตอนที่สะดวกรวดเร็วจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้นหลังสถานการณ์โรคระบาดเริ่มคลี่คลาย เราพร้อมต้อนรับทั้งคนที่เพิ่งจบการศึกษาและผู้ที่มีประสบการณ์ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีม สานต่อพันธกิจระยะยาวในการช่วยคนไทยขับเคลื่อนการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัลของประเทศ” เขากล่าวเสริม

ปี 2562 ที่ผ่านมา หัวเว่ย ประเทศไทย ได้ฉลองครบรอบ 20 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศ บริษัทเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยี 5G ที่มอบความเร็วในการเชื่อมต่อในระดับอัลตร้า เป็นตัวเร่งการใช้งานระบบอัตโนมัติที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาทิ ด้านการดูแลรักษาสุขภาพ อุตสาหกรรมการผลิต โทรคมนาคม และอีกมากมาย นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ร่วมกับกระทรวงแรงงานสนับสนุนการสร้างทักษะใหม่ (ReSkill) และพัฒนายกระดับทักษะเดิมของแรงงานให้ดีขึ้น (UpSkill) รวมถึงได้มีการทุ่มทุนจำนวนมหาศาลในโครงการพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีเพื่อช่วยประเทศไทยสร้างบุคลากรที่มีทักษะสูงป้อนเข้าสู่ตลาด นอกจากนี้ โครงการ หัวเว่ย อะแคเดมี่ ประเทศไทย ซึ่งได้จับมือร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ที่เตรียมจะเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายนนี้ จะช่วยบ่มเพาะบุคลากรด้านไอซีทีผ่านโครงการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานวิชาชีพด้านไอซีที ประกาศนียบัตรชั้นนำในอุตสาหกรรมนี้จะเป็นใบเบิกทางด้านอาชีพในอนาคตให้แก่นักศึกษา เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ มองหาผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถที่นำมาปรับใช้ได้จริง

“ในช่วงที่ยากลำบาก ทุกภาคส่วนต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น เราหวังว่าธุรกิจทุกภาคส่วนจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วระหว่างที่วิกฤตเศรษฐกิจกำลังค่อยๆ คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น ในระหว่างนี้ หัวเว่ย ตระหนักดีถึงหน้าที่รับผิดชอบต่อสังคมในการช่วยพัฒนาบุคลากร เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มดิจิทัลที่สมบูรณ์ ผ่านการผนึกกำลังกับรัฐบาลไทย ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม และมหาวิทยาลัยมากมาย” ซีอีโอหัวเว่ย กล่าวทิ้งท้าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ออโต้อินโฟ” พัฒนานวัตกรรมต้นแบบห้องคัดกรองเชื้อโควิดแบบเคลื่อนที่ฝีมือคนไทย

“ออโต้อินโฟ” พัฒนานวัตกรรมต้นแบบห้องคัดกรองเชื้อโควิดแบบเคลื่อนที่ฝีมือคนไทย ใช้เทคโนโลยี “ซีเมนส์” Climatix IC ควบคุมด้วยระบบอัจฉริยะมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล ตั้งเป้าหน่วยงานการแพทย์ใช้คัดกรองสกัดโควิดเคลื่อนย้ายสะดวกทุกที่ พร้อมห้องแลป Rapid Test ตรวจรู้ผลไว ตรวจในระบบปิดมาตรฐานโรงพยาบาล อุ่นใจทั้งผู้รับและแพทย์ผู้ให้บริการ

กรุงเทพฯ 28 กันยายน 2563 – บริษัท ออโต้อินโฟ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญโซลูชั่นและระบบควบคุมอัตโนมัติในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Science) ร่วมมือกับซีเมนส์ ประเทศไทย เปิดตัวนวัตกรรมห้องตรวจโรคและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เคลื่อนที่เพื่อรับมือโรคอุบัติใหม่ (Modular Covid-19 Examination Unit) ที่พัฒนาและผลิตโดยฝีมือคนไทย ตามมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ชูจุดเด่นเน้นความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและวางระบบ เพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งระหว่างคนไข้และแพทย์หรือระหว่างคนไข้ด้วยกันเอง พร้อมควบคุมระบบการไหลเวียนอากาศด้วยเทคโนโลยี Climatix IC จากซีเมนส์ ป้องกันการปนเปื้อนขั้นสูง โครงสร้างผลิตจากวัสดุแข็งแรงคงทนได้มาตรฐานในอุตสาหกรรมสาธารณสุข เคลื่อนย้ายไปได้ทุกที่ด้วยขนาดเพียง 3x6x3 เมตร ติดตั้งและใช้งานได้ทันทีเพียงมีแหล่งจ่ายไฟบ้านทั่วไปรองรับ และอยู่ในระหว่างขั้นตอนการนำตัวต้นแบบนี้บริจาคให้แก่องค์กรที่เหมาะสมในการดำเนินการคัดกรองผู้ติดเชื้อโควิดในพื้นที่เสี่ยงหรือจุดผ่านแดน อาทิ สนามบิน หน้าด่านหรือจุดผ่านแดนทั่วประเทศ

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID-19) ภายในประเทศไทยนับว่าอยู่ในการควบคุมที่ดี ด้วยมาตรการป้องกันและวินัยการดูแลตัวเองที่เข้มงวด แต่ทุกฝ่ายยังไม่อาจวางใจได้เนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก ซึ่งจุดคัดกรองผู้ป่วย อาทิ ด่านตรวจคนเข้าเมือง สนามบิน โรงพยาบาล โรงแรมที่พักสำหรับกักตัว หรือจุดผ่านแดนของประเทศถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่อการรับมือและป้องกันการกลับมาระบาดรอบสอง ดังนั้นมาตรการป้องกันที่ดีที่สุด ณ ขณะนี้ คือ การสร้างจุดคัดกรองที่มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และได้มาตรฐานด้านความปลอดภัย จึงเป็นที่มาของการพัฒนานวัตกรรมห้องตรวจโรคและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ล้ำสมัยที่ตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากพบว่าตู้ตรวจโควิดที่มีอยู่หลากหลายแบบในปัจจุบันยังมีข้อจำกัดในด้านความปลอดภัยและความสะดวกในการใช้งานต่าง ๆ อาทิ การเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก, มีอุปกรณ์แยกย่อยหลายส่วน, มีความเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อระหว่างผู้มาตรวจด้วยกันเอง, ไม่มีห้องผู้ป่วย, วัสดุที่ใช้เก็บเชื้อทำความสะอาดยาก, ไม่มีห้องแลปเพื่อตรวจหาผลอย่างรวดเร็วในตัว, ออกแบบด้วยเครื่องปรับอากาศธรรมดาทำให้เชื้อโรคสะสม และไม่คงทนแข็งแรงพอ

นายวิสิทธิ์ พชรธนสาร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโต้อินโฟ จำกัด กล่าวว่า “แรกเริ่มเลยเกิดจากเราต้องการทำอะไรเพื่อตอบแทนสังคมและช่วยเหลือประเทศชาติและคนไทยในยามวิกฤติ ตั้งแต่เกิดโควิดระบาดใหม่ ๆ จนถึงวันนี้ ผมและเพื่อน ๆ เห็นความท้าทายของกระบวนการคัดกรองและความเสี่ยงของบุคลากรผู้ปฏิบัติหน้าที่ไปจนถึงผู้ป่วย เราพัฒนาต่อยอดไอเดียเพื่อหาทางออกแบบและผลิตห้องตรวจโรคที่มีความปลอดภัยระดับสากลสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ มีฟังก์ชั่นและอุปกรณ์ที่ดีที่สุดและใช้งานได้จริง ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญกว่า 20 ปี ในอุตสาหกรรม Pharmaceutical และ Biotechnology บวกกับความพร้อมด้านเทคโนโลยีสมองกลที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ง่ายดายเหมือนเราสวมเสื้อและจัดให้เข้ารูป ทำให้การพัฒนาห้องตรวจนี้ออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ ตามหลักการออกแบบของ CDC สหรัฐอเมริกา (Centers of Disease Control and Prevention) โดยใช้การทดสอบตามมาตรฐาน ISO 14644-3 ในระดับสากล”

“การควบคุมการไหลเวียนอากาศคือหนึ่งในความท้าทายสำคัญในขั้นตอนการผลิตและวางระบบ เพราะไม่ใช่เพียงการควบคุมความดันบวกและลบเพื่อป้องการแพร่กระจายของเชื้อจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงค่าความชื้นสัมพัทธ์ ความดัน อุณหภูมิ และอากาศที่ปลอดเชื้อที่ทั้งหมดต้องถูกควบคุมได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเทคโนโลยี Climatix IC ของซีเมนส์ตอบโจทย์ตรงนี้โดยใช้อุปกรณ์คุณภาพสูงและโปรแกรมที่ถูกออกแบบสำหรับงานเฉพาะทางเพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้เรายังติดตั้งระบบกรองอากาศเข้าและออกถึง 3 ชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าไวรัสไม่สามารถเล็ดลอดออกไปได้ แนวคิดการพัฒนาระบบ Modular ทำให้สามารถจัดสรรพื้นที่ ขั้นตอนการใช้งานและการควบคุมดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราสามารถผลิตเพิ่มเติมเพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานทั้งภาคสาธารณสุข ภาคอุตสาหกรรม โดยใช้เวลาในการผลิตเพียง 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งนับว่าเร็วกว่าระบบอื่น ๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน” นายวิสิทธิ์กล่าวเพิ่มเติม

มร.รอส คอลลอน รองประธานอาวุโสฝ่ายเทคโนโลยีอาคาร ธุรกิจสมาร์ทอินฟราสตรัคเจอร์ ซีเมนส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ออโต้อินโฟ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์กับซีเมนส์มาอย่า
ยาวนาน สามารถพัฒนานวัตกรรมห้องตรวจโรคและห้องปฏิบัติการทางการแพทย์เคลื่อนที่จนเป็นผลสำเร็จ ด้วยแพลตฟอร์ม Climatix ของซีเมนส์ ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบและควบคุมการไหลเวียนของสภาวะอากาศภายในตู้เป็นไปได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อ เนื่องจากแพลตฟอร์มนี้มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการใช้งานได้หลากหลาย และได้รับการพัฒนาขึ้นให้เหมาะกับธุรกิจ OEMs รวมถึงการทำงานที่สอดคล้องกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ภาคสนาม Climatix จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่มองเห็นภาพรวมและสามารถควบคุมการตั้งค่าต่าง ๆ ตลอดจนบันทึกข้อมูลในอดีตในการใช้งานได้อย่างแม่นยำ ที่สำคัญคือระบบนี้สามารถเชื่อมต่อกับระบบคลาวด์ได้ จึงสามารถใช้แพลตฟอร์ม Climatix IC เพื่อการแสดงผลและการควบคุมแบบรีโมทได้”

เกี่ยวกับออโต้อินโฟ
บริษัท ออโต้อินโฟ จำกัด ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2540 เป็นบริษัทด้านวิศวกรรมและการค้าที่ให้บริการโซลูชั่นและระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร

ออโต้อินโฟดำเนินธุรกิจด้านการจัดหาโซลูชันและระบบอัตโนมัติแบบบูรณาการครอบคลุมด้านระบบอัตโนมัติในโรงงานอุตสาหกรรม (Industrial Automation), ระบบควบคุมอาคารอัตโนมัติ (Building Automation), ระบบอัตโนมัติในคลังน้ำมันและก๊าซ (Terminal Automation), ระบบ SCADA และโซลูชันเครือข่ายไอที รวมถึงบริการด้านการออกแบบระบบ จัดทำโครงการ ดำเนินโครงการ โปรแกรมการฝึกอบรม บริการด้านสัญญาและการบำรุงรักษา

พันธกิจหลักของบริษัทคือ “การมุ่งมั่นให้บริการระบบควบคุมอัตโนมัติแบบครบวงจรที่มีคุณภาพมาตรฐาน ด้วยความเชี่ยวชาญที่เป็นเลิศ ให้เกินความคาดหวังของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

เกี่ยวกับซีเมนส์
ซีเมนส์ (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านไฟฟ้าระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้านวิศวกรรมอันยอดเยี่ยม ด้านนวัตกรรม คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นสากลมากว่า 170 ปี บริษัทมีสาขาอยู่ทั่วโลก เน้นธุรกิจด้านการสร้างและการกระจายกระแสไฟฟ้า ระบบอัจฉริยะสำหรับอาคาร และการจ่ายพลังงาน และระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลไลเซชั่นสำหรับภาคการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีซีเมนส์ โมบิลิตี้ ผู้นำโซลูชั่นด้านการขนส่งสำหรับรถไฟและรถยนต์ ด้านบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และด้วยซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์กาเมซ่า รีนิวเอเบิล เอ็นเนอร์ยี และซีเมนส์ เฮลธ์แคร์ ซีเมนส์จึงเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์ และโซลูชั่นการผลิตกระแสไฟฟ้าแบบลมทั้งแบบบนฝั่งและนอกฝั่ง ในปี 2562 ซึ่งจบไปเมื่อเดือนกันยนยน 2562 ซีเมนส์สร้างรายได้ 86 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 5.6 พันล้านยูโร มีพนักงาน 385,000 คนทั่วโลก ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“มิว สเปซ เปิดแผนสร้างเทคโนโลยี ดันไทยสู่อุตสาหกรรมอวกาศ”

มิว สเปซ เผยแผนพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ หลังจากทำการส่งวัตถุและอุปกรณ์การทดลอง (payload) ขึ้นไปยังอวกาศเป็นครั้ง ที่ 4 ร่วมกับ Blue Origin บนจรวด New Shepard (NS-13)

นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง วิศวกรไทยและประธานกรรมการบริหาร บริษัทด้านอุตสาหกรรมดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศ เปิดเผยว่า “ส่วนประกอบต่าง ๆ ของดาวเทียม HTS (high throughput satellite) กว่า 40% ผลิตโดย มิว สเปซ และ ผู้ผลิตภายในประเทศ ด้วยเทคโนโลยีของคนไทยที่ได้มาตรฐานสากล โดยคาดว่าจะสามารถปล่อยดาวเทียมสู่วงโคจรภายในปี 2024 เพื่อให้ มิว สเปซ เป็นผู้ให้บริการดาวเทียมต่างชาติแห่งแรกของไทย เมื่อมีการเปิดเสรีดาวเทียม ดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO Satellite จะเป็นประโยชน์และมีความสำคัญอย่างมากต่อระบบการสื่อสารในอนาคต อีกทั้ง ยังเป็นการยกระดับเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารของไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีศักยภาพทัดเทียมกับนานาชาติ รวมไปถึงการรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ 5G, Cloud storage, Online Transaction และความปลอดภัยในการทำธุรกิจต่าง ๆ ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ มั่นใจว่า มิว สเปซ คือทางเลือกใหม่ของคนไทย ที่จะสามารถพัฒนารูปแบบการให้บริการในทิศทางใหม่ๆ ได้อย่างตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าอย่างทั่วถึง พร้อมช่วยทำให้การรับส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพและเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

เป้าหมายหลักของ มิว เปซ คือการพัฒนาเทคโนโลยีและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อนำประเทศไทยมุ่งสู่ธุรกิจทางด้านอุตสาหกรรมอวกาศ อย่างเช่น โครงการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ (Autonomous Robot) เพื่อใช้ในภารกิจทางด้านอวกาศในอนาคตอันใกล้ มิว สเปซ จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีที่จะสามารถสนับสนุนการค้นหาทรัพยากร ประกอบกับการนำไปพัฒนาต่อยอดด้านการสื่อสารดาวเทียม ให้มีคุณภาพสูงแต่มีค่าใช้จ่ายต่ำ เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบและสอดคล้องกับความต้องการในตลาดอย่างลงตัว รวมทั้งเป็นการ สร้างงาน สร้างโอกาส ขยายตลาดแรงงานทักษะสูง ตลอดจนถึงบุคลากรผู้มีความรู้ความสามารถ ในการยกระดับและพัฒนาอุตสาหกรรมอวกาศของไทยสู่นานาชาติ สำหรับไฮไลท์ในการเปิดตัวนี้ คือแผนการสร้าง Spaceship หรือพาหนะทางอวกาศขนาดเล็กลำแรกของไทย โดยมีวัตถุประสงค์หลัก คือ

สร้าง Data Center นอกชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งสามารถลดปัญหาสำคัญของการสร้างศูนย์เก็บข้อมูล เช่น การควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมต่อการปฏิบัติการของระบบภายใต้สภาวะอุณหภูมิต่ำ ซึ่งใช้ปริมาณมากถึง 40% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด การนำ Data Center ออกไปยังสภาวะอวกาศที่เย็นกว่า -270°C ทำให้สามารถกำจัดเรื่องของอุณหภูมิไปได้อย่างมาก

ใช้พลังงานบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ไม่พึ่งพาพลังงานจากโลก โดย Spaceship จะโคจรค้างฟ้า และรับพลังงานจากแสงอาทิตย์บริเวณใต้ท้องตลอดเวลา จึงสามารถปฏิบัติงานด้วยตนเอง ไม่ต้องพึ่งพลังงานจากโลก

ความปลอดภัย โดยทำให้ spaceship ที่ลอยค้างฟ้าและเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่าย constellation มีความปลอดภัยจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ที่มักเกิดขึ้นบนโลก เช่น ไฟไหม้ หรือ น้ำท่วม ยิ่งไปกว่านั้น การเชื่อมต่อกันเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ครอบคลุมทั้งโลก จะทำให้การเชื่อมต่อมีความลื่นไหลเข้าถึงได้ทุกมุมโลก

ในเดือนสิงหาคมที่ผ่าน มิว สเปซ ได้มีการทดสอบวัสดุที่เหมาะสมต่อการนำมาสร้าง โดยทดสอบความแข็งแรงของวัสดุ จากการจำลองกระสุนปืนชนิดพิเศษ ที่มีความเร็วเทียบเท่ากับความเร็วของเศษขยะอวกาศ อยู่ที่ความเร็วมากกว่า 1,100 m/s ทั้งนี้ ผลทดสอบพบว่า ผ่านมาตราฐานการป้องกันกระสุนในระดับ 3 และมิว สเปซ ได้เตรียมสร้างโรงงานขนาดกลาง ภายในปลายปีนี้ เพื่อให้สามารถเริ่มผลิต Spaceship อย่างเต็มรูปแบบในปี 2021

มิว สเปซ มีจุดเริ่มต้นมาจาก นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิว สเปซ แอนแอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด โดยปัจจุบัน เป็นผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านอุตสาหกรรมการบินและอากาศยาน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมการบินและอากาศยาน และปริญญาโทสาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) เคยทำงานในตำแหน่งวิศวกรระบบดาวเทียมในโครงการของ นอร์ทธรอป กรัมแมน (Northrop Grumman) บริษัทด้านอวกาศและเทคโนโลยีการป้องกัน จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าทีมโครงการระบบพาหนะไร้คนขับ ในขณะที่กำลังรุ่งโรจน์ในหน้าที่ในอุตสาหกรรมการบินระดับท็อปของโลก ได้ตัดสินใจเดินทางกลับสู่ประเทศไทย โดยมีความตั้งใจที่จะนำความรู้ความสามารถกลับมาพัฒนาประเทศ อีกทั้ง ยังมุ่งมั่นที่พัฒนาธุรกิจด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศของไทยอีกด้วย

นายเจมส์ วรายุทธ เย็นบำรุง ยังมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการก้าวสู่ธุรกิจด้านดาวเทียม โดยมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้ธุรกิจดาวเทียมและอวกาศให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การนำส่ง payload ในครั้งที่ 4 ของมิว สเปซ แสดงให้เห็นว่า นี่คือสัญญานที่ดีในความก้าวหน้าด้านอุตสาหกรรมอวกาศ ที่จะเป็นประโยชน์สูงสุดให้กับคนไทยทุก ๆ คนในอนาคต”

ส่งผลให้ บริษัท มิว สเปซ แอนแอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด กลายเป็นองค์กรผู้ดำเนินกิจการดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศรายเดียวของประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างมีศักยภาพสูง ภายใต้พันธกิจที่จะนำพาธุรกิจและอุตสาหกรรมอวกาศของไทย ให้มีศักยภาพในสามารถในการแข่งขันได้ทัดเทียมกับนานาประเทศนั่นเอง สำหรับผู้สนใจติดตามชม Highlight การ Unveil ผ่านช่อง Youtube ของ muSpacetech สามารถรับชมได้ที่ https://youtu.be/C-5XJY-giqk


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยเปิดตัวโครงการประกาศนียบัตรด้านไอซีที ระดับเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 เร่งพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที

กรุงเทพฯ/ 23 กันยายน 2563 – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ส์ จำกัด ผู้จัดหาเทคโนโลยีไอซีทีชั้นนำของโลกเดินหน้าเปิดตัวโครงการประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้านไอซีที ระดับเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 (Huawei Asia Pacific ICT Certification Program 2020) เพื่อฝึกอบรมนิสิตนักศึกษาและบุคลากรด้านไอซีทีทั่วทั้งภูมิภาค แม้ว่าจะมีความท้าทายหลากหลายจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โครงการฝึกอบรมฟรีนี้เปิดรับนักศึกษาและบุคลากรด้านไอซีทีที่ได้เข้าร่วมหรือวางแผนที่จะเข้าร่วมโครงการหัวเว่ย อะแคเดมี่ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้เข้าร่วมที่ผ่านเกณฑ์จะมีโอกาสคว้ารางวัลใหญ่ ซึ่งรวมถึงสมาร์ทโฟน Huawei P40 และแล็ปท็อป Huawei Matebook Pro

เพื่อให้เป็นไปตามพันธกิจระดับโลกของบริษัทในการสนับสนุนการพัฒนาแรงงานด้านไอซีที หัวเว่ยได้เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพชั้นนำของอุตสาหกรรมขึ้นมาในชื่อว่า “Huawei Certification” โดยเป็นประกาศนียบัตรมาตรฐานด้านเทคนิคที่ครอบคลุมการสอบรับรองความรู้ถึง 100 หัวข้อ และสาขาเทคนิค 22 สาขา ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมเรียนรู้ได้ด้วยตัวเองผ่านคอร์สด้านเทคโนโลยีออนไลน์มาตรฐานมากมาย

คอร์สและประกาศนียบัตรต่าง ๆ ของหัวเว่ยครอบคลุมสาขาเทคนิคสำคัญทั้งหมดของอุตสาหกรรมไอซีที อาทิ บิ๊กดาต้า, คลาวด์คอมพิวติ้ง, LTE, 5G, การเงิน เป็นต้น ผู้เข้าร่วมโครงการจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ผ่านการทดสอบในเวลาอันรวดเร็วที่สุดของแต่ละระดับจะมีโอกาสได้รับรางวัลเป็นผลิตภัณฑ์สุดพรีเมียมจากหัวเว่ย

โครงการปีนี้เปิดให้ลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2563 ซึ่งขณะนี้มีผู้สมัครเข้าร่วมแล้วถึง 1,885 คนจากทั่วทั้งภูมิภาค และคาดว่าในราวปี 2566 หัวเว่ยจะสามารถป้อนแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีทีได้กว่า 700,000 คนทั่วโลก

ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการสร้างระบบนิเวศด้านบุคลากรไอซีทีอันยั่งยืน หัวเว่ยมุ่งมั่นพัฒนาโปรแกรมการเรียนการสอนด้านไอซีทีนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการจัดการแข่งขัน Huawei ICT Competition, หัวเว่ย อะเคเดมี่ และโครงการ Learn ON ของหัวเว่ย ท่ามกลางวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า 2019 การแข่งขัน Huawei ICT Competition ประจำปี 2020 มีนักศึกษากว่า 150,000 คน จากสถาบันระดับอุดมศึกษากว่า 2,000 แห่งใน 70 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมโครงการ โดยการแข่งขันระดับภูมิภาคและรอบชิงชนะเลิศระดับโลกปีนี้จะมีขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม และ 30 ตุลาคม นี้ ตามลำดับ

แม้จะมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 หัวเว่ยยังเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าการเรียนรู้ไม่เคยหยุดนิ่ง ปีนี้ โครงการหัวเว่ย อะแคเดมี่ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กร โดยดึงเอาสถาบันการศึกษาและองค์กรชั้นนำในระดับอุตสาหกรรมมาร่วมโครงการ ได้ต้อนรับพันธมิตรใหม่จากสถาบันการศึกษาขั้นสูงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มอีก 78 แห่ง ทำให้ในปัจจุบันมีจำนวนพันธมิตรทั้งสิ้น 134 แห่งแล้ว และเพื่อรับมือกับการปิดโรงเรียนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทได้จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนการสอนแบบออนไลน์ขึ้นภายใต้ชื่อโปรแกรม Learn ON ทั้งสำหรับผู้สอนและนักศึกษา

โดยแพลตฟอร์มเปิดนี้จะมีทรัพยากรคุณภาพสูงและคลาสเรียนต่างๆ เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนร่วมชั้นและผู้ฝึกอบรมได้ผ่านวิดีโอแชทสด

หัวเว่ยจะยังคงทุ่มเทเพื่อพัฒนาแรงงานทักษะสูงอย่างรอบด้านเพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ สำหรับวิธีการเข้าร่วมโครงการประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพด้านไอซีทีของหัวเว่ย ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2020 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://e.huawei.com/en/talent/#/news/details?consultationId=717


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

APC NetShelter™ WX ตู้แร็คแบบติดผนัง พร้อมโปรแรง!!! จัดเซ็ตคู่ APC Easy UPS สุดคุ้ม

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เปิดตัว ตู้แร็คติดผนัง APC NetShelter WX สำหรับจัดเก็บอุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ มาพร้อมฝาหน้าแบบรวงผึ้ง แข็งแกร่งทนทาน โปร่ง ช่วยในการระบายความร้อนได้ดี รูปทรงกะทัดรัด เรียบสวย ยึดติดกับผนังได้ง่าย รองรับอุปกรณ์เครือข่ายต่างๆ อาทิ สวิตช์ ปลั๊ก เร้าเตอร์ยูพีเอส มีให้เลือกหลายขนาด 6U, 9U, 12U ทุกรุ่นรองรับน้ำหนักได้สูงถึง 91 กิโลกรัม เหมาะสำหรับสำนักงานทั่วไป สำนักงานสาขา ที่มีพื้นที่จำกัด
พิเศษซื้อเป็นเซต Edge WallBox  ซึ่งประกอบไปด้วย APC NetShelter WX 6U หรือ 9U พร้อมกับเครื่องสำรองไฟ ตั้งแต่วันนี้ถึง 18 ธันวาคม 2563 รับโปรโมชั่นพิเศษที่จะช่วยประหยัดงบประมาณได้กว่า 50%
         • APC NetShelter WX 6U กับ APC Easy UPS รุ่น BV 1000VA ราคาพิเศษ 5,200 บาท จาก 11,350 บาท
• APC NetShelter WX 9U กับ APC Easy UPS รุ่น BV 1000VA ราคาพิเศษ 7,000 บาท จาก 13,600 บาท
พร้อมรับสิทธิพิเศษเพิ่มอีก 1 ต่อ สามารถซื้อปลั๊กราง APC Easy PDU รุ่น EPDU1016B ในราคาพิเศษเพียง 1,200 บาท จาก 2,030 บาท หรือ Cisco Network Switch รุ่นที่ร่วมรายการในราคาพิเศษ!!!
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Edge WallBox : https://bit.ly/3cfhOC7
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เมโทรซิสเต็มส์ฯ ร่วมกับ Dell EMC และ เอสไอเอสฯ จัดงานสัมมนา The Power Technologies for your Business

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยกลุ่มธุรกิจ “Digital Solutions Group” ร่วมกับ บริษัท เดลล์ อีเอ็มซี (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้เรียนเชิญกลุ่มลูกค้าหลายหลายแวดวงธุรกิจ เข้าร่วมงานสัมมนา The “Power” Technologies for your Business ณ “โรงแรม JW Marriott” สุขุมวิท เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2563

นายชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ขวา) ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น (DSG) ได้รับเกียรติในการกล่าวเปิดงานในครั้งนี้ โดยมีนายศิริวัฒน์ ใต้ฟ้ายงวิจิตร (ซ้าย) ตำแหน่ง Data Center Partner Account Manager Dell EMC ประเทศไทย มาร่วมดูแลและพูดคุยกับลูกค้าอย่างเป็นกันเอง

ภายในงานได้มีการเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม Enterprise Storage ตัวใหม่ในชื่อ PowerStore ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย พร้อมรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน แต่ยังคงความเรียบง่ายและมีความคล่องตัวในการใช้งานได้ดี มีการทำงานแบบระบบอัตโนมัติทำให้ ทีมไอที ขององค์กรต่าง ๆ ลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งทำให้สามารถใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการ อย่าง VMware, Kubernetes หรือ Ansible ได้ง่ายดาย

PowerProtect นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ Data Replication และ Data Protection ที่จะช่วยองค์กรในการป้องกันข้อมูลจากเหตุไม่คาดคิด เช่น ภัยพิบัติ หรือการโจมตีโดยแฮคเกอร์ จัดการ Replicate และกู้คืนข้อมูล ด้วยขั้นตอนง่ายๆผ่านหน้า UI แบบ Self-service โดยซอฟต์แวร์นี้สามารถใช้งานได้ทั้ง On-premise, บน Virtualization, หรือบน Public Cloud รองรับ Workload ของ Oracle, Microsoft SQL, VMware, Windows Filesystems, และ Linux Filesystems

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจมีผู้บริหารความปลอดภัยสารสนเทศ (CISOs) เพียง 12% ที่มี ”ศักยภาพระดับสูง”

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 22 กันยายน 2563 – ผลสำรวจของการ์ทเนอร์ อิงค์ พบว่ามีผู้บริหารความปลอดภัยด้านสารสนเทศ (CISOs) เพียง 12 % เท่านั้นที่มีความสามารถผ่านเกณฑ์ด้วยการประเมินจากดรรชนีชี้วัดประสิทธิภาพทั้งสี่หมวดของการ์ทเนอร์

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์เผยผลสำรวจและหารือถึงคุณลักษณะของ CISOs ที่มีศักยภาพอยู่ในระดับสูงสุดระหว่างการประชุมสุดยอดด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงของการ์ทเนอร์ประจำปี 2563 ที่จัดขึ้นแบบเสมือนจริงในอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา

นายแซม โอลแญ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “วันนี้ผู้บริหาร CISOs ต้องแสดงออกถึงประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นไปอีกระดับจากเดิมในขณะที่ดิจิทัลมีบทบาทสำคัญรอบด้าน ผู้บริหารฯ มีหน้าที่สนับสนุนการตัดสินใจจัดการกับชุดข้อมูลความเสี่ยงที่พัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะเดียวกันต้องเผชิญกับข้อจำกัดจากหน่วยงานกำกับดูแล ทีมผู้บริหารและคณะกรรมการ ซึ่งความท้าทายเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของแรงกดดันเพิ่มเติมจากโควิด-19 เพื่อทำให้ฟังก์ชันการรักษาความปลอดภัยข้อมูลมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นมากขึ้น”

ผลการสำรวจศักยภาพ CISOs ของการ์ทเนอร์ในปี 2563 ดำเนินการโดยหัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงด้านข้อมูล 129 คนจากทุกอุตสาหกรรมทั่วโลกเมื่อเดือนมกราคม 2563 การวัดศักยภาพ CISO ของการ์ทเนอร์พิจารณาจากความสามารถผ่านการวิเคราะห์และดำเนินการกับผลลัพท์ใน 4 หมวด ได้แก่ ความเป็นผู้นำในหน้าที่รับผิดชอบ (Functional Leadership), การให้บริการด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Information Security Service Delivery), ระดับการกำกับดูแล (Scaled Governance) และการตอบสนองระดับองค์กร (Enterprise Responsiveness) โดยคะแนนของผู้ตอบคำถามแต่ละคนในแต่ละหมวดหมู่จะถูกรวมเข้าด้วยกันและคำนวณออกมาเป็นคะแนนรวม การ์ทเนอร์ให้คำนิยามของ “ผู้บริหารความปลอดภัยสารสนเทศที่มีศักยภาพ” ว่าคือผู้บริหารฯ ที่ได้คะแนนสูงสุด 1 ใน 3 ของการวัดผลนี้

5 พฤติกรรมหลักที่ CISOs ระดับท็อปแสดงออก

จากปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อศักยภาพของผู้บริหาร CISO การ์ทเนอร์เผยพฤติกรรม 5 แบบที่ทำให้ผู้บริหารความปลอดภัยสารสนเทศในระดับท็อปแตกต่างจากผู้บริหารฯ ในกลุ่มที่ด้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉลี่ยแล้วพฤติกรรมเหล่านี้จะปรากฏในผู้บริหารที่มีศักยภาพสูงสุดมากกว่าผู้บริหารที่มีศักยภาพระดับต่ำกว่าถึงสองเท่า (ดูรูปที่1)

รูปที่ 1: พฤติกรรมของ CISOs ตามผลการดำเนินงาน

ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2563)

“แนวโน้มที่ชัดเจนของ CISOs ที่มีความสามารถสูงแสดงให้เห็นพฤติกรรมเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการติดตามความเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคาม การสื่อสารความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นต่อผู้ถือหุ้นหรือมีแผนเตรียมรับมืออย่างเป็นทางการ“ กล่าวโดย นาย โอลแญ “ผู้บริหารฯ ควรให้ความสำคัญกับการกระทำเชิงรุกเหล่านี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน”

การสำรวจยังพบว่า CISOs ที่มีศักยภาพระดับท็อปมักประชุมหารือกับผู้ถือหุ้นที่ไม่ใช่ไอทีมากกว่าผู้ถือหุ้นด้านไอทีถึงสามเท่า โดยสองในสามของเหล่า CISOs ที่มีศักยภาพสูงมักประชุมกับผู้นำกลุ่มธุรกิจอย่างน้อยเดือนละครั้ง ขณะที่ 43% ประชุมกับซีอีโอ 45% ประชุมกับหัวหน้าฝ่ายการตลาดและ 30% ประชุมหารือกับหัวหน้าฝ่ายขาย

“ที่ผ่านมา CISOs มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหารไอที แต่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลทำให้การตัดสินใจด้านความปลอดภัยของข้อมูลมีความเสมอภาคมากขึ้น” นางสาวดาเรีย คริเลนโก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์กล่าวเพิ่มเติม “CISOs ที่มีศักยภาพเฝ้าจับตาดูความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั่วทั้งองค์กรและพัฒนาเป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเจ้าของความเสี่ยงนั้น โดยเฉพาะกับผู้นำธุรกิจอาวุโสที่ไม่ใช่ด้านไอที”

CISOs ที่มีศักยภาพจะสามารถจัดการกับความเครียดได้ดีกว่า

ผลการสำรวจยังพบว่า CISOs ที่มีศักยภาพสูงสามารถจัดการกับความเครียดในที่ทำงานได้ดี มีเพียง 27% รู้สึกว่าการแจ้งเตือนเรื่องปลอดภัยมีมากเกินกำลังที่จะทำได้ เปรียบเทียบกับ 62% ของ CISOs ที่มีศักยภาพด้อยกว่า นอกจากนี้ CISOs น้อยกว่าหนึ่งในสามรู้สึกว่าพวกเขาเผชิญกับความคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผลจากผู้ถือหุ้น เทียบกับจำนวนครึ่งหนึ่งของ CISOs ที่มีประสิทธิภาพด้อยกว่า

“ในขณะที่บทบาทของ CISOs เป็นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น ผู้นำด้านความปลอดภัยที่มีศักยภาพสูงสุดคือผู้ที่สามารถจัดการกับความเครียดที่เผชิญอยู่ในทุก ๆ วัน” กล่าวโดย นาย โอลแญ “การดำเนินการต่าง ๆ เช่น สร้างความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างงานที่ทำและงานที่ไม่ได้ทำ ตั้งความคาดหวังที่ชัดเจนกับผู้ถือหุ้น และการมอบหมายงานหรือการทำงานอัตโนมัติเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารความปลอดภัยสารสนเทศปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง”

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านเพิ่มเติมใน “CISO Effectiveness: A Report on the Behaviors and Mindsets That Impact CISO Effectiveness.”

เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงของการ์ทเนอร์

การประชุมสุดยอดด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงของการ์ทเนอร์ประจำปี 2563 เป็นการประชุมที่รวมเรื่อง ความปลอดภัย ความเสี่ยง และการบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึง ผู้มีอำนาจการตัดสินใจที่ต้องการการปรับตัวและพัฒนาองค์กรให้ผ่านพ้นการหยุดชะงักและความไม่แน่นอน ชี้ทางด้านความเสี่ยงและจัดลำดับความสำคัญของการลงทุน ติดตามข่าวสารจากงานการประชุมสุดยอดด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงของการ์ทเนอร์ได้ทาง Gartner Newsroom, Smarter With Gartner, บน Twitter #GartnerSEC, Instagram และ LinkedIn.

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 15,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยั่งยืน

สร้างเอดจ์ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ยั่งยืน

โดยปานกาจ ชาร์มา รองประธานบริหาร ธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เราผ่านประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโลกเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา และเมื่อเราพยายามหาแนวทางเพื่อทำงานให้ได้ภายใต้สถานการณ์นี้ รวมถึงกำหนดรูปแบบการทำงานภายใต้ความปกติแบบใหม่ หรือ new normal ผมรู้สึกทึ่งกับผลลัพธ์บางอย่างที่ได้มาโดยไม่ได้ตั้งใจจากการระบาดในครั้งนี้ อย่างแรกคือ สภาพแวดล้อมใหม่ที่ทำทุกอย่างได้จากที่บ้าน หรือ “everything-from-home” ที่ช่วยสนับสนุนความจำเป็น และในหลายๆ กรณีเป็นการช่วยเร่งการปฏิรูปสู่ดิจิทัลที่เราพูดกันที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาเป็นเวลา 2-3 ปีมาแล้ว อย่างที่สองก็คือ ในหลายประเทศที่อยู่ในช่วงล็อกดาวน์ในระดับที่แตกต่างกันไป เราได้เห็นถึงการลดลงของมลพิษทั่วโลก ทั้งนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างเห็นพ้องต้องกันว่ามลพิษที่น้อยลงนั้นจะเป็นแค่ระยะสั้น เรายังไม่พบทางแก้ไขที่ตอบโจทย์ด้านวิกฤติพลังงาน เหมือนกับที่เราเห็นว่าทุกภาคส่วนกำลังผนึกกำลังเพื่อก้าวข้ามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งเราจะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในลักษณะเดียวกัน เพื่อแก้วิกฤติด้านพลังงาน ซึ่งผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์สามารถเป็นผู้นำในเรื่องนี้โดยการปฏิบัติเป็นตัวอย่างได้

อุตสาหกรรมต้องมีความรู้อย่างลึกซื้งในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความยั่งยืน

อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ดูเหมือนจะมีความสำเร็จอย่างท่วมท้น ในการขับเคลื่อนเพื่อสร้างความยั่งยืนในสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนกลางและในภูมิภาค ในเวลาเพียง 10-15 ปีที่ผ่านมา ดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานมีค่า PUE ที่ขาดประสิทธิภาพอย่างยิ่ง อยู่ที่ประมาณ 1.8 ทั้งนี้นวัตกรรมอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งอย่างการปรับปรุงเรื่องการออกแบบดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบทำความเย็น การบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์ และระบบจ่ายไฟสำรอง นำไปสู่การลดพลังงานที่สูญหายได้ถึง 80% ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์ในปัจจุบันสามารถบรรลุอัตราค่า PUE อยู่ที่ 1.17 ได้

ในความเป็นอุตสาหกรรม เรามีความภาคภูมิใจอย่างมากที่เรายังคงมุ่งมั่นพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มุ่งเน้นไปที่ความยั่งยืน เพื่อเสนอให้กับห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของดาต้าเซ็นเตอร์ได้อย่างสมบูรณ์ เราเห็นนวัตกรรมใหม่ที่เข้าสู่ตลาดในวันนี้ เช่น สวิตช์เกียร์แรงสูง (SF6-free switch gear) และเทคโนโลยีแบตเตอรี่แบบล้ำหน้า ซึ่งโอกาสด้านนวัตกรรมยังมีให้เห็นที่ปลายขอบฟ้าเช่นกัน ให้คิดถึงระบบความร้อนแบบ liquid cooling และ ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เป็นระบบ grid interaction ซึ่งเมื่อความล้ำหน้าที่น่าตื่นเต้นล้ำหน้าเราไป สิ่งสำคัญคือเราต้องไม่มองข้ามความท้าทายที่มีมากขึ้น นั่นก็คือการสร้างความยั่งยืนให้กับเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์

การเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุปกรณ์เชื่อมต่อ IoT พร้อมกับการปฏิรูปสู่ดิจิทัลของเศรษฐกิจระดับโลก กำลังก่อให้เกิดข้อมูลปริมาณมหาศาล ซึ่งจำเป็นต้องมีการประมวลผลที่เร็วขึ้น และใกล้กับจุดที่สร้างข้อมูล หรือมีการใช้งานข้อมูลมากขึ้น ทำให้เกิดการประมวลผลที่ปลายทางของเครือข่ายหรือเอดจ์มากขึ้นด้วย จึงต้องอาศัยการใช้เอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ หรือ local edge data centers ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้กำหนดนิยามว่าเป็น ระบบโครงสร้างไอทีในส่วนของ enclosures/ spaces/ facilities ที่ทำงานกระจายศูนย์อยู่ตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้กับเอ็นด์พอยต์ของเครือข่าย เราเห็นว่ากำลังมีการปรับใช้ local edge data centers ครอบคลุมการใช้งานส่วนต่างๆ ของ 3 ภาคธุรกิจหลักได้แก่

คอมเมอร์เชียล ได้แก่ ค้าปลีก เฮลธ์แคร์ ไฟแนนซ์ และการศึกษา

อุตสาหกรรม ได้แก่ น้ำมันและก๊าซ เหมือง ยานยนต์ และโรงงานผลิต

โทรคมนาคม ได้แก่ สำนักงานส่วนกลาง เสารับสัญญาณ สถานีฐาน ชั้นบนสุดของอาคาร

ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ประสิทธิภาพทัดเทียมกัน…แต่ก็สามารถไปถึงจุดนั้นได้

ง่ายมากถ้าเราจะมองข้ามความท้าทายด้านพลังงานของเอดจ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า หากเรามองผ่านมุมมองด้านการติดตั้งเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กันอย่างล้นหลามเพียงมุมเดียว หรือหากเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าดาต้าเซ็นเตอร์แบบเดิมที่บริหารจากส่วนกลางหรือในภูมิภาค นั่นคือการออกแบบและสร้างเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงสุด ลองจินตนาการถึงผลกระทบในกรณีการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่ ถูกมองในภาพการทำงานที่ขยายใหญ่ขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นภาพความจำเป็นเร่งด่วนที่มีมากขึ้น ตามที่ได้คาดการณ์กันภายในองค์กร โดยคาดกันว่าเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ จะใช้พลังงานเกิน 3,000 เทราวัตต์ชั่วโมง ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า นั่นคือการใช้พลังงานเทียบเท่าการใช้ถึง 275 ล้านครัวเรือน

คาดว่าการใช้พลังงานของเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเป็นผลมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของนวัตกรรม (IoT บิ๊กดาต้า และ AI) ซึ่งต้องพึ่งพาการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างหนักในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลในปริมาณมหาศาล การลดความท้าทายด้านพลังงานของเอดจ์นั้น อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมุ่งเน้นที่การทำให้มั่นใจได้ว่าเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์นั้นสร้างมาเพื่อให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานในวงกว้าง ทั้งในมุมของการใช้ทรัพยากรและในเรื่องค่าใช้จ่าย จากการคาดการณ์ที่ว่าจะมีการวางระบบไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่นับ 7.5 ล้านแห่งภายในปี 2025 จะทำให้คาร์บอนฟุตพรินท์ทั่วโลกในช่วงที่มีการใช้พลังงานสูงสุด คาดว่าจะสูงถึง 120 กิกะวัตต์ หากเราลองมองเรื่องนี้ให้ไกลออกไปอีกนิด ในประเด็นของ ประสิทธิภาพสูงสุด เทียบกับ ประสิทธิภาพกลางๆ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานประจำปี จะเทียบเท่า 82 พันล้านยูโร/ 92 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นปริมาณคาร์บอน 450,000 ตันต่อปี เทียบกับ 97 พันล้านยูโร/ 109 พันล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นปริมาณคาร์บอน 600,000 ตันต่อปี ตามลำดับ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของกรณีธุรกิจที่สอดคล้องกับกรณีของความเป็นกรีน

มั่นใจว่าชีวิตจะดำเนินต่อไปในโลกที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลและไปไกลเกินกว่านั้น

ในฝ่าย Secure Power ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราผลักดันจุดมุ่งหมายที่จะสร้างศักยภาพในการปฏิรูปสู่ดิจิทัลให้กับลูกค้าของเราด้วยการสร้างความมั่นใจในเครือข่ายสำคัญของธุรกิจ ระบบงาน และกระบวนการที่จะต้องมีความยืดหยุ่นและพร้อมใช้งานตลอดเวลา ความยืดหยุ่นดังกล่าวต้องสร้างศักยภาพให้กับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล และในความเป็นจริงก็คือ การขับเคลื่อนขุมพลังงานของโลกดิจิทัลทั้งหมดจะต้องดำเนินการได้สำเร็จอย่างยั่งยืน การจะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว ผมเชื่อว่าการจะนำเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ได้ครอบคลุมต้องอาศัยประเด็นต่อไปนี้

• เพิ่มความเป็นมาตรฐานและบูรณาการ หลายๆ สภาพแวดล้อมด้านเอดจ์ มีพนักงานไอทีอยู่อย่างจำกัดหรืออาจจะไม่มีเลย นี่คือเสียงสะท้อนถึงปัญหาจากผู้ใช้ปลายทางเป็นเสียงเดียวกัน จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เครื่องมือในการออกแบบระบบดิจิทัลและการออกแบบจะต้องช่วยในเรื่องการติดตั้งให้ได้อย่างเรียบง่าย ความเป็นมาตรฐานจะช่วยให้การนำมาใช้งานและบำรุงรักษาได้ง่าย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มประโยชน์ให้กับทุกคน รวมถึงคู่ค้า พร้อมกันนี้ระบบที่ผสานการทำงานร่วมกันยังให้ประโยชน์เพิ่มเติมในเรื่องของการใช้งานและการบริหารจัดการได้อย่างเรียบง่าย EcoStruxure Micro Data Center แบบติดผนัง ขนาด 6U ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค นับเป็นตัวอย่างที่ดีของโซลูชันที่ผสมผสานแนวคิดของความเป็นมาตรฐานและบูรณาการได้อย่างลงตัว โดยเป็นโซลูชันแบบออล-อิน-วันที่ติดตั้งใช้งานง่ายพร้อมสำหรับการผสานการทำงานร่วมกัน และสามารถตรวจสอบการทำงานได้จากระยะไกลด้วย EcoStruxure IT ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ทำงานบนคลาวด์ได้อีกด้วย

• เพิ่มประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น ถ้าหากเรากำลังเห็นความต้องการเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และมีการคาดการณ์ถึงการเติบโตในการติดตั้งระบบของเรา (7.5 ล้าน ภายในปี 2025) ซึ่งค่อนข้างเป็นเรื่องยากสำหรับพนักงานไอทีที่จะบริหารจัดการในการปรับใช้เอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์ด้วยปริมาณมากมายขนาดนี้ เหตุผลที่ชัดเจนในการที่ต้องอาศัยประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น ความสามารถด้านใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่าง มุมมองเชิงลึกด้านข้อมูล การทำ benchmarking และการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ เป็นปัจจัยที่สร้างความแตกต่างซึ่งถ้ามีการนำมาใช้ก็จะช่วยในเรื่องของการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น

• ให้ความสามารถด้านการบริการด้วยค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ก็เป็นเรื่องที่แทบจะจินตนาการไม่ออก เพราะมีเอดจ์มากมายหลายไซต์ที่มีพนักงานไอทีอยู่จำกัดหรือไม่มีเลย แนวทางการให้บริการเอดจ์ดาต้าเซ็นเตอร์จึงจำเป็นจะต้องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล เมื่อมีบริการใหม่ๆ เกิดขึ้น และช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการไซต์งานเอดจ์หลายไซต์ได้ โดยเมื่อไม่นานมานี้ เราได้เปิดตัวบริการ Monitoring & Dispatch Services นำเสนอโดยชไนเดอร์ อิเล็คทริคและเครือข่ายคู่ค้าของเรา ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการช่วยให้ลูกค้าบริหารจัดการเอดจ์หลายไซต์ได้ โดย Monitoring & Dispatch มอบชุดการบริการสำหรับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการมอนิเตอร์การทำงานอย่างต่อเนื่อง 24/7 การแก้ปัญหาจากระยะไกล พร้อมให้บริการออนไซต์และเปลี่ยนอะไหล่ให้ในวันทำการถัดไป รวมถึงกำจัดแบตเตอรี่ UPS หรืออะไหล่เก่าๆ อย่างถูกวิธี

• มอนิเตอร์จากระยะไกล พร้อมบริหารจัดการด้วย AI สาระสำคัญของประเด็นหลักเหล่านี้นับเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการมอนิเตอร์การทำงานได้จากระยะไกล รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการเพื่อจัดการไซต์งานเอดจ์ในหลายไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ตัวอย่างเช่น EcoStruxure IT ซึ่งเป็นโซลูชันในการมอนิเตอร์และบริหารจัดการผ่านคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นประสิทธิภาพการทำงานของระบบโครงสร้างไอทีและสามารถเสนอแนะได้ในทันทีแบบเรียลไทม์ถึงประสิทธิภาพการทำงานที่เหมาะสมพร้อมสร้างความมั่นใจเรื่องอัพไทม์ และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการและโมเดลธุรกิจที่หลากหลายของลูกค้าและคู่ค้า EcoStruxure IT Software & Service suite จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถมอนิเตอร์และบริหารจัดการระบบโครงสร้างได้โดยตรง ผ่านคู่ค้าที่ต้องการร่วมงานด้วย หรือให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคช่วยบริหารจัดการระบบได้โดยตรงด้วยบริการ Service Bureau ของเราตลอดเวลา 24/7

ผมเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถเป็นแบบอย่างในการดำเนินการได้อย่างเหมาะสมเพื่อบรรลุความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืน หากเรายังคงพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับให้ความสำคัญกับความจำเป็นเร่งด่วน ผมเชื่อว่าเราจะพูดเกี่ยวกับความมีประสิทธิภาพสูงของดาต้าเซ็นเตอร์ที่บริหารจากศูนย์กลางและจากภูมิภาคได้ในอีกไม่ช้า รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ที่เอดจ์ของเครือข่ายของเรา


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MRT พาน้องร่วมฟิตสมองพิชิต TCAS ปี 12

บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) ร่วมกับ การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) และบริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (BMN) ขอเชิญชวนน้องๆ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเข้าร่วมโครงการ “MRT พาน้องพิชิต TCAS” ปีที่ 12 ติวเข้มกับเนื้อหาสุด Exclusive แบบฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่ง BEM จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย โดยการแนะแนวเทคนิคการเตรียมตัวก่อนสอบ TCAS ให้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

ซึ่งการจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคุณครูผู้ทรงคุณวุฒิในการถ่ายทอดความรู้ ได้แก่ คุณครูสมศรี ธรรมสารโสภณ ในการแนะนำเทคนิคฟิตสมองกับวิชาภาษาอังกฤษ คุณครูวิเศษ กี่สุขพันธ์ (ครูพี่เอ๋) ในการเพิ่มสกิลความรู้ PAT1 คณิตศาสตร์แบบง่ายๆ และคุณครูสุรเชษฐ์ พิชิตพงศ์เผ่า (ครูพี่ยู) ในการแนะนำ GAT เชื่อมโยง ที่จะพาน้องๆเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อมุ่งสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝันอย่างมั่นใจ โดยกิจกรรมจัดขึ้นในวันที่ 3 ตุลาคม 2563 เวลา 08.00 – 17.30 น. ณ ห้อง Auditorium ศูนย์การประชุม ซี อาเซียน (C Asean) ชั้น 10 อาคารไซเบอร์เวิลด์ ถนนรัชดาภิเษก สามารถเดินทางด้วยรถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์วัฒนธรรมฯ ทางออก 1 และในปีนี้เพิ่มความสะดวกให้กับนักเรียนมากยิ่งขึ้น ด้วยการ Live สด การสอนของคุณครูทั้ง 3 ท่าน ไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถเรียนออนไลน์ได้พร้อมกันทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรมสุดพิเศษ แจกหนังสือ MRT พาน้องพิชิต TCAS ทั้ง 3 รายวิชาฟรี ให้แก่น้องๆที่อยู่ภายในกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยจัดกิจกรรมภายในรถไฟฟ้า MRT สถานีสวนจตุจักร บริเวณชั้นร้านค้า ใกล้ทางออก 2 ระหว่างวันที่ 9-10 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. อีกทั้งยังส่งมอบหนังสือพร้อม VDO สื่อการสอน MRT พาน้องพิชิต TCAS ทั้ง 3 รายวิชาให้แก่โรงเรียนทั่วประเทศไทย รวมกว่า 50 โรงเรียน เพื่อให้น้องๆนักเรียนในต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงการแนะแนวเตรียมตัวก่อนสอบ TCAS ได้มากยิ่งขึ้น สามารถติดตามรายละเอียดและการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Fanpage MRT พาน้องพิชิต TCAS

หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลโทร. 0-2624-5200 หรือติดตามทางช่องทางต่างๆ ได้ที่ เฟซบุ๊ก: MRT Bangkok Metro / ทวิตเตอร์: MRT Bangkok Metro / อินสตาแกรม: mrt_bangkok และโมบายแอปพลิเคชัน: Bangkok MRT “เดินทางปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ด้วยรถไฟฟ้า MRT

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เครื่องดื่มตราช้าง” สมทบทุนมูลนิธิ “รพ.ศิริราช” ส่งมอบเงิน 900,000 บาท ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 16-17

นายมนัสนันท์ กุลสุทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท โฮเรก้า แมเนจเม้นท์ จำกัด ในนาม “เครื่องดื่มตราช้าง” มอบเงินรายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายเครื่องดื่มตราช้าง เพื่อสมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลศิริราชอย่างต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 16-17 รวมเป็นเงินจำนวน 900,000 บาท (เก้าแสนบาท) เพื่อนำไปใช้ด้านสวัสดิการสงเคราะห์ให้กับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล อาทิ ทุนการศึกษาบุตร และเป็นค่ารักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วย เป็นต้น โดยมี ศ.นพ.ธวัชชัย อัครวิพุธ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นตัวแทนรับมอบ ณ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเร็วๆ นี้


 

Exit mobile version