Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

CITE DPU เผย 9 สาเหตุหลักก่อให้เกิดความสูญเปล่าต่ออุตสาหกรรมการผลิต แนะฝ่าวิกฤตด้วยการผลิตแบบลีน 4.0

CITE DPU เผย 9 สาเหตุหลักก่อให้เกิดความสูญเปล่าต่ออุตสาหกรรมการผลิต แนะฝ่าวิกฤตด้วยการผลิตแบบลีน 4.0 (Lean Manufacturing 4.0) พร้อมชี้หัวใจหลักต้องสร้างพนักงานให้มีแนวคิดแบบลีน4.0
นายสุรธันย์ ปาละพรพิสุทธิ์ ผู้ช่วยรองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการผลิตแบบลีน 4.0 และผู้แต่งหนังสือการผลิตแบบลีน 4.0 กล่าวว่า ปัจจุบันความต้องการของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วตามกระแสโลกาภิวัตน์ และตลาดในวันนี้เป็นของลูกค้า คือ อำนาจในการตัดสินใจซื้อเป็นของลูกค้า เนื่องจากอุปทาน(จำนวนสินค้าที่นำออกเสนอขาย) มากกว่าอุปสงค์ (จำนวนซื้อ) ทำให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนองค์กรสู่การผลิตแบบลีน 4.0 (Lean Manufacturing 4.0) เพื่อที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับเฉพาะบุคคลได้ (Mass Customization) โดยคำนึงถึง 4 ปัจจัยหลักพื้นฐาน ได้แก่ คุณภาพ ราคา การส่งมอบสินค้า ในปริมาณ และเวลาที่ลูกค้าต้องการ รวมถึงการบริการก่อนการขาย ระหว่างการขาย และหลังการขาย

ผู้ช่วยรองคณบดี CITE อธิบายว่า การผลิตแบบลีน 4.0 คือ การผลิตที่เกิดความสูญเปล่า (Waste) ในกระบวนการน้อยที่สุด เกิดการไหลของวัตถุดิบ ชิ้นงานระหว่างกระบวนการ และสินค้าสำเร็จรูป รวมถึงข้อมูลอย่างต่อเนื่องภายในและภายนอกองค์กร ทั้งนี้ สิ่งสำคัญในการจะทำการผลิตแบบลีน 4.0 ต้องเริ่มจากพนักงานในองค์กรต้องมีแนวคิดแบบลีน 4.0 (Lean 4.0 Thinking) เสียก่อน เพราะแนวคิดแบบลีน 4.0 ถือเป็นหัวใจและพื้นฐานที่สำคัญสู่การผลิตแบบลีน 4.0 ต่อไป

สำหรับแนวคิดการผลิตแบบลีน 4.0 ในเรื่องการระบุประเภทของกิจกรรม โดยองค์กรสามารถแบ่งประเภทของกิจกรรมได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

1.) กิจกรรมที่สร้างคุณค่า (Value-Added Activities : VA) คือ กิจกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของวัตถุดิบ หรือกิจกรรมที่ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า เช่น การตัดโลหะ การปั้มขึ้นรูปโลหะ การประกอบรถยนต์ เป็นต้น

2.) กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่า (Non-Value Added Activities : NVA) คือ กิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าในมุมมองของลูกค้า ไม่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งลูกค้าภายในและลูกค้าภายนอก เช่น การรอคอยชิ้นงานระหว่างกระบวนการ การผลิตของเสีย การแก้ไขงาน เป็นต้น

“ในส่วนของกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่ายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดแรกเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าแต่จำเป็นต้องทำ กิจกรรมประเภทนี้ไม่สามารถขจัดทิ้งได้ทั้งหมดแต่องค์กรควรลดให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น เช่น การตรวจสอบ การเคลื่อนย้ายชิ้นงานในกระบวนการผลิต และ ชนิดที่สองเป็น กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าและไม่มีความจำเป็นต้องทำ เป็นกิจกรรมที่องค์กรควรพิจารณาขจัดทิ้ง เช่น การผลิตที่มากเกินความจำเป็น การผลิตชิ้นงานเสีย การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น”

ผู้ช่วยรองคณบดี CITE กล่าวเพิ่มเติม ว่า กิจกรรมที่ไม่สร้างคุณค่าทั้ง 2 ชนิดดังกล่าว เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมที่เกิดความสูญเปล่าทั้ง 9 ประการ ประกอบด้วย การผลิตที่มากเกินความจำเป็น (Over Production) ของเสียและงานแก้ไข (Defects and Reworks) สินค้าคงคลัง (Inventory) กระบวนการผลิตที่ไม่จำเป็น (Excess Processing) การเคลื่อนไหวร่างกายที่ไม่จำเป็น (Motion) การขนย้าย (Transportation) การรอคอย (Waiting) ความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานไม่ถูกนำออกมาใช้ (Non-Utilized Employee) และความสูญเปล่าตัวใหม่ในอุตสาหกรรม 4.0 คือ การลองผิดลองถูก (Trial and Error) ทั้งนี้ องค์กรต้องระบุประเภทของกิจกรรมให้ได้และแก้ไขให้ตรงจุด พัฒนาสู่องค์กรการผลิตแบบลีน 4.0 จะสามารถฝ่าวิกฤตได้แน่นอน

ผู้ช่วยรองคณบดี CITE กล่าวในตอนท้ายว่า นี่เป็นเพียงบางส่วนของเนื้อหาการผลิตแบบลีน 4.0 ซึ่งมีอยู่ในการเรียนการสอนในหลักสูตรระดับปริญญาตรี วิศวกรรมการจัดการและโลจิสติกส์ และหลักสูตรปริญญาโท-ปริญญาเอก การจัดการทางวิศวกรรม วิทยาลัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ (CITE) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ปัจจุบันความต้องการแรงงานด้านการผลิตและโลจิสติกส์มีอัตราสูง โดยข้อมูลจากผลสำรวจจากกลุ่มลูกค้าของแมนพาวเวอร์กรุ๊ป ประเทศไทย เผย 10 อันดับสายงานที่ตลาดงานต้องการ อันดับ 1 สายงานขายและการตลาด 23.10% อันดับ 2 สายงานบัญชีและการเงิน 9.58% อันดับ 3 สายงานขนส่งและงานโลจิสติกส์ 9.50% อันดับ 4 สายงานวิศวกร 8.52% อันดับ 5 สายงานไอที 7.78% อันดับ 6 งานระยะสั้นต่างๆ 6.96% อันดับ 7 สายงานธุรการ 6.80% อันดับ 8 สายงานบริการลูกค้า 5.32% อันดับ 9 สายงานการผลิต 5.24% และอันดับ 10 สายงานบริการทางการแพทย์และสุขภาพ 3.28%

สำหรับผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดของหลักสูตรเพิ่มเติมได้ ที่ https://cite.dpu.ac.th หรือ เบอร์โทรศัพท์ 02-954-7300 ต่อ 594, 498 หรือ 080-440-3821


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอชพีมอบนวัตกรรม สร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกันและเชื่อมต่ออุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น

กรุงเทพฯ, 9 มิถุนายน 2564 – เอชพี อิงค์ ประเทศไทย เปิดตัวโซลูชั่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อขับเคลื่อนและรองรับสภาพแวดล้อมการทำงานแบบไฮบริดและสถานที่ทำงานในที่ต่างๆ ด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซีและเครื่องพิมพ์ที่มาพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ได้แก่ HP Elite Dragonfly G2, HP ProBook 635 Aero G8, HP LaserJet Enterprise 400 series และ HP LaserJet 200 series ที่จะมาเสริมศักยภาพให้พนักงานที่ทำงานอยู่นอกสถานที่สามารถเชื่อมต่ออย่างปลอดภัย มีความยืดหยุ่นสูง และทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น

“ปัจจุบันครึ่งหนึ่งของพนักงานทั่วโลกยังคงต้องทำงานจากระยะไกลเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ดังนั้น พนักงานเหล่านี้จึงต้องการอุปกรณ์ที่จะช่วยให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน สำหรับในประเทศไทย การทำงานจากที่บ้านทำให้พนักงานรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น และยังช่วยกันป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 ได้ โดยมีพนักงานจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งเห็นด้วยและยอมรับว่า นี่เป็นวิธีที่ดีในการร่วมมือกับนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีบริษัทประมาณร้อยละ 20 ได้เปลี่ยนไปทำงานจากที่บ้านอย่างถาวร และเพื่อให้ลูกค้าสามารถเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ เอชพี เล็งเห็นการพัฒนาประโยชน์สูงสุดของฮาร์ดแวร์ด้วยการผสมผสานโซลูชั่นและบริการสำหรับธุรกิจแต่ละประเภทอย่างเหมาะสม” มร. ลิม ชุน เต็ก กรรมการผู้จัดการ เอชพี อิงค์ ประเทศไทย กล่าว

พีซีที่บางเบารุ่นล่าสุดของเอชพี HP Elite Dragonfly G2 และ HP ProBook 635 Aero G8 มอบความยืดหยุ่นในการทำงานได้อย่างปลอดภัย สามารถสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ได้ทุกที่

ทำงานร่วมกันได้อย่างเหนือความคาดหมาย
HP Elite Dragonfly G2 มอบอิสระให้ผู้ใช้ในการทำงานที่บ้านหรือออฟฟิศด้วยแล็ปท็อปพับหน้าจอได้ ขนาดกะทัดรัดที่เบาบางที่สุด และมีน้ำหนักน้อยกว่า 1 กก นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์พีซี ที่ทรงความยั่งยืนด้วยตัวเครื่องที่ทำมาจากวัสดุรีไซเคิลและขยะพลาสติกจากทะเล

ทรงพลังและประสิทธิภาพสูงด้วยโปรเซสเซอร์Intel® Core™เจนเนอเรชั่น 11 กับกราฟิก Intel® รุ่นใหม่ล่าสุด ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อผ่าน 5G หรือ 4G LTE ระดับกิกะบิต ได้อย่างรวดเร็วและน่าประทับใจ มาพร้อมกับ Tile™ ที่อยู่ในตัวเครื่อง แล็ปท็อปพับหน้าจอได้แบบทูอินวันในสีเหลือบแมลงปอสีน้ำเงินโดดเด่น ง่ายต่อการดูแลทำความสะอาด พร้อมฟีเจอร์อื่นๆ รวมถึงระบบเสียงที่คมชัดด้วย Audio by Bang & Olufsen และการปรับแต่งสมรรถนะโดย AI เพื่อเพิ่มประสบการณ์ด้านเสียงสำหรับเสียงพูด ฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์ และเทคโนโลยีการตรวจจับการบุกรุกขณะใช้งานด้วย HP Tamper Lock ที่จะล็อกพีซีหากถูกเปิดหรือคุกคามโดยจะแจ้งเตือนให้ผู้ใช้ทราบ

อิสระแห่งการทำงานได้ทุกที่
ออกแบบมาเพื่อความคล่องตัวสูงสุด ProBook 635 Aero G8 ขนาด 13.3 นิ้วเป็น ProBook เครื่องแรกที่ทำจากแมกนีเซียมอัลลอยด์ผสมผสานความเบาของแมกนีเซียมและความทนทานและความเพรียวบางของอะลูมิเนียม เป็นการออกแบบที่ได้รับการยกระดับการทำงานในสถานที่ต่างๆ ของผู้ใช้งานระดับมืออาชีพยุคนี้ที่สะท้อนถึงตัวตนของผู้ใช้งาน โดยรูปลักษณ์ของ ProBook 635 Aero G8 เป็นโลหะทั้งหมดและออกแบบขอบตัวเครื่องตามหลักอากาศพลศาสตร์ มอบการสัมผัสระดับพรีเมี่ยมในขนาดกะทัดรัดและทนทาน ผู้ใช้งานสามารถมองเห็นหน้าจอในอัตราส่วน ที่เพิ่มขึ้นถึง 86.2% ส่วนขอบด้านบนบางพิเศษเพียง 9.5 มม. และมีขอบด้านข้างเพียง 4.28 มม.

ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์ AMD Ryzen™ 4000 Series มาพร้อมกับ PRO Technologies ซึ่งเป็นอุปกรณ์ เสริมและผสมผสานร่วมกับเทคโนโลยี AMD Radeon™ รุ่นล่าสุด โดย ProBook 635 Aero G8 มอบประสิทธิภาพและความสามารถในการกำหนดค่าที่แม่นยำ ตอบโจทย์การทำงานร่วมกันแบบไฮบริดของผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ ProBook 635 Aero G8 มาพร้อมกับคีย์บอร์ดที่เงียบ มีอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนาน เชื่อมต่อง่ายและมีฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยให้ผู้ใช้งานทำงานได้ตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงความเร็วกิกะบิต , ที่รวดเร็วและน่าเชื่อถือ สามารถเชื่อมได้ตลอดเวลา โดยมีตัวเลือกเสริม และการเชื่อมต่อในสภาพแวดล้อมที่รองรับเทคโนโลยี บรอดแบรนด์ไร้สาย Wi-Fi6 และ Cat 9 4G LTE

นอกจากนี้ ยังมีระบบความปลอดภัยที่ทันสมัยและครอบคลุมในทุกระดับไม่ว่าจะเป็น HP Sure View Reflect ที่ให้ผู้ใช้ทำงานได้อย่างรอบคอบ ปกป้องความเป็นส่วนตัวและมีประสิทธิภาพมากกว่าคู่แข่งถึงสองเท่าทั้งในการใช้งานภายใต้สภาพแวดล้อมที่สว่างหรือมืด และ HP Privacy Camera ซึ่งอยู่บริเวณขอบด้านบน สามารถปิดได้เพื่อหลีกเลี่ยงการประชุมทางวิดีโอโดยไม่ได้ตั้งใจและป้องกันผู้ใช้งานจากการรุกล้ำทางไซเบอร์

ทำงานได้ชาญฉลาด รวดเร็ว และทรงประสิทธิภาพได้ทุกที่
เอชพียังเปิดตัวเครื่องพิมพ์ที่ดีที่สุดสำหรับพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริด ซึ่งเป็นเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันขนาดเล็กที่สุดสำหรับองค์กรอย่าง HP LaserJet Enterprise 400 Series ที่จัดการการพิมพ์ระยะไกลที่ราบรื่น ปลอดภัยที่สุด เครื่องพิมพ์ HP LaserJet 200 Series ให้ความอิสระและสามารถรองรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นสำหรับนักธุรกิจมืออาชีพ

ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ผู้จัดการฝ่ายไอที และพนักงานที่ทำงานจากที่บ้านกังวลและคำนึงถึงเป็นอันดับต้นๆ จากผลสำรวจ Workforce Evolution ล่าสุดของเอชพี พบว่า พนักงานสำนักงานในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป ได้ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัย สำหรับการอัปเกรดอุปกรณ์ใช้งานที่บ้าน รวมถึงความต้องการโซลูชั่นของการทำงานที่เสถียรและปลอดภัย เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นสำหรับองค์กรขนาดเล็กของเครื่องพิมพ์ HP LaserJet ซีรีส์ 400 ใหม่เป็นเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชันขนาดเล็กที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับธุรกิจทุกขนาดไม่ว่าจะทำงานที่ใดก็ตาม
• เอชพีได้สร้างระบบการรักษาความปลอดภัยไว้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การออกแบบเครื่องพิมพ์ ในระบบซัพพลายเชน และกระบวนการผลิตด้วยคุณสมบัติต่างๆ ดังนี้

o HP Sure Start ระบบฟื้นฟูตัวเองอัตโนมัติที่ปกป้อง ตรวจจับ และฟื้นฟูตัวเองจากการถูกโจมตี
o HP Trusted Platform Module (TPM) ยืนยันตัวตนในการใช้อุปกรณที่ปลอดภัยด้วยคีย์เข้ารหัสลับ เสริมความแข็งแกร่งในการป้องกันข้อมูลและข้อมูลที่ผ่านการเข้ารหัส
o นอกจากคุณสมบัติด้านความปลอดภัยจะครอบคลุมนอกเหนือไปจากอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ ยังรวมถึงตลับหมึกสำหรับระบบการพิมพ์ที่ปลอดภัยแบบ end-to-end ที่ปกป้องเครือข่ายและข้อมูลของผู้ใช้

• การจัดการการพิมพ์จากระยะไกลแบบไร้รอยต่อ ปลดล็อกปัญหาทรัพยากรด้านไอทีเพื่อจัดลำดับความสำคัญด้านกลยุทธ์ของธุรกิจ

o มอบความสามารถในการบริหารจัดการอุปกรณ์จากการทำงานระยะไกลได้อย่างง่ายดายด้วย HP Web Jetadmin และ HP JetAdvantage Security Manager
o ง่ายต่อการปรับใช้และผสมผสานโซลูชั่นของเอชพีและแหล่งอื่นด้วย HP Open Extensibility Platform รองรับการ์ดรีดเดอร์ และอนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าส่วนบุคคลเพื่อเรียงลำดับการพิมพ์งานของตนเอง

การทำงานที่บ้านต้องการโซลูชั่นที่เรียบง่ายและใช้งานง่าย โดยเครื่องพิมพ์ HP LaserJet 200 series นำเสนอรูปแบบการพิมพ์ทั้งสองด้านที่เร็วที่สุดและใช้งานได้หลากหลาย โดย HP LaserJet 200 Series ออกแบบมาสำหรับผู้ใช้งานมืออาชีพที่ต้องการพิมพ์เอกสารสีขาวดำคุณภาพสูงในขนาดเครื่องพิมพ์กะทัดรัด และการพิมพ์สองด้านด้วยความเร็วสูง ด้วยขนาดที่เล็กของเครื่องพิมพ์ LaserJet พอเหมาะที่จะวางได้แทบทุกที่ สามารถเชื่อมต่อกับ dual-band Wi-Fi™ ที่พร้อมรีเซ็ตตัวเอง มอบคุณภาพสูงในการสแกนและสามารถแชร์ไปยัง Dropbox, Google Drive, อีเมลหรือระบบคลาวด์บนแอป HP Smart ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานเชื่อมต่อกับเครื่องพิมพ์ได้จากทุกที่และยังมีการแจ้งเตือนเมื่อพิมพ์ สแกน หรือถ่ายสำเนาจากสมาร์ทโฟน

ราคาและการวางจำหน่าย
• HP Elite Dragonfly G2 วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online store ในราคาเริ่มต้นที่ 58,690 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
• HP ProBook 635 Aero G8 วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online store ในราคาเริ่มต้นที่ 35,990 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
• HP Color LaserJet Enterprise 400 Series วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online store และร้านค้าปลีกในราคาเริ่มต้นที่ 16,000 บาทสำหรับพิมพ์ขาวดำ และราคาเริ่มต้น 30,000 บาทสำหรับพิมพ์สี โดยทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกัน 3 ปีและการบริการหลังการขาย
• HP LaserJet 200 Series วางจำหน่ายแล้วที่ HP Online store และร้านขายปลีกในราคาเริ่มต้นที่ 4,190 บาท โดยทุกรุ่นมาพร้อมการรับประกัน 3 ปีและการบริการหลังการขาย

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP Inc.
เอชพี อิงค์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ hp.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน มอบหน้ากากอนามัยและอาหาร จากซีพีแรม เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ

กรุงเทพมหานคร— นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ (ขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด มอบหน้ากากอนามัยซีพี 10,000 ชิ้น และอาหารพร้อมรับประทานจาก ซีพีแรมจำนวน 800 กล่อง รวมมูลค่ากว่า 110,000 บาท ภายใต้โครงการ “รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบินและพันธมิตร รวมใจสู้ภัยโควิด – 19” เพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และร่วมสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ และบุคลากรการรถไฟผู้ปฏิบัติงานอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนทั่วไปที่มารับบริการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ให้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมี นายนิรุฒ มณีพันธ์ (ซ้าย) ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์ฉีดวัคซีนสถานีกลางบางซื่อ สถานีกลางบางซื่อ เมื่อเร็ว ๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล และหัวเว่ย เปิดงานฝึกอบรมหลักสูตร “การสร้างและพัฒนา Application”

กรุงเทพฯ/5 มิถุนายน 2564 – สถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล (DISDA) ภายใต้กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ร่วมกับบริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวหลักสูตร “การสร้างและพัฒนา Application” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่มุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรด้านไอทีกว่า 200 คน 

โครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การสร้างและพัฒนา Application” นี้เป็นไปตามบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการพัฒนาฝีมือแรงงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ระยะเวลาสามปี ระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงานและหัวเว่ย ซึ่งลงนามไปเมื่อเดือนตุลาคม 2563 เพื่อสร้างและจัดหาโอกาสการเรียนรู้ทางด้านดิจิทัล โดยหัวเว่ยพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีชั้นนำมาเสริมแกร่งแรงงานด้านดิจิทัลของประเทศ ตั้งเป้าบ่มเพาะแรงงานทักษะดิจิทัล 3,000 คน และจัดอบรมคอร์สด้านไอซีทีให้แก่เจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจำนวน 120 คน 

ทั้งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานและหัวเว่ย ได้ร่วมกันจัดหลักสูตรอบรม “การพัฒนาทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับธุรกิจ” โดยมีผู้ประกอบการที่ผ่านการอบรมด้านเทคโนโลยีไอซีทีกว่า 100 คน โดยทั้งสองฝ่ายยังได้ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างทักษะดิจิทัลผ่านหลักสูตรใหม่ ๆ  อาทิเช่น หลักสูตรการสร้างและพัฒนา Application

หลักสูตรเร่งรัดระยะเวลา 48 ชั่วโมง จัดขึ้นทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 5 – 27 มิถุนายน นี้ จะถ่ายทอดความรู้ในการสร้าง พัฒนา และปรับแต่งแอปพลิเคชัน บนระบบปฏิบัติการทั้ง Android และ  Huawei App Gallery โดยแต่ละครั้งจะใช้ระยะเวลา 6 ชั่วโมง และจะครอบคลุมเนื้อหาทักษะและโซลูชันใหม่ ๆ ที่จำเป็น เพื่อให้ก้าวทันการใช้งานโมบายดีไวซ์ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้น การถ่ายทอดองค์ความรู้และความชื่นชอบจะช่วยสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับบุคลากรด้านดิจิทัล เพื่อให้แน่ใจว่าประเทศไทยสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต 

โปรแกรมนี้เปิดรับนักศึกษาด้านไอทีและนักพัฒนาที่มีความสนใจในการสร้างแอปพลิเคชันและความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัลของประเทศ  คอร์สอบรมออนไลน์นี้ ซึ่งปรับรูปแบบการเรียนให้เหมาะกับช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะช่วยให้แน่ใจว่า เรามีบุคลากรไอทีที่มีทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง และช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายของการเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หลักสูตรนี้จะมีทั้งการสอนเชิงทฤษฎี การเขียนแอปขั้นสูง การสาธิต และแนวทางปฏิบัติที่ดีในอุตสาหกรรม ตลอดจนคำแนะนำในการทำงานจากผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา และเทรนเนอร์ในอุตสาหกรรมทั้งในระดับประเทศและระดับโลก 

หลังจากจบหลักสูตรการพัฒนาแอปพลิเคชันระยะเวลา 4 สัปดาห์ตามเป้าหมาย ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรอย่างเป็นทางการจากสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัล  นอกจากนี้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบทักษะที่จำเป็นของหัวเว่ย จะได้รับประกาศนียบัตรของหัวเว่ย ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากบริษัทต่างชาติหลายแห่ง รวมถึงโอกาสที่จะได้ร่วมการแข่งขัน Apps Up Contest 2021 ระดับโลกของหัวเว่ย เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในระหว่างการกล่าวเปิดงาน ศาสตราจารย์ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน ได้อธิบายถึงแนวคิด “สร้าง-ยก-ให้” ของรัฐบาล เพื่อพัฒนาแรงงานด้านดิจิทัลภายใต้กระทรวงแรงงาน “เราต้องการสร้างแรงงานให้มีทักษะมากขึ้น เพื่อรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรม S-Curve  ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และมอบโอกาสในการประกอบอาชีพ” ดร. นฤมล กล่าว “ดิฉันมั่นใจว่า คอร์สการฝึกอบรมออนไลน์นี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยสร้างและพัฒนาทักษะ ที่ผู้เข้าร่วมการอบรมทุกคนสามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ และมีรายได้มากขึ้นในยุคนิวนอร์มอลที่หลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ต้องปรับตัว นี่เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการเตรียมแรงงานด้านไอทีของเราในการสนับสนุนการก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร ของหัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับสถาบันพัฒนาบุคลากรดิจิทัลและกระทรวงแรงงาน และต้องขอขอบคุณพันธมิตรต่าง ๆ ของเราเป็นอย่างยิ่งสำหรับความร่วมมือที่มีมายาวนาน”  ภายใต้พันธกิจ “Grow in Thailand, Contribute to Thailand”
หัวเว่ยมุ่งหวังที่จะสร้างบุคลากรใหม่ ๆ สำหรับอีโคซิสเต็มด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐและผู้ประกอบการด้านไอซีที ซึ่งจะช่วยสร้างรากฐานที่ยั่งยืนแข็งแกร่งให้กับตลาดแรงงานทักษะสูง อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เป็นไปตามนโยบายประเทศไทย 4.0”

ในฐานะผู้ให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานและสมาร์ทดีไวซ์ชั้นนำระดับโลกที่ดำเนินธุรกิจอย่างมั่นคงในประเทศไทยมายาวนานกว่า 22 ปี หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตดิจิทัลให้แก่ประเทศไทย ภายใต้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 พร้อมมุ่งสู่การเป็นดิจิทัลฮับของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทตั้งใจสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมให้แก่ประเทศไทย ร่วมบ่มเพาะการพัฒนาแรงงานทักษะดิจิทัล ผ่านโครงการ หัวเว่ย อาเซียน อะแคเดมี (ประเทศไทย) ตั้งเป้าหมายพัฒนาแรงงานด้านไอทีซี 50,000 คนภายใน 5 ปี โดยเมื่อเดือนกันยายน 2563 หัวเว่ยได้เข้าร่วมมหกรรมการจัดหางาน Job Expo Thailand และรับสมัครงานราว 1,000 ตำแหน่งผ่านขั้นตอนการรับสมัครที่สะดวกรวดเร็ว มุ่งหวังช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อัดแคมเปญ Lazada 6.6 ลดสูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมบวกคูปองลดอีก 500 บาท!!!

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดเต็มแคมเปญ Lazada 6.6 ลดจัดหนักสูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมแจกคูปองส่วนลดสูงสุดอีก 500 บาท เมื่อซื้อสินค้า 1,000 บาทขึ้นไป พร้อมลั่นส่งฟรีทุกรายการ!!! จัดโปรสุดช็อคแบบนี้ ต้องที่ร้านชไนเดอร์ อิเล็คทริค เฉพาะแคมเปญ lazada 6.6 เท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 6 -10 มิถุนายนนี้เท่านั้น ห้ามพลาด!!! โดยงานนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยกทัพผลิตภัณฑ์มาจัดโปรฯ ถึง 3 กลุ่มด้วยกัน
• กลุ่มสำหรับบ้าน: สวิตช์ ปลั๊ก นำขบวนโดย AvatarOn A ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมแห่งยุค และ ZENcelo เรียบง่ายสวยอมตะ มาขยี้ราคาจนต้องรีบคว้า
• ผลิตภัณฑ์กลุ่มอุตสาหกรรม: อาทิ EasyPact CVS, Acti9, ปุ่มกด XA2 ฯลฯ
• ผลิตภัณฑ์เครื่องสำรองไฟ และเครื่องปรับแรงดันไฟฟ้า ที่จะพบกับราคาพิเศษงานนี้งานเดียว พร้อมแจกของที่ระลึกอีก 1 ต่อ อีกด้วย

นอกจากนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังจับมือ กับอีก 3 ร้านดังในลาซาด้าที่มอบส่วนลดผลิตภัณฑ์ของชไนเดอร์ฯ สูงสุดถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยนักช้อปสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ Factomart, Ucanbuys, Electric 2U และที่พลาดไม่ได้ คลิก Schneider Electric


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” หนุนโมเดล ภูเก็ตต้องชนะ.com ผลลัพธ์การประยุกต์ใช้ดิจิทัล สู่ระบบจัดการวัคซีนในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

2 มิถุนายน 2564, กรุงเทพมหานคร – สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนแพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ผลลัพธ์ความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชนในการผลักดันให้เกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ช่วยบริหารจัดการข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึง พร้อมตั้งเป้าประชาชนในพื้นที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มเกิน 70% รองรับการเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว 1 กรกฎาคมนี้

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เปิดเผยว่า ตามที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีดีเอส) มีข้อสั่งการให้ ดีป้า ดำเนินการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยให้ประเทศไทยข้ามผ่านวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยหนึ่งในกุญแจสำคัญคือ แพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ที่ ดีป้า บูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดภูเก็ต ดิจิทัลสตาร์ทอัพ รวมถึงภาคเอกชนในพื้นที่เร่งพัฒนาขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ดีป้า พร้อมด้วยผู้ให้บริการดิจิทัล (Digital Provider) ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนร่วมพัฒนาแพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com ขึ้น เพื่อให้ประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว โดยนำแพลตฟอร์มจัดเก็บและบริหารข้อมูลเมือง (City Data Platform) มาใช้ให้เกิดประโยชน์ เริ่มจากการนำฐานข้อมูลสุขภาพจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตมาคัดกรองผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงและต้องได้รับวัคซีนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงเริ่มให้ประชาชนทั่วไปได้ลงทะเบียน จองวัน และเลือกสถานที่รับวัคซีนได้เอง นอกจากนี้ ระบบยังมีการเก็บข้อมูลการรับวัคซีนทั้ง 2 เข็มของประชาชน และสามารถเรียกดูได้ทันทีเพียงกรอกเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน โดยปัจจุบัน แพลตฟอร์ม ภูเก็ตต้องชนะ.com รับการลงทะเบียนและจองรับวัคซีนไปแล้วกว่า 350,000 คน โดยตั้งเป้าว่า ประชาชนในพื้นที่จะได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มเกินกว่า 70% ก่อนเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564

“การดำเนินงานครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีดิจิทัลมีส่วนช่วยในการบริหารจัดการวัคซีนให้เป็นระบบยิ่งขึ้น อีกทั้งตอบโจทย์ประชาชนในพื้นที่ถือเป็นตัวอย่างผลลัพธ์ของการขับเคลื่อนให้เกิดการประยุกต์ใช้ดิจิทัลบริหารจัดการข้อมูลเมือง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ และแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ที่สำคัญคือต้องยอมรับในความเข้มแข็งของจังหวัดภูเก็ต ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่พร้อมหยิบยื่นความถนัดของตนเองร่วมแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ความไว้ใจ” (Trust) กลายเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด ในโลกที่ไม่มี Cookies

ทุกวันนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธา โดยข้อมูลจากการ์ทเนอร์ ระบุว่าความไว้วางใจที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ลดลง 19% ในปี 2559 ถึงปี 2562 และความเชื่อมั่นต่อบริษัทขนาดใหญ่ลดลง 33%  สถานการณ์แพร่ระบาดส่งผลให้หลายๆ ฝ่ายให้ความสนใจต่อวิธีการที่แบรนด์เก็บรวบรวมและใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายของกลไกโฆษณาดิจิทัลที่ถูกใช้งานมากที่สุด และมีข้อบกพร่องมากที่สุด ซึ่งนั่นก็คือ third-party cookies

นอกจากข้อมูล third-party cookies จะล้าสมัยแล้ว ยังขาดความแม่นยำอีกด้วย เริ่มแรกข้อมูลดังกล่าวถูกใช้งานเพื่อช่วยให้แบรนด์ต่างๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายลูกค้าออนไลน์ แต่ปัจจุบันสื่อและบริษัทโฆษณาใช้ third-party cookies ในทุกแง่มุม ซึ่งในบางแง่มุมอาจขัดแย้งกับความคาดหวังและผลประโยชน์ของผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เอง แอปเปิล (Apple) และมอซิลลา (Mozilla) จึงไม่ใช้ third-party cookies บนเบราว์เซอร์ของบริษัทฯ ขณะที่กูเกิล (Google) ก็มีแผนที่จะดำเนินการแบบเดียวกันในปีหน้า

กระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

จากปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งในช่วงหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ไปจนถึงกรณีการโจรกรรมข้อมูลที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ส่งผลกระทบต่ออีเมลและรหัสผ่านหลายพันล้านรายการ ผู้บริโภคจึงได้ตระหนักถึงผลลบของการเก็บรวบรวมข้อมูลดิจิทัลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคจะถูกสั่นคลอน แต่ผู้บริโภคก็ยังต้องการประสบการณ์ออนไลน์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลอย่างเหมาะสม

ประเด็นสำคัญคือ ความเชื่อมั่นที่ลดลงของผู้บริโภคไม่ได้เป็นผลมาจากเทคโนโลยีที่ล้าสมัย และในทำนองเดียวกัน การบังคับใช้กฎหมายปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เช่น กฎระเบียบ General Data Protection Regulation (GDPR) ของยุโรป และกฎหมาย Consumer Privacy Act (CCPA) ของรัฐแคลิฟอร์เนีย ก็ส่งผลให้ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ กลายเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของรัฐบาล โดยหน่วยงานกำกับดูแลของประเทศต่างๆ กำลังลงทุนอย่างจริงจังเพื่อปกป้องประชาชนจากปัญหาการฉ้อโกง การเจาะระบบ และการฉกฉวยโอกาสโดยอาศัยช่องทางดิจิทัลในระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เป็นรูปแบบดิจิทัลเพิ่มมากขึ้น

ปัจจัยหลักอีกประการหนึ่งคือ ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความตื่นตัวและต้องการที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองมากขึ้น มีคนจำนวนมากที่รู้ถึงสิทธิ์นี้ และคาดหวังว่าแบรนด์ต่างๆ จะจัดการข้อมูลของเขาอย่างมีความรับผิดชอบ ที่สำคัญ คนเหล่านี้จะยอมเปิดเผยข้อมูลของตนเองก็ต่อเมื่อรู้สึกว่ามีการแลกเปลี่ยนอย่างเป็นธรรม และจะทำกับแบรนด์ที่พวกเขา ไว้ใจ เท่านั้น

รับมือกับความเปลี่ยนแปลงด้วยการนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล

ดูเหมือนว่าปัจจัยเหล่านี้น่าจะเป็นอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้แบรนด์ต่างๆ สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค และปรับแต่งประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Personalization) แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อมูลวิจัยจากเอปไซลอน (Epsilon) ชี้ว่า ผู้บริโภค 80% ระบุว่าตนเองมีแนวโน้มที่จะดีล หรือทำธุรกิจกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากขึ้น ถ้าหากว่าแบรนด์นั้นนำเสนอประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล

แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้อย่างไร

ขั้นตอนแรกคือ แบรนด์ต้องเพิ่มความโปร่งใสในการสื่อสารกับผู้บริโภคเกี่ยวกับวิธีการเก็บรวบรวม ใช้งาน และเผยแพร่ข้อมูลของผู้บริโภค รวมไปถึงสิทธิ์ของผู้บริโภคต่อข้อมูลดังกล่าว  นอกจากนี้ แนวทางการจัดการข้อมูลในทุกขั้นตอนจะต้องคำนึงถึง ผลประโยชน์ของผู้บริโภค เป็นอันดับแรก  ในโลกยุคใหม่ที่ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น แนวทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่หลักจรรยาบรรณที่ถูกต้องเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจอีกด้วย

ขั้นตอนถัดไปคือ ยกเลิกการพึ่งพา third-party cookies ซึ่งก่อให้เกิดข้อจำกัดต่อแบรนด์ และสร้างความรำคาญให้แก่ผู้บริโภค ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นักการตลาดระบุว่า 35% ของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายเชิง demographic โดยอาศัย third-party cookies ปราศจากความแม่นยำ ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องเจอโฆษณาของสินค้าที่เขาเคยซื้อไปแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งสร้างความรำคาญใจให้กับผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

สร้างสัมพันธภาพที่ดีกว่าโดยใช้ First-party data

กุญแจสำคัญที่จะช่วยให้แบรนด์ต่างๆ สามารถติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคในโลกยุคใหม่ที่ปราศจากข้อมูลคุกกี้ก็คือ ข้อมูลที่องค์กรเก็บรวบรวมจากผู้บริโภคโดยตรง หรือ First-Party Data ที่อะโดบี ข้อมูลดังกล่าวคือแรงขับเคลื่อนสำคัญสำหรับโซลูชั่นการจัดการประสบการณ์ลูกค้าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนี้รวมอยู่ใน Adobe Experience Platform

แบรนด์ต่างๆ จำเป็นที่ต้องสร้างโปรไฟล์ลูกค้าโดยอ้างอิงข้อมูล First-Party Data จากแหล่งต่างๆ โดยครอบคลุมหลากหลายช่องทาง และจะต้องนำเอาข้อมูลที่เกี่ยวความชอบ รสนิยม ไปปรับใช้ในทุกๆ ขั้นตอน  นอกจากนี้ยังต้องนำเอาข้อมูลที่เก็บรวบรวมจากแหล่งต่างๆ มาผนวกรวมเข้าด้วยกัน ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะอยู่ในรูปแบบใดก็ตาม และจะต้องสร้างโปรไฟล์ที่ถูกต้องแม่นยำของลูกค้าแต่ละรายจากข้อมูลดังกล่าว

แน่นอนว่าการที่แบรนด์ต่างๆ ร่วมมือกัน หรือแลกเปลี่ยนข้อมูล First-Party Data ร่วมกันย่อมจะก่อให้เกิดประโยชน์ ตราบใดที่แนวทางดังกล่าวได้รับ ความไว้วางใจ จากผู้บริโภค  ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือของสายการบินกับบริษัทบัตรเครดิต ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมแก่ผู้บริโภค กล่าวคือ ผู้บริโภคจะได้รับโปรโมชั่นพิเศษจากสายการบินสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งยังได้รับรางวัลหรือคะแนนสะสมพิเศษจากบัตรเครดิตที่เพิ่มมากขึ้น  ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีแรงจูงใจที่จะใช้จ่ายและเดินทางมากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้สิ่งสำคัญก็คือ จะต้องชี้แจงให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าข้อมูลของเขาจะถูกใช้งานร่วมกันในลักษณะใด และเพราะเหตุใด และอะไรคือประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

ความไว้ใจ ช่วยสร้าง มูลค่า

การยุติการใช้งาน third-party cookies นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์ กับผู้บริโภค  หนทางข้างหน้าจะมีความโปร่งใสและมีการปรับแต่งให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย และช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในระยะยาว

ในโลกยุคใหม่ที่มีการ personalization มากขึ้น องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีคุณภาพสูง และโปรไฟล์ที่แม่นยำจะช่วยสะท้อนความต้องการของลูกค้าที่ถูกต้อง ผลกระทบจากแนวทางดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบ้างแล้วในหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นโทรคมนาคม ค้าปลีก หรือภาคการผลิต และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระแสความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และด้วยเหตุนี้เอง แบรนด์ต่างๆ จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการข้อมูลและการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า เพื่อรองรับอนาคตที่ไม่มี third-party cookies อีกต่อไป


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิวัฒนาการของระบบยืนยันตัวตนและควบคุมการเข้า-ออก จนปัจจุบันที่มือถือมีบทบาทสำคัญ

เป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้ว ที่มนุษย์เราได้คิดค้นวิธีควบคุมการเข้า-ออก เช่น ในสมัยอารยธรรมโบราณ สิ่งก่อสร้างต่างๆ อย่างสุสานในอียิปต์ก็ต้องมีทางเข้าพิเศษ ทั้งการเลื่อนหินเพื่อปกปิดทางเข้าและทำห้องโถงให้วกวนเพื่อให้หลงทิศทาง ทั้งหมดนี้เพื่อรักษาความปลอดภัยของทรัพย์สมบัติจากคนภายนอก ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงยุคสมัยใหม่ การควบคุมการผ่านเข้า-ออกได้มีวิวัฒนาการอย่างต่อเนื่องและสลับซับซ้อนมากขึ้น

จวบจนศตวรรษที่ 20 โซลูชั่นควบคุมการเข้า-ออก ก็ได้พัฒนาจนสามารถยืนยันตัวตนของผู้อยู่อาศัยอยู่ในอาคาร และเปิดประตูหรือทางเข้าผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ได้ หลังจากนั้นมา องค์กรต่างๆ ก็มีทางเลือกมากมายในการเลือกใช้โซลูชั่นเพื่อยืนยันตัวตน (credential solutions) ทั้งการ์ดที่มีแถบแม่เหล็ก การรับรองตัวตนแบบพร็อกซ์ (125 kHz) ไปจนถึงโซลูชั่นแบบไร้สัมผัส และการใช้โทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน เมื่อมองพัฒนาการของการควบคุมการเข้า-ออกของทุกวันนี้แล้ว หลายๆ องค์กรก็ตระหนักว่า ถึงเวลาที่จะต้องทำการอัพเกรดระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ

Jim Dearing ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ธุรกิจ PAC Core Solutions บริษัท HID Global ได้เปิดเผยว่า งบประมาณมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเลือกโซลูชั่นควบคุมความปลอดภัย แต่การประหยัดงบประมาณในเรื่องความปลอดภัยนั้น อาจเป็นบทเรียนราคาแพง เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าความเสียหาย (ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน) ที่มาจากการถูกละเมิดความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัยของบุคคล สินทรัพย์ และ ชื่อเสียง ดังนั้นการลงทุนโซลูชั่นการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยและรับประกันการใช้งานในอนาคตมากขึ้น จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว

หลายสิบปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีการยืนยันตัวตน และควบคุมการเข้า-ออก ได้มีวิวัฒนาการดังนี้

ยุคหลังการล็อคและกุญแจ

เทคโนโลยีบัตรรูด (Swipe Technologies) ที่เริ่มขึ้นในยุค 80s พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่าการล็อคด้วยมือและกุญแจแบบเดิมที่เคยใช้กันทั่วไป เทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการและติดตามตรวจสอบได้ว่ามีผู้ใดเข้า-ออกบ้าง นอกจากนี้ การเปิดประตูหรือทางเข้า-ออกก็ทำได้ง่าย รวมทั้งการริบคืนโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวล็อค แต่เทคโนโลยีบัตรรูดก็มีข้อจำกัดเพราะไม่ปลอดภัย รวมทั้งการจัดการบัตรที่ชำรุดและเครื่องอ่านที่มีอายุ ก็มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลามาก

ในช่วงยุค 90 ข้อด้อยของเทคโนโลยีบัตรรูดได้ทำให้คนหันมาใช้เทคโนโลยีพร็อกซ์ซิมิตี้ (Prox credential technology) หรือที่รู้จักกันว่าระยะความถี่ต่ำ การใช้คลื่นความถี่วิทยุ 125 kHz ทำให้บัตรสามารถสื่อสารกับเครื่องอ่านบัตรในระยะหลายนิ้วซึ่งทำให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนและผ่านเข้าประตูได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ พร็อกซ์ซิมิตี้ ยังใช้ได้กับบัตรเข้า-ออกทั้งที่เป็นสายห้อยและป้าย tag รวมถึงบัตรต่างๆ ทำให้ผู้ใช้งานมีทางเลือกและความยืดหยุ่นมากขึ้น พร็อกซ์จึงนับเป็นปรากฏการณ์ของวงการอิเล็กทรอนิกส์ในการควบคุมการเข้า-ออก เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาและเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้งาน รวมทั้งขจัดความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีพร็อกซ์ซิมิตี้ไม่ได้มีการเข้ารหัสไว้ จึงทำให้บัตรสามารถถูกก๊อปปี้หรือทำซ้ำได้ง่าย

เทคโนโลยีสำหรับยุคนิวมิลเลนเนียม

ข้อจำกัดข้างต้นได้กรุยทางให้เกิดสมาร์ทการ์ดแบบไร้สัมผัสซึ่งใช้คลื่นความถี่สูงกว่า (13.56 MHz) เพื่อการติดต่อสื่อสารในระดับที่สูงขึ้น “สมาร์ทการ์ด” รุ่นแรกที่ตีตลาดในช่วงเริ่มต้นของยุคนิวมิลเลนเนียม เป็นแบรนด์ที่มีชื่อเสียงมาก เช่น MIFARE® และ iCLASS® ที่มาพร้อมชุดกุญแจเข้ารหัสข้อมูลคล้ายกับรหัสผ่านที่เครื่องอ่านใช้เพื่อยืนยันข้อมูลในการ์ด สมาร์ทการ์ดเหล่านี้สามารถบรรจุข้อมูลอย่างอื่นๆ ตามที่เลือกสรรได้ ทำให้สามารถใช้งานแบบอื่นๆ ได้ เช่น การบรรจุมูลค่าสกุลเงินแบบดิจิตอล แต่ก็ยังพบข้อด้อยเช่นเดียวกับเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ คือสมาร์ทการ์ดรุ่นแรกๆ เหล่านี้ ไม่ได้สมาร์ทสักเท่าไร เพราะเทคนิคการแฮกพัฒนามากขึ้นและสามารถปลอมแปลงการ์ดเหล่านี้ได้

สมาร์ทการ์ดที่ชาญฉลาดและปลอดภัยมากขึ้น

หลังจากนั้น ได้มีสมาร์ทการ์ดรุ่นใหม่ๆ เผยโฉมตามมา ที่ใช้เทคโลยีที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึง Seos® และ MIFARE DESFire EV3 ซึ่งต่างจากเทคโนโลยีรุ่นก่อนๆ เพราะโดดเด่นด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ล้ำหน้า ได้แก่การยืนยันตัวตนซึ่งกันและกันระหว่างเครื่องอ่านบัตรและสมาร์ทการ์ด ยิ่งไปกว่านั้นยังใช้อัลกอริทึมการเข้ารหัสข้อมูลสมัยใหม่ เทคโนโลยีเหล่านี้ปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานได้มากขึ้น และปกป้องข้อมูลหากไม่มีการยืนยันตัวตนที่ถูกต้อง

เทคโนโลยีระบุตัวตนสมัยใหม่ยังรับประกันการใช้งานที่ราบรื่นสำหรับอนาคต ที่เชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้ ซึ่งนับเป็นข่าวดีสำหรับองค์กรที่ต้องการโซลูชั่นสำหรับการเข้า-ออกที่ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และใช้ได้ทั้งที่เป็นการ์ดสำหรับการเข้า-ออก โทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต อุปกรณ์พกพาและใช้ระบุตัวตนต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อได้ผ่านบลูทูธ การสื่อสารระยะใกล้ และเครื่องรับส่งไร้สายอื่นๆ

ความสะดวกในการใช้งานและยุคสมัยของโทรศัพท์มือถือ

การยืนยันตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือเป็นความก้าวหน้าล่าสุดของระบบควบคุมการเข้า-ออก ในยุคของมือถือนี้ ผู้บริโภคมีความคาดหวังว่าจะใช้มือถือทำได้ทุกอย่าง จึงไม่น่าแปลกใจว่าความต้องการในการยืนยันตัวตนผ่านมือถือจะพุ่งสูงขึ้น เช่นเดียวกับที่เทคโนโลยีพร็อกซ์ซิมิตี้ เคยให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน จนส่งผลให้การ์ดแถบแม่เหล็กตกกระป๋องไป มือถือก็ให้ความสะดวกแบบเดียวกันเมื่อเทียบกับการ์ดทั่วๆ ไป แล้วทำไมผู้คนจะต้องพกพาทั้งการ์ดและมือถือ ในเมื่อแค่มีมือถือ ก็ทำได้ทุกอย่างแล้ว

สำหรับผู้ที่ทำงานด้านความปลอดภัย ประโยชน์ของเทคโนโลยีนี้ก็มีอย่างรอบด้าน อาทิ ความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น การรับประกันการใช้งานในอนาคตได้เพราะสามารถทำการอัพเกรดการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นทางเลือกใหม่ของระบบการเข้า-ออกแบบไร้สัมผัสที่ดีกว่า และสามารถส่งมอบและยกเลิกบัตรที่ใช้ในโทรศัพมือถือผ่านทางระบบเครือข่ายได้ การเชื่อมรวมซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมการเข้า-ออก และบริหารจัดการผู้มาติดต่อ (Visitor management) เข้าไว้ด้วยกัน

เครื่องมือที่ใช้ควบคุมการเข้า-ออกได้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่เพียงแค่สร้างความมั่นใจเรื่องการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัวเท่านั้น แต่การใช้งานก็สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพื่อโลกแห่งการใช้มือถือที่ปลอดภัยและชาญฉลาด

ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล

เยี่ยมชมเราได้ที่ Media Center อ่านข้อมูลใน Industry Blog และติดตามทาง FacebookLinkedIn และ Twitter

เกี่ยวกับเอชไอดี โกลบอล (HID Global)

เอชไอดี โกลบอล ผู้ขับเคลื่อนระบบระบุตัวตนของผู้คน สถานที่และสิ่งต่างๆ ทั่วโลก เราช่วยให้ผู้คนทำธุรกรรมได้อย่างปลอดภัย ทำงานได้อย่างมีประสิทธิผล และเดินทางได้อย่างเสรี โซลูชั่นการระบุตัวตนช่วยให้ผู้คนเข้าถึงสถานที่ได้อย่างสะดวก ทั้งสถานที่จริงทางกายภาพและสถานที่เสมือนจริงในโลกดิจิตอล และเชื่อมต่อกับสิ่งต่างๆ ที่บ่งชี้ ตรวจสอบ และติดตามผ่านช่องทางดิจิตอลได้ ผู้คนนับล้านทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการของเอชไอดีเพื่อนำทางในชีวิตประจำวัน และมีหลายพันล้านสิ่งที่เชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีของเอชไอดี เราทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา โรงพยาบาล สถาบันการเงิน ธุรกิจอุตสาหกรรม และบรรดาบริษัทที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดของโลก บริษัทฯ มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 4,000 คนทั่วโลกและมีสำนักงานตั้งอยู่ในประเทศต่างๆที่รองรับลูกค้าได้มากกว่า 100 ประเทศ HID Global® เป็นแบรนด์ในเครือกลุ่มบริษัท ASSA ABLOY ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.hidglobal.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Managed Power Services สร้างโอกาสเติบโตสูงด้านเอดจ์คอมพิวติ้ง ให้กับผู้ให้บริการโซลูชันไอที

โดย ลาร์รี ฮานน์ ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางบริการด้านดิจิทัล ของเอพีซี โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric)

ตลาดบริการด้านการบริหารจัดการ หรือ managed services กำลังเติบโต โดยคาดการณ์อัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านเอดจ์คอมพิวติ้งจะแตะที่ 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 เช่นกัน นอกจากทั้งสองตลาดนี้เกี่ยวข้องกันแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการ (MSPs) และ ตัวแทนจำหน่ายแบบ VARs (value added resellers) (VARs) ที่ต้องการนำเสนอบริการ managed services รวมอยู่ในธุรกิจ ตลอดจนลูกค้าที่กำลังมองหาความช่วยเหลือในการนำระบบโครงสร้างไอทีแบบกระจายศูนย์มาปรับใช้งานได้ตามต้องการ รวมไปถึงการบริหารจัดการระบบเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสาเหตุที่ต้องการใช้บริการดังกล่าว คือลูกค้าส่วนมากมักไม่ต้องการใช้ บุคลากรของตนไปกับการบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับไซต์ไอทีที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับกำลังมองผู้ให้บริการโซลูชันไอทีที่นำเสนอบริการดังกล่าวได้

ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ MSPs และ VARs จึงเป็นที่น่าจับตาเพราะเป็นการเปิดสู่โอกาสด้านการบริหารจัดการพลังงาน ตัวอย่างเช่นลูกค้าที่ต้องการมอบหมายให้พนักงานไอทีทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แทนที่จะต้องมาบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว หรือ บริษัทที่กำลังขยับขยายงานด้านไอทีเพื่อรองรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เหล่านี้อาจต้องพิจารณาการบริหารจัดการพลังงานในส่วนของระบบงานและอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากระยะไกล เช่น UPS 1 เฟส ตู้แร็ค และอุปกรณ์ทำความเย็นเป็นต้น

โอกาสในการให้บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน

การจัดการพลังงานเป็นการเพิ่มมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นการสนับสนุนเป้าหมายสูงสุดของการให้บริการด้านการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มอัพไทม์สูงสุดให้กับระบบ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบกระจายศูนย์ที่มีไซต์งานเอดจ์คอมพิวติ้งหลากหลายไซต์ ซึ่งโดยปกติมักจะไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ประจำไซต์ ซึ่งในมุมมองของลูกค้า ผู้ให้บริการโซลูชันควรมีการเสริมการป้องกันด้วยระบบสำรองไฟฟ้าที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบงานจะไม่ล้มเหลวเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน สำหรับมุมมองของผู้ให้บริการ เรื่องนี้นับเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ประจำในระยะยาว

จุดนี้ทำให้บริการดังกล่าวมีการเติบโตสูง เนื่องจากโดยทั่วไปลูกค้ามักไม่ค่อยถามถึงบริการด้านการจัดการพลังงาน แต่เมื่อได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าอาจยังไม่รู้ว่านี่เป็นทางเลือกหนึ่ง หรืออาจยังไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่ก็ชอบแนวคิดในการจ้างเอาต์ซอร์สมาช่วยบริหารจัดการพลังงาน เพื่อช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้น ซึ่งโดยปกติ ลูกค้ามักจะมุ่งเน้นไปที่แอปพลิเคชันและความสามารถใหม่ๆ โดยไม่ได้เน้นที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการทำงาน ดังนั้นจึงอยู่ที่ผู้ให้บริการที่จะนำเสนอบริการ managed power ด้วยเหตุและผลเกี่ยวกับความสำคัญของเรื่องนี้

โอกาสในการสร้างรายได้ประจำ

การจัดการพลังงานจากระยะไกลมอบศักยภาพในการเพิ่มรายได้อย่างแท้จริง โดยในความเป็นจริง บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน สามารถคิดเป็นต้นทุนสินทรัพย์ต่อปีได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่นี้ ลองแจกแจงออกมาเป็นตัวเลขดู ถ้าคุณบริหารจัดการสินทรัพย์ 100 รายการสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) หรือ 200 รายการสำหรับลูกค้าองค์กรในระดับเอ็นเตอร์ไพร์ซ ด้วยมูลค่า 1,200 บาท ต่อสินทรัพย์หนึ่งรายการ ก็จะเพิ่มรายได้ต่อเดือนได้ 12,000 บาท หรือ 24,000 บาทตามลำดับ และหากคุณบริหารจัดการสินทรัพย์ทั้งหมด 375 รายการ ก็จะคิดเป็นยอดรายได้รวมต่อเดือนอยู่ที่ 450,000 บาท

เมื่อต้องนำเสนอลูกค้าเกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงาน ผู้ให้บริการยังสามารถเปิดประเด็นไปสู่การขายบริการด้านไอทีอื่นๆ ได้อีก เช่น การประเมิน การวางระบบ และการปรับปรุงฮาร์ดแวร์ หากคุณสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าลูกค้าไม่มีการบริหารจัดการพลังงานอย่างเหมาะสมหรือขาดความสามารถในการมองเห็น คุณก็สามารถชี้ให้เห็นได้อีกว่าอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ก็จะไม่สามารถมองเห็นหรือบริหารจัดการได้ดีเช่นกัน ถ้าลูกค้าไม่ได้ใช้บริการ MSP หรือไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานได้ เท่ากับคุณมีโอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มได้

เส้นทางสู่การให้บริการ managed power

บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน แสดงให้เห็นถึงโอกาสสำหรับ MSPs และ VARs ที่มองหาโมเดลการสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค และแพลตฟอร์ม EcoStruxureTM IT  ให้แนวทางที่หลากหลายในการมอบการบริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน ควบคู่ไปกับการให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบด้วยโปรแกรมด้านการฝึกอบรมและโปรแกรมที่ให้สิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งชไนเดอร์ฯ ได้มีการออกแบบข้อเสนอหลากหลายสำหรับการเปิดตัวสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถตอบรับได้อย่างมั่นใจ ในเวลาที่ลูกค้าขอให้ช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์จ่ายพลังงาน และในบทบาทของคู่ค้า คุณสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพธุรกิจของคุณในปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงเลือกการลงทุนในระดับที่คุณต้องการได้

คุณมีทางเลือกว่าจะให้ชไนเดอร์ฯ ช่วยดูแลทุกอย่างในนามของคุณ หรือคุณจะดูแลทั้งหมดเองก็ตาม หรือดูแลเองบางส่วนและให้ชไนเดอร์ฯ ดูแลบางส่วนก็ได้เช่นกัน  คุณสามารถเริ่มจากโมเดลหนึ่งก่อน แล้วค่อยขยับสู่โมเดลอื่นได้โดยง่ายเพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลเชิงลึกในลักษณะเชิงรุกแบบเรียลไทม์ของ EcoStruxure IT ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง รวมถึงการออกแบบให้เป็นระบบเปิด ช่วยให้สามารถมองเห็นและเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการสามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ UPS ก่อนที่เครื่องจะทำงานล้มเหลว หรือเตือนลูกค้าเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเฟิร์มแวร์ที่ล้าสมัย  ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูทางเลือกต่างๆ ได้จากรายละเอียดด้านล่าง เพื่อเลือกข้อเสนอที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ และลองทำแบบทดสอบเพื่อประเมินแนวทางที่ดีที่สุด เมื่อคุณพบทางเลือกที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณแล้ว คุณยังสามารถลงทะเบียนโปรแกรม Edge Software & Digital Services Program เพื่อเริ่มต้นให้บริการได้

เข้าถึง eguide ใหม่เกี่ยวกับบริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน

บริการ Managed power คือโอกาสที่ดียิ่งสำหรับผู้ให้บริการ MSPs และผู้ที่ต้องการนำเสนอบริการดังกล่าว และในการตอบสนองความต้องการสำคัญสำหรับลูกค้า ผู้ให้บริการโซลูชันจะได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้า สร้างความผูกพันอันเหนียวแน่นในบทบาทที่ปรึกษาด้านไอทีที่เชื่อถือได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการนำเสนอบริการ managed power และวิธีผนวกบริการดังกล่าวไว้ในธุรกิจของคุณ โดยลองเข้าไปดูคำแนะนำผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ หรือ equide ใหม่ของเราได้ที่ “สุดยอดคัมภีร์การขยายธุรกิจของคุณด้วย Managed Power Services” ซึ่งคู่มือที่มีประโยชน์นี้ จะช่วยแนะนำผู้ให้บริการโซลูชันไอทีก้าวสู่กระบวนการที่ง่าย ทีละขั้นตอน เกี่ยวกับวิธีประเมินและผนวกบริการด้านการบริหารจัดการพลังงานเข้ากับธุรกิจ

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ช่วยให้ไบโอเอ็นเทคผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้เร็วขึ้น ด้วยระบบอัตโนมัติและโซลูชั่นดิจิทัล

27 พฤษภาคม 2564 – ซีเมนส์ (Siemens) สนับสนุนไบโอเอ็นเทค (BioNTech) บริษัทไบโอเทคโนโลยีตั้งอยู่ที่เมืองไมนซ์ ประเทศเยอรมนี ดำเนินการปรับเปลี่ยนโรงงานในเมืองมาร์เบิร์กเพื่อเร่งกระบวนการผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

ไบโอเอ็นเทคได้ซื้อโรงงานผลิตที่รองรับการผลิตสารด้านเทคโนโลยีชีวภาพในช่วงปลายปี 2563  ซึ่งโรงงานแห่งนี้ได้ผลิตวัคซีน BNT162b2 (หรือ COMIRNATY®) ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ด้วยความร่วมมือจากซีเมนส์รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญในมาร์เบิร์ก ทำให้กรอบเวลาโครงการปรับเปลี่ยนโรงงานที่มีอยู่สำหรับการผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ลดลงจากหนึ่งปีเหลือเพียงห้าเดือน โดยที่การติดตั้งส่วนประกอบสำคัญของระบบปฏิบัติการในกระบวนการผลิตใหม่ (Manufacturing Execution System – MES) แล้วเสร็จภายในเวลาเพียงสองเดือนครึ่งเท่านั้น  ระบบใหม่นี้รวมถึงกระบวนการผลิตที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจรและรองรับ “งานเอกสารแบบไม่ใช้กระดาษ – Paperless สำหรับกระบวนการผลิต” ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านงานเอกสารได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย

กระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมโดยเทคโนโลยีของซีเมนส์ เช่น Opcenter Execution Pharma MES ซึ่งทำหน้าที่ผสานรวมระบบและกระบวนการต่างๆ และวิเคราะห์คุณภาพ  นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนา ปรับแต่ง และจัดการกระบวนการผลิตโดยอัตโนมัติ  กระบวนการ mRNA ครอบคลุมขั้นตอนการทำงานโดยบุคลากรในบางขั้นตอน เช่น การชั่งน้ำหนัก ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นระบบชั่งน้ำหนักของซีเมนส์ เพราะการชั่งน้ำหนักที่แม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ระบบทั้งหมดได้รับการดัดแปลงสำหรับการทำงานแบบอัตโนมัติโดยใช้ระบบควบคุมกระบวนการ Simatic PCS 7 ที่ควบคุมและจัดการกระบวนการต่าง ๆ ของระบบ  และยังมีการติดตั้งและใช้งานผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น เทคโนโลยีเครือข่าย แอ็คเซสพอยต์ WLAN เทคโนโลยีสื่อสาร และกรอบโครงสร้างวิศวกรรม TIA Portal

ความร่วมมือของซีเมนส์และไบโอเอ็นเทคช่วยเร่งการส่งมอบวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพไปทั่วโลกได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ณ ปัจจุบันโรงงานในเมืองมาร์เบิร์กมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ผลิตวัคซีนประมาณหนึ่งในสี่ของจำนวนวัคซีน 2.5 พันล้านโดสที่ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคได้ประกาศไว้ในปีนี้ 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 170 ปีในด้านวิศวกรรม นวัตกรรม คุณภาพและความน่าเชื่อถือ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการจัดการพลังงานหลากหลายรูปแบบ ระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลไลเซชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ ระบบโครงสร้างอัจฉริยะสำหรับอาคาร โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรธุรกิจและสังคมโดยรวม นอกจากนี้ยังมีซีเมนส์ โมบิลิตี้ ผู้นำโซลูชั่นคมนาคมทางรางและทางบก ที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมตลาดด้านบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และด้วยซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส เราจึงเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้าระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ 28 กันยายน ปี 2563

ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2563 ซีเมนส์มีพนักงาน 293,000 คนทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 57.1 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 4.2 พันล้านยูโร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


Exit mobile version