Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผู้นำไอทีระบุตรงกัน “หนี้ทางเทคนิค” เป็นหนึ่งในภัยคุกคามใหญ่สุดต่อการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต

ประเทศไทย – 17 มิถุนายน 2564 – OutSystems ผู้นำด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น รายงานว่า 69% ของผู้นำด้านไอทีระบุว่าหนี้ทางเทคนิคจัดเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมในองค์กร ตามที่ระบุในรายงานล่าสุด “The Growing Threat of Technical Debt.” โดยการระบาดของ COVID-19 เผยให้เห็นถึงช่องโหว่ในองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งผลสำรวจทางด้านอุตสาหกรรมของ OutSystems ชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงต้นทุนของหนี้ทางเทคนิคที่องค์กรธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ในอุตสาหกรรมและภูมิภาคต่าง ๆ

นาย เปาโล โรซาโด ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท OutSystems กล่าวว่า “การผสมผสานของการเขียนโปรแกรมแบบเก่าร่วมกับโมบายล์แอปพลิเคชั่นยุคใหม่, Stack Applications และ SaaS Sprawl ล้วนเป็นการขโมยเวลา ทรัพยากร รวมถึงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมขององค์กร รายงานฉบับนี้เผยให้เห็นว่าหนี้ทางเทคนิคยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และองค์กรต้องการแนวทางใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมที่มีคุณภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้อย่างแท้จริง”

ขณะที่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ กำลังพยายามฟื้นตัวท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา หนี้ทางเทคนิคกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการฟื้นตัวของธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรที่เน้นในการสร้างการเติบโต โดยหนี้ทางเทคนิคเกิดจากการออกแบบหรือการพัฒนาทางเทคนิคที่หวังให้เกิดประโยชน์ในระยะสั้นแต่สร้างผลกระทบในระยะยาว ในอุตสาหกรรมทั่วไปกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นจากการเร่งขั้นตอนการพัฒนาและใช้งานโซลูชั่นให้เร็วที่สุด แทนที่จะเป็นการวางแผนใช้งานอย่างเหมาะสมในอนาคต จากการสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้นำด้านไอที 500 รายทั่วโลก รายงานฉบับนี้ของ OutSystems ได้เน้นย้ำถึงให้เห็นถึงความท้าทายต่าง ๆ ที่องค์กรต้องเผชิญมีสาเหตุมาจากหนี้ทางเทคนิค รวมถึงความกดดันจากการทำงานให้แล้วเสร็จทันตามกำหนดเวลา การเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างต่อเนื่องและเทคโนโลยีที่ล้าสมัย

สาระสำคัญในรายงานประกอบด้วย:

  • ผู้นำด้านไอทีส่วนใหญ่ (69%) กล่าวว่าหนี้ทางเทคนิคเป็นข้อจำกัดขั้นพื้นฐานของความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ขณะที่ 61% กล่าวว่าหนี้ทางเทคนิคฉุดรั้งประสิทธิภาพในการทำงานขององค์กร และ 64% เห็นด้วยว่าหนี้ทางเทคนิคจะยังคงส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต
  • จะเกิดต้นทุนค่าเสียโอกาสอย่างมหาศาลสำหรับธุรกิจทุกขนาด ในทุกอุตสาหกรรม ทั้งการทุ่มเวลา ค่าใช้จ่าย และทรัพยากรอื่น ๆ ไปกับหนี้ทางเทคนิค แทนที่จะนำทรัพยากรเหล่านี้ไปใช้กับการสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายเฉลี่ยถึงหนึ่งในสามของงบประมาณด้านไอทีเพื่อจัดการกับหนี้ทางเทคนิค และเพิ่มขึ้นถึง 41% ในองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่
  • ปัญหาหนี้ทางเทคนิคเกิดจากหลายปัจจัย ผู้นำด้านไอทีกล่าวว่าเกิดจากการใช้ภาษาและเฟรมเวิร์คในการพัฒนาที่หลากหลายเกินไป (52%) เกิดจากการเปลี่ยนตัวผู้พัฒนาภายในทีมพัฒนา (49%) และการปล่อยผ่านข้อบกพร่องที่ทราบอยู่แล้วเพื่อให้สามารถส่งมอบงานให้ทันตามกำหนด(43%)
  • องค์กรต่าง ๆ ยังคงชะลอการจัดการหนี้ทางเทคนิค ซึ่งจะทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น มีเพียง 20% เท่านั้นที่บอกว่าสามารถจัดการปัญหาหนี้ทางเทคนิคได้เป็นอย่างดี และมีเพียง 36% ระบุว่าจะสามารถจัดการหนี้ทางเทคนิคเหล่านี้ได้ในอนาคต
  • โดยภาระหนี้ทางเทคนิคขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จะใช้งบประมาณด้านไอทีประมาณ 41% ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กใช้งบประมาณที่ 27%

นาย ไอแซค จูเบิร์ต ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ JTC Group กล่าวว่า “หนี้ทางเทคนิคอาจมีค่าใช้จ่ายสูงโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผู้บริการทางด้านการเงิน ที่เติบโตจากการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการเงินที่เน้นการบริการอย่างรวดเร็วและมีความน่าเชื่อถือ เราทำงานร่วมกับ OutSystems มาหลายปีเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ทำให้บริการธุรกรรมทางการเงินของลูกค้ามีความคล่องตัว ซึ่งช่วยเราก้าวผ่านความกังวลเกี่ยวกับหนี้ทางเทคนิคและมุ่งเน้นในการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ปลอดภัยตลอดจนการอัปเดตง่ายดายและรวดเร็ว”

นาย รุย กอนซาเวส พาร์ทเนอร์ของ KPMG ในโปรตุเกส กล่าวและเสริมว่า “หลายปีที่ผ่านมา เราได้เห็นผลกระทบของหนี้ทางเทคนิคที่มีต่อความสามารถทางธุรกิจในการพัฒนานวัตกรรมและสร้างความยืดหยุ่นในองค์กร ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจและสามารถรักษาความได้เปรียบนี้ได้ ด้วยความร่วมมือกันมาอย่างยาวนานระหว่าง KPMG และ OutSystems ทำให้เราได้เข้าใจถึงความสามารถและความสำคัญของการพัฒนา Modern Application  สามารถช่วยกำจัดปัญหาหนี้ทางด้านเทคนิค อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรให้สามารถใช้ทรัพยากรไปพัฒนานวัตกรรมให้ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยยะ”

ระเบียบและกระบวนการจัดทำผลวิจัย

ผลการวิจัย “The Growing Threat of Technical Debt” มาจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้นำด้านไอทีทั่วโลกจำนวน 500 ราย ครอบคลุมองค์กร บริษัทและธุรกิจขนาดใหญ่ บริษัทการค้าและธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลก ด้วยความร่วมมือกับ Lucid การสำรวจออนไลน์ได้ดำเนินการในเดือนพฤษภาคม 2564 ทั่วทั้งในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี โปรตุเกส อินเดีย บราซิล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสิงคโปร์ ผู้ตอบแบบสอบถามครอบคลุมในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การเงิน ค้าปลีก การดูแลสุขภาพ การศึกษา การให้บริการทางธุรกิจ รัฐบาลและการบริหารภาครัฐ สื่อและโทรคมนาคม สาธารณูปโภค และอสังหาริมทรัพย์

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากหนี้ทางเทคนิคต่อธุรกิจและผู้นำด้านไอทีทั่วโลกอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ stoptechdebt.com หรือดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มแอปพลิเคชั่น OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 435,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,500 คน พันธมิตรกว่า 350 ราย และลูกค้าหลายพันรายใน 87 ประเทศใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดงานประกวดเฟ้นหาสุดยอดสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมระดับประเทศ KMUTNB Innovation Awards 2021 ประกาศรับรางวัล Grand Prize พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยสำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จัดงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ประจำปี 2564 KMUTNB Innovation Awards 2021 ชิงถ้วยพระราชทานรางวัล Grand Prize สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รูปแบบออนไลน์ครั้งแรก ปรับเวทีสอดรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ระลอกใหม่ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ซึ่งมีผู้สนใจจากสถาบันการศึกษาทั้งระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา อุดมศึกษา บริษัทเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศ ส่งผลงานเข้าร่วมประกวดรวม 200 กว่าผลงาน

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประกวดจากทั่วประเทศ ผ่านเวทีถ่ายทอดสด ที่ https://kmutnb-inno.top/ โดยในปีนี้แบ่งผลงานที่เข้าร่วมประกวดออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) Innovative Ideas ค้นหาสุดยอดแนวคิดนวัตกรรมต่อยอดสู่ผลงานที่ใช้ได้จริง 2) Innovative Products ค้นหาสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรและนักศึกษา ตลอดจนนักเรียนและประชาชนทั่วไป มีเวทีได้แสดงออกถึงความรู้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ด้านงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม รวมถึงแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสานประโยชน์ระหว่างผู้ประดิษฐ์และผู้ที่สนใจ ในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้มีความก้าวหน้า และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้

จากนั้นผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้าย จากผลงานงานทั้งสิ้น 204 ทีม ได้เริ่มนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการ และช่วงบ่ายของวันงานคณะกรรมการตัดสินได้พิจารณาผลงานและประกาศผลการตัดสิน ผลงานที่ได้รับรางวัล Grand Prize พระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งคัดเลือกจากผู้ชนะเลิศทั้ง 2 ประเภท ผลปรากฎว่า ผลงานเรื่อง เครื่องคัดกรองประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนแบบพกพา ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยแสงความยาวคลื่นช่วงใกล้อินฟราเรด ของ นายคานาเมะ มิอูระ นายกรธัช องค์ตระกูลกิจ นายณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์
รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และ ศ.ดร.ชิเกโอะ ทานากะ ทีมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยคานาซาวา ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภท Innovative Products ได้รับรางวัลดังกล่าวไปครอง และทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภท Innovative Ideas ได้แก่ ผลงานเรื่อง คิด-ดี ทีมจาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดย นายอัฟวัน นิเด็ง นายฟะห์มี เปาะสา นางสาวฮุสนา มะดอรอแม และรศ.ดร.มณฑล เลิศคณาวนิชกุล

นอกจากรางวัลสำหรับผู้ชนะเลิศแล้ว ยังมีการมอบรางวัลให้แก่รองชนะเลิศอันดับ 1 รองชนะเลิศอันดับ 2 และชมเชยอีก 3 รางวัลในแต่ละประเภท รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 210,000 บาท ซึ่งผู้จัดงานจะจัดพิธีมอบรางวัลอย่างสมเกียรติทันที เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ระลอกใหม่ดีขึ้นแล้ว ทั้งนี้สิ่งสำคัญที่ทั้งผู้ชนะและผู้เข้าประกวดทุกทีมต่างก็ได้รับจากการเข้าร่วมงานนี้ก็คือการได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อนำไปเป็นแนวทางในการต่อยอดพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมให้มีความก้าวหน้า สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้

โดยผลรางวัลในแต่ละประเภทมีดังนี้
ประเภท : Innovative Ideas

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเรื่อง คิด-ดี (KID-D) (ID17) ทีมจาก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดย นายอัฟวัน นิเด็ง นายฟะห์มี เปาะสา นางสาวฮุสนา มะดอรอแม และรศ.ดร.มณฑล เลิศคณาวนิชกุล ได้รับเงินรางวัล 40,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานเรื่อง ระบบ โฟลว์แบตเตอรี่-
โซล่าเซลล์ ไฮบริไดเซซัน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดย นายศักดิ์สิทธิ์ จิตรวุฒิโชติ
นางสาวบุษบา การุณสิต นางสาวกรรณิการ์ อ้นอยู่ นายสุวัจน์ สิกบุตร และ ผศ.ดร.รังสิมา หญีตสอน ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเรื่อง ชุดถังขยะประกอบได้ พร้อมถุง จากบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) โดย นางสาวพิมพ์ชนก อ่อนมา นางสาวนงลักษณ์ กรุทฤทธิ์ และ นางสาวศิริกาญจน์ สายสมร ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

รางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้รับเงินรางวัลผลงานละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่
ผลงานเรื่อง ชุดควบคุมระยะไกล สู้ภัยโควิด 19 ทีมจาก มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย นายดิษยบดินทร์ ขันผนึก นายสุรดิษ พวงสมบัติ นายโชคอนันต์ รันนะโคตร และ รศ.ดร.เกียรติสิน กาญจนวนิชกุล
ผลงานเรื่อง จานใบไม้เคลือบผิวด้วยสารไคตินเพื่อป้องกันเชื้อราและเสริมความแข็งแรง ทีมจาก โรงเรียนกำเนิดวิทย์ โดย นายราธา โรจน์รุจิพงศ์ นายผ่านฟ้า เลาหสินนุรักษ์ นายศรัณย์ นวลจีน และ ดร.จันทร์จิรา มณีสาร
ผลงานเรื่อง ชุดตรวจวัดคอปเปอร์ II ไอออน โดยใช้เซลลูโลสอะซิเตดเป็นวัสดุรองรับ ทีมจาก วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี โดย นางสาวทักษพร เข็มรัมย์ นางสาวจิรัฏฐ์ญาดา บุญกระโทก นางสาวจุฬารัตน์ นนท์นอก นายอภินันท์ วิศุภกาญจน์ นางสาวศิรภัสสร ขบวนงาม นางสาวมุทิตา จวบกระโทก นางสาววนัชพร อ่วมจิ๋ว และ นางสาวเนตรนภา ทอจะโป๊ะ

ประเภท : Innovative Products

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงานเรื่อง เครื่องคัดกรองประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนแบบพกพา ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยแสงความยาวคลื่นช่วงใกล้อินฟราเรด ทีมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยคานาซาวา โดย นายคานาเมะ มิอูระ นายกรธัช องค์ตระกูลกิจ นายณัฐนัย วรวิจิตราพันธ์ รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ และ ศ.ดร.ชิเกโอะ ทานากะ ได้รับเงินรางวัล 30,000 บาท พร้อมโล่ และเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ผลงานเรื่อง เครื่องผลิต กรดไฮโปคลอรัส และโซเดียมไฮโปคลอไรท์ ทีมจาก บริษัท โปรลอก ไทเทเนียม คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดย นางสาวอรวรรณ ศรีตองอ่อน และ นายธนพล หวานสนิท ได้รับเงินรางวัล 20,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ผลงานเรื่อง ขดลวดค้ำยันชนิดดึงกลับจากวัสดุฉลาดผลิตด้วยวิธีการสานสำหรับรักษาโรคหลอดเลือด สมองตีบตันระยะเฉียบพลัน ทีมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดย นายสรธรณ์ คูชัยยานนท์ นายกณวรรธน์ รัตนพงษ์เพียร นายสุรเชษฐ แก้วอยู่ และ รศ.ดร.อนรรฆ ขันธะชวนะ ได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมโล่และเกียรติบัตร

รางวัลชมเชย 3 รางวัล ได้รับเงินรางวัลผลงานละ 5,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร ได้แก่
ผลงานเรื่อง ซินไบโอ โทโทล ไรซ์ ทีมจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย นายฐาปกรณ์ ชุมพล และ ผศ.ดร.ศรัณย์ พรหมสาย
ผลงานเรื่อง ระบบวิเคราะห์ดินสำหรับการปลูกผลไม้เศรษฐกิจ ทีมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดย นายนรเศรษฐ์ ไผ่ผาด และ ดร.วัชรีวรรณ จิตต์สกุล
ผลงานเรื่อง เยลลี่พร้อมดื่มจากน้ำหยวกกล้วยน้ำว้าเสริมเส้นใยสับปะรด ทีมจาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดย นางสาวนิราภรณ์ โลนุช นางสาวสุธิดา บัวคีรี และผศ.ดร.ศรีเวียง ฤทธิศักดิ์

เยี่ยมชมบูธผลงาน เครื่องคัดกรองประเมินความเสี่ยงผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนแบบพกพา ด้วยการวัดความหนาแน่นของมวลกระดูกด้วยแสงความยาวคลื่นช่วงใกล้อินฟราเรด
https://kmutnb-inno.top/invention/4/atifact/167?back=%2Finvention%2F4
เยี่ยมชมบูธผลงาน คิด-ดี
https://kmutnb-inno.top/invention/4/atifact/110?back=%2Finnovative-ideas%2F4
ชมบันทึกการถ่ายทอดสดได้ที่
 https://youtu.be/K_-dTqWnECU
 https://www.facebook.com/KMUTNBINNO


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ฤดูฝนหมดปัญหา ร้าว รั่ว ซึม จระเข้ ลุยแคมเปญใหม่ “ร่วมกันปกป้องดาดฟ้าและหลังคา”

จระเข้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง ช่วยลูกค้าแก้ปัญหาร้าว รั่ว ซึมช่วงฤดูฝน กับแคมเปญ “ร่วมกันปกป้องดาดฟ้าและหลังคา” แนะใช้ผลิตภัณฑ์จระเข้แบบครบวงจรจบทุกปัญหาในที่เดียว พร้อมจัดโปรโมชั่น ร่วมกับ 24FIX สำรวจหน้างานฟรีตลอดปี 2021

นายพงษ์พันธุ์ ประทีปมโนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำในการผลิตและจำหน่ายสินค้านวัตกรรม เพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่ง กล่าวว่า ที่อยู่อาศัยหรือสิ่งปลูกสร้างที่มีอายุการใช้งานไปนานๆ มักประสบปัญหาร้าว รั่ว ซึม บริษัทฯ จึงเป็นเจ้าแรกๆ ในตลาดที่จัดแคมเปญเกี่ยวกับการแก้ปัญหานี้มาโดยตลอด สำหรับแคมเปญ “ร่วมกันปกป้องดาดฟ้าและหลังคา” เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ใช้จระเข้ร่วมกันปกป้องทั้งบ้าน และยังเป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากกิจกรรมการตลาด ร้าว รั่ว ซึม ที่บริษัทฯ เคยจัดมาในอดีต

สำหรับแคมเปญ “ร่วมกันปกป้องดาดฟ้าและหลังคา” เจาะกลุ่มเป้าหมายเจ้าของบ้าน หรือเจ้าของโครงการที่มีความต้องการซ่อมแซมดาดฟ้าและหลังคา ที่อาจเกิดปัญหาร้าว รั่ว ซึม ซึ่งพบได้บ่อยในช่วงฤดูฝนของประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคมของทุกปี โดยมุ่งนำเสนอให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของจระเข้ เมื่อใช้ร่วมกันในการซ่อมแซมและปกป้องที่อยู่อาศัย สามารถแก้ปัญหาร้าว รั่ว ซึมได้ตรงจุด จบงานได้เร็ว มีประสิทธิภาพต่อสิ่งปลูกสร้าง และเป็นผู้นำในตลาดเพื่อการแก้ปัญหาในเรื่องนี้
ผลิตภัณฑ์ไฮไลท์สำหรับแคมเปญ “ร่วมกันปกป้องดาดฟ้าและหลังคา” ประกอบด้วย
• จระเข้ เฟล็กซ์ ชิลด์ ซีเมนต์ทากันซึม ชนิดยืดหยุ่น (ชนิดผสมเดียว) มีความอ่อนตัวสูง ปกปิดรอยร้าวได้ดี ทนรังสี UV ทนต่อสภาวะอากาศได้ดี ไร้สารพิษ (Non-Toxic) สามารถทาสีทับ หรือปูกระเบื้องทับได้
• จระเข้ รูฟ ชิลด์ อะคริลิกคุณภาพสูง ทนน้ำขังได้นานกว่า ยืดหยุ่นกว่า 500% ปกปิดรอยแตกงา สะดวกใช้งานง่าย เปิดฝาใช้ได้ทันที ยึดเกาะกับวัสดุได้หลากหลายพื้นที่

รวมถึงยังมีผลิตภัณฑ์จระเข้ รีแพร์ มอร์ต้า ซีเมนต์ซ่อมแซมโครงสร้าง จระเข้ อิลาสติก ชิลด์ โพรียูรีเทน ทากันรั่วซึม จระเข้ เทปซีล เทปบิวทิลกันน้ำผิวฟลอยด์ และจระเข้ โพลี-ยู ซีล โพลียูรีเทนอุดรอยต่อ

ทั้งนี้ จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ปกป้องดาดฟ้าและหลังคาของจระเข้ บริษัทฯจะให้ความสำคัญกับเคมีภัณฑ์ก่อสร้างเป็นอย่างมาก ทำให้สินค้ามีความหลากหลาย ตรงใจช่างมืออาชีพ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยี ผสมผสานเข้ากับนวัตกรรมใหม่ จนทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภท Cement Base ของจระเข้เป็นที่ยอมรับและรู้จักอย่างแพร่หลาย ตอบโจทย์ทุกงานก่อสร้างและการซ่อมแซมปัญหาร้าว รั่ว ซึมได้อย่างมีคุณภาพ ทำงานง่าย จบงานดี เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์จระเข้ร่วมกัน

ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด กล่าวต่อว่า สำหรับแคมเปญนี้บริษัทฯ ได้แบ่งสัดส่วนกลุ่มเป้าหมายไปยังเจ้าของบ้านและเจ้าของโครงการ เพื่อตอบโจทย์ผู้ต้องการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือโครงการที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ส่วนอีกกลุ่มจะเป็นช่างและผู้รับเหมาที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ ใช้งานง่าย จบงานได้เร็วและมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ร่วมกับ 24FIX สำรวจหน้างานเพื่อประเมินเบื้องต้นให้กับลูกค้าฟรี ในส่วนของงานซ่อมแซมดาดฟ้าและหลังคาตลอดปี 2021

สำหรับช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นั้น จะมุ่งเน้นผ่านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ช่องทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) และทางออนไลน์ที่ store.jorakay.co.th รวมถึงลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องร้าว รั่ว ซึม บริษัทฯ ยังได้เปิดช่องทางให้สามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญได้ 24 ชั่วโมง ที่ Chatเข้ ทาง Facebook Messenger & LINE Chat ของจระเข้ หรือ Contact Center 02-720-1112


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ . มอบหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC แก่สถาบันบำราศนราดูร สู้ภัยโควิค

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี พร้อมด้วยคุณภรณี ลีนุตพงษ์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ ผศ.สมชาย เวชกรรม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ อาจารย์ ดร.สราวุฒิ สืบแย้ม ผู้ช่วยอธิการบดีการคลังและกิจการทั่วไป ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ และทีมผู้วิจัย รศ.ดร.ศุภชัย ตระกูลทรัพย์ทวี และผศ.ดร.สถาพร วังฉาย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมมอบหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC รับมอบโดย นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อนำไปใช้ที่สถาบันบำราศนราดูร ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2564

นวัตกรรมหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมต่าง ๆ สำหรับป้องกัน ควบคุม หรือรักษาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) หรือโควิด 19 (Coronavirus Disease 2019 (COVID-19)) และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ให้กับสถานพยาบาล และหน่วยงานต่าง ๆ เป็นการออกแบบสร้างหุ่นฉายรังสี UVC ระบบควบคุมไร้สายด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อฆ่าเชื้อไวรัส และเพื่อเผยแพร่เทคโนโลยีและการนำเทคโนโลยีใช้ให้เกิดประโยชน์สู่สังคม ขนาดหุ่นยนต์ประดู่แดงฉายแสง UVC 68x78x180 ซม.และใช้หลอดรังสียูวีที่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ได้แก่ หลอดไอปรอทแรงดันต่ำ เปล่งรังสี 254 nm/หลอดอะมัลกัม เปล่งรังสี 254 nm/ หลอด UV LED ที่แปล่งรังสีในช่วง 242-313 nm หรือ 260-265 nm

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคเงินเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือการแพทย์ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19
สามารถบริจาคได้ที่บัญชี “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” ธนาคารกรุงเทพ สาขา มจพ. เลขที่บัญชี 907-3-50043-2 ใบเสร็จรับเงินการบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า
สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-555-2000 ต่อ 1604


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจไอบีเอ็มชี้ การพึ่งช่องทางดิจิทัลมากขึ้นในช่วงโควิดระบาด กระทบไซเบอร์ซิเคียวริตี้ยาวนานต่อเนื่องเกินคาด

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 15 มิถุนายน 2564: วันนี้ IBM Security ประกาศผลสำรวจทั่วโลกเกี่ยวกับพฤติกรรมทางดิจิทัลของผู้บริโภคในช่วงการแพร่ระบาด รวมถึงผลกระทบระยะยาวด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ พบสังคมคุ้นชินกับการปฏิสัมพันธ์ผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น โดยผู้ที่สำรวจเลือกความสะดวกมากกว่าที่จะใส่ใจเรื่องความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว นำสู่การกำหนดพาสเวิร์ดและพฤติกรรมด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ที่หละหลวม

ความหละหลวมด้านการรักษาความปลอดภัยของผู้บริโภค ผนวกกับการการเร่งเดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันอย่างรวดเร็วของธุรกิจในช่วงโควิด อาจกลายเป็นการเพิ่มโอกาสในการโจมตีอุตสาหกรรมต่างๆ ให้กับอาชญากรไซเบอร์ ตั้งแต่การโจมตีแบบแรนซัมแวร์ไปจนถึงการขโมยข้อมูล ข้อมูลจาก IBM Security X-Force ระบุว่าพฤติกรรมส่วนบุคคลที่ไม่เหมาะสมในด้านการรักษาความปลอดภัย ยังอาจถูกนำไปใช้ในที่ทำงานและอาจนำไปสู่เหตุด้านซิเคียวริตี้ที่ทำให้บริษัทต่างๆ ต้องสูญเสียเงินจำนวนมาก โดยการตั้งค่าประจำตัวผู้ใช้ที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำด้านความปลอดภัย กลายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการโจมตีไซเบอร์ในปี 2563 [1]

การสำรวจผู้บริโภค 22,000 คนใน 22 ประเทศทั่วโลก [2] ที่ดำเนินการโดยมอร์นิงคอนซัลท์ ในนามของ IBM Security ได้ระบุถึงผลกระทบของการแพร่ระบาดที่มีต่อพฤติกรรมด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคไว้ดังนี้

  • การบูมของดิจิทัลจะส่งผลระยะยาว มากกว่าผลลัพธ์ที่การแพร่ระบาดได้ทิ้งเอาไว้: ผู้บริโภคที่สำรวจระบุว่าได้สร้างบัญชีออนไลน์ใหม่เฉลี่ย 15 บัญชีในช่วงการแพร่ระบาด ซึ่งเท่ากับบัญชีใหม่หลายพันล้านบัญชีได้ถูกสร้างขึ้นทั่วโลก โดย 44% ของกลุ่มที่สำรวจไม่มีแผนที่จะลบหรือปิดบัญชีใหม่เหล่านี้ ซึ่งหมายความว่าดิจิทัลฟุตปรินท์ของผู้บริโภคเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นในอีกหลายปีที่จะถึง และกลายเป็นการเพิ่มโอกาสการโจมตีให้กับอาชญากรไซเบอร์
  • การมีบัญชีมากเกินทำให้เหนื่อยหน่ายกับการตั้งพาสเวิร์ด: การเพิ่มขึ้นของบัญชีดิจิทัลนำสู่พฤติกรรมการตั้งพาสเวิร์ดที่หละหลวมของผู้บริโภคที่สำรวจ โดย 82% ยอมรับว่าใช้ข้อมูลยืนยันตัวตนซ้ำบ้างในบางครั้ง ซึ่งหมายความว่าบัญชีใหม่ส่วนใหญ่ที่สร้างขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดนั้น น่าจะใช้ชื่ออีเมลและพาสเวิร์ดซ้ำกับที่เคยใช้ก่อนหน้า และอาจเป็นอันเดียวกับที่เคยหลุดรั่วไปแล้วในเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ผ่านมา
  • คนให้ค่ากับความสะดวกสบายมากกว่าเรื่องความปลอดภัยและไพรเวซี: มากกว่าครึ่งหนึ่ง (51%) ของกลุ่มมิลเลนเนียลชอบสั่งซื้อสินค้าผ่านแอพหรือเว็บไซต์ที่มีแนวโน้มไม่ปลอดภัย มากกว่าการโทรสั่งหรือไปซื้อที่ร้านด้วยตัวเอง การเน้นความสะดวกในการสั่งซื้อผ่านช่องทางดิจิทัลโดยมองข้ามความปลอดภัย ทำให้ปัญหาด้านความปลอดภัยต้องกลายเป็นภาระของบริษัทที่ให้บริการเหล่านี้ เพราะต้องป้องกันตัวเองจากการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี การที่ผู้บริโภคเน้นการปฏิสัมพันธ์ผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น ก็อาจนำสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้เทคโนโลยีเกิดใหม่รูปแบบต่างๆ ด้วยเช่นกัน ตั้งแต่การดูแลสุขภาพระยะไกลหรือเทเลเฮลท์ ไปจนถึงดิจิทัลไอดี [3]

“การแพร่ระบาดส่งผลให้มีบัญชีออนไลน์เพิ่มขึ้นสูงมาก และการที่สังคมเลือกความสะดวกสบายทางดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ นี้ อาจส่งผลต่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล” นายชาร์ลส์ เฮ็นเดอร์สัน Global Managing Partner และหัวหน้าทีม IBM Security X-Force กล่าว “เวลานี้องค์กรต่างๆ จะต้องพิจารณาผลกระทบจากการพึ่งพาช่องทางดิจิทัล ที่มีต่อความเสี่ยงด้านซิเคียวริตี้ เมื่อพาสเวิร์ดมีความน่าเชื่อถือน้อยลงเรื่อยๆ วิธีหนึ่งที่องค์กรสามารถนำมาใช้ได้ นอกเหนือจากการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย คือการเปลี่ยนไปใช้แนวทาง ‘zero trust’ โดยใช้ระบบ AI และการวิเคราะห์ขั้นสูงตลอดกระบวนการ เพื่อระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แทนที่จะทึกทักเอาว่าสามารถไว้ใจผู้ใช้ได้หากผ่านกระบวนการการยืนยันตัวตนแล้ว”

ผู้บริโภคคาดหวังความง่ายในการเข้าถึง

การสำรวจชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมหลากหลายของผู้บริโภค ที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ในขณะที่ผู้คนใช้ประโยชน์จากการปฏิสัมพันธ์ทางดิจิทัลมากขึ้น แต่ก็มีความคาดหวังสูงในเรื่องความสะดวกในการเข้าถึงและใช้งานด้วยเช่นกัน

  • กฎ 5 นาที: จากการสำรวจพบว่า ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ (59%) ต้องการใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีในการสร้างบัญชีดิจิทัลใหม่
  • ครบสามครั้งเลิกทำ: ผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกจะพยายามเข้าสู่ระบบเพียง 3-4 ครั้ง หากไม่สำเร็จจะเริ่มรีเซ็ตพาสเวิร์ดใหม่ การรีเซ็ตพาสเวิร์ดไม่เพียงแต่ทำให้บริษัทต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ยังอาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความปลอดภัยหากเป็นพาสเวิร์ดที่เคยใช้กับบัญชีอีเมลที่เคยถูกแฮ็คแล้ว
  • พึ่งความจำ: 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามใช้วิธีจำข้อมูลบัญชีร้านค้าออนไลน์ (เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่ใช้) ในขณะที่ 32% จดข้อมูลลงบนกระดาษ
  • การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (multi-factor authentication): เมื่อการใช้พาสเวิร์ดซ้ำคือปัญหาที่กำลังเพิ่มขึ้น การเพิ่มปัจจัยในการตรวจสอบสำหรับธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง สามารถช่วยลดความเสี่ยงที่บัญชีจะถูกบุกรุกได้ การสำรวจพบว่าประมาณสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลกหันมาใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัยภายในไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่ทำแบบสำรวจ

ลงลึกช่องทางดิจิทัลเฮลธ์แคร์

ในช่วงการแพร่ระบาด ช่องทางดิจิทัลได้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตอบสนองความต้องการวัคซีน รวมถึงการทดสอบและการรักษาโควิด-19 IBM Security วิเคราะห์ว่าการที่ผู้บริโภคใช้ช่องทางดิจิทัลที่หลากหลายในการเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 อาจกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลกับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพมากขึ้นในอนาคต ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคในการเริ่มใช้งานของกลุ่มผู้ใช้ใหม่ [4] โดยการสำรวจชี้ว่า

  • 63% ของผู้บริโภคเข้าถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 [5] ผ่านช่องทางดิจิทัลรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง (เว็บ แอพมือถือ อีเมล และข้อความ SMS)  
  • แม้เว็บไซต์และเว็บแอพเป็นช่องทางการเข้าถึงแบบดิจิทัลที่ใช้กันแพร่หลายที่สุด แต่ก็มีการใช้งานโมบายล์แอพ (39%) และข้อความ (20%) เป็นจำนวนมาก

เมื่อผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพพยายามผลักดันการแพทย์ทางไกล โปรโตคอลด้านความปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ก็จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน ตั้งแต่การทำให้ระบบไอทีสำคัญๆ สามารถออนไลน์ได้แบบไม่มีสะดุด การปกป้องข้อมูลผู้ป่วยที่มีความละเอียดอ่อน หรือแม้แต่การปฏิบัติให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของ HIPAA งานเหล่านี้ครอบคลุมการแบ่งส่วนข้อมูลและการควบคุมที่เข้มงวด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้เฉพาะระบบและข้อมูลที่กำหนดไว้เท่านั้น รวมถึงเป็นการจำกัดผลกระทบจากบัญชีหรืออุปกรณ์ที่เคยถูกแฮ็ค ในการเตรียมพร้อมสำหรับเหตุแรนซัมแวร์และการโจมตีแบบขู่กรรโชก ข้อมูลผู้ป่วยจะต้องได้รับการเข้ารหัสอยู่ตลอดเวลา และต้องมีระบบการสำรองข้อมูลที่เชื่อถือได้เพื่อให้สามารถกู้คืนระบบและข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ระบบเกิดการหยุดชะงักน้อยที่สุด

การปูทางสู่ข้อมูลประจำตัวดิจิทัล

แนวคิดของดิจิทัลเฮลธ์พาส หรือที่เรียกว่าพาสปอร์ตวัคซีน ถือเป็นการปูทางให้ผู้บริโภคได้รู้จักข้อมูลประจำตัวดิจิทัลในโลกการใช้งานจริง โดยเป็นแนวทางบนพื้นฐานของเทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบลักษณะเฉพาะของตัวตนของเรา จากการสำรวจพบว่า 65% ของผู้ใหญ่ทั่วโลก กล่าวว่าพวกเขาคุ้นเคยกับแนวคิดของข้อมูลประจำตัวดิจิทัล และ 76% มีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้หากเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง

การเปิดประตูสู่แนวคิดการพิสูจน์ตัวตนแบบดิจิทัลในช่วงการแพร่รระบาดนี้ อาจช่วยกระตุ้นการยอมรับระบบดิจิทัลไอดีที่ทันสมัยในวงกว้าง ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะเข้ามาแทนที่การใช้บัตรประจำตัวรูปแบบเดิมอย่างหนังสือเดินทางและใบขับขี่  โดยเป็นวิธีที่ผู้บริโภคจะสามารถเลือกให้เฉพาะข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการทำธุรกรรมนั้นๆ เท่านั้น แม้การใช้ข้อมูลประจำตัวแบบดิจิทัลจะสร้างโมเดลที่ยั่งยืนสำหรับอนาคต แต่ก็ยังต้องมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเพื่อป้องกันการปลอมแปลง นำสู่ความจำเป็นในการใช้โซลูชันบล็อกเชนเพื่อตรวจสอบและอัพเดทข้อมูลยืนยันตัวตน โดยเฉพาะกรณีที่ข้อมูลถูกแฮ็ค 

องค์กรจะสามารถปรับตัวตามภูมิทัศน์ด้านความปลอดภัยของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนได้อย่างไร

ธุรกิจที่พึ่งพาการมีส่วนร่วมทางดิจิทัลกับผู้บริโภคมากขึ้นอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาด ควรพิจารณาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับโพรไฟล์ความเสี่ยงด้านไซเบอร์ซิเคียวริตี้ของตน ในสถานการณ์ที่พฤติกรรมและความชอบของผู้บริโภคกำลังปรับเปลี่ยนรับความสะดวกทางดิจิทัล IBM Security ได้แสดงข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้

  • แนวทาง Zero Trust: เมื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น บริษัทต่างๆ ควรพิจารณาการพัฒนาไปสู่แนวทางการรักษาความปลอดภัยแบบ “zero trust” ซึ่งทำงานภายใต้สมมติฐานที่ว่าผู้ที่ได้รับการยืนยันตัวตนหรือตัวเครือข่ายเองอาจเคยถูกแฮ็คมาแล้ว ดังนั้นจึงต้องตรวจสอบเงื่อนไขการเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้ ข้อมูล และทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำหนดสิทธิ์และความจำเป็นในการเข้าถึง แนวทางนี้กำหนดให้บริษัทต่างๆ รวมศูนย์ข้อมูลและแนวทางการรักษาความปลอดภัยเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายที่จะนำบริบทด้านความปลอดภัยเข้าปกป้องผู้ใช้ทุกคน อุปกรณ์ทุกชิ้น และทุกการปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น
  • การปรับปรุงการบริหารจัดการตัวตนและการเข้าถึง (IAM) ของผู้บริโภคให้ทันสมัย: สำหรับบริษัทที่ต้องการใช้ประโยชน์จากช่องทางดิจิทัลในการสร้างความมีส่วนร่วมกับผู้บริโภคต่อไป การทำให้กระบวนการยืนยันตัวตนเชื่อมกันแบบไร้รอยต่อเป็นสิ่งที่สำคัญมาก การลงทุนในกลยุทธ์ Consumer Identity and Access Management (CIAM) ที่ทันสมัย สามารถช่วยให้องค์กรเพิ่มการมีส่วนร่วมทางช่องทางดิจิทัลได้ โดยมอบประสบการณ์การใช้งานอย่างราบรื่นทั่วทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล และใช้การวิเคราะห์เชิงพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของการใช้บัญชีหลอกลวง 
  • การปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: การมีผู้ใช้ผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้น หมายความว่าบริษัทก็จะมีข้อมูลผู้บริโภคที่ละเอียดอ่อนที่ต้องปกป้องมากขึ้น ค่าใช้จ่ายจากเหตุข้อมูลรั่วไหลในกลุ่มองค์กรที่ทำการศึกษามีมูลค่าเฉลี่ยกว่า 120 ล้านบาท [6] ดังนั้นองค์กรจึงควรกำหนดการควบคุมความปลอดภัยของข้อมูลอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่การมอนิเตอร์ข้อมูลเพื่อตรวจจับกิจกรรมที่น่าสงสัย ไปจนถึงการเข้ารหัสข้อมูลไม่ว่าข้อมูลจะอยู่ที่ไหน องค์กรควรใช้นโยบายความเป็นส่วนตัวที่เหมาะสมทั้งกับระบบภายในองค์กรและบนคลาวด์ เพื่อรักษาความไว้วางใจของผู้บริโภค
  • การทดสอบระบบความปลอดภัย: เมื่อการใช้งานและการพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัทต่างๆ ควรจัดการทดสอบเฉพาะขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากลยุทธ์และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยที่เคยใช้ก่อนหน้ายังคงใช้ได้ในสภาพการณ์ใหม่นี้ การประเมินประสิทธิภาพของการตอบสนองต่อเหตุซ้ำๆ  รวมถึงการทดสอบแอพพลิเคชันเพื่อตรวจสอบช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของขั้นตอนนี้

เกี่ยวกับ IBM Security
IBM Security นำเสนอหนึ่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์และบริการด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยและครบวงจรที่สุด ผลงานดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดยงานวิจัยของ IBM X-Force® ซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก จึงช่วยให้องค์กรสามารถจัดการความเสี่ยงและป้องกันภัยคุกคามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไอบีเอ็มบริหารจัดการองค์กรด้านการวิจัย การพัฒนา และการส่งมอบบริการรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยตรวจติดตามเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยกว่า 150,000 ล้านเหตุการณ์ต่อวันในกว่า 130 ประเทศ และได้รับสิทธิบัตรด้านความปลอดภัยมากกว่า 10,000 ฉบับทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ www.ibm.com/security ติดตามบน Twitter ได้ที่ @IBMSecurity หรือไปที่ บล็อก IBM Security Intelligence 


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware ช่วยดูแลรากฐานความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และรองรับการทำงานจากทุกที่

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, 14 มิถุนายน 2564 – องค์กรชั้นนำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการตอบสนองในปรับเปลี่ยน และพยายามที่จะปรับตัวเป็นรูปแบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้น เพื่อเข้าสู่สภาพแวดล้อมในการทำงานจากภายนอกองค์กรในช่วงปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามในการปรับตัวเป็นแบบดิจิทัลอย่างรวดเร็วนี้ ทำให้เกิดช่องทางในการคุกคามทางด้านข้อมูลเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย และผู้โจมตีก็อาศัยช่องโหวเหล่านี้เป็นโอกาสนี้ในการคุกคามข้อมูลขององค์กร และเพื่อป้องกับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้น บริษัท วีเอ็มแวร์ จำกัด (NYSE: VMW) ได้ประกาศนวัตกรรมเพื่อรักษาความปลอดภัยในรูปแบบการทำงานจากที่ใดก็ได้ สำหรับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของโลก

ในขณะที่เศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังอยู่ในสภาวะฟื้นตัว และมีการขยายตัวไปยังพื้นที่ใหม่ๆ การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญในลำดับต้น ๆ โดยกลุ่มผู้บริโภคในภูมิภาคส่วนใหญ่ (58%) ให้ความสำคัญกับการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลในระดับสูง เมื่อเขาเหล่านั้นมีการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลทางธุรกิจ องค์การต่าง ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนกลยุทธ์ในการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้ข้อมูลสำคัญของลูกค้ายังคงปลอดภัย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีการเข้าถึงข้อมูลจากภายนอกที่เพิ่มขึ้น

ซานเจย์ เค. เดชมุค รองประธานและกรรมการผู้จัดการ VMware ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเกาหลี กล่าวว่า “การโจมตีทางไซเบอร์และการละเมิดถือเป็นความท้าทายที่เกิดขึ้นมายาวนานกับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะเดียวกันรูปแบบความซับซ้อนในการโจมตียังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และผู้คุกคามมองหาช่องทางใหม่ ๆ ในการหาประโยชน์เหล่านี้ ทำให้องค์กรจำเป็นต้องมีแนวทางใหม่ที่เรียบง่าย รวดเร็ว และชาญฉลาด มีความยืดหยุ่นที่จะช่วยให้การทำงานจากที่ใดก็ได้ของพนักงานมีเสถียรภาพ และปลอดภัยจากการคุกคามดังกล่าว การเปลี่ยนแปลงสถานที่การทำงานแบบองค์รวมที่ได้รวบรวมเอา ความรวดเร็ว การรักษาความปลอดภัย และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล อันมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการทำงานจากภายนอกองค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีกทั้งยังจะช่วยให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดการปรับตัวและก้าวสู่ระบบดิจิทัลในอนาคตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย”

แฟรงค์ ดิกสัน รองประธานโครงการ Security & Trust ที่ IDC กล่าวว่า “ในระหว่างการเร่งย้ายขึ้นระบบคลาวด์ การนำเครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาใช้งาน รวมถึงการขาดความร่วมมือกันระว่างทีมรักษาความปลอดภัยกับทีม DevOps ล้วนนำพาเราเข้าสู่ยุคแห่งความยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อน ซึ่งความซับซ้อนนั้น นับเป็นศัตรูของความปลอดภัยและความยืดหยุ่นโดยปริยาย ในขณะที่องค์กรต่าง ๆ ยังคงถูกโจมตี เพราะเรายังไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยเป็นอันดับแรกในการเริ่มเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแบบดิจิทัล VMware มองหาวิธีที่เรียบง่าย มาพร้อมระบบป้องกันภัยคุกคามที่ทำงานเร็วขึ้นฉลาดยิ่งขึ้นให้กับทีมรักษาความปลอดภัย”

โดยความก้าวหน้าเหล่านี้รวมถึง:

  • การรักษาความปลอดภัย Zero-Trust ที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน เพื่อให้สามารถจัดการและควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น: ด้วยการเชื่อมต่อนี้ ได้รวมเอาศูนย์ควบคุมการทำงานที่มีความสำคัญ อุปกรณ์ เวิร์กโหลด และเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยข้อมูลที่จำเป็นจากทุกแหล่งข้อมูลสำหรับกลยุทธ์ Zero-Trust อันชาญฉลาดที่มีความเรียบง่าย และรวดเร็วกว่า
  • การรักษาความปลอดภัยสำหรับการทำงานจากทุกที่ ที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยไม่กระทบต่อรูปแบบของการทำงาน: VMware Anywhere Workspace ได้รวมเอา  VMware Workspace ONE, VMware SASE, และ VMware Carbon Black Cloud เข้าไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจัดรูปแบบของการทำงานของพนักงานในองค์กรแบบ multi-modal รักษาความปลอดภัยให้กับการทำงานที่ไร้พรมแดนได้ดียิ่งขึ้น และทำให้พื้นที่ในการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมการทำงานรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน
  • ช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับ Data Center ได้รวดเร็วและชาญฉลาดยิ่งขึ้น: ด้วย VMware NSX Service-defined Firewall ทีมรักษาความปลอดภัยสามารถป้องกันการรับส่งข้อมูลทั้งแบบเสมือน แบบกายภาพ แบบ containerized และ แบบคลาวด์เวิร์กโหลด จากการคุกคามภายในได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยหลีกเลี่ยงความเสียหายของระบบเครือข่ายที่เกิดจากภัยคุกคามได้อีกด้วย
  • ช่วยการรักษาความปลอดภัยของแอปพลิเคชันสมัยใหม่ และคลาวด์เวิร์กโหลดได้ดียิ่งขึ้น สำหรับพื้นที่ในทำงานแบบไดนามิกที่มีความยืดหยุ่น: โซลูชัน  VMware Modern Apps Connectivity พร้อมนำเสนอกลุ่มของแอปพลิเคชันแบบบูรณาการที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถจัดการเส้นทางการรับส่งข้อมูลบนแอปพลิเคชันแบบ end-to-end ได้จากส่วนกลางที่มีความความยืดหยุ่น ด้วยนโยบายความปลอดภัยผ่านสภาพแวดล้อมการทำงานแบบ multi-site และ แบบคลาวด์

ทำให้การทำงานร่วมกันบนพื้นที่การทำงานแบบไฮบริดเป็นเรื่องง่ายและมีความปลอดภัย

หลังจากเปิดตัว VMware Anywhere Workspace เมื่อเดือนที่แล้ว VMware กำลังเสริมมุมมองเพื่อรองรับการทำงานในอนาคต ด้วยการทำงานร่วมกับ Zoom Video Communications, Inc. ด้วยการนำข้อดีของโซลูชันของนวัตกรรมใหม่สามอย่างรวมไว้ด้วยกัน ได้แก่ – VMware Workspace ONE, VMware Carbon Black และ VMware SASE Platform โซลูชัน VMware Anywhere Workspace จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานจากที่ใดก็ได้ในปัจจุบัน ช่วยลดข้อขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างระบบไอทีและพนักงานในองค์กร สร้างการปฏิบัติงานให้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมด้วยระบบความปลอดภัยที่ดีขึ้น

ด้วยความร่วมมือกันในครั้งนี้ VMware กำลังทำงานร่วมกับ Zoom เพื่อเปิดการใช้งานร่วมกันระหว่าง VMware Anywhere Workspace และ Zoom collaboration platform เพื่อเพิ่มศักยภาพของแอปพลิเคชันและเครือข่ายให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัย เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมในการทำงานแบบไฮบริดมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

  • เพิ่มมุมมองในการจัดการและแก้ไขปัญหา: ด้วยการเข้าถึงข้อมูลในเชิงลึกของระบบเครือข่ายและอุปกรณ์ที่รองรับของผู้ใช้งาน Zoom VMware Anywhere Workspace จะช่วยให้ไอที สามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ปรับการทำงานที่เหมาะสม: สร้างประสบการณ์ที่ดีให้พนักงานด้วยการรองรับการทำงานแบบ multi-modal บนสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด มีการทำงานร่วมกันระหว่าง  VMware Anywhere Workspace และ Zoom ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ บนอุปกรณ์ สถานที่ และเครือข่ายใด ๆ ก็ได้ 
  • เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน: VMware Anywhere Workspace ช่วยเพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่กว้างขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับองค์กรที่ใช้ Zoom จากหลากหลายพื้นที่

เกี่ยวกับวีเอ็มแวร์

วีเอ็มแวร์เป็นผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีความซับซ้อน บริการคลาวด์, เน็ตเวิร์กกิ้ง, ระบบซีเคียวริตี้และดิจิทัลเวิร์คเพลสของวีเอ็มแวร์พร้อมมอบรากฐานดิจิทัลแบบไดนามิกและมีประสิทธิภาพให้กับลูกค้าทั่วโลก ภายใต้ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์มากมาย โดยสำนักงานใหญ่วีเอ็มแวร์ตั้งอยู่ที่เมืองพาโล อัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย วีเอ็มแวร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นพลังสนับสนุนที่ดี จากแนวโน้มและผลกระทบการจัดการนวัตกรรมเชิงพื้นที่ในระดับโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ https://www.vmware.com/company


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สแกนเนีย เปิดศูนย์บริการสระบุรี ใหม่ รองรับการเติบโตธุรกิจระยะยาว

สแกนเนีย สยาม ครบรอบ 35 ปี มุ่งมั่นพัฒนาการขนส่งที่ยั่งยืนในวันนี้ สู่อนาคตธุรกิจที่เหนือกว่า เปิดศูนย์บริการสระบุรีใหม่อย่างเป็นทางการ เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับลูกค้า พร้อมจัดโปรโมชันต้อนรับมากมาย อาทิของที่ระลึก เปิดให้บริการรอบกลางคืนเมื่อโทรจอง ส่วนลดค่าแรง 15% ตรวจเช็คฟรี 11 รายการ ใช้บริการครบ 30,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัล 500 บาท รวมถึงล้างแอร์ และตั้งศูนย์ถ่วงล้อฟรี

นายสถิตย์ ริยะตานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสครบรอบ 35 ปี บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด พร้อมให้บริการลูกค้าคนไทยระยะยาวอย่างยั่งยืน ด้วยการเปิดศูนย์บริการสระบุรีแห่งใหม่ ที่มีศักยภาพให้บริการได้มากขึ้น มีมาตรฐานเดียวกันกับสแกนเนียทั่วโลก บนพื้นที่กว่า 4 ไร่ มีช่องซ่อมจำนวน 6 ช่อง รวมทั้งมีเครื่องมือพิเศษ และอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถให้บริการได้รวดเร็วขึ้น

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ในส่วนของออฟฟิศ และห้องพักสำหรับรับรองลูกค้า ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 30 กว่าล้านบาท โดยการเปิดศูนย์บริการแห่งนี้ทางบริษัทมองถึงลูกค้าเป็นหลัก เนื่องจากจำนวนรถของลูกค้าในพื้นที่เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วมีราว 100 คัน แต่ปัจจุบัน พื้นที่สระบุรีมีลูกค้าผ่านเข้าใช้บริการรวมกว่า 1,000 คัน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้เป็น Captive Dealer ถือเป็นสาขาที่สแกนเนียลงทุน และบริหารจัดการทั้งหมดด้วยตัวเอง แม้ช่วงนี้เป็นช่วงของการระบาดโควิด-19 การลงทุนบางอย่างเป็นไปได้ยาก แต่ทางสแกนเนียสำนักงานใหญ่ เห็นถึงความจำเป็นอยากให้ลูกค้าได้ประโยชน์ และต้องการดูแลลูกค้าแบบพรีเมียม รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในประเทศไทยด้วยการลงทุนต่อเนื่องในระยะยาว

“ศูนย์บริการสระบุรีของสแกนเนีย จะเป็นประตูไปสู่ภาคอีสาน และเชื่อมต่อกับภาคกลาง เราเน้นนโยบายสร้างศูนย์ใหม่ขึ้นมาเพื่อซัพพอร์ตลูกค้า และดูแลคนขับเป็นอย่างดีด้วยห้องพักที่ได้มาตราฐาน และมองว่าในโซนสระบุรีจะมีกลุ่มผู้ประกอบการด้านการขนส่ง (โลจิสติกส์) เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะที่วังน้อยที่จะมีศูนย์กระจายสินค้า อาทิ DHL, TESCO หรือโรงปูน SCG รวมถึงกลุ่มธุรกิจของผู้ประกอบการต่างๆ มากมาย ยังไม่รวมรถบรรทุกทางผ่านตลอดเวลา” นายสถิตย์ กล่าว

นายสถิตย์ กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสเปิดศูนย์บริการแห่งใหม่ในเดือนมิถุนายนนี้ ทางศูนย์จะมีของที่ระลึกแจก เปิดให้บริการรอบดึกเมื่อลูกค้านัดหมายล่วงหน้าก่อน 15.00 น. ส่วนลดค่าแรง 15% ตรวจเช็คฟรี 11 รายการ และหากใช้บริการกับทางศูนย์บริการครบ 30,000 บาทขึ้นไป รับบัตรกำนัล ราคา 500 บาท สามารถนำมาใช้ได้ในครั้งถัดไป และในช่วงที่อากาศร้อนแบบนี้ก็ยังมีบริการล้างแอร์ฟรี รวมถึงตั้งศูนย์ถ่วงล้อฟรีอีกด้วย ในส่วนของสัญญาบริการ หากลูกค้าตัดสินใจซื้อภายในเดือนนี้จะมีบัตรกำนัลให้ในราคา 6,000 บาทต่อคัน โดยสามารถนำมาใช้ได้ในครั้งถัดไป

นายสถิตย์ กล่าวย้ำว่า “ทุกศูนย์บริการสแกนเนียในประเทศไทย เป็นมาตรฐานเดียวกับสแกนเนียทั่วโลก ลูกค้าจึงมั่นใจเข้าใช้บริการได้ในทุกสาขา สแกนเนียมีระบบนัดหมายที่ทำให้ทีมงานรู้ถึงกำหนดการซ่อมบำรุงของรถแต่ละคัน และมีการติดตามนัดหมายลูกค้าให้เข้าบำรุงรักษารถอย่างเหมาะสม รถจะสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่จอดเสียกลางทาง ธุรกิจก็จะเติบโตขึ้น ถ้าหากมองครึ่งปีหลัง ในปี 2564 ของศูนย์บริการสระบุรี น่าจะโตกว่าครึ่งปีแรก10 – 20% แต่ถ้ามองภาพรวมของศูนย์บริการ

ทั่วประเทศจะโตกว่าครึ่งปีแรกประมาณ 5 – 8% เนื่องจากปัญหาของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นช่วงปี 2020 ทำให้ผู้ประกอบการสามารถรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ในระดับหนึ่งแล้ว ทำให้ครึ่งปีหลังทุกอย่างจึงมีแนวโน้มดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว”


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ถ่ายทอดวัฒนธรรมและเสน่ห์เมืองเกียวโต Hannari Café de Kyoto Grand Opening !!

ถ่ายทอดวัฒนธรรมและเสน่ห์เมืองเกียวโต “Hannari Café de Kyoto” ร่วมมือโดยจังหวัดเกียวโต นำเข้าสินค้าท้องถิ่น

บริษัท เอช.ไอ.เอส. ทัวร์ส์ จํากัด (ประเทศไทย) เป็นบริษัทในเครือของ H.I.S. Co., Ltd. (ประเทศญี่ปุ่น) ทำการเปิดร้าน “Hannari Café de Kyoto” อย่างเป็นทางการในวันที่ 9 มิถุนายน 2564 เพื่อถ่ายทอดวัฒนธรรม และเสน่ห์ของเมืองเกียวโตผ่าน “อาหาร” และ “ผลิตภัณฑ์”

บริษัท เอช.ไอ.เอส. ทัวร์ส์ ได้ร่วมมือกับจังหวัดเกียวโตส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจัดทำเพจ 「Kyoto Special」
https://histours.co.th/guide/location/kyoto)มาตั้งแต่ปี 2563 แต่เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศต้องหยุดชะงัก บริษัทไม่สามารถจัดทำทัวร์และส่งเสริมด้านการท่องเกี่ยวได้

บริษัทจึงมองหาธุรกิจที่ทำได้ในขณะนี้และมีโอกาสขยายฐานลูกค้าหลังจากที่สถานการณ์ Covid-19 สงบลงด้วย ซึ่งมีจุดประสงค์เดียวกับทางจังหวัดเกียวโต จึงได้ร่วมมือในการหา Supplier และ Maker ในจังหวัดเกียวโตเพื่อนำเข้า สินค้าที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ทางร้านได้ตกแต่งและคิดค้นเมนูคาเฟ่เพื่อถ่ายทอดความเป็นเกียวโตให้ได้สัมผัสกันถึงเมืองไทย

ชื่อร้าน :「Hannari Café de Kyoto」ฮันนาริ คาเฟ่ เดอ เกียวโต
ที่อยู่ : 111/5 ทองหล่อ10 , ซ.เอกมัย5, ถ.สุขุมวิท 63, วัฒนา กรุงเพทฯ 10110
เวลาทำการ : เปิดบริการทุกวันระหว่างเวลา 10:30~21:30 น.
โครงสร้างร้าน : ชั้น 1 > คาเฟ่และพื้นที่จำหน่ายสินค้าจากเมืองเกียวโต
ชั้น 2 > ห้องทาทามิ พื้นที่นั่งทานอาหารและจำหน่ายสินค้าจากเมืองเกียวโต
ช่องทางติดต่อเรา
Facebook & Instagram : hannari.thailand
Website : www.histours.co.th/hannari-cafe

ร้านอาหารและคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากในประเทศไทยและเชนดังๆในประเทศญี่ปุ่นได้มาเปิด เป็นสาขาเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะเดียวกันวัฒนธรรมหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นเอกลักษณ์อย่าง ”คิซซาเต็น”เรโทรคาเฟ่แบบฉบับญี่ปุ่น กลับยังไม่ได้รับความรู้จักในหมู่ชาวไทย บริษัทจึงเล็งเห็นช่องทางธุรกิจที่ใช้วัฒนธรรมนี้ มาเป็นคอนเซ็ปต์ของร้าน นอกจากนี้ร้านตกแต่งให้กลิ่นอายความเป็นเกียวโตโดยใช้สีโทนไม้ ทางเดินสวนหินและ ห้องทาทามิ และเมนูที่ใช้วัตถุดิบจากเกียวโตแท้ๆอย่างมัทฉะอุจิที่มีกลิ่นหอมละมุนมาทำเป็นเครื่องดื่มและของหวาน ที่ไม่เหมือนใคร ให้ชาวไทยได้ซึมซับเสน่ห์แห่งเมืองเก่าเกียวโต ชั้น 2 จัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าน่ารักๆที่มีคุณภาพญี่ปุ่น นำเข้าจากจังหวัดเกียวโต
ทางร้านตั้งใจที่จะรังสรรค์เมนูและจัดอีเว้นท์นำเสนอวัฒนธรรมผ่านอาหาร เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์พื้นเมืองเกียวโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังว่าหลังจากที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 สงบลงแล้วจะได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมการท่องเกี่ยวและขยายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและเมืองเกียวโตได้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

แอกซ่าเปิดตัวแคมเปญระดับโลก Know You Can เสริมสร้างพลังความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจให้ชาวไทยก้าวต่อไป

แอกซ่าประกันภัยเปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหม่ ภายใต้พันธสัญญา “Know You Can” เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่า เพื่อตอกย้ำคำมั่นสัญญาที่แอกซ่ามีต่อลูกค้าว่า บริษัทจะเป็นเพื่อนคู่คิดที่อยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันทุกช่วงชีวิต พร้อมทั้งมุ่งสนับสนุนให้ลูกค้ามีความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

มร. โคลด เซยน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ผมเชื่อมั่นว่า Know You Can เมื่อคุณมั่นใจ ก็ไปได้ไกลกว่าลูกค้าจะให้การตอบรับเป็นอย่างดี เพราะสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ โดยแอกซ่าจะคอยสนับสนุนและสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าได้เดินตามความฝัน และก้าวเดินต่อไปได้อย่างไม่ย่อท้อ เพื่อประสบความสำเร็จตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้”

 

นางสาวปวีณา เขมะรังสรรค์ ผู้อำนวยการสายงานบริหารลูกค้า บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “แบรนด์แคมเปญใหม่นี้มีการนำเสนอพร้อมกันในกลุ่มแอกซ่า ถ่ายทอดเรื่องราวโดยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พบเจออุปสรรคมากมายในชีวิต แต่ก็ไม่ยอมแพ้ พร้อมมุ่งมั่นในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ กล้าที่จะเดินตามความฝัน จนเติบโตขึ้นได้เป็นผู้ตัดสินหญิงของกีฬาฟุตบอลระดับโลกตามที่ได้ตั้งเป้าไว้ ภายใต้แคมเปญ Know You Can แอกซ่ามุ่งมั่น ส่งเสริมให้ทุกคนก้าวต่อไปได้อย่างไร้กังวล พร้อมคอยเคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันทุกช่วงชีวิตของลูกค้า แม้ในสภาวการณ์โควิด-19 ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ แอกซ่าให้การสนับสนุนความมั่นใจในการใช้ชีวิตของลูกค้าในทุกเวลาและทุกโอกาส ผ่านผลิตภัณฑ์ประกันภัยในทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นประกันรถยนต์ ประกันอุบัติเหตุ ประกันเดินทาง ประกันอัคคีภัย ประกันทรัพย์สิน และประกันสุขภาพ เป็นต้น รวมถึงบริการเสริมที่เพิ่มเติมให้กับลูกค้าแอกซ่าในหลากหลายรูปแบบ อาทิ เทเลเฮลท์ (Telehealth) นวัตกรรมบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์, อู่ระดับคุณภาพ (AXA Preferred Garage) ซ่อมไว ไม่ต้องรอ, แอกซ่า โรดไซด์ เซอร์วิส บริการช่วยเหลือทุกที่ทุกเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง และผู้ช่วยที่ทำให้การเคลมเป็นเรื่องง่ายกับ AXA Preferred Home Fix”

นอกจากนี้ แอกซ่ายังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่คอยเคียงข้างทุกความเชื่อมั่นของลูกค้า และให้ความคุ้มครองกับสิ่งที่สำคัญในชีวิต โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม

แอกซ่าพร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่างๆ โดยลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

เว็บไซต์ของแอกซ่า https://www.axa.co.th/ หรือชมวิดีโอ Know You Can ได้ที่ https://youtu.be/QPH_y_vm4IQ
ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์แอกซ่า โทร 02-118-8111 กด 4
เฟซบุ๊กแอกซ่าประเทศไทย https://www.facebook.com/AXAThailand/
ไลน์แอกซ่า @AXAThailand

เกี่ยวกับบริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)

แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็นสมาชิกของกลุ่มแอกซ่า ก่อตั้งขึ้นในเดือนกรกฎาคม 2541 เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลูกค้าของเราด้วยผลิตภัณฑ์และบริการประกันภัยที่ครอบคลุมทั้งด้านการประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยบ้าน ประกันภัยการเดินทาง ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล ประกันสุขภาพ ประกันภัยทรัพย์สิน ประกันภัยการก่อสร้าง ประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเล และประกันภัยความรับผิด

หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจของแอกซ่า คือ การอุทิศตนดูแลรักษาปัจจัยต่างๆ ที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์และโลก

แอกซ่าประเทศไทยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพฯ และมีสาขา 17 แห่งกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศไทย ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุดรธานี อุบลราชธานี ขอนแก่น นครราชสีมา ชลบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี หัวหิน สุราษฎร์ธานี หาดใหญ่ ภูเก็ต และนครปฐม

เกี่ยวกับกลุ่มแอกซ่า

กลุ่มแอกซ่าเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกในด้านการประกันภัยและการบริหารสินทรัพย์ ด้วยพนักงาน 153,000 คน ให้บริการลูกค้า 105 ล้านคน ใน 54 ประเทศ ปี 2563 รายได้ของ IFRS อยู่ที่ 96.7 พันล้านยูโร และรายได้สุทธิของ IFRS อยู่ที่ 4.3 พันล้านยูโร แอกซ่ามีสินทรัพย์ที่บริหารอยู่ทั้งสิ้น 1,032 พันล้านยูโร ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 หุ้นสามัญของแอกซ่าถูกจัดในกลุ่ม A ของดัชนียูโรเน็กซ์ปารีส ภายใต้สัญลักษณ์ CS (ISN FR 0000120628 – บลูมเบิร์ก: CS FP – รอยเตอร์: AXAF.PA) ตราสาร American Depository Share ของแอกซ่าอยู่บนกระดาน OTC QX ภายใต้สัญลักษณ์ AXAHY กลุ่มแอกซ่าถูกรวมในดัชนี SRI ชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น ดัชนีวัดความยั่งยืนทางธุรกิจของดาวโจนส์ (DJSI) และ FTSE4GOOD และเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของการริเริ่มด้านการเงิน ภายใต้สำนักงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติสำหรับการประกันภัยที่ยั่งยืน และลงนามในหลักปฏิบัติด้านการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบของสหประชาชาติ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สร้างเมืองที่ปลอดก๊าซเรือนกระจกได้ ด้วยบ้านอัจฉริยะที่ยั่งยืน

โดย จาย ธัมปิ รองประธานอาวุโสฝ่ายนวัตกรรมและกลยุทธ์ Home & Distribution ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric)

จากการประชุมเศรษฐกิจโลกที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ภายใต้ชื่องาน Davos Agenda 2021 เรื่อง Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ กลายเป็นหัวข้อสำคัญของการประชุมฯ ที่มีการเรียกร้องให้นำแนวทางมาปรับใช้ช่วยให้เมืองต่างๆ มีความยั่งยืนมากขึ้น

การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ คือความจริง และระเบิดเวลาด้านสภาพอากาศกำลังเดินหน้าไปเรื่อยๆ มีความคิดริเริ่มหลายอย่างเพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ มีความเป็นกลางด้านคาร์บอนหรือมีสภาพอากาศที่เป็นกลางได้ภายในปลายทศวรรษนี้ โดยคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปได้รับอาสาทำภารกิจในการสนับสนุนและส่งเสริม 100 เมืองในยุโรปในการปฏิรูประบบเพื่อมุ่งสู่การสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอน ภายในปี 2030  ซึ่งหลายเมืองที่อยู่ในหน่วยงาน CNCA (Carbon Neutral Cities Alliance) จากเมืองแอดิเลดจนถึงกรุงอัมสเตอร์ดัม จากเฮลซิงกิจนถึงวอชิงตันดีซี ล้วนมุ่งเป้าไปที่การสร้างความเป็นกลางด้านคาร์บอนได้สำเร็จภายใน 10-20 ปีถัดไป

ทำไมจึงมุ่งเน้นที่เมืองแทนที่จะเน้นภาคอุตสาหกรรม? จริงๆ แล้วเราต้องจัดการกับทั้งสองภาคอย่างแน่นอน แต่ความแตกต่างสำคัญที่การเป็นมหานครที่สามารถกำจัดคาร์บอนได้จะให้ผลกระทบในวงกว้างได้มากกว่า เนื่องจากเมืองต่างๆ กินพื้นที่ราว 3 เปอร์เซ็นต์ของโลก แต่ผลิตก๊าซเรือนกระจกในปริมาณรวมที่มากถึง 72 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น เมืองต่างๆ ยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็วและจะยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แม้กระทั่งในช่วงที่เกิดผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หากจะบรรยายการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ เปรียบได้ว่าเป็นสงครามการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ก็คือการต่อสู้กับเมืองเหล่านี้

สิ่งที่ผมมองเห็นคือ ความเร่งด่วนทั้งในด้านสภาพภูมิอากาศและการแพร่ระบาด ทำให้เราสร้างความเปลี่ยนแปลง หรือการเกิดใหม่ได้ ทั้งผู้วางนโยบายและชาวเมืองสามารถสร้างการมีส่วนร่วมในบทบาทสำคัญในการคิดทบทวนด้านการวางแผนสำหรับเมือง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กลับคืนสู่เมืองได้มากยิ่งขึ้น แนวทางการแก้ไขบางอย่างยังรวมไปถึงเรื่องของพลังงานไฟฟ้าที่สะอาด เทคโนโลยีดิจิทัลที่ฉลาด ระบบโครงสร้างและอาคารที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับแนวทางด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนสำหรับการจัดการน้ำ ของเสีย และวัสดุต่างๆ

คำนึงถึงเรื่องเงิน

การปฏิรูปเมืองต่างๆ สู่ความเป็นกลางด้านคาร์บอน ไม่ว่าจะภายใน 10 หรือ 30 ปี ก็ล้วนแต่เป็นความท้าทาย อย่างไรก็ตาม ทั้งเทคโนโลยีและโซลูชันนวัตกรรมเพื่อบ้านที่ยั่งยืน อาคารสำนักงาน พลังงาน การขนส่ง อาหาร น้ำ และระบบวัสดุต่างๆ ล้วนมีอยู่แล้ว และจะตามมาอีกมากมาย เนื่องจากเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมีราคาลดลง อีกทั้งได้รับเงินสนับสนุนจากนักลงทุนมากขึ้น

ความท้าทายที่แท้จริงคือการเปลี่ยนวิธีคิด สำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลง ผู้คนต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อนและการเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวด ในฐานะของการเป็นองค์กรขนาดใหญ่ เราต้องทำให้ผู้คนตระหนักว่าความยั่งยืนไม่ได้มีผลกระทบเรื่องประสิทธิภาพ ความสำเร็จ หรือมาตรฐานความเป็นอยู่ อาคารอัจฉริยะที่ให้ความยั่งยืนหมายถึงอาคารที่ลดการปล่อยของเสีย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ จากนั้น เราต้องเปลี่ยนอุปสรรคต่างๆ ให้กลายเป็นโอกาสด้วยขุมพลังของเทคโนโลยีสมัยใหม่

บ้านอัจฉริยะ ช่วยให้เกิดเมืองอัจฉริยะได้อย่างไร

ที่อยู่อาศัยหรือบ้านมีส่วนสำคัญส่งผลต่อปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกถึง 30 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งคาดว่าจะกลายเป็นตัวปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมากที่สุดในทศวรรษหน้า จึงทำให้บ้านต้องกลายเป็นวาระสำคัญของเมืองที่ปลอดคาร์บอน ซึ่งหลังการแพร่ระบาด บ้านจะเป็นที่เราใช้ชีวิตส่วนใหญ่และใช้พลังงานเป็นหลัก การเข้าถึงการผลิตพลังงานในท้องถิ่นได้ง่าย ช่วยนำไปสู่การหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เร็ว ตัวอย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ทำให้บ้านเรือนสะอาดขึ้นมีความยั่งยืนมากขึ้น เราควรช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถขายพลังงานส่วนเกินคืนให้กลับโครงข่ายไฟฟ้าหรือชุมชนท้องถิ่นได้

แต่เราจำเป็นต้องก้าวไปไกลกว่านั้น ระบบบ้านอัจฉริยะสามารถให้มุมมองเชิงลึกอย่างที่เราไม่เคยได้มาก่อนในแง่ของการใช้พลังงาน ทั้งสำหรับการทำความร้อน การปรุงอาหาร การชาร์จรถยนต์ หรือเพื่อความบันเทิง บ้านอัจฉริยะที่ให้ความยั่งยืนยังให้ความสะดวกสบายส่วนตัวได้มากขึ้น อีกทั้งให้ประสิทธิภาพในการลดค่าไฟฟ้า เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนด้วย AI ยังช่วยให้เราปลอดภัย นอกจากจะช่วยให้เรามั่นใจว่าได้สูดอากาศสะอาดและรักษาระดับอุณหภูมิห้องที่ให้ความสบาย ยังช่วยแจ้งเตือนเราในเชิงรุกหากมีความผิดพลาดในระบบไฟฟ้าที่อาจเกิดขึ้นได้  ลองคิดถึงผลกระทบหากเราสามารถหยุดการเกิดเพลิงไหม้จากระบบไฟฟ้าไม่ให้ทำลายความเป็นอยู่ของเรา

โซลูชันระบบดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสำหรับบ้านอัจฉริยะสามารถขยายขอบเขตการทำงานและเชื่อมโยงกับอาคารอื่นที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กระทั่งเชื่อมกับชุมชนทั้งหมดหรือทั้งเมืองได้ อย่างไรก็ตาม ระบบนิเวศขนาดใหญ่ที่ปลอดคาร์บอน จะเป็นจริงได้ด้วยการใช้ระบบโครงสร้างดิจิทัลระดับโลกที่ทันสมัย มีการนำ IoT และแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องมาใช้งานในวงกว้าง  ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้งานในลักษณะเดียวกันสำหรับชุดข้อมูลแบบเปิดที่สามารถใช้งานร่วมกันได้ ซึ่งจะเชื่อมโยงและแบ่งปันการใช้งานทั่วระบบนิเวศของเมือง เพื่อยุติระบบไซโลและสร้างมุมมองเชิงลึกได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และ AI  นี่คือสิ่งที่องค์กรทั้งหมดควรเรียกร้องเพื่อให้เกิดความร่วมมือ และมีการประสานงานร่วมกันทั่วอุตสาหกรรม อีกทั้งนำเทคโนโลยีที่ดีที่สุดมาช่วยขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันด้วยการเชื่อมต่อถึงกันและการวิเคราะห์

การบรรลุผลสำเร็จร่วมกันนี้ เราต้องเปิดใจกว้างและดำเนินตามนโนบายของการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาในบทบาทของอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เกิดขึ้นตลอด เมื่อถึงเวลาช่วยโลก งานของเราจึงไม่เคยเสร็จสิ้น และโซลูชันที่ดีที่สุดในสองสามปีที่ผ่านมาก็อาจจะไม่ใช่โซลูชันที่ช่วยแก้ปัญหาในปัจจุบันได้

ตัวอย่างเช่น การยึดติดเรื่องการปรับปรุงอาคารเพื่อประหยัดพลังงานมากไปในปัจจุบัน เช่นการติดฉนวนกันความร้อนในอาคาร ก็จะเป็นการใช้สาธารณูปโภคมากเกินไป เพราะเมืองต้องมีการขยายตัวด้วยอาคารใหม่ๆ การคิดในขอบเขตเล็กก็จะทำให้เราไปไม่ถึงไหน อาจทำให้เกิดความล่าช้ากับภาพรวมที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ เราจึงต้องมีเครื่องมือดิจิทัลที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจแนวโน้มการใช้พลังงานได้อย่างแม่นยำ และเราต้องนำมาใช้ในวงกว้างได้

ช่วยโลก อีกทั้งอนุรักษ์เศรษฐกิจ

เราอยู่ท่ามกลางการปฏิวัติด้านพลังงาน หากคุณมองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาของมนุษย์ คุณจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความพร้อมด้านพลังงานที่จัดหามาได้ง่าย ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวในตอนนี้ก็คือเรากำลังพูดถึงการใช้พลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน รวมถึงความต้องการพลังงานสะอาด

การทำให้เมืองต่างๆ มีค่าคาร์บอนเป็นกลาง เป็นเรื่องยากและไม่ธรรมดา เราต้องมีแนวคิดที่ถูกต้อง และยึดมั่นในหลักปฏิบัติ ดำเนินตามหลักปรัชญาที่ว่า “งานของเราไม่มีวันเสร็จเสมอ” การนำเทคโนโลยีดิจิทัลล่าสุดมาใช้ จะช่วยให้เรามีมุมมองเชิงลึกและมีศักยภาพที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกันได้ อีกทั้งงานต่างๆ ที่มีความเป็นสีเขียวมากขึ้น รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนด้าน ESG เพื่อธุรกิจที่ยั่งยืนจะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจได้  ไม่ว่าเราจะเลือกแนวทางไหนก็ตามในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพอากาศ หรือใช้โซลูชันใดก็ตาม เราต้องจำไว้ว่า ความยั่งยืนก็เป็นเช่นเดียวกับทุกสิ่งดีๆ ที่เริ่มต้นจากบ้าน

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Exit mobile version