Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะครุฯ มจพ. ขยายเวลาส่งบทความวิจัยการประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 และการจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 The 13th National Conference on Technical Education (NCTechEd13) และการประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8 The 8th International Conference on Technical Education (ICTechEd8) หัวข้อเรื่อง “Transitioning to the New Normal in Engineering and Education” ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2564 นั้น ในรูปแบบ onsite (หรือ online เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รอบใหม่ในประเทศไทย) โดยจัดการประชุมสัมมนาภาพรวมและการประชุมกลุ่มย่อยในด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรม วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีทางการศึกษา วิจัยและพัฒนาหลักสูตร และการบริหารธุรกิจ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยทางด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในสาขาวิชาต่าง ๆ การระดมความคิดเห็นและประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความรู้ด้านครุศาสตร์อุตสาหกรรมให้กับคณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษาและผู้สนใจทั่วไปจากทั่วประเทศ

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มจพ. ได้ขยายเวลาการส่งผลงานวิจัยฉบับเต็มจากเดิมกำหนดส่งวันสุดท้ายวันที่ 29 มีนาคม 2564 เป็นวันที่ 10 พฤษภาคม 2564
การจัดประชุมวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับชาติ ครั้งที่ 13 ดำเนินการตามหลักการรักษาระยะห่างทางกายภาพ ตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุข ทางคณะผู้จัดงานประชุมวิชาการฯ ขอสงวนสิทธิ์ปรับเปลี่ยนการนำเสนอผลงานเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือให้เป็นไปตามประกาศของศูนย์บริหาร

สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือประกาศมหาวิทยาลัยต่อไป รายละเอียดดดังนี้
1) วันสุดท้ายของการรับผลงานวิจัยฉบับเต็ม (Submission of Full paper) วันที่ 10 พฤษภาคม 2564
2) แจ้งผลการพิจารณาผลงานวิจัยฉบับเต็ม (Notification of Acceptance) วันที่ 31 พฤษภาคม 2564
3) ส่งผลงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ (Submission of Final Manuscript) วันที่ 14 มิถุนายน 2564 พร้อมชำระเงินค่าลงทะเบียน

ขอเชิญคณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมประชุมวิชาการ และส่งบทความวิจัยในกลุ่มสาขาวิชาดังกล่าวข้างต้น โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึง Download แบบฟอร์มทางเว็บไซต์ http://ncteched.fte.kmutnb.ac.th หรือ E-mail : ncteched@fte.kmutnb.ac.th และการประชุมวิชาการ
ครุศาสตร์อุตสาหกรรมระดับนานาชาติ ครั้งที่ 8 ทางเว็บไซต์ http://icteched.fte.kmutnb.ac.th หรือ
E-mail : icteched@fte.kmutnb.ac.th

โดยผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์
ในวารสารวิชาการครุศาสตร์อุตสาหกรรม พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งวารสารวิชาการอยู่ในฐานข้อมูล TCI (กลุ่มที่ 2) และผลงานวิจัยที่ได้รับการตอบรับและนำเสนอในที่ประชุม ICTechEd8 (Track 1) จะได้รับคัดเลือกเข้าฐานข้อมูล Scopus สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ คุณวลัยพร ยอดคำมี หรือคุณศิริพร ยางสวย สำนักงานคณบดี คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม โทรศัพท์ 0-2555-2000 ต่อ 3221 และ 3201

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. พัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มม. สัญชาติไทย มีความแม่นยำสูง

ผศ.ณรงค์เดช พัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หัวหน้าโครงการ และคณะทำงานประกอบด้วย  ผศ.ณรงค์เดช พัฒนไพบูลย์ รศ.สถาพร ชาตาคม  ผศ.ดร.กิตติภัฎ  รัตนจันทร์  ผศ.ดร.สุนทร สิทธิสกุลเจริญ ผศ.วัชระ  ลายลักษณ์  ผศ.ดร.ศรายุทธ  เงินทอง  ผศ.ประมุข  เจนกิตติยนต์ และอาจารย์ ภาวัช จันทสร   ต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด  5.56  มิลลิเมตร เป็นปืนเล็กยาวจู่โจม (Assault  Rifle)  ระบบการทำงานด้วยแก๊ส

ลูกสูบช่วงชักยาว (Gas-operated Long-stroke piston) ระยะการยิงหวังผลเป็นจุด 550 เมตร ระยะการยิงหวังผลเป็นพื้นที่ 800 เมตร ส่วนอายุการใช้งานลำกล้องและเครื่องลั่นไก 20,000 นัด ใช้ซองกระสุนความจุ 30 นัด  สำหรับกระสุนหัวแข็ง  M855  FMJ  (Full Metal Jacket)  อัตราการยิงต่อเนื่องอัตโนมัติ 600-800 นัด มีรูปแบบการยิง ห้ามไก (Safe) สามารถทำการยิงทีละนัด (Semi-Auto)  และยิงแบบอัตโนมัติ (Full-Auto) มีน้ำหนักเบา การใช้งานสามารถถอดประกอบเพื่อบำรุงรักษาในเบื้องต้นได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือพิเศษ   ปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตรกระบอกนี้คือผลงานการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (Army Research and Development Office) กองทัพบกไทย (RTA : Royal Thai Army) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ผศ.ณรงค์เดช เล่าให้ฟังว่า การคิดค้นการพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร  มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ที่เป็นต้นแบบที่เหมาะกับสรีระ และภารกิจของกองทัพบกไทย และการพัฒนาปืนเล็กยาว ขนาด 5.56  มิลลิเมตร ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ที่ผลิต ปืนเล็กยาวขนาด 5.56×45 มิลลิเมตร นาโต้ (5.56×45 mm. NATO) จัดเป็นปืนเล็กยาวมาตรฐานประจำกองทัพประเทศในกลุ่มนาโต้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา และมีประจำการในกองทัพต่าง ๆ เกือบทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยที่มีประจำการอยู่ประมาณ 200,000-300,000 กระบอก ปืนเล็กยาวเป็นอาวุธประจำกายของทหารในกองทัพ โดยเฉพาะทหารราบ ซึ่งต้องฝากชีวิตไว้กับปืนเล็กยาวประจำกายในการปฏิบัติการ ไม่ว่าภูมิประเทศ ภูมิอากาศจะเป็นอย่างไร ปืนเล็กยาวประจำกายต้องสามารถปฏิบัติการได้อย่างไม่ขัดข้อง และแน่นอน เพราะความขัดข้องเพียงเล็กน้อยที่เกิดกับปืนเล็กยาวประจำกายนั้นอาจจะหมายถึงชีวิตของทหารที่ฝากชีวิตไว้กับปืนกระบอกนั้น และภารกิจของหน่วยปฏิบัติการเลยทีเดียว 

ปัจจุบันกองทัพบกได้มีการจัดซื้อปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร TAVOR และอะไหล่ในการบำรุงรักษาที่มีราคาสูง จากประเทศอิสราเอล เข้ามาประจำการทดแทนปืนเล็กยาว M16 เดิม ที่หมดอายุการใช้งานไปตามเวลาด้วยงบประมาณของประเทศจำนวนหลายล้านบาท  และจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้การจัดหาปืนเล็กยาว เข้าประจำการในกองทัพทำได้ยาก ซึ่งคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ   ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการออกแบบ พัฒนา และผลิตปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ขึ้นเองภายในประเทศ เพื่อเกียรติภูมิของประเทศชาติที่จะมีปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ที่ออกแบบ และผลิตขึ้นเองประจำการในกองทัพ เพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพในการป้องกันราชอาณาจักร และอธิปไตยของประเทศชาติ เสริมสร้างสมรรถนะของกองทัพ

การพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ลักษณะงานวิจัยเป็นแบบวิจัยเชิงทดลอง เป็นการศึกษาข้อมูลการยุทธศาสตร์ของทหารไทยและการศึกษาเทคโนโลยีของปืนเล็กยาวแบบต่าง ๆ ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการลูกกลิ้งหน่วงเวลาถอยหลังระบบปฏิบัติการแบบแก๊ส แบบแก๊ส – ลูกสูบ และแบบสปริงแรงเฉื่อย (Inertia spring) เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้น ในการออกแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร เป็นการออกแบบเบื้องต้นเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบทางเทคนิคของปืนเล็กยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร โดยตั้งเป้าหมายในการออกแบบไว้ 2-3 แบบ และคัดเลือกแบบที่เหมาะสมมาทำการพัฒนาประสิทธิภาพและทำการทดสอบการใช้งานภาคสนาม แบบที่ 1 การจัดทำข้อมูลสรุป ประกอบด้วย ข้อมูลการออกแบบพิมพ์เขียวของปืนยาว ขนาด 5.56 มิลลิเมตร ต้นแบบ แบบพิมพ์เขียวของเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต  ระบบปฏิบัติการการที่นิยมกันในปืนเล็กยาวมี 3 แบบ ระบบปฏิบัติการที่นิยมในปืนเล็กยาวมีรูปแบบ คือ แบบที่ 1 ใช้แรงสะท้อนถอยหลัง (Recoil) จะใช้แรงสะท้อนถอยหลังของชุดลำกล้องมาดันชุดลูกเลื่อนให้ถอยหลังพร้อมกับทำการคัดปลอกกระสุนทิ้ง จากนั้นแรงจากสปริงที่รองรับชุดลูกเลื่อนอยู่จะดันชุดลูกเลื่อนกลับพร้อมกับป้อนกระสุน  แบบที่ 2 โบลว์แบ็ก (Blowback) จะใช้แรงดันที่แก๊สกระทำต่อปลอกกระสุน  ให้ปลอกกระสุนดันชุดลูกเลื่อนถอยหลังพร้อม กับทำการคัดปลอกกระสุนทิ้ง จากนั้นแรงจากสปริงที่รองรับชุดลูกเลื่อนอยู่จะดันชุดลูกเลื่อนกลับพร้อมกับป้อนกระสุน แบบที่ 3 ปฏิบัติการด้วยแก๊ส (Gas operate) จะใช้แรงดันแก๊สในรังเพลิงมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนชุดลูกเลื่อนโดยตรง หรือผ่านชุดลูกสูบ ซึ่งมีการเจาะรูเล็กที่ลำกล้อง เพื่อเอาแก๊สมาใช้ และต้องมีท่อส่งแก๊ส หรือชุดลูกสูบ กลไกแบบนี้มีข้อดีคือ รับแรงได้สูงจึงเป็นที่นิยมใช้ในปืนไรเฟิลจู่โจมในปัจจุบัน 

อย่างไรก็ตามขั้นตอนการออกแบบอย่างเป็นระบบ Pahl และ Beitz แบ่งขั้นตอนการออกแบบอย่างเป็นระบบ  4  ขั้นตอน  การวางแผนผลิตภัณฑ์  และการศึกษารายละเอียดให้ชัดเจน  ขั้นตอนการออกแบบแนวคิด  การออกแบบเบื้องต้น   และขั้นตอนการดำเนินการออกแบบรายละเอียดต้นแบบปืน   สรุปผลจากผลการวิจัย การพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร สามารถใช้งานได้จริงตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ มีความแม่นยำอยู่ในระดับ (กลุ่มกระสุนที่ดีที่สุด) 0.7-3 MOA ที่ระยะยิง 50 -100 เมตร ซึ่งความแม่นยำนี้ขึ้นอยู่กับผู้เล็ง กล้องเล็ง และอุปกรณ์จับยึดเป็นสำคัญ

นอกจากนี้แล้ว ได้นำต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร ไปแสดงที่กรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กระทรวงกลาโหม ในงานแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์นานาชาติ Defense and Security 2019 ณ ศูนย์จัดแสดงสินค้า Impact เมืองทองธานี กรุงเทพฯ  ระหว่างวันที่ 18-21  พฤศจิกายน  2562 งานมหกรรมการวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ สู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อศักยภาพของกองทัพและการปกป้องประเทศ (Thailand’s Armament and National Defense Research and Industry) ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดยสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2563 และการนำเสนอผลงานวิจัยต่อ ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในโอกาสที่เยี่ยมชมมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา 

ประโยชน์จากพัฒนาต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศให้มีความเข้มแข็งลดการนำเข้าสินค้ายุทธภัณฑ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศและสามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จะผลิตอาวุธประจำกายในกองทัพของประเทศได้ และยังสามารถที่จะใช้องค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อนำไปขยายผลในการผลิตเชิงพาณิชย์ ชึ่งปัจจุบัน ได้มีการประชุมร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ และสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก ในส่วนของการถ่ายทอดความรู้และแนวทางการขยายผลต่อไป  ต้นแบบปืนเล็กยาวขนาด 5.56 มิลลิเมตร นับได้ว่าเป็นงานวิจัยและพัฒนาในประเทศจากฝีมือคนไทย สัญชาติไทยโดยแท้

สอบถามรายละเอียดได้ที่  ผศ.ณรงค์เดช  พัฒนไพบูลย์ ภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมการเชื่อม  วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์.0-2555-2000 ต่อ 6406 หรือ 096-829-5695

ขวัญฤทัย ข่าว -ภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อาจารย์ มจพ. พัฒนาปืนไรเฟิลซุ่มยิง .338 สำหรับนักทำลายใต้น้ำจู่โจม แม่นยำสูง ลดต้นทุนการนำเข้า

การพัฒนาปืนยาวไรเฟิลซุ่มยิง (Sniper Rifle) สำหรับนักทำลายใต้น้ำจู่โจมขนาด .338 นิ้ว ผลงานทีมของ รศ.สถาพร ชาตาคม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) หัวหน้าโครงการ พร้อมด้วยคณะทำงานประกอบด้วย ผศ.ดร. กิตติภัฎ รัตนจันทร์ ผศ.ณรงค์เดช พัฒนไพบูลย์ อาจารย์ภาวัช จันทสร ผศ.ดร.สุนทร สิทธิสุกลเจริญ ผศ.ดร.ศรายุทธ เงินทอง ผศ.วัชระ ลายลักษณ์ ผศ.ประมุข เจนกิตติยนต์ และนายทินกร สวัสดิสาร อีกหนึ่งชิ้นงานวิจัยต้นแบบที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการพัฒนาปืนไรเฟิลซุ่มยิง (Sniper Rifle) ขนาด .338 นิ้ว ซึ่งเป็นผลงานวิจัยร่วมระหว่าง มจพ. สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (Army Research and Development Office) กองทัพบกไทย (RTA: Royal Thai Army) และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ชื่อขณะนั้น โดยต้นแบบปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .338 นิ้ว ได้มีการสร้างและทดสอบไปแล้วระยะหนึ่ง โครงการต้นแบบปืนยาวไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .338 นิ้ว เป็นการศึกษาความต้องการด้านเทคนิคของปืนซุ่มยิง และถูกออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับกองพลรบพิเศษ กองทัพบก และนักทำลายใต้น้ำจู่โจม กองทัพเรือ ปืนไรเฟิลซุ่มยิง (Sniper Rifle) ขนาด .338 นิ้ว ที่มีขนาดค่อนข้างกระทัดรัด มีน้ำหนักโดยประมาณ 6.5 กิโลกรัม ปืนไรเฟิลนี้สามารถพับพันท้ายเพื่อช่วยลดความยาวของปืน และปรับเปลี่ยนพันท้ายให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทำให้สะดวกในการใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลัง ไม่เป็นอุปสรรคในการเคลื่อนที่ มีการปรับปรุงในส่วนข้อมูลด้านเทคนิค และข้อมูลด้านการยศาสตร์ของทหารไทยมาทำการพัฒนารูปทรงภายนอกของปืน เพื่อพัฒนาปืนไรเฟิลซุ่มยิงขนาด .338 นิ้ว ที่เหมาะกับสรีระ และภารกิจของกองพลรบพิเศษ และนักทำลายใต้น้ำจู่โจม โดยสุดท้ายของโครงการต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปืนไรเฟิลที่มีความแม่นยำสูงนี้ให้กับ กองพลรบพิเศษ กองทัพบก และกองสนับสนุน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ โดยต้นแบบปืนยาวไรเฟิลซุ่มยิง (Sniper Rifle) ขนาด .338 นิ้ว มีประสิทธิภาพการซุมยิงที่ทำลายใต้น้ำจู่โจมมีความเที่ยงตรงและแม่นยำสูง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีความแม่นยำและมีความแข็งแรงดี

รศ.สถาพร เล่าให้ฟังว่า หากย้อนกลับไปในช่วง ปี 2559 เป็นเฟสแรกที่ทีมงานและนักวิจัยได้เริ่มพัฒนาปืนไรเฟิลซุ่มยิง โดยได้รับงบประมาณสนับสุนนจากสำนักวิจัยและพัฒนาการทางทหารกองทัพบก (สวพ.ทบ.) และ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขณะนั้น มาจากแนวคิดของงานวิจัยเพื่อช่วยสร้างความมั่งคงชายแดนภาคใต้ “การพัฒนาปืนลูกซองอัตโนมัติสำหรับการต่อสู่ระยะประชิดต้นแบบ เพื่อสนับสนุนหน่วยทหาร ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาปืนยาวซุ่มยิงขนาด .338 นิ้ว ที่เหมาะกับสรีระ และภารกิจของกองพลรบพิเศษ และนักทำลายใต้น้ำจู่โจม การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตปืนยาวที่มีความแม่นยำสูงให้กับ กองพลรบพิเศษ กองทัพบก และกองสนับสนุน หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ
ลักษณะเด่นของต้นแบบปืนไรเฟิลซุมยิง (Sniper Rifle) ขนาด .338 คณะวิจัยได้สร้างเครื่องขึ้นเกลียวลำกล้อง เพื่อเพิ่มระยะหวังผลและความแม่นยำของกระสุนปืน ด้านความแข็งแรงของชิ้นส่วนที่สำคัญใช้โปรแกรมทางด้านไฟไนต์เอลิเมนต์ (FEM) ช่วยวิเคราะห์ และการจำลองการทำงานของปืนด้วยโปรแกรมด้าน 3D ใช้เทคนิคการยศาสตร์ของทหารไทยมาพัฒนารูปทรงภายนอกของปืน สามารถพับเก็บพันท้ายได้ คณะวิจัยได้ทำการทดสอบปืนไรเฟิลซุ่มยิง ที่ประเมินโดยผู้แทนจาก สกอ. และ สวพ.ทบ. อย่างเป็นทางการ เมื่อ 18 กรกฎาคม 2560 เป็นการการทดลองยิงด้วยกระสุนจริง โดยในการทดสอบทำการยิงด้วยกระสุน .338 ลาปัวแม็กนั่ม 250 gr (จัดหามาพร้อมกล้องเล็ง) และตั้งเป้ายิงที่ระยะ 200 หลา ในการปรับตั้งและเล็งปืนจะมีนายทหารประจำโครงการมาให้คำแนะนำ โดยผลการทดสอบประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี กลุ่มกระสุนเฉลี่ยเกาะกลุ่มอยู่ที่ 1.5 MOA (วัดที่ระยะ 200 หลา)

ประโยชน์จากการพัฒนาต้นแบบปืนยาวไรเฟิลซุ่มยิง (Sniper Rifle) สำหรับนักทำลายใต้น้ำจู่โจมขนาด .338 นิ้ว เพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศให้มีความเข้มแข็งลดการนำเข้าสินค้ายุทธภัณฑ์ที่มีราคาสูงจากต่างประเทศและสามารถต่อยอดพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่จะผลิตอาวุธประจำกายในกองทัพของประเทศได้ เช่น การผลิตปืนเล็กยาวที่ใช้ในกองทัพ การผลิตปืนพกสั้นที่ใช้ในกองทัพ และยังสามารถที่จะใช้องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้เพื่อดำรงสภาพและยืดอายุยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่ในกองทัพได้และหากนำไปทำในเชิงพาณิชย์เราต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้อ จัดหาปืนไรเฟิลซุ่มยิง และอะไหล่ในการบำรุงรักษาที่มีราคาสูง (กระบอกละประมาณ 500,000 บาท) จากต่างประเทศ

โดยงานวิจัยนี้สามารถทำการผลิตปืนไรเฟิลซุ่มยิงระยะไกลนี้มีค่าใช้จ่ายต่อกระบอกประมาณ 40,000 บาท (เมื่อผลิตจำนวนรวม 50 กระบอก) ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการนำไปทดสอบให้ได้ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ (กมย.) เพื่อนำไปขยายผลในการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

สอบถามรายละเอียดได้ที่ รศ.สถาพร ชาตาคม อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีวิศวกรรมเครื่องกล วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) โทรศัพท์.0-2555-2000 ต่อ 6210 หรือ 0-2587-3921

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี ร่วมหารือ ศภ.9 กสอ. เสริมแกร่ง ITC 4.0

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี
โดย ผศ.ดร.ปิยะรัชช์ กุลเมธี คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร ดร.พนิดา เรณูมาลย์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ และ อาจารย์นาฏกาญจน์ จักรานุวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายพัฒนางานบริการวิชาการ ได้ร่วมหารือถึงแนวทางที่จะร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี

โดยนางสาวหนึ่งหทัย ธรรมพิทักษ์ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 9 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรมชุมชน และกลุ่มบริการธุรกิจอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ (ศภ.9 กสอ.) เข้าพบเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา นอกจากนี้แล้วยังได้หารือแนวทางเชื่อมโยงการทำงาน แนะนำการดำเนินงานของคณะ รวมถึงบทบาทภารกิจในงานบริการวิชาการ การฝึกอบรม ให้ความรู้ ให้คำแนะนำด้านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการวิเคราะห์ ทดสอบ และการผลิตโดยใช้เครื่องจักรต่าง ๆ ตลอดจนเป็นศูนย์เชื่อมโยงเครือข่าย มจพ.ปราจีนบุรีเสริมแกร่ง ITC 4.0

คณะอุตสาหกรรมเกษตร และ ศภ.9 กสอ. มีแนวทางร่วมกันถึงความร่วมมือเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกันกับศูนย์ ITC 4.0 ของ ศภ.9 กสอ. เพื่อใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนด้าน Matching และเสริมแกร่งเดินหน้าส่งเสริมยกระดับมาตรฐานงานวิจัยให้ผู้ประกอบการในพื้นที่สามารถนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ได้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี มจพ. จับมือ สสว. เผยหลักสูตรสมรรถนะผู้ประกอบการเรียนรู้ SME Academy 365 ไลฟ์สไตล์ของ “คนยุคใหม่”

รศ.ดร. ปณิตา วรรณพิรุณ หัวหน้าศูนย์วิจัยการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาระบบการให้ความรู้ในการดำเนินธุรกิจแบบครบวงจร (SME Academy 365) : งานสร้างและพัฒนาระบบการให้ความรู้

ประจำปีงบประมาณ 2563 เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่แล้วเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 โดยได้รับเกียรติ รศ. ดร. วีระพงศ์ มาลัย สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยทีมผู้บริหาร ณ One Shot Studio กรุงเทพฯ

หลักสูตรสมรรถนะผู้ประกอบการเรียนรู้นี้เป็น “ตัวช่วยสำคัญ” สำหรับผู้ประกอบการไทย ที่ชื่อว่า SME Academy 365 ลักษณะโดดเด่นและสอดรับ “วิถีใหม่” (New Normal) คือ เครื่องมือ คืออาวุธ คือผู้ช่วยคนสำคัญ ที่จะช่วยหา “ทางรอด” ให้ธุรกิจ ให้ก้าวต่อไปได้ โดยได้รวบรวมความรู้รอบด้าน ทั้งด้านการจัดการ บริหาร การแก้ไขปัญหา พัฒนาต่อยอดธุรกิจ ที่มาในรูปแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ และเข้าใจง่าย อาจกล่าวได้ว่า SME Academy 365 คือ Platform E-learning ที่เป็น “แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่เปิด 24 ชั่วโมง ตลอด 365 วันต่อปี” ไม่ว่าใครก็เข้ามาหาความรู้ได้ ด้วยระบบออนไลน์แบบเปิด ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผ่านอุปกรณ์สื่อสารแบบใด เป็น Platform E-learning ที่พัฒนาองค์ความรู้สำหรับ SME มีสาระน่ารู้ใหม่ ๆ ที่อินเทรนด์ เพิ่มอัพเดทอยู่เสมอ เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ การเป็น SME อย่าหยุดการเรียนรู้ เพราะ SME Academy 365 เป็น Platform E-learning เรียนรู้และฝึกอบรมออนไลน์ ที่รวมองค์ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ เพื่อนำ SME ไทย ไปสู่การเป็น Smart SME เพราะโลกธุรกิจไม่เคยหยุดสอนเรา SME Academy 365 ศูนย์รวมการเรียนรู้และประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนเราให้เป็น Smart SME ที่มิใช่เพียงประกอบธุรกิจได้ แต่คุณจะได้รับชัยชนะในธุรกิจเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่จะทำให้แม้เจอวิกฤติโควิด แต่ธุรกิจไทยจะอยู่รอดและไปต่อได้ ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เป็นแนวทางจะต้องปรับเปลี่ยนไป SME Academy 365 จึงรวบรวมทุกอย่างที่จำเป็นที่ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ หรือผู้ที่สนใจเริ่มต้นธุรกิจ จำเป็นต้องรู้

ส่วนจุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือ

1. พัฒนาระบบการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับบริบทของผู้ประกอบการ
2. พัฒนาหลักสูตรที่จำเป็นในการพัฒนา SME ในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมจัดทำชุดองค์ความรู้ที่จำเป็นแก่ SME
3. เผยแพร่ให้ SME ทราบถึงการมีอยู่ของระบบ SME Academy 365 และสามารถเข้ามาใช้งานและพัฒนาตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าร่วมและได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ได้แก่ ผู้ประกอบการขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSME) รวมถึงผู้ที่สนใจจะเริ่มต้นธุรกิจ จำนวน 10,000 ราย โดยจะทำการประชาสัมพันธ์ไปในวงกว้าง เพื่อเชิญชวนให้เข้าใช้งาน และเรียนรู้เนื้อหาบนระบบ SME Academy 365 โดยกลุ่มเนื้อหาประกอบไปด้วย

1. หลักสูตรสมรรถนะผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการบนฐานวิถีชีวิตใหม่ (New Normal Entrepreneurial) การคิดเชิงออกแบบสำหรับผู้ประกอบการ การจัดการนวัตกรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับผู้ประกอบการวิถีใหม่ การจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนสำหรับผู้ประกอบการ วิถีใหม่ และการจัดการเงินและบัญชีสำหรับ MSME (Finance for MSME)

2. หลักสูตรสมรรถนะดิจิทัล ได้แก่ การจัดการพาณิชย์ดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการวิถีใหม่ การตลาดดิจิทัล การประชาสัมพันธ์ดิจิทัล การเล่าเรื่องดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ และความฉลาดทางดิจิทัลสำหรับผู้ประกอบการ รศ.ดร. ปณิตา กล่าว

SME Academy 365 เป็นตัวช่วยให้ผู้ประกอบการธุรกิจทั้งขนาดกลาง ขนาดย่อมและรายย่อย รวมถึงบุคคลทั่วไป เข้าถึงการพัฒนาตนเองจากระบบการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ที่เข้าถึงได้สะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของ “คนยุคใหม่” ที่ต้องการความรู้ด้านธุรกิจ มีหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ผู้เรียนเลือกเรียนตาม ความถนัด เนื้อหาที่ทันสมัยเข้าใจง่าย ตอบโจทย์ประเภทธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและบุคลากรในองค์กรให้เติบโตและมีแหล่งเรียนรู้แบบต่อเนื่อง SME Academy 365 การเรียนรู้ออนไลน์ที่ดีที่สุด เพื่อการพัฒนาธุรกิจ SME กลุ่มผู้ประกอบการ SME ในประเทศไทย
ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าใช้งานได้แล้ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ http://www.smeacademy365.com/
และติดตามรับชม vdo premiere launch เปิดตัว platform ได้ที่ https://www.facebook.com/OSMEP/

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดบ้าน มจพ. เส้นทางสู่อนาคตที่เราเลือกได้ ในงาน “เทคโนฯ นิทรรศไลฟ์” (Open House 2021)

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กำหนดจัดงานกิจกรรมเปิดบ้าน มจพ. เส้นทางสู่อนาคตที่เราเลือกได้ในงาน”เทคโนฯ นิทรรศไลฟ์” (Open House 2021) รูปแบบ ONLINE ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2564 กิจกรรม OPEN HOUSE 2021 ประกอบด้วย หลักสูตรการเรียนการสอน หลักสูตรร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ ติดอันดับ TOP TEN มหาวิทยาลัยในประเทศไทยและติดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำโลก (THE World University Rankings 2020) และการสร้างผลงานวิจัยเพื่อนำไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับนานาชาติ มาร่วมค้นหาคณะที่ใช่ สาขาที่ชอบ จากการแนะนำหลักสูตรมากมาย

ขอเชิญชวน นักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมกิจกรรม “เทคโนฯ นิทรรศไลฟ์” Open House 2021 สามารถเข้าเยี่ยมชมได้ที่ลิงค์ https://openhouse.kmutnb.ac.th/
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2555-2000ต่อ 1166, 2091


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จัดงาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ.”

ผศ.ดร. กฤษชัย ศรีบุญมา รองธิการบดีฝ่ายพัฒนากิจการมหาวิทยาลัยเพื่อความยั่งยืน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และประธานดำเนินงาน เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยกำหนดจัด งานวันรวมน้ำใจชาว มจพ. ประจำปี 2564 ภายใต้ชื่องาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ.” (“62nd KMUTNB Anniversary: the phase embracing the new normal, innovation-driven national policies, advanced inventions and the community unity”) เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ครบ 62 ปี ในวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.15 – 10.30 น. ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อรำลึกถึงการก่อตั้งมหาวิทยาลัยและเพื่อส่งเสริมความสามัคคีระหว่างคณาจารย์ ศิษย์เก่าและบุคลากร ตลอดจนเผยแพร่ชื่อเสียง และเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัย พร้อมกับประกาศเกียรติคุณศิษย์เก่าดีเด่น ผู้ปฏิบัติงานดีเด่นของมหาวิทยาลัย รวมทั้งผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยด้านต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) ในประเทศไทย ขณะนี้ก็ยังมีตัวเลขของโรคติดเชื้อเพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ ทำให้รูปแบบการจัดงานในปีนี้ต้องจองปรับตัวให้เข้ากับสังคมปัจจุบันและเข้มงวดในมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคที่คำนึงถึงความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจให้ผู้เข้าร่วมงาน โดยจัดงานรูปแบบ New normal เพื่อสอดคล้องกับมาตรการการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) ตามมาตรการควบคุมโรคของกระทรวงสาธารณสุขด้วยการรักษาระยะห่าง และสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าทุกท่าน ฉะนั้น ผู้เข้าร่วมงานต้องลงทะเบียน Check-in และ Check-out ซึ่งถือเป็นเข้าร่วมงานแบบ New Normal ที่มีมาตรการตามรัฐกำหนด เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงานโดยการลงทะเบียน QR Code ของแอปพลิเคชัน ไทยชนะ/หมอชนะ โดยนำ QR Code มาติดตั้งไว้ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้างาน มีจุดคัดกรองระบบสแกน ตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน และตั้งจุดบริการเจลแอลกอฮอล์ไว้ในบริเวณงาน ทั้งก่อนเข้างาน หรือเลิกงาน เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ มจพ. มีมาตรการของการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานในปีนี้ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อเพิ่มความมั่นใจในการมาร่วมงานดังกล่าว

สำหรับกิจกรรมงาน “62 ปี วิถีใหม่ นวัตกรรมนำไทย ประดิษฐกรรมล้ำสมัย รวมน้ำใจ มจพ. ” ได้กำหนดจัดงานและลักษณะของกิจกรรมต่าง ๆ รายละเอียดดังนี้
วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.00-10.45 น. พิธีมอบรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2563 ณ หอประชุมเบญจรัตน์ อาคารนวมินทรราชินี จำนวน 13 ราย
วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.15 – 10.30 น. ถวายภัตตาหารเช้า พิธีทำบุญเจริญพระพุทธมนต์ จำนวน 9 รูป / พิธีรำลึกถึงทวาปูชนียาจารย์ : ศาสตราจารย์ ดร. บุญญศักดิ์ ใจจงกิจ และ Dipl. Ing Karl Stützle ณ ลานทวาปูชนียาจารย์ หน้าอาคารบัณฑิตวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์นานาชาติสิรินธร ไทย-เยอรมัน ซึ่งแต่ละกิจกรรมและลักษณะงานจะเป็นรูปแบบ New Normal สอดรับกับมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) ได้เป็นอย่างดียิ่ง

อีกหนึ่งกิจกรรมในปีนี้ที่ทาง มจพ. ขอเชิญชวนรวมน้ำใจพี่น้องชาว มจพ. ศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งผู้มีจิตศรัทธา และประชาชนทั่วไปร่วมทำบุญง่าย ๆ ลดหย่อนภาษีได้ ด้วยมหาวิทยาลัยได้เล็งเห็นว่า การช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ (COVID-19) มีความสำคัญต่อชุมชน ต่อประเทศชาติ ทำอย่างไรมหาวิทยาลัยจึงจะสามารถช่วยเหลือประชาชน ผู้ประสบภัย และผู้ที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงช่วยเหลือบุคลากรทางการแพทย์ในการดูแลผู้ป่วยติดเชื้อโรคโควิด-19 และร่วมแบ่งปันน้ำใจ จึงได้จัดตั้งกองทุนช่วยเหลือขึ้น เป็นกองทุนช่วยเหลือที่ทุก ๆ คน สามารถร่วมบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธาที่ “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” การจัดตั้งกองทุนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างนวัตกรรมและต่อยอดให้นักวิจัย สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ไปสู่สังคมเพื่อช่วยเหลือสังคมได้ อาทิ ตู้อบฆ่าเชื้อด้วย UV มจพ. มอบให้โรงเรียนช่างฝีมือทหาร โรงพยาบาลวชิร โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลภูมิพล โรงพยาบาลทหารผ่านศึก เตาเผาหน้ากากอนามัยใช้แล้วขนาดเล็กขยะติดเชื้อขนาดเล็ก ที่ใช้สำหรับเผาทำลายหน้ากากอนามัยและขยะติดเชื้ออื่น ๆ จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ ตู้ตรวจโรคโควิด -19 ความดันบวก มอบให้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหาร และนวัตกรรม “หน้ากากอนามัย เสริมแผ่นเส้นใยนาโน” จากคณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เป็นต้น ผศ.ดร. กฤษชัย กล่าวท้ายที่สุด

มหาวิทยาลัยขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาบริจาคเงินเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมช่วยเหลือการแพทย์ในสถานการณ์โรคโควิด-19 การระบาดรอบใหม่ สามารถโอนเงินบริจาคได้ที่ ชื่อบัญชี “กองทุนพัฒนามหาวิทยาลัยและต้านภัยโควิด มจพ.” ธนาคารกรุงเทพ สาขา มจพ. เลขที่บัญชี 907-3-50043-2 ใบเสร็จรับเงินในการบริจาคสามารถนำไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ 200 % สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 02-555-2000 ต่อ 1604 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ โทรศัพท์ 02-555-2000 ต่อ 1121, 1166, 1175 หรือเว็บไซต์ มจพ. www.kmutnb.ac.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. วิทยาเขตปราจีนบุรี เพิ่มทักษะการผลิตให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ด้วยเทคโนโลยีการแปรรูป

ผศ.ดร.ปิยะรัชช์ กุลเมธี คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี กล่าวต้อนรับนางณิชารีย์ จตุรพิธพร ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรมชุมชน จังหวัดปราจีนบุรี เป็นประธานเปิดงานการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การใช้เครื่องมือเครื่องจักรเพื่อพัฒนากระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป” พร้อมด้วยคณะผู้เข้ารับและเจ้าหน้าที่ กช.ศภ.9 กสอ. และเจ้าหน้าที่กลุ่มพัฒนาการส่งเสริมอุตสาหกรรม สอจ.ปราจีนบุรี เมื่อวันที่17 ธันวาคม 2563 การฝึกอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนในด้านเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ผ่านกลไกการให้บริการของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ITC และหน่วยงานเครือข่าย เช่น เครื่องทำแห้งแบบพ่นฝอย Spray Dryer เครื่องทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง Freeze Dryerเครื่องทอดสุญญากาศ Vacuum Fryer เป็นต้น

ส่วนกิจกรรมการเพิ่มทักษะบุคลากรผ่านศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Reskill) นั้น เป็นการดำเนินการภายใต้โครงการยกระดับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนวิสาหกิจชุมชนสู่ความยั่งยืน (ITC ชุมชน) ประจำปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 17-18 ธันวาคม 2563 ณ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานเครือข่ายการให้บริการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป ทั้งนี้ มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา และสระแก้ว จังหวัดละ 2 กลุ่ม รวมจำนวน 40 คน เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่าง Mini ITC จังหวัด กับ ITC ภูมิภาค และสถาบันการศึกษา ร่วมดำเนินกิจกรรมโดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากคณะอุตสาหกรรมเกษตร เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรต่าง ๆ ให้กับบุคลากรของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้มีทักษะในการผลิตเพิ่มขึ้น เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนมีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไปได้ ขอบคุณข้อมูลจากนางสาวณัฏฐาพร เทียนดำ ตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร

ขวัญฤทัย ข่าว/ณัฏฐาพร ภาพถ่าย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บัณฑิตวิทยาลัย มจพ. รับมอบ “โดรน” เพื่อใช้งาน ณ อุทยานเทคโนโลยี

ศาสตราจารย์ ดร.สมฤกษ์ จันทรอัมพร รองอธิการบดี ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ ผศ.ปรีชา อ่องอารี ที่ปรึกษาสภามหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ พงศ์ธนาพาณิช รองคณบดีฝ่ายบริหารและวิชาการบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ร่วมพิธีรับมอบโดรน DJI รุ่น M600 พร้อมแบตเตอรี่ จำนวน 2 ชุด อุปกรณ์ควบคุมระยะไกล และกล่องโลหะสำหรับการขนถ่ายโดรน มูลค่า 300,000.00 บาท จากคุณอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ บริษัท SYSTRONICS จำกัด เพื่อใช้งาน ณ อุทยานเทคโนโลยี (Technology Park) ของมหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2563 ณ ห้องประชุมปรมะ บัณฑิตวิทยาลัย ชั้น 12 อาคารนวมินทรราชินี มจพ.

ศาสตราจารย์ ดร.สุทธิศักดิ์ พงศ์ธนาพาณิช รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยฝ่ายบริหารและวิชาการ บัณฑิตวิทยาลัย เปิดเผยว่า “โดรน” ที่ได้รับมอบเป็นโดรนที่มีขนาดใหญ่ สามารถบรรทุกภาระได้ประมาณ 6 กก และเป็นโดรนแบบ open platform ดังนั้น จึงเหมาะกับการนำมาต่อยอดงานวิจัยด้านการประยุกต์ใช้อากาศยานไร้คนขับ ส่วนในด้านความมั่นคงของประเทศและการบรรเทาสาธารณภัยนั้น จะมีการผสมผสานเทคโนโลยีด้านเซนเซอร์และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของโดรนให้สามารถทำงานที่มีความเสี่ยงแทนมนุษย์ในอนาคต

นายอัศวรรณ์ เรืองชู กรรมการผู้จัดการ บริษัท SYSTRONICS จำกัด กล่าว่ว่า สำหรับเรื่องการบริจาคโดรนนี้ เริ่มจากได้พบกับอาจารย์สุทธิศักดิ์ มีแนวคิดนำโดรนไปพัฒนาด้านต่าง ๆ แต่หลัก ๆ คือ “การป้องกันประเทศ” เนื่องจากผมและอาจารย์เป็นกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ ได้เจอกันที่นั่น มีโอกาสได้พูดคุยแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นแล้ว “รู้สึกว่าอาจารย์มีวิสัยทัศน์โดรน ที่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยได้หลากหลายซึ่งนำไปต่อยอดได้ ก็ให้ความสนใจเป็นพิเศษและอยากเห็นงานวิจัยด้านโดรนของมหาวิทยาลัยและประเทศไทยมีความก้าวหน้า” เพราะที่ผ่านมาหลาย ๆ หน่วยงานทำแต่ขาดการสนับสนุนอย่างจริงจังจากเอกชน ซึ่งผมและภาคเอกชน อยากผลักดันให้ประเทศเป็นคู่แข่งหนึ่งที่สำคัญในอนาคต ของการใช้โดรนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศได้ แต่ไม่ได้ใช้ในอุตสาหกรรมในประเทศอย่างเดียว แอปพลิเคชันของโดรนใช้ได้หลากหลาย เช่น ตอนนี้มี PM 2.5 เราสามารถนำโดรนเข้าไปติดเซ็นเซอร์ที่เกี่ยวกับ PM 2.5 ก็ได้ เพื่อทำการวัด ทำโมเดล ทำแผนผังของฝุ่นที่เกิดขึ้นได้ด้วย เป็นต้น

จริง ๆ แล้วบริษัทมีความเชี่ยวชาญในด้านไอทีและด้านเทคโนโลยีมา 18 ปี ภารกิจหลักของบริษัทเรา คือ Digital Transformation (กระบวนการที่นำ Digital Technology มาปรับใช้กับทุกส่วนของธุรกิจ) บริษัททำให้กับหน่วยงานภาครัฐบาลมาค่อนข้างมาก ซึ่งก็คือระบบเดิมที่เป็นระบบ Manual มาก่อน ทั้งด้านการพัฒนาซอฟแวร์ ระบบจัดเก็บต่าง ๆ จากที่เป็นระบบ Manual เป็นกระดาษ เรา Transform สู่ Digital ทั้งหมด จากที่เราใช้พื้นที่ในการเก็บเอกสารนั้น ปัจจุบันเราย่อเหลือแค่แทมเพสตัวเดียว ผู้บริหารใช้คอมพิวเตอร์แท็บเล็ตตัวเดียวทำงานที่ไหน ก็ทำงานได้ดีเช่นเดิมแต่มีความสะดวกสบายมากขึ้น กอปรกับบริษัทได้รับการจาก BOI ด้าน Enterprise Software และด้าน Digital Transformation ผลงานชิ้นสำคัญที่ได้ดำเนินไปแล้ว ก็จะมี การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง ใช้โดรนเพื่อ Inspection สายส่ง รวมถึง โซล่าฟาร์ม (Solar Farm) โซลาร์พาแนล (Solar Panel) ซึ่งหน่วยงานทั้งสามใช้โดรนบริษัททั้งหมด

ปัจจุบันนี้ “โดรน” ยังเข้ามามีบทบาทเพื่อใช้การรังวัด แต่เดิมใช้โดรนขนาดเล็ก การรังวัดก็จะได้ปริมาณน้อยประมาณ 100 -200 ไร่ และใช้เวลานาน ซึ่งขณะนี้การใช้เทคโนโลยีภาคพื้นกับระบบโดรนที่มีความสมัยใหม่มากขึ้น ทำให้การรังวัดในยุคนี้ จะสามารถทำการรังวัดได้ถึง 10,000 ไร่ จากที่ใช้เวลาในประเมินเป็นเดือน ก็ใช้เวลา 2 สัปดาห์ ช่วยประหยัดเวลาได้มาก บริษัทจะเน้น “โดรน” ในงานวิศวกรรมเป็นหลัก ไม่ใช้ในการถ่ายรูปทั่วไป และผลงานล่าสุดของบริษัทที่ให้บริการทางสังคม อาทิ เป็นทีมจิตอาสา 904 ภัยพิบัติ นำอากาศยานไร้คนขับ บินสำรวจไฟป่าในเขตจังหวัดเชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับบริษัท หรือสอบถามโดรน ได้ที่ 0-2879-1127-9

ขวัญฤทัย ข่าว/วุฒิศักดิ์ ถ่ายภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สำนักประสานงานชุดโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคง และเทคโนโลยีอวกาศ จัดสัมมนาเรื่องศักยภาพและความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทย

สำนักประสานงานชุดโครงการอุตสาหกรรมความมั่นคง และเทคโนโลยีอวกาศ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาในหัวข้อเรื่อง “ศักยภาพและความท้าทายด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทย” วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เวลา 9.00 – 12.00 น. ถ่ายทอดสดผ่านทาง Zoom โดยมีเป้าหมายเพื่อตีแผ่ศักยภาพในด้านเทคโนโลยีอวกาศของไทยผ่านมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แก่ผู้ให้ความสนใจ

โดยได้รับเกียรติจากวิทยากร 3 ท่าน

(1) Mr. Ono Atsushi Director of JAXA Bangkok office บรรยายเรื่อง “Rocket launch site”

(2) ดร.พงศธร สายสุจริต ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีอวกาศนานาชาติเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ บรรยายเรื่อง “เทคโนโลยีดาวเทียมไทยกับความเป็นไปได้ในอนาคต” และ

(3) พลอากาศตรี เจษฎา คีรีรัฐนิคม สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ บรรยายเรื่อง “เทคโนโลยีจรวดและโอกาสของประเทศไทย”

ดำเนินการช่วงเสวนากับวิทยากร โดย ดร.อัมรินทร์ พิมพ์หนู


วิศวกรชำนาญการ ด้านบริหารการทดลองและการสำรวจอวกาศ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่าน QR Code หรือผ่าน URL:https://forms.gle/rn4YSohs47XU5Gi7A ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 10 พฤศจิกายน 2563

ขวัญฤทัย ข่าว –ภาพ


 

Exit mobile version