Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. คว้ารางวัล BEST PRESENTATION จากงานประชุม ICRES 2021 ตอบโจทย์ การอนุรักษ์พลังงาน

ผลงานวิจัย เรื่อง “Valorisation Wastes from Sugar Mill Plant and Water Supply Treatment Process as Alternative Materials for Ecological Ceramic Floor Tiles” รศ.ดร.อุบลรัตน์ หวังรักษ์ดีสกุล ภาควิชาวิศวกรรมการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ได้รับรางวัลการนำเสนอยอดเยี่ยม BEST PRESENTATION ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ 2021 3rd International Conference on Resources and Environment Sciences (ICRES 2021) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มิถุนายน 2564 ที่ผ่านมา ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วันนี้มาทำความรู้จักกับ รศ.ดร.อุบลรัตน์ หวังรักษ์ดีสกุล เล่าถึง ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัล Best Presentation Award จากงานประชุมวิชาการนานาชาติ ICRES 2021 เป็นการประชุมแบบออนไลน์ ที่เน้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เป็นงานวิจัยประเภท Waste Utilization ซึ่งเน้นการใช้อรรถประโยชน์กากของเสียจากภาคอุตสาหกรรม ในการผลิตกระเบื้องเซรามิค ดังนั้น กากของเสียที่นำมาใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนี้ จำต้องมีส่วนประกอบ Silica และ Alumina เป็นหลัก รวมทั้งสารประกอบโลหะออกไซด์ ที่ช่วยลดอุณหภูมิในการเผาเพื่อประหยัดพลังงานสำหรับการผลิตกระเบื้องเซรามิค โดยมีนายธนพงษ์ พุ่มม่วง นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาวิศวกรรมการผลิต คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ผู้ร่วมวิจัยและสร้างชิ้นงานประดิษฐ์


วัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อศึกษาผลของการใช้ เถ้าชานอ้อย แคลเซียมคาร์บอนเนต ดินตะกอนน้ำประปา และเศษแก้วสีชา สำหรับกระเบื้องปูพื้น และเพื่อพัฒนากระเบื้องดินเผาจากวัสดุของเสียจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม 2508-2555 ส่วนวัสดุของเสียที่นำมาใช้ประโยชน์ในงานวิจัยนี้ มาจากโรงงานผลิตน้ำตาล คือ แคลเซียมคาร์บอเนต และ เถ้าชานอ้อย จากโรงผลิตน้ำประปา คือ ดินตะกอนน้ำประปา และเศษแก้วจากโรงผลิตขวดแก้ว ผลที่ได้ถือว่าเป็นการใช้กากของเสียในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยลดภาระต่อผู้ประกอบการในการกำจัดทิ้งวัสดุจากกระบวนการผลิต งานวิจัยนี้ได้รับทุนขับเคลื่อนงานวิจัยจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ปี 2563 ระยะเวลา 1 ปี

ลักษณะเด่นของงานวิจัย วัสดุที่ใช้ในการผลิตเป็น กากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ในกระบวนการวิจัย และยังใช้อุณหภูมิในการเผาสำหรับกระเบื้องปูพื้นในงานวิจัยนี้ต่ำกว่าที่มีการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป สำหรับการประยุกต์ใช้ แคลเซียมคาร์บอเนต ของเสียจากโรงงานน้ำตาล นอกจากนี้ ยังได้ประยุกต์ใช้เศษแก้วที่มี เป็นส่วนประกอบของออกไซด์ที่ช่วยลดจุดหลอมตัวในการเผา เป็นการช่วยอนุรักษ์พลังงานอีกด้วย

หากจะมองถึงประโยชน์การใช้งานวิจัย รศ.ดร.อุบลรัตน์ กล่าวว่าสามารถเป็นนำไปต่อยอดและพัฒนาไปสู่โรงงานอุตสาหกรรมชุมชน ที่มีความสนใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้สีสันที่แปลกตาจากที่โรงงานเคยผลิต รวมถึงการเพิ่มศักยภาพการใช้ประโยชน์ของเสีย มูลค่าของเสียเพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มโอกาสในการแข่งขันทางการค้า สนับสนุนให้เกิดธุรกิจรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
สอบถามรายละเอียดได้ที่ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์ 084-676-3237

ขวัญฤทัย ข่าว – ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Amadeus ผนึก IBM Digital Health Pass เข้ากับเทคโนโลยีตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลสุขภาพดิจิทัล

กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 23 กรกฎาคม 2564: ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) และอะมาดิอุส (MCE: AMS) ประกาศถึงความร่วมมือในการรับมือกับความท้าทายที่บริษัทด้านการเดินทางท่องเที่ยวต้องเผชิญในปัจจุบัน ซึ่งก็คือการตรวจสอบและเช็คความถูกต้องของเอกสารด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับโควิด-19 ของนักเดินทาง ณ จุดตรวจต่างๆ 

ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว จะมีการผนวกรวม IBM Digital Health Pass เข้ากับ Traveler ID for Safe Travel ซึ่งเป็นโซลูชันตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องด้านสุขภาพดิจิทัลของอะมาดิอุส ทำให้สายการบินต่างๆ สามารถรวมเอกสารรับรองสุขภาพดิจิทัลต่างๆ เข้ากับระบบสำรองที่นั่งและจองที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้ และเปิดให้ผู้โดยสารของสายการบินมีทางเลือกในการสแกนหรืออัพโหลดเอกสารรับรองสุขภาพของตนได้ 

เมื่อผู้โดยสารผ่านกระบวนการออนไลน์เช็คอิน ระบบ Traveler ID for Safe Travel จะตรวจสอบคุณสมบัติที่ต้องมีตามกฎระเบียบของประเทศปลายทาง เมื่อถึงขั้นตอนนี้ ระบบจะเปิดให้ผู้โดยสารเลือกได้ว่าจะสร้างใบรับรองโควิด-19 แบบดิจิทัลที่มีความปลอดภัย โดยการสแกนจากเอกสารที่เป็นกระดาษ หรือจะเลือกอัพโหลดเอกสารดิจิทัลจากโทรศัพท์มือถือหรือคอมพิวเตอร์ 

จากนั้น ใบรับรองโควิด-19 แบบดิจิทัลเหล่านี้จะได้รับการตรวจสอบความถูกต้องโดย IBM Digital Health Pass ที่ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัสและบล็อกเชนในการรับรองความถูกต้องของใบรับรองโควิด-19 แบบดิจิทัล กับอีโคซิสเต็มของห้องแล็บ ศูนย์ฉีดวัคซีน และผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์ทั่วโลก เมื่อเรียบร้อยแล้ว สายการบินจะได้รับการแจ้งสถานะเพื่อยืนยันว่าผู้โดยสารดังกล่าวพร้อมขึ้นครื่องบินได้ โดยวิธีการที่มีความปลอดภัยนี้จะช่วยปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้โดยสาร เพราะเป็นการตรวจสอบว่าเงื่อนไขตามข้อกำหนดการเข้าประเทศนั้นๆ โดยที่สายการบิน ไอบีเอ็ม และอะมาดิอุส ไม่ได้จัดเก็บข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลใดๆ  

“ในวันที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเริ่มเปิดรับนักท่องเที่ยวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ข้อกำหนดการเข้าประเทศก็ยังคงแตกต่างกันออกไปในแต่ละประเทศ ยังไม่นับความจำเป็นในการตรวจสอบเอกสารด้านสุขภาพที่เกี่ยวกับโควิด-19 ที่ทำให้เกิดความล่าช้าระหว่างการเดินทาง ทั้งต่อสายการบินและผู้ให้บริการอื่นๆ” นายเกร็ก แลนด์  Travel and Transportation Industry Lead ของไอบีเอ็ม กล่าว “การผนวกรวมระบบ IBM Digital Health Pass เข้ากับระบบ Traveler ID for Safe Travel ของอะมาดิอุส ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สายการบินสามารถเพิ่มเทคโนโลยีแบบเปิดเหล่านี้เข้ากับโซลูชันดิจิทัลที่มีอยู่แล้วได้ ซึ่งจะช่วยให้ระบบความปลอดภัยของสายการบินเป็นไปตามข้อกำหนดการเข้าประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันก็ช่วยให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ที่ราบรื่นไม่มีสะดุดด้วย”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

5 เทรนด์การพิมพ์บัตรแห่งอนาคต สะดวก ประหยัด ปลอดภัย วิเคราะห์โดย HID Global

เทคโนโลยีในยุคสมัยใหม่นี้ ได้สร้างนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขปัญหาเดิมๆ ให้หมดไป และอำนวยความสะดวกให้มนุษย์ทำงานได้ดียิ่งขึ้น หนึ่งในความก้าวหน้าที่น่าสนใจในช่วงปีที่ผ่านมานี้และเกี่ยวข้องกับองค์กรจำนวนมากคือนวัตกรรมการพิมพ์บัตร ที่ทั้งสะดวก ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่าแต่ก่อน ทำให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ พิมพ์บัตรให้พนักงานหรือผู้ใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ดังกล่าว สามารถสรุปออกมาได้เป็น 5 เทรนด์หลักที่น่าจับตา จากการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ของบริษัท HID Global บริษัทด้านผลิตภัณฑ์และโซลูชันการระบุตัวตนชั้นนำระดับสากล

Nils Wahlander และ Mike Mans ผู้จัดการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์อาวุโสทั้ง 2 ท่าน ของ HID Global ได้เปิดเผยในงานสัมมนาออนไลน์ของบริษัทเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เทคโนโลยีการพิมพ์บัตรเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ต้องพิมพ์บัตรออกมาเป็นกระดาษและเคลือบโดยใช้อุปกรณ์ทำความร้อน ซึ่งใช้เวลานานและหลายขั้นตอน ก่อนจะมีการพัฒนาเข้าสู่ยุคการพิมพ์สีแบบระเหิด (Dye Sublimation) ที่ย้อมสีลงบนบัตรโดยตรง ใช้ในการพิมพ์บัตรหลายประเภทและเป็นที่นิยมในวงกว้าง แต่ยังไม่เหมาะกับการพิมพ์สมาร์ทการ์ด จึงเกิดการพัฒนาซอฟต์แวร์การพิมพ์บัตรบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวและการพิมพ์แบบ Retransfer ที่พิมพ์บัตรลงบนฟิล์มแผ่นใส เหมาะแก่การพิมพ์บัตรในยุคสมัยใหม่ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีประกอบ เช่น บัตรชำระเงินแบบไร้สัมผัส (Contactless Card)

แต่เทคโนโลยีการพิมพ์บัตรไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียงเท่านั้น Nils Wahlander และ Mike Mans ได้เผยถึง 5 เทรนด์นวัตกรรมการพิมพ์บัตรที่น่าติดตามและเกิดการใช้งานจริงขึ้นแล้วในปัจจุบัน ดังนี้

  1. ซอฟต์แวร์การพิมพ์บัตรบนเว็บ (Web-based Card Issuance Software):นวัตกรรมที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งงานพิมพ์ทางไกลได้โดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และไม่ต้องวุ่นวายกับการตั้งค่าเหมือนแต่ก่อน แบ่งออกเป็น 2 แพลตฟอร์มหลักคือ On-Premise ที่ต้องติดตั้งลงบนเซิร์ฟเวอร์ของหน่วยงาน ทำให้ผู้ใช้งานล็อกอินได้ผ่านเครือข่ายของบริษัท คล้ายการล็อกอินเข้า Netflix กับแบบ Hosted Cloud ที่เข้าถึงได้ผ่านการล็อกอินบนเว็บไซต์ ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายด้านการติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเซิร์ฟเวอร์

ข้อดีของซอฟต์แวร์ประเภทนี้คือความเรียบง่ายในการติดตั้งและใช้งาน ติดตั้งซอฟต์แวร์เพียงครั้งเดียวก็ใช้งานได้ทั้งองค์กร และตรวจสอบข้อมูลและการทำงานของเครื่องพิมพ์ได้แบบเรียลไทม์

  1. การพิมพ์บัตรทางไกล (Remote Issuance):เมื่อองค์กรเติบโตขึ้นและมีสำนักงานอยู่หลายแห่ง การพิมพ์บัตรทางไกลถือเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายและประหยัดเวลา เมื่อก่อนผู้ใช้งานอาจสั่งการพิมพ์จากแคลิฟอร์เนียไปยังเครื่องพิมพ์ในสำนักงานที่ฮ่องกง โดยไม่อาจรู้ได้เลยว่าบัตรจะพิมพ์เสร็จเมื่อไรหรือครบถ้วนตามความต้องการหรือไม่ แต่เทคโนโลยีการพิมพ์บัตรทางไกลช่วยทำให้การตรวจสอบสถานะการพิมพ์เป็นไปได้และมีความปลอดภัยผ่านการตั้งระบบการเข้ารหัส (encryption) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่เหมาะแก่การใช้งานในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19
  2. การจัดการสมาร์ทการ์ดระหว่างขั้นตอนการพิมพ์บัตร: การใช้งานสมาร์ทการ์ดเป็นที่แพร่หลายขึ้น แต่กระบวนการออกแบบบัตรยังคงมีความซับซ้อนอยู่ เช่น ต้องใช้กระบวนการพิมพ์แบบRetransfer แทนการพิมพ์แบบปกติ ต้องใช้ฮาร์ดแวร์เสริมในการติดตั้งชิปเข้ากับระบบเพื่อพิมพ์บัตร และจำเป็นต้องกรอกข้อมูลลงบนบัตรด้วยตัวเอง ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดได้และไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร

วิธีการแก้ไขคือการใช้กระบวนการที่เรียกว่า Inline Personalization ที่ผู้ใช้งานสามารถป้อนข้อมูลลงบนซอฟต์แวร์ที่ออกแบบไว้สำหรับกระบวนการนี้ หลังจากนั้นจะเกิดการอ่านข้อมูลและพิมพ์ออกมาลงบัตรแต่ละใบโดยอัตโนมัติ ซึ่งในปัจจุบัน มีโซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อทำเช่นนี้หลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นคือโซลูชันของ HID

ข้อดีของกระบวนการนี้คือไม่ซับซ้อน ทำทุกอย่างจบได้อย่างง่ายดายและใช้งานบัตรได้ทันทีหลังพิมพ์เสร็จ

  1. Visual Security:กระบวนการนี้คือการทำให้บัตรมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยการพิมพ์Visual Security Element (VSEs) การใช้เลเซอร์แกะสลัก (laser engraving) หรือการเพิ่มเลเยอร์ Overlaminates ลงบนบัตร ทำให้บัตรมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น ปลอมแปลงได้ยากจากองค์ประกอบทางรูปภาพที่พิมพ์ลงบนตัวบัตร
  2. เทคโนโลยีการพิมพ์สมัยใหม่:นอกจาก 4 เทรนด์ข้างต้นแล้ว ยังมีเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยอีก 3 แบบที่น่าสนใจคือ

5.1 ระบบแกะสลักเลเซอร์ (Laser Engraving System) ที่สามารถสร้างหลายองค์ประกอบความปลอดภัย ทำให้เกิดการปลอมแปลงยาก และใช้งานได้กับเทคโนโลยี Retransfer และอิงค์เจ็ท

5.2 การพิมพ์ด้วยอิงค์เจ็ทบนบัตรพลาสติก ทำให้คุณภาพการพิมพ์บนพื้นผิวดีขึ้น มีทั้งหมึกแบบ Solvent-based ที่ใช้งานง่าย และแบบ UV-cured ที่ใช้คู่กับแสงยูวี ทำให้มีพื้นผิวแข็งแรงและมีความทนทานสูง นิยมใช้พิมพ์ข้อมูลส่วนตัวลงบัตรเดบิตและเครดิต

5.3 ความพร้อมของระบบที่รวดเร็วขึ้นผ่าน iON (instant ON) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้การพิมพ์แบบ Retransfer ใช้งานได้เร็วขึ้น ลดเวลาอุ่นเครื่องก่อนพิมพ์ ทำให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นด้วย

5 เทรนด์เหล่านี้คือนวัตกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในอุตสาหกรรมการพิมพ์บัตรและโซลูชันระบุตัวตน โดย HID Global ได้ติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้ก้าวหน้าทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เท่าทันความต้องการของตลาดและผู้ใช้งาน.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ออนไลน์ อาสาบริการ “ส่งฟรีถึงบ้านไม่มีขั้นต่ำ” ส่งท้ายเดือนกรกฎาคม 2564

ออฟฟิศเมท ออนไลน์ ในเครือเซ็นทรัล รีเทล  ขอเคียงข้างผู้ประกอบการและคนไทยในช่วงล็อกดาวน์   #สู้โควิดไปด้วยกัน  ออกมาตรการพิเศษช่วยแบ่งเบาภาคธุรกิจและครัวเรือน #OfficeMateFreeDelivery  “จัดส่งฟรีถึงบ้านแบบไม่มีขั้นต่ำ*” ตั้งแต่ 21 ก.ค. 2564 – 31 ก.ค. 2564 #ถึงแม้ตัวจะห่างแต่ออฟฟิศเมทอยู่ใกล้คุณเสมอ ให้คุณช้อปสะดวกและปลอดภัย อยากได้อะไร ออฟฟิศเมทมีครบ! ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน  ไอที เครื่องปริ้นท์ หมึกพิมพ์ เซตเฟอร์นิเจอร์ สำหรับ WorkFromHome  และสินค้าอุปโภคบริโภค สำหรับชีวิตประจำวันและการกักตัว  เช่น  อุปกรณ์ทำความสะอาด แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ สินค้าสุขอนามัย หน้ากากอนามัย น้ำดื่ม น้ำผลไม้ ของทานเล่น และอาหารกึ่งสำเร็จรูป

ช้อปออนไลน์กับออฟฟิศเมท ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่าน 3  ช่องทางสะดวก ส่งฟรีไม่มีขั้นต่ำ* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)  ทั้งนี้ สินค้าขนาดใหญ่ หรือน้ำหนักมาก คิดค่าบริการจัดส่งในพื้นที่ต่างจังหวัด เช็คนโยบายจัดส่ง คลิก: https://bit.ly/2UwUj2T
1. ช้อปออนไลน์ 24 ชม. ผ่าน OfficeMate Website คลิก: https://bit.ly/3kPz5rZ
2. ช้อปง่ายๆ ผ่าน OfficeMate Mobile App ดาวน์โหลดได้ที่:http://bit.ly/2TOCRnL
3. ทักแชทมาช้อปกับผู้ช่วยส่วนตัวที่ Line: @OfficeMate ทุกวัน 8.00-22.00 น. คลิก: http://bit.ly/LineOfficeMate

ออฟฟิศเมท ให้คุณมั่นใจได้ทุกคำสั่งซื้อ กับความใส่ใจในนโยบายป้องกันโควิด-19 ตั้งแต่การแพ็คสินค้า จนถึงบริการจัดส่ง #เราผ่านวิกฤตโควิดนี้ไปด้วยกั


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โครงการ U2T มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างงาน สร้างความรู้

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพฯ เป็น 1 ใน มหาวิทยาลัย ที่มีส่วนร่วมในการสร้างงาน สร้างความรู้ และ สร้างคนให้มีศักยภาพ ใน โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (มหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ) หรือ U2T ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการยกระดับเศรษฐกิจภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาด Covid -19 โดยนำเอาพลังความรู้ของมหาวิทยาลัยมาใช้ให้เกิดการจ้างงาน พร้อมสร้างองค์ความรู้ให้แก่ตำบล โครงการ U2T มีการกำหนดอัตราการจ้างงานให้กับบัณฑิต นักศึกษา และประชาชน จำนวน 60,000 คน ในพื้นที่ 3,000 ตำบล ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ได้รับงบประมาณจำนวน 70 ตำบล จาก 52 อำเภอ 26 จังหวัด โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและองค์ความรู้ เพื่อให้ชุมชนเกิดการพัฒนาและเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยนำเอาทุน และศักยภาพเดิมของชุมชนมาพัฒนา ทำให้เกิดการจ้างงานและนวัตกรรมใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 1 ปี และมหาวิทยาลัยได้รับมอบหมายให้เป็น อว.ส่วนหน้าของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย ในส่วนการเข้าร่วมการประกวด โครงการ U 2 T HACKATHON มหาวิทยาลัยได้ผ่านเข้ารอบแรกจำนวน 4ทีม จาก 3 ตำบล คือจากตำบลท่าคา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 2 ทีม จากตำบลปากน้ำ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี 1 ทีม และตำบลปาเสมัส อ. สุไหง-โกลก จ.นราธิวาส 1 ทีม สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ www.rmutk.ac.th ,https://rdi.rmutk.ac.th หรือโทร 02-287- 9643 ,02-287-9600 ต่อ 1177,2195


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ซิซซา กรุ๊ป” อัดโปรเด็ด “Pay Less Get TRIPLE” โครงการ “วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต” กระตุ้นนักลงทุน “คัมแบ็ค”

บิ๊ก “ซิซซา กรุ๊ป” เผย “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” ยังไม่เอื้อภาคธุรกิจอสังหาฯโดยตรง แนะรัฐทุ่มงบดันภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ระบบราชการปรับตัวเป็นอินเตอร์ฯ ตัดวงจรกลุ่มขูดรีดให้สิ้นซาก เปิดโอกาสการร่วมทุนกับภาครัฐ ทั้งแก้กฎหมายเช่าที่ดินเป็น 90 ปี ต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดฯได้ 100% พร้อมให้วีซ่าเกิน 30 ปี กับกลุ่มที่ลงทุนเกิน 30 ล้านบาทขึ้นไป ล่าสุดนำโครงการ “วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต” อัดโปรโมชั่น “Pay Less Get TRIPLE” ซื้อ 1 ได้ถึง 3 ต่อ นำเสนอดีล
เร้าใจนักลงทุนเพียบ

นายอรรถนพ พันธุกำเหนิด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิซซา กรุ๊ป จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนรูปแบบ “Investment Property” (IP) เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่ภาครัฐทำการเปิด “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” (Phuket Sandbox) เมื่อวันที่
1 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ซึ่งช่วงระยะเวลาเกือบ 1 เดือนนั้น ยังไม่สามารถตอบได้ว่าโมเดลดังกล่าวช่วยเหลือผู้ประกอบการภูเก็ตได้มากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่มีการประเมินจากภาครัฐ แต่ทราบมาว่าในภาคธุรกิจท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวเข้ามาวันละประมาณ 1,000 คน จากโรงแรมทั้งหมดเกือบ 500,000 ห้อง ซึ่งต้องเป็นโรงแรมที่ได้มาตรฐาน SHA Plus ถือเป็นประโยชน์
ในภาพที่เล็กมาก

สำหรับในส่วนของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้น แทบจะไม่เกิดประโยชน์ เพราะชาวต่างชาติหวังเข้ามาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ไม่มีเจตนาเข้ามาลงทุนแต่อย่างใด ในขณะที่ชาวต่างชาติบางส่วน ที่ซื้อบ้านหลังที่ 2 ไว้ที่ภูเก็ตก่อนหน้านี้ ก็ไม่สามารถเข้าพักได้ทีเดียว เนื่องจากต้องไปกักตัวในโรงแรมในระบบที่ภาครัฐจัดเตรียมไว้ให้ก่อน 14 วัน จึงเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ชาวต่างชาติไม่อยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทยในช่วงนี้ ซึ่งมองว่าภาครัฐยังขาดความพร้อมและการวางแผนที่รัดกุม

ทั้งนี้การเปิด “ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์” มีข้อดีคือได้ทดลองเปิดดู หากผลเสียมีมากกว่า ธุรกิจทั่วไปยังไม่ได้รับผลประโยชน์ และนักท่องเที่ยวยังถูกจำกัดการทำกิจกรรมอยู่ ก็ยังรู้สึกไม่เกิดผลดีกับภาพรวมของภูเก็ต ซึ่งมองว่า ต้องหยุดเรื่องการติดเชื้อ

ให้ลดน้อยลงที่สุดก่อน หากนำวัคซีนที่มีคุณภาพเข้ามาได้ ก็จะสามารถเปิดทุกกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ ทั้งนี้ภาครัฐต้องแก้ไขปัญหา ประเมินข้อดี ข้อเสียก่อน เพื่อให้ทุกอย่างรัดกุมมากกว่านี้

“นักท่องเที่ยวพอมาถึงประเทศไทยและได้ยินข้อมูลด้านลบ เพราะในภูเก็ตยังมีการติดเชื้ออยู่ ทำให้นักท่องเที่ยวได้รับการติดเชื้อไปด้วย ทำให้บรรยากาศรู้สึกไม่ปลอดภัย และนักท่องเที่ยวเกิดความกังวล ทำให้รีบเดินทางกลับประเทศ ส่วนคนที่กำลังจะมาภูเก็ตก็รอดูท่าทีก่อน โมเดลนี้ไม่ถือว่าล้มเหลว ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อเริ่มทดลองและได้เห็นปัญหา ซึ่งก็ต้องนำปัญหานั้นมาแก้ไข แต่ไม่ทราบว่าภาครัฐมีการแก้ไขมากน้อยเพียงใด หากเปิดประเทศไม่ได้ แต่สามารถเปิดภูเก็ตได้ เพราะช่วงไฮซีซั่นก็ต้องมีชาวต่างชาติกลับมาอย่างแน่นอน ซึ่งควรแก้ปัญหาด้วยการหาวัคซีนมาฉีดให้คนในภูเก็ตให้หมด และคลายกฎให้นักท่องเที่ยว รวมไปถึงทำประชาสัมพันธ์ระดับโลกว่าภูเก็ตมีอัตราการติดเชื้อต่ำ ซึ่งภาครัฐอาจมองในมุมที่ต่างจากผู้ประกอบการ
เพราะประเทศไทยไม่ได้ใช้ระบบการทำการตลาดไปทั่วโลก ให้ชาวต่างชาติรับรู้ว่าภูเก็ตมีความพร้อมแล้ว แต่สิ่งที่รัฐขาด
คือความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ทำให้การประชาสัมพันธ์การเปิด ‘ภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์’ ไม่เป็นไปในทิศทางที่จะเป็น แต่ก็ยังมีเวลาที่จะแก้ไขได้ก่อนที่จะถึงช่วงไฮซีซั่น ซึ่งเชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลับมาภูเก็ตอย่างแน่นอน” นายอรรถนพ กล่าว

นายอรรถนพ กล่าวต่อไปว่า ผู้ประกอบการอสังหาฯในภูเก็ตมีความต่างกันพอสมควร เพราะไม่ได้เป็นสมาชิกในสมาคมอสังหาริมทรัพย์ภูเก็ตทุกคน ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่สร้างบ้านเพื่อขาย และลงทุน มีทั้งคนไทยและต่างชาติ ดังนั้นจึงอยากจะฝากถึงรัฐบาล ในการช่วยภาคธุรกิจอสังหาฯและท่องเที่ยว หากมีการทำประชาสัมพันธ์เมืองภูเก็ต ก็ควรที่จะดึงงบประมาณบางส่วนให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกจริงๆ นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้สึกประทับใจ ระบบราชการต้องมีความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล รวมไปถึงควรตัดวงจรกลุ่มที่ขูดรีดชาวต่างชาติ และคนไทยด้วยกันออกไปให้หมด และควรมีงบบำรุงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อีกทั้งเพื่อความยั่งยืนของภูเก็ตควรเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้ามาร่วมทุนกับภาครัฐเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในภูเก็ตมากขึ้น

“การที่จะดึงให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในภูเก็ต ภาครัฐควรมีการแก้ไขกฎหมายต่างๆ อาทิ 1. ดึงนักลงทุนมาลงทุนอสังหาฯด้วยการแก้ไขสิทธิกฎหมายการเช่าที่ดินจากเดิม 30 ปี เป็น 90 ปี , 2. เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติถือครองกรรมสิทธิ์คอนโดฯได้ 100% จากเดิม 49% , 3. การลงทุนกิจการในภูเก็ตไม่ควรคิดมาตรการด้านภาษีรายได้ โดยไม่หักภาษีชาวต่างชาติ เพื่อให้นำเงิน
ออกนอกประเทศได้ ซึ่งจะทำให้เกิดเงินสะพัด ภาคธุรกิจมีการเติบโต และ 4.หากชาวต่างชาติที่มีการลงทุนเกิน 30 ล้านบาท ควรให้วีซ่าเกิน 30 ปีไปเลย หากสามารถปลดกฎพวกนี้ได้ ราคาที่ดินภูเก็ตจะพุ่งขึ้นเป็น 2-3 เท่าตัวอย่างแน่นอน และทำให้เกิดการจ้างงาน เงินสะพัด เพราะที่ยุโรป อเมริกาก็ทำกันมาก ซี่งอยากให้รัฐเข้าใจและพัฒนาอย่างจริงจัง” นายอรรถนพ กล่าว

นายอรรถนพ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของ “ซิซซา กรุ๊ป” นั้นในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของโควิต-19 ได้พยายามประคับประคองธุรกิจให้อยู่ได้ ทั้งส่วนของการพัฒนาอสังหาฯเพื่อการขายและธุรกิจโรงแรม รวมไปถึงพยายามหารายได้เพิ่มขึ้น ด้วยการจัดแคมเปญต่างๆหรือมีการลดราคาสินค้า เพื่อดันยอดขายเพิ่มขึ้น อีกทั้งหาช่องทางหรือเปิดธุรกิจใหม่ๆ
เพื่อสร้างรายได้ เช่น การร่วมทุนกับกลุ่มพันธมิตรเปิดตัวโครงการ “Natai Medical Center & Resort” ที่จะขายแพ็กเกจ
ให้กับนักลงทุน

ล่าสุดเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายในช่วงไตรมาส 3/2564 บริษัทฯได้นำโครงการ “วินแดม แกรนด์ ในหาน บีช ภูเก็ต”(Wyndham Grand Nai Harn Beach Phuket) มาจัดโปรโมชั่น “Pay Less Get TRIPLE” ซื้อ 1 ได้ถึง 3 ต่อ คุ้มค่าเหนือ
ทุกเงื่อนไข กับการลงทุนแบบ Unit Ownership

ต่อที่ 1. การันตีผลตอบแทนสูงสุด 8%* ต่อปี

ต่อที่ 2. การรันตีรับซื้อคืนสูงสุด 105%*

ต่อที่ 3. มี Early Exit เพื่อเป็นทางเลือกสุดพิเศษให้นักลงทุน*

โดยลูกค้าสามารถเลือกระยะเวลาการลงทุนได้ตามใจใน 3 แพ็กเกจ

แพ็คเกจที่ 1 ลงทุนระยะสั้น 3 ปี
• การันตีผลตอบแทน 8% ต่อปี
• การรันตีรับซื้อคืน 103%

แพ็คเกจที่ 2 ลงทุนระยะกลาง 5 ปี
• การันตีผลตอบแทน 8% ต่อปี
• การรันตีรับซื้อคืน 105%

แพ็คเกจที่ 3 ลงทุนระยะยาว 15 ปี
• ปีที่ 1-2 จ่ายผลตอบแทน 7% ต่อปี
• ปีที่ 3-15 จ่ายผลตอบแทน 100% (หลังหักทุกค่าใช้จ่าย) เป็นรายไตรมาส

พร้อมรับสิทธิพิเศษเหนือระดับ
• พักฟรี 30 คืน ต่อปี ที่ Wyndham Grand Nai Harn Beach Phuket
• ส่วนลด 30% สำหรับค่าที่พัก และ Member Card ส่วนลดพิเศษ 15% สำหรับบริการอื่นๆ
• ได้สิทธิ์เข้าร่วมโปรแกรม RCI แลกเปลี่ยนห้องพักในเครือทั่วโลก*
• Property Tour ระยะเวลา 3 วัน 2 คืน จำนวน 2 สิทธิ์ ต่อ 1 ห้อง
• ร่วมเป็นเจ้าของโรงแรม 5 ดาวพรีเมียม
• ใกล้หาดในหานเพียง 800 เมตร
• บริหารโดยเครือโรงแรมระดับโลก Wyndham Hotel Group
• ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพภูเก็ต
• มีกรรมสิทธิ์ให้ถือครอง
• ก่อสร้างและตกแต่งด้วยมาตรฐานโรงแรม 5 ดาวพรีเมียม
• สระว่ายน้ำฟรีฟอร์ม 10 สระ รอบโครงการ
• ฟรีค่าไฟ ค่าน้ำ รายเดือน
• ฟรีค่าดูแล บำรุงรักษา และซ่อมแซม
• พิเศษ Plus Early Exit*

โดยแคมเปญดังกล่าวเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้-วันที่ 31 ตุลาคม 2564 (*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 062-245-8656 / 062-245-9288


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รุกตลาดเน้นผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series ใช้งานง่าย ราคาเบา พร้อมจับมือร้านค้า เปิด Schneider Easy Shop

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) เดินเกมรุกผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series หรือที่เรียกว่า Schneider Easy ชูจุดเด่นความคุ้มค่าในราคาเบาๆ ใช้งานง่ายตามความต้องการ ติดตั้งได้รวดเร็ว หาซื้อง่าย และยังคงประสิทธิภาพและความทนทาน ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับไฟฟ้าแรงดันต่ำ กลุ่มสินค้าสำหรับอุตสาหกรรม  กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับบ้าน อาคาร สวิตช์เต้ารับ รวมไปถึงสวิตช์เต้ารับยอดนิยมอย่าง AvatarOn A เดินหน้าเจาะตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ อาทิ โรงแรม อพาร์ทเมนท์ หอพัก โรงงาน อาคารสำนักงาน อาคารพาณิชย์ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง ทั้งฟาร์มผัก ฟาร์มผลไม้ ปศุสัตว์และประมง เพิ่มความง่ายให้ผู้ใช้งาน ทั้ง ผู้รับเหมา ผู้ประกอบการโรงตู้ และช่างไฟฟ้า พร้อมประเดิมกลยุทธ์การตลาดเชิงรุก จับมือร้านไฟฟ้าเปิด “Schneider Easy Shop” นำร่อง เน้นสร้างประสบการณ์ตรงให้ลูกค้า พร้อมตอบรับยุคดิจิทัล ขยายตลาดผ่านการสั่งซื้อออนไลน์

นายธนากร วงศ์วิเศษ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย เผยว่า “ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series ของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเสริมผลิตภัณฑ์หลักของชไนเดอร์ สำหรับธุรกิจที่ต้องการอุปกรณ์ไฟฟ้าและควบคุมอุตสาหกรรมที่เพียงพอต่อการใช้งานตามความเหมาะสม น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนดไว้ สินค้าบางตัวในกลุ่ม Easy Series ได้วางตลาดมาระยะหนึ่งแล้ว และจะมีสินค้าในกลุ่ม Easy Series นี้ทยอยวางตลาดในอนาคตอันใกล้ต่อไป

ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Easy Series หรือ Schneider Easy มีหลากหลายสำหรับการใช้งาน ประกอบด้วย 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

  1. กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Products) หรือพวกกลุ่มเบรกเกอร์ (MCCB) เช่น EasyPact EZS และ แอร์เซอร์กิตเบรกเกอร์ (ACB) เช่น EasyPact MVS
  2. กลุ่มสินค้าสำหรับอุตสาหกรรม (Industrial Products) ประกอบด้วย กลุ่มอุปกรณ์ควบคุมมอเตอร์ ผลิตภัณฑ์กลุ่มสวิตช์ และไฟสัญญาณ กลุ่มพาวเวอร์ซัพพลายและรีเลย์ รวมไปถึงมิเตอร์วัดค่าพลังงาน อาทิ EasyPact TVS, Easy RXM, ทาวเวอร์ไลท์ XVG เป็นต้น
  3. กลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับบ้าน อาคาร สวิตช์-เต้ารับ ฝาครอบกันน้ำ รวมไปถึงกลุ่มผลิตภัณฑ์ AvatarOn A โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ยังคงมีความล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยีอีซี่คลิป (Easy Clip) ที่ช่วยให้ติดตั้งง่าย

ในปัจจุบัน มีหลายธุรกิจที่มองหาผลิตภัณฑ์คุณภาพ ในงบประมาณที่จำกัด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จึงทำการรวมกลุ่มผลิตภัณฑ์ Easy Series หรือ Schneider Easy เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในกลุ่มนี้โดยชูความง่ายที่โดดเด่น ได้แก่

ใช้งานง่าย ติดตั้งง่าย รวดเร็ว ผลิตภัณฑ์ Easy Series หรือ Schneider Easy เป็นผลิตภัณฑ์พร้อมใช้ มีการปรับแต่งค่ามาจากโรงงานเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยลดกระบวนการและลดความผิดพลาดในการปรับตั้งค่า เพียงเลือกสเปคสำเร็จรูปและนำไปติดตั้งได้เลย อีกทั้งออกแบบมาในขนาดกะทัดรัด จึงช่วยประหยัดพื้นที่

หาซื้อง่าย ลูกค้าสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ Easy Series หรือ Schneider Easy ได้ง่าย จากร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงสัมผัสสินค้าได้จริงจาก Schneider Easy Shop อีกทั้งยังสามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น MisumiFactomartUcanbuys และอื่นๆมากมาย ให้ความคุ้มค่า ด้วยราคาที่เหมาะสม ตอบโจทย์งบประมาณที่จำกัดด้วยผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมตามความต้องการ แต่มาในคุณภาพมาตรฐานระดับสากลที่ทั่วโลกยอมรับ พร้อมฉลากกรีนพรีเมี่ยมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ให้ประสิทธิภาพการทำงานที่แม่นยำ ทนทาน

โดยล่าสุด ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้จับมือกับร้านไฟฟ้า นำร่องเปิดมุมโปรโมทผลิตภัณฑ์ Easy Series หรือ Schneider Easy ภายใต้ชื่อ Schneider Easy Shop (ชไนเดอร์ อีซี่ชอป) ซึ่งสามารถสังเกตได้จากโลโก้ Schneider Easy Shop ในร้านอุปกรณ์ไฟฟ้าชั้นนำที่ขายผลิตภัณฑ์ให้กับชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อให้ลูกค้าสามารถสัมผัสการใช้งานผลิตภัณฑ์ Easy Series หรือ Schneider Easy ได้จริง ซึ่งนับเป็นแนวคิดเชิงรุกด้านการตลาดที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และพร้อมสร้างประสบการณ์ที่ดีเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้อย่างลงตัว

Schneider Easy (ชไนเดอร์ อีซี่เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคอนเซ็ปต์ชัดเจน เน้นความง่ายและความคุ้มค่า สมชื่ออีซี่ โดยเรามุ่งเน้นความง่ายในทุกด้าน เพื่อประโยชน์ของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งง่ายต่อการใช้งาน ง่ายต่อการติดตั้ง รวมถึงสามารถหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย” นายธนากร กล่าวทิ้งท้าย


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เพื่อนคู่คิดธุรกิจ SME #สู้โควิด ลดราคาสูงสุด 90% ช้อปสะดวกได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมส่งฟรีถึงบ้าน

ออฟฟิศเมท และ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดธุรกิจ SME #สู้โควิด จัดโปรลดราคาสินค้าจำเป็นสูงสุด 90% ช่วยคนทำธุรกิจลดต้นทุนและสนับสนุนคนทำงานให้ Work From Home ได้ไม่สะดุด ขาดเหลืออะไรไม่ต้องกังวล เพราะออฟฟิศเมทอยู่ใกล้ๆ คุณเสมอไม่เปลี่ยนแปลง แม้ช่วงล็อกดาวน์ก็สามารถช้อปได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาผ่านหลากหลายช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมบริการส่งฟรีถึงบ้าน* ให้คุณมั่นใจและปลอดภัยทุกคำสั่งซื้อ 

•   กักตัวอยู่บ้านปลอดภัยกับ “COVID-19 Protection Home Care Kit” อุปกรณ์ดูแลสุขภาพและทำความสะอาดฆ่าเชื้อลดสูงสุด 35% อาทิ หน้ากากอนามัย หน้ากากป้องกันละอองฝอย ถุงมือยาง เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดความดัน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดฆ่าเชื้อ และแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ พร้อมด้วยของกินของใช้ในบ้าน ลดสูงสุด 58% อาทิ น้ำดื่ม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสมุนไพร ขิงผงสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป ทิชชู่ ถุงขยะ และถุงขยะอันตราย เป็นต้น
•  พิชิตงานที่บ้านให้เวิร์คและมีประสิทธิภาพ! กับ “Work From Home Items” อุปกรณ์ทำงานครบเซต ลดสูงสุด 90% อาทิ เครื่องเขียน อุปกรณ์สำนักงาน กระดาษ ไอที ปริ้นท์เตอร์ หมึกพิมพ์ แท่นชาร์จไร้สาย อุปกรณ์ประชุมออนไลน์ และเซตเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะทำงาน เก้าอี้ ชั้นวาง

OfficeMate Anytime Anywhere! ช้อปกับออฟฟิศเมทได้ทุกเวลา สะดวกทุกที่ ส่งฟรีถึงบ้านคุณ* เลือกช่องทางช้อปได้ตามสไตล์
•  สายช้อปสบาย รอรับสินค้าชิลล์ๆ! รับบริการจัดส่งฟรีถึงบ้านในวันทำการถัดไป เมื่อช้อป 499.- (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)

o ช้อปออนไลน์ได้ตลอด 24 ชม. ที่ OfficeMate Mobile App และเว็บไซต์ https://bit.ly/3kd3Czj
o Chat & Shop ผ่าน Line: @OfficeMate หรือโทรสั่งซื้อที่เบอร์ 1281  ได้ทุกวัน 8:00 – 22:00 น.
o ไลน์ หรือ โทรสั่งซื้อโดยตรงกับร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ได้ทุกสาขา เช็คเลย! https://bit.ly/3rfWggh

• สายช้อปด่วน รีบใช้ ได้ของไว ตรงใจสุดๆ!

o ช้อปและรับสินค้าได้ทันทีที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ที่เปิดให้บริการ เช็คสาขาทั้งหมดได้ที่ https://bit.ly/3rfWggh
o Drive Thru Pick Up บริการส่งของถึงรถคุณ เพียงโทรสั่งซื้อที่ร้าน และขับรถมารับสินค้า  ณ จุดให้บริการตามเวลานัดหมาย เช็คสาขาที่ให้บริการได้ที่ https://bit.ly/3rfWggh
o OfficeMate x GrabMart สั่งด่วน ส่งไว” ถึงบ้านคุณภายใน 25 นาที* ส่งฟรี 3 กม. แรก ครอบคลุม 30 จังหวัดทั่วไทย โดยสามารถเลือกช้อปสินค้าออฟฟิศเมทกว่า 1,000 รายการ ได้ที่แอปพลิเคชัน GrabMart พิเศษ…1 ก.ค. 64 – 31 ก.ค. 64 รับส่วนลดสินค้าสูงสุด 69% และกรอกโค้ด “OFM26” รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 150.-* เมื่อช้อป 500.-  ขึ้นไป/ใบเสร็จ (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การศึกษาผู้บริโภคของไอบีเอ็ม ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการค้าปลีกและท่องเที่ยว หลังผู้บริโภคได้รับวัคซีนโควิด-19

ผลการศึกษาผู้บริโภคทั่วโลกโดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBV) เผยให้เห็นว่าผู้บริโภคมองถึงแนวโน้มที่ดีเกี่ยวกับการกลับไปใช้ชีวิตหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยอุตสาหกรรมหลักๆ อย่างค้าปลีก ท่องเที่ยว และขนส่ง จะต้องสร้างประสบการณ์ที่เข้าถึงความต้องการส่วนบุคคลมากขึ้น หากต้องการคงความสามารถในการแข่งขันและดึงดูดลูกค้าให้สำเร็จ

การศึกษาผู้บริโภคมากกว่า 15,000 คนทั่วโลก พบว่าคนส่วนใหญ่มั่นใจในความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และการกระจายวัคซีนโควิด-19 และมากกว่าครึ่งคาดหวังว่าวัคซีนโควิด-19 จะช่วยปกป้องพวกเขาได้ เศรษฐกิจจะสามารถกลับมาเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคมองว่าระดับการฉีดวัคซีนจะต้องเกิน 70% ถึงจะทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตเหมือนก่อนที่จะมีการระบาดของโควิด-19 ทั้งนี้ หากการฉีดวัคซีนโควิด-19 ยังคงดำเนินไปในอัตราปัจจุบัน คนส่วนใหญ่อาจไม่ได้รับความสะดวกสบายแบบที่เคยได้รับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 จนกว่าจะถึงปี 2022 โดยการศึกษาระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ ผู้บริโภคกำลังมองถึงการปรับวิธีการทำงาน เข้าสังคม ท่องเที่ยว และซื้อของ

“ความเคยชินต่างๆ ที่ก่อตัวขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดได้เพิ่มความคาดหวังของผู้บริโภคเกี่ยวกับการสร้างการมีส่วนร่วมของแบรนด์ผ่านช่องทางดิจิทัล โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการอย่างค้าปลีก ท่องเที่ยว และขนส่ง” นายเฮซุส แมนทัส Senior Managing Partner ของไอบีเอ็ม เซอร์วิสเซสกล่าว “หลายธุรกิจเริ่มมองถึง ‘การกลับมาสู่ภาวะปกติหลังการแพร่ระบาด’ ซึ่งธุรกิจต่างๆ จะต้องเร่งพัฒนาระบบดิจิทัลบนพื้นฐานของเทคโนโลยีเอไอและคลาวด์ เพื่อที่จะคงความสามารถในการแข่งขันเอาไว้ การลงทุนเพื่อสร้างประสบการณ์ไฮบริดที่ผสมผสานทั้งกิจกรรมเชิงกายภาพและดิจิทัลเข้าด้วยกัน จะช่วยมอบประสบการณ์ที่เข้าถึงความต้องการเฉพาะบุคคลได้อย่างไร้รอยต่อยิ่งขึ้น”

ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นข้อมูลน่าสนใจ ดังนี้

ผู้บริโภคทั่วโลกที่สำรวจส่วนใหญ่พร้อมที่จะกลับไปซื้อของในห้างร้านเมื่อได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว การศึกษาพบว่ากระแสอาจเปลี่ยนไปสำหรับอุตสาหกรรมการค้าปลีกที่ซบเซา โดยผู้บริโภคระบุถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะได้กลับไปที่ห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าอีกครั้ง หลังได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคที่สำรวจจำนวนมากอาจไม่ละทิ้งทางเลือกในการช็อปปิงออนไลน์ที่พวกเขาคุ้นเคยในช่วงการระบาดของโควิด-19 โดยมีกลุ่มที่สำรวจอย่างน้อยหนึ่งในห้าคนที่ระบุว่าพวกเขาวางแผนที่จะซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก แต่คาดว่าจะซื้อสินค้าในห้างร้านบ่อยขึ้นมาก หากว่าฉีดวัคซีนแล้ว

หมวดหมู่สินค้าที่คาดว่าผู้บริโภคน่าจะกลับไปซื้อที่ร้านค้ามากที่สุดคือของเล่น เกม และสินค้าที่เกี่ยวกับงานอดิเรก (เพิ่มขึ้น 121%) รวมถึงเครื่องแต่งกาย รองเท้า และเครื่องประดับ (เพิ่มขึ้น 76%)

เหตุผลหลักที่ผู้บริโภคที่สำรวจทั่วโลกยังคงจะซื้อสินค้าออนไลน์ต่อไปคือเรื่องความสะดวก ตามมาด้วยความคุ้มค่า และความหลากหลายของสินค้าที่มีขายออนไลน์ หากจะดึงดูดให้ผู้บริโภคกลับไปซื้อของที่ห้างร้าน ผู้ค้าปลีกต้องมองถึงการจัดโปรโมชันและการเน้นสินค้าท้องถิ่น โปรโมชันในห้างเป็นปัจจัยอันดับต้นๆ ที่จะช่วยดึงผู้บริโภคให้ไปเลือกซื้อสินค้าที่ห้างร้าน โดยเฉพาะกลุ่มเจนเอ็กซ์ (54% ที่สำรวจ) และเบบี้บูมเมอร์ (52% ที่สำรวจ) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นที่ไม่มีจำหน่ายออนไลน์ อย่างผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตในปริมาณน้อย และเครื่องแต่งกายทำมือ อาจสามารถดึงดูดกลุ่มมิลเลนเนีลยล เจนเอ็กซ์ และเบบี้บูมเมอร์เกือบ 50% ที่สำรวจให้มาซื้อสินค้าที่ร้านได้

ศักยภาพในการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ในขณะที่การเดินทางของผู้บริโภคยังไม่ฟื้นตัว แต่ก็มีเริ่มส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจน การศึกษาแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเดินทางด้วยเครื่องบินมากขึ้น โดยคน 30% วางแผนที่จะบินบ่อยขึ้น แม้ว่าจะสวนทางกับ 23% ของผู้ที่สำรวจที่วางแผนที่จะบินน้อยลง

การศึกษาพบว่าผู้บริโภคที่ได้รับวัคซีนเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า มองถึงการเดินทางค้างคืนในหกเดือนข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ประชากรกลุ่มใหญ่ยังมีแผนที่จะอยู่บ้านไปเรื่อยๆ โดยประมาณหนึ่งในสี่ของผู้บริโภคที่สำรวจระบุว่าพวกเขาไม่ได้วางแผนที่จะเดินทางในปี 2564 แม้ว่าจะได้รับวัคซีนโควิด-19 แล้วก็ตาม

วัคซีนอาจช่วยกระตุ้นการเดินทางที่เกี่ยวกับงาน โดยผู้ที่สำรวจรู้สึกสะดวกใจที่จะเดินทางที่เกี่ยวข้องกับงานเพิ่มขึ้นสองถึงสี่เท่าในประเทศส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ที่ต้องเดินทางเพื่อธุรกิจที่มีอายุมากกว่า แสดงความมั่นใจในเรื่องดังกล่าวน้อยกว่า โดยมีกลุ่มที่อายุมากกว่า 55 ปีเพียง 8% เท่านั้นที่สะดวกใจจะเดินทางเพื่อธุรกิจขณะที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโควิด-19 และมีเพียง 25% เท่านั้นที่รู้สึกสะดวกใจแม้จะได้รับวัคซีนแล้ว

การศึกษายังชี้ให้เห็นว่ายานพาหนะส่วนบุคคลยังเป็นทางเลือกสำคัญทั้งในช่วงการระบาดของโควิด-19 และหลังจากที่ประชาชนได้รับวัคซีนแล้ว แม้ว่า 10% ของผู้ที่สำรวจวางแผนที่จะใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลน้อยลงหลังจากได้รับวัคซีน แต่ผู้บริโภค 47% มองว่าจะใช้ยานพาหนะส่วนบุคคลมากขึ้น

การสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าการเดินทางรูปแบบอื่นๆ อาจเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรืออาจมีความต้องการลดลงเมื่อประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น อุตสาหกรรมเรือสำราญอาจประสบกับการตกต่ำอย่างมีนัยสำคัญมากที่สุด โดย 26% ของผู้สำรวจระบุว่าพวกเขาจะใช้เรือสำราญน้อยลง ขณะที่มีเพียง 17% ที่ระบุว่าจะใช้มากขึ้น

ผลสำรวจกลุ่มเจนซี (ผู้ที่มีอายุ 18-24 ปี) มีความแตกต่างออกไป
แนวโน้มหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความแตกต่างกันออกไปในผู้บริโภคที่ได้รับการสำรวจแต่ละกลุ่มอายุ แต่กลุ่มเจนซีที่สำรวจ โดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิด-19 กลับแสดงแนวโน้มที่แตกต่างออกไปในหลายๆ ด้าน

กลุ่มเจนซีที่สำรวจส่วนใหญ่ต้องการใช้เวลาร่วมกับคนที่ไม่ได้อยู่ในครอบครัวหลังได้รับวัคซีนแล้ว โดย 27% ของกลุ่มเจนซีที่สำรวจระบุว่าจะมีปฏิสัมพันธ์นอกบ้านมากขึ้น เทียบกับเพียง 19% ในกลุ่มเจนเอ็กซ์ และเพียง 16% ของกลุ่มที่อายุเกิน 55 ที่สำรวจ โดยกลุ่มเจนซีสนใจที่จะกลับไปยังสถานที่ที่มีคนจำนวนมากอย่างการแข่งขันกีฬา สถานบันเทิงหรือสวนสนุก พิพิธภัณฑ์และอาร์ตแกลลอรี รวมถึงกิจกรรมการแสดงสด และโรงภาพยนตร์ น้อยกว่ากลุ่มอายุอื่นๆ ที่สำรวจ ยกเว้นการไปร้านอาหารและสถานที่ที่ให้บริการฟรีอย่างชายหาดและสวนสาธารณะ

โดยเฉลี่ยแล้ว 60% ของกลุ่มเจนซีที่สำรวจมีแผนที่จะไปสถานที่อย่างร้านอาหารและบาร์ ร้านเสริมสวยและร้านตัดผม เมื่อได้รับวัคซีนแล้ว เทียบกับ 71% ของกลุ่มมิลเลนเนียล และ 69% ของกลุ่มเจนเอ็กซ์ที่สำรวจ และดูเหมือนพฤติกรรมนี้จะเป็นเทรนด์ต่อเนื่อง เพราะในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลุ่มเจนซีที่สำรวจก็ระบุว่าออกไปยังสถานที่ต่างๆ น้อยกว่ากลุ่มอายุอื่นเช่นกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ปลดล็อคการปฏิรูปสู่อุตสาหกรรม 4.0 สร้างศักยภาพด้วยเอดจ์คอมพิวติ้ง

โดย เปาโล โคลัมโบ ผู้อำนวยการแผนกพัฒนาการตลาด เพื่อผู้ประกอบการด้านการผลิตเครื่องจักรและผู้วางระบบ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electricและ รัสส์ ซาเกิร์ต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ด้านโซลูชัน IoT สำหรับเอดจ์ NetApp

อุตสาหกรรม 4.0 คือการปฏิวัติครั้งถัดไปของภาคอุตสาหกรรมการผลิต ที่ให้คำมั่นสัญญาในการนำเสนอการบูรณาการอย่างแท้จริงระหว่างเทคโนโลยีสารสนเทศหรือ IT และเทคโนโลยีการดำเนินงานหรือ OT เพื่อมอบศักยภาพที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานมากมายได้อย่างน่าทึ่ง อีกทั้งช่วยลดต้นทุน อย่างไรก็ตาม การจะบรรลุเรื่องดังกล่าว บริษัทจะต้องคิดทบทวนว่าได้ข้อมูลมาจากไหน อย่างไร รวมถึงมีกระบวนการดำเนินงานและการจัดเก็บที่ไหนอย่างไร  ซึ่งเอดจ์คอมพิวติ้งสำหรับอุตสาหกรรมจะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยในเรื่องดังกล่าว

สำหรับอุตสาหกรรม 3.0 ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบออโตเมชัน การเชื่อมต่ออุปกรณ์ และการกำหนดถึงสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานด้วยเครื่องมือสำคัญด้านธุรกิจ ส่วนอุตสาหกรรม 4.0 ก็จะเกี่ยวข้องกับการนำรูปแบบการประมวลผลขั้นสูงมาใช้เพื่อให้มีข้อมูลช่วยสนับสนุนการตัดสินใจได้มากขึ้น บางมุมจะอยู่ที่ความเข้าใจพฤติกรรมและลักษณะการทำงานของเครื่องจักรแต่ละเครื่อง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ความเข้าใจเรื่องการทำงานพึ่งพากันในส่วนต่างๆ ทั้งสาเหตุและผลกระทบ ของสายการผลิตที่ซับซ้อนทั้งหมด รวมถึงการดำเนินการในโรงงาน กระทั่งที่เป็นเรื่องของตัวโรงงานเองก็ตาม

การจะเข้าใจเรื่องของการทำงานพึ่งพากันในส่วนต่างๆ ต้องอาศัยข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลจำนวนมาก ข้อมูลดังกล่าวได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ จากอุปกรณ์ และเครื่องจักร และในหลายๆ กรณีต้องอาศัยการจัดการข้อมูลจากในพื้นที่ มากกว่าในดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์ เนื่องจากเป็นข้อมูลปริมาณมากที่ได้มาแบบเรียลไทม์

การดำเนินการได้อย่างถูกต้องสามารถให้ประโยชน์มากมายแก่ธุรกิจ ช่วยบริษัทในภาคอุตสาหกรรมได้หลายประเด็น ดังต่อไปนี้

  • ลดต้นทุนการดำเนินงาน
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • ได้ปริมาณงานมากขึ้น
  • ลดเวลาที่ต้องเสียไปโดยไม่เกิดประสิทธิผลหรือการดาวน์ไทม์ที่ไม่ได้วางแผน
  • ลดค่าใช้จ่ายและลดความถี่ในการบำรุงรักษา
  • ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์
  • ลดปัญหาด้านสุขภาพของคนทำงาน และปัญหาเรื่องความปลอดภัย
  • เพิ่มประสิทธิภาพให้กับซัพพลายเชน และลดสินค้าคงคลัง

 

ความท้าทายที่มาพร้อมกับการก้าวสู่อุตสาหกรรม 4.0

โดยทั่วไปลูกค้าจะเข้าใจดีถึงประโยชน์มากมายที่ได้จากอุตสาหกรรม 4.0 นอกจากนี้ ลูกค้าในเกือบทุกอุตสาหกรรม ต่างพยายามดิ้นรนเป็นอย่างมาก เพื่อดำเนินการสู่การปฏิรูป โดยจากการที่ได้ร่วมงานกับลูกค้าบางราย ทำให้เราได้ทราบถึงเหตุผลที่หลากหลายในเรื่องดังกล่าว

ไซต์การผลิตของลูกค้าส่วนใหญ่ จะดำเนินงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมงใน 365 วัน ซึ่งเป็นอุปสรรคในการวางแผนเพื่อปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้าง เมื่อมีการดาวน์ไทม์เกิดขึ้นก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินงานและกระทบถึงรายได้จากสายการผลิต

การนำทักษะ IT มาใช้ในสาย OT ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายเช่นกัน ผู้เชี่ยวชาญด้าน OT ล้วนคุ้นเคยกับเครือข่าย โปรโตคอล และเครื่องมือต่างๆ เฉพาะสำหรับสายการผลิตที่ใช้มานานหลายปี แต่อุตสาหกรรม 4.0 คือการขอให้คนเหล่านั้นนำเทคโนโลยีที่อยู่ในโลกของดาต้าเซ็นเตอร์มาใช้ เช่น การสร้างความยืดหยุ่น การทนทานหรือรองรับในกรณีที่เกิดความผิดพลาด (fault-tolerance)   และขีดความสามารถที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์ ทั้งนี้ ในลักษณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีได้ก็จะเจอกับความท้าทายในการนำแนวคิดของดาต้าเซ็นเตอร์เหล่านั้นไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมด้านอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอโซลูชันเอดจ์คอมพิวติ้งที่เกี่ยวเนื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ในแง่ของความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และการรักษาความปลอดภัย

โซลูชันสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม รวมถึงเซ็นเซอร์ระบบโครงสร้างในการประมวลผลไอทีและสตอเรจ และการเชื่อมต่อเครือข่าย ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการติดตั้งเพื่อให้บริการและช่วยในการปฏิรูปธุรกิจ ทว่าไม่มีผู้จำหน่ายรายใดที่สามารถจัดหาโซลูชันที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ได้ในคราวเดียว ดังนั้นลูกค้าจึง จำเป็นต้องรับหน้าที่เปรียบเสมือนผู้รับเหมาที่จัดหาระบบโครงสร้างและความเชี่ยวชาญทั้งหมดที่ต้องการและทำให้ระบบทั้งหมดทำงานร่วมกันได้ หรือไม่ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากผู้จำหน่าย หรือที่ปรึกษาที่น่าจะช่วยในเรื่องดังกล่าวได้

เรายังคงเห็นว่ามีการทดสอบความเป็นไปได้ของแนวคิด (POC) อยู่มากมายที่ยังใช้การไม่ได้ หลายบริษัทเริ่มทดสอบโซลูชัน แต่ก็ยังเห็นว่าเทคโนโลยีทั้งหมดที่อยู่รอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัดสินใจได้ยากว่าจะเลือกไปในแนวทางไหน เพราะกลัวว่าผู้จำหน่ายจะยึดติดและสนับสนุนเทคโนโลยีหรือแนวทางที่ไม่ถูกต้อง

เรื่องของข้อมูลก็เป็นอีกประเด็น โดย IDC ได้คาดการณ์ไว้ว่าจะมีข้อมูลถึง 79 เซตต้าไบต์ ที่มาจากอุปกรณ์ IoT จำนวน 1 พันล้านเครื่องภายในปี 2025 นอกจากนี้ มีหลายกรณีที่ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลแบบไซโล และไม่สามารถเข้าถึงระบบวิเคราะห์ที่จำเป็นต่อการนำข้อมูลมาช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ องค์กรจะต้องพัฒนาแผนงานในการจัดการข้อมูลทั้งหมด รวมถึงนำแผนมาใช้ในการปรับปรุงการดำเนินงาน

 สร้างการบูรณาการ IT/OT บนมาตรฐานระบบเปิด

การจะผสานรวมการทำงาน IT/OT ได้สำเร็จตามบัญญัติของอุตสาหกรรม 4.0 นั้น ลูกค้าต้องทลายระบบไซโลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พร้อมสร้างรากฐานใหม่ในการทำงานบนแพลตฟอร์มมาตรฐานระบบเปิดสำหรับเอ็นเตอร์ไพร์ส แพลตฟอร์มมาตรฐานระบบเปิดจะช่วยให้ลูกค้าดำเนินการเรื่องต่างๆ เหล่านี้ ได้ดียิ่งขึ้น

  1. บริหารจัดการปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขี้นอย่างรวดเร็วที่เอดจ์ได้
  2. ใช้ระบบวิเคราะห์แบบใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลเชิงลึกในการดำเนินงาน
  3. เพิ่มความยืดหยุ่น ความปลอดภัยของข้อมูล และความน่าเชื่อถือ
  4. เป็นระบบเปิด และมีความยืดหยุ่น สามารถปรับขยายขีดความสามารถในการทำงานได้ในตัวเอง
  5. ทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์จากผู้จำหน่ายที่หลากหลายได้
  6. ใช้แนวทางเดียวกันทั่วทั้งองค์กรตั้งแต่เริ่มติดตั้ง
  7. แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ ให้ความยั่งยืนในระยะยาว

แพลตฟอร์มใหม่ใดๆ ก็ตามที่จะนำมาใช้ ต้องบำรุงรักษาง่าย และไม่สร้างความซับซ้อน อีกทั้งสามารถให้ความยืดหยุ่นในการดำเนินงานแก่ลูกค้าหรือลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้มากขึ้น และสามารถติดตั้งเพื่อใช้งานได้โดยไม่กระทบต่อการดำเนินงานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

ความร่วมมือสำหรับโซลูชันอุตสาหกรรม 4.0

ตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีผู้จำหน่ายรายใดที่มอบทุกองค์ประกอบที่จำเป็นสำหรับโซลูชัน Industry 4.0 ได้ทั้งหมด และจะต้องส่งมอบผ่านการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นผู้จำหน่าย ซึ่งแต่ละรายก็จะให้ทักษะ ผลิตภัณฑ์ และบริการของตน ทำให้ลูกค้าไม่ต้องรับบทเป็นผู้รับเหมาอีกต่อไป

นั่นคือสาเหตุที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ร่วมมือกับเน็ตแอพ (NetApp) เพื่อส่งมอบโซลูชันไอทีที่ครบวงจร ช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค นำเสนอการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบในเรื่องระบบโครงสร้างสำหรับสภาพแวดล้อมเอจด์ รวมถึงตู้แร็ค พลังงาน ระบบทำความเย็น และระบบรักษาความปลอดภัยทางกายภาพที่เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมต่างๆ  ตลอดจนกรณีการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่มีการใช้งานแบบสมบุกสมบั่น โดยมีลูกค้าจำนวนมากที่อาจใช้ซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ และบริการในส่วน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริคกันอยู่แล้ว รวมถึงโซลูชันด้านการบริหารจัดการระบบไอทีจากระยะไกล

เน็ตแอพ จะช่วยคุณจัดการข้อมูลที่เกิดจากการใช้โซลูชัน IIoT ด้วยการนำเสนอ data fabric พร้อมระบบบริหารจัดการที่ครอบคลุมตั้งแต่เอดจ์ ไปยังดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนคลาวด์ ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ ช่วยให้บริหารจัดการข้อมูลได้ง่าย มีประสิทธิภาพและปลอดภัย คุณสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ต้องการได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือในเวลาใดก็ตาม

ทั้งสองบริษัท ต่างมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้เล่นรายสำคัญในระบบนิเวศของอุตสาหกรรม 4.0 ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการโซลูชันไอที ผู้วางระบบอุตสาหกรรม และผู้ให้บริการระบบสารสนเทศสำหรับโรงงาน พร้อมด้วยการออกแบบที่ใช้ในการอ้างอิง ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าทุกอย่างจะทำงานร่วมกันได้อย่างไร โดยการร่วมมือระหว่างเรา จะช่วยในการนำเสนอโซลูชันที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งช่วยให้คุณได้รับคุณค่าทางธุรกิจได้เร็วยิ่งขึ้น


Exit mobile version