Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย จับมือ มหาวิทยาลัยนครพนม
มุ่งสู่ Smart University พร้อมบ่มเพาะบุคลากรด้านไอซีที

[กรุงเทพฯ, 7 มีนาคม 2565] – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศลงนามในบันทึกความเข้าใจ เพื่อความร่วมมือในการพัฒนาความสามารถด้านไอซีที กับมหาวิทยาลัยนครพนม โดยการลงนามครั้งนี้สอดคล้องกับความคิดริเริ่มในระดับสากลของหัวเว่ย ที่ต้องการบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมไอซีที และช่วยเตรียมความพร้อมให้สถาบันการศึกษาทั่วประเทศมุ่งสู่ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน

ในฐานะที่เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างอุตสาหกรรมไอซีทีกับภาคการศึกษา พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้ได้จัดขึ้นที่จังหวัดนครพนม เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2565 โดยมี ดร. พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา รักษาการอธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม และนายจัสติน ฟ่าน รองประธานอาวุโสฝ่ายการจัดจำหน่ายโซลูชันและการตลาด กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ร่วมลงนาม และมีศาสตราจารย์ ดร. กระแส ชนะวงศ์ นายกสภามหาวิทยาลัยนครพนม รวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับอาวุโสของมหาวิทยาลัยท่านอื่น ๆ ร่วมเป็นสักขีพยาน

ภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้ หัวเว่ยจะให้คำปรึกษาแก่มหาวิทยาลัยนครพนม รวมถึงสนับสนุนความรู้ความเชี่ยวชาญ หลักสูตรที่มีคุณภาพ ตลอดจนสื่อการเรียนการสอน ซึ่งจะสามารถช่วยคณาจารย์ส่งเสริมการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บรรดานักศึกษาของมหาวิทยาลัย และด้วยการใช้เทคโนโลยีเชิงนวัตกรรม อาทิ บิ๊กดาต้าและบริการคลาวด์ หัวเว่ยจะช่วยทรานสฟอร์มมหาวิทยาลัยนครพนมให้ก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ หรือ Smart University เพื่อช่วยพัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน ยกระดับการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ และช่วยบ่มเพาะเหล่านักศึกษาให้พร้อมต่อการเป็นบุคลากรที่เพียบพร้อมด้วยทักษะอุตสาหกรรมสำหรับการก้าวไปสู่โลกแห่งการทำงาน ทั้งนี้ ในความร่วมมือกับหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ และสมาคมบุคลากรด้านไอซีที (ICT Talent Alliance) นักศึกษาของมหาวิทยาลัยนครพนมจะได้รับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติจากผู้ฝึกสอนจากโครงการ Huawei ICT Academy และจะได้รับการรับรองจากหัวเว่ย ซึ่งจะทำให้สามารถเริ่มต้นก้าวสู่โลกแห่งการทำงานได้โดยทันที นอกจากนี้ นักศึกษายังจะสามารถเข้าร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น โครงการ Huawei ICT Competition และ Huawei ICT Job Fair ได้อีกด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหัวเว่ยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยชั้นนำของไทยหลายแห่ง เพื่อช่วยสร้างระบบนิเวศด้านบุคลากรที่แข็งแกร่งและขยายการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีดิจิทัลไปทั่วประเทศ มหาวิทยาลัยนครพนมกำลังจะเข้าร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำต่าง ๆ ที่ได้บรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรกับหัวเว่ย โดยหัวเว่ยมีวัตถุประสงค์ที่จะช่วยให้นิสิตนักศึกษาสามารถขยายความรู้ด้านไอซีที กระตุ้นความสนใจที่จะเรียนรู้และความสามารถด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม ตลอดจนปรับปรุงความสามารถในการเรียนรู้และการแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ในระหว่างพิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ ดร. พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยนครพนม มีนโยบายการพัฒนาสู่การเป็น SMART University ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายจังหวัดนครพนมที่จะเป็น SMART CITY ดังนั้นการร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการเพิ่มทักษะด้านไอทีแก่นักศึกษาและบุคลากร ได้บูรณาการนวัตกรรมสมัยใหม่ ให้พร้อมสำหรับการปรับสู่โลกอนาคต ไม่ว่าจะเป็น การพัฒนาห้องเรียนอัจฉริยะ การเก็บข้อมูลด้วยคลาวด์ การสร้าง Big Data และปัญญาประดิษฐ์ เป็นต้น ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะช่วยกันผลักดันและสร้างแนวคิดการมีโซลูชันต่าง ๆ เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ภายใต้ MoU ฉบับนี้มีขอบเขตระยะเวลา 1 ปีในการทำงานร่วมกัน โดยจะมีการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาด้านไอที ส่งเสริมการฝึกงาน และต่อยอดการทำงานระหว่าง 2 สถาบันในอนาคตต่อไป ผมขอขอบคุณหัวเว่ยเป็นอย่างยิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยนครพนมก้าวสู่การเป็น Smart University อย่างเต็มรูปแบบ”

นายจัสติน ฟ่าน รองประธานอาวุโสฝ่ายการจัดจำหน่ายโซลูชันและการตลาด กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ผมขอขอบคุณสำหรับโอกาสที่ให้หัวเว่ยได้เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสู่การเป็นมหาวิทยาลัยอัจฉริยะ รวมถึงการเป็นผู้นำด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะโดยมีเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อน” พร้อมเสริมว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนช่วยมหาวิทยาลัยนครพนม สำรวจและใช้ประโยชน์จากโซลูชันเชิงนวัตกรรมที่รวดเร็วและเชื่อถือได้มากขึ้น เพราะสิ่งนี้การเรียนรู้จึงไม่มีวันหยุดนิ่ง อีกทั้งยังสามารถผลิตบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมไอซีทีได้อีกด้วย และด้วยความเชื่อมั่นที่ว่าไอซีทีเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนา หัวเว่ยจึงมุ่งมั่นช่วยเหลือสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศในการเตรียมบ่มเพาะเยาวชนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ อันจะนำไปสู่การสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เป็นไปได้อย่างแท้จริง”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

เปิด 5 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของปี 2565

เปิด 5 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ของปี 2565

ชี้ “ซอฟต์แวร์” เป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตด้านผลกำไรให้กับผู้ผลิตรถยนต์

โดย เปโดร ปาเชโก ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผู้ผลิตรถยนต์ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเครื่องยนต์ โดยให้ผู้อื่นเป็นผู้พัฒนาซอฟต์แวร์แทน ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่างในรถยนต์ และซอฟต์แวร์จะกลายปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักของกำไรให้กับผู้ผลิต โดยผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์จะแปลงสภาพเป็นบริษัทเทคโนโลยีหรือบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ในที่สุด

การ์ทเนอร์ เปิด 5 แนวโน้มเทคโนโลยีสำคัญในปี 2565 ที่ผู้บริหารด้านไอทีควรพิจารณาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์

5 แนวโน้มเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยานยนต์ประจำปี 2565

แนวโน้มที่ 1: ผู้ผลิตรถยนต์จะทบทวนแนวทางการจัดหาชิ้นส่วน (Hardware) 

ผู้ผลิตรถยนต์กำลังพิจารณากลยุทธ์จัดเก็บสินค้าคงคลังระยะยาวที่ยึดตามหลักการจัดการสินค้าคงคลังแบบทันเวลาพอดีหรือ Just-In-Time (JIT) ซึ่งส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วน (OEM) รวมถึงซัพพลายเออร์ระดับ Tier 1 ไม่มีสินค้าสำรองในช่วงภาวะการขาดแคลนชิปต่าง ๆ ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ต้องทบทวนว่าจะจัดการกับผู้ผลิตชิปอย่างไร รวมถึงการพิจารณาพัฒนาชิปของตนเอง

การ์ทเนอร์คาดว่าในปี พ.ศ. 2568 ครึ่งนึง (50%) ของ 10 บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถยนต์ชั้นนำ จะผลิตชิปของตนเอง และสร้างกลยุทธ์รวมถึงความสัมพันธ์ระยะยาวร่วมกับผู้ผลิตชิปต่าง ๆ โดยตรง พร้อมยกเลิกระบบการผลิตแบบทันเวลาพอดี (JIT)

แนวโน้มที่ 2: บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จะมีบทบาทสำคัญในระบบนิเวศยานยนต์

ในปี พ.ศ.2565 นี้จะเห็นบริษัทดิจิทัลยักษ์ใหญ่ อาทิ Amazon Web Services (AWS), Google, Alibaba หรือ Tencent ขยายธุรกิจในด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์อย่างต่อเนื่อง บริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังนำรถยนต์เข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของตนเองมากขึ้น ซึ่งในที่สุดก็จะเปิดเป็นบริการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับรถยนต์ในรูปแบบใหม่ ๆ

การ์ทเนอร์คาดว่า ในปี พ.ศ.2571 70% ของยานพาหนะที่ขายออกไปจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android ในรถยนต์ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่วันนี้มีไม่ถึง 1%

เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ด้วยตนเองเป็นเรื่องยาก บริษัทรถยนต์จึงร่วมมือกับบริษัทดิจิทัลรายใหญ่เพื่อเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้กลายเป็นช่องทางสร้างรายได้หลัก หรือสร้างทรัพยากรภายในองค์กรจำนวนมากให้บรรลุเป้าหมายองค์กรได้ด้วยตนเอง

แนวโน้มที่ 3: โมเดลข้อมูลและความร่วมมือแบบเปิด (Open Data and Open-Source Collaboration) สร้างความสำเร็จต่อเนื่อง

เมื่อปีก่อนบริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งได้สร้างระบบปฏิบัติการแบบโอเพนซอร์สและแพลตฟอร์มรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) แบบเปิด ซึ่งแนวทางนี้ได้กระตุ้นให้เกิดรูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมยานยนต์เพิ่มมากขึ้นในปีนี้

นอกจากนี้ บริษัทด้านยานยนต์ยังหันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลในลักษณะเดียวกันกับที่โลกเทคโนโลยีมองมากยิ่งขึ้น “เป้าหมายของบริษัทไม่ใช่เพื่อขายข้อมูล แต่เพื่อนำข้อมูลมาสร้างหรือบูรณาการระบบนิเวศที่จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลหลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาฟีเจอร์หรือบริการดิจิทัลที่น่าสนใจยิ่งขึ้น

แนวโน้มที่ 4: ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มระบบอัปเดตซอฟต์แวร์แบบ Over-The-Air (OTA) เป็นช่องทางสร้างรายได้หลักบนดิจิทัล

ปีที่แล้วมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดซอฟต์แวร์สำหรับยานยนต์แบบ Over-The-Air (OTA) เมื่อผู้ผลิตหลายรายเริ่มเสนอการอัปเดตซอฟต์แวร์ในรูปแบบดังกล่าว

ผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่ได้อัปเดตฮาร์ดแวร์ของรถยนต์เพื่อเปิดรับการอัปเดตซอฟต์แวร์ ปัจจุบันพวกเขากำลังเริ่มเปลี่ยนไปใช้รูปแบบรายได้ที่อ้างอิงจากบริการมากกว่าการยอดขายสินค้า

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2566 ครึ่งหนึ่ง (50%) ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำ 10 อันดับแรกจะนำเสนอความสามารถในการปลดล็อคและอัปเกรดผ่านการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่สามารถซื้อได้หลังการจำหน่ายรถยนต์

แนวโน้มที่ 5: ยานยนต์ไร้คนขับ กับกฎระเบียบเพิ่มเติมและอุปสรรคเชิงพาณิชย์ที่ยังไม่หายไปไหน

แม้ว่าเทคโนโลยีการตรวจจับ (Sensing Technology) จะพัฒนาดีขึ้น แต่อัลกอริธึมของการรับรู้ก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้นตลอดจนกฎระเบียบและมาตรฐานการพัฒนาด้านต่าง ๆ ก็คืบหน้าไปเช่นกัน โดยที่ผู้พัฒนายานยนต์ไร้คนขับยังคงเผชิญความท้าทายในการขยายขอบเขตการดำเนินงานไปยังเมืองหรือพื้นที่ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ผู้ผลิตรถยนต์ได้เริ่มเปิดตัวรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในระดับ 3 และกำลังดำเนินการติดตั้งใช้งานรถบรรทุกไร้คนขับในระดับ 4 รวมถึง ระบบการให้บริการรถรับส่งแบบ Taxi (หรือ Robotaxis) สำหรับใช้ในเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามการทดสอบด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอัตโนมัตินั้นยังคงต้องใช้เวลาและรูปแบบการจำลองการขับให้มีความครอบคลุมรวมถึงการทดสอบในท้องถนนจริง ๆ นั่นทำให้การผลิตเชิงพานิชย์เป็นไปได้ช้าและมีค่าใช้จ่ายสูง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นต่าง ๆ อาทิ การรับผิดในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ กฎหมายที่เกี่ยวข้องและข้อพิจารณาทางสังคม เช่น วิธีการสื่อสารโต้ตอบระหว่างรถที่ขับเคลื่อนโดยมนุษย์และรถที่ขับเคลื่อนด้วย AI ที่กำลังเพิ่มความท้าทายให้สูงขึ้น

ต้นทุนด้านการวิจัยและพัฒนาที่สูงมากในระบบ Robotaxis หรือระบบอัตโนมัติระดับ 4 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ นอกจากเป็นสิ่งที่ขัดขวางความเร็วของการนำระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ให้มีความแพร่หลายแล้ว ยังรวมถึงการส่งมอบผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) อีกด้วย ซึ่งมันดูย้อนแย้งกันอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากข้อดีหลักอย่างหนึ่งของระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติก็คือการลดต้นทุนด้านการดำเนินงานของภาคการขนส่ง

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ คาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 ทั่วโลกจะมีจำนวนรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติเชิงพาณิชย์ (Robotaxis) ระดับ 4 เปิดให้บริการสูงกว่ารถแท็กซี่ในปัจจุบันถึง 4 เท่า

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความการ์ทเนอร์ที่ Digital Transformation Insights in Manufacturing หรือลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่รายงาน “Top 5 Automotive Technology Trends for 2022.”

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Executives 

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“Buddy Beater” ครั้งแรกของเกม 2D Multiplayer Battle Royale บนบล็อกเชน ที่เน้นความสนุก พร้อมมุ่งหน้าสู่ Esports NFT เกมแรกของโลก

Buddy Beater เกมออนไลน์ NFT แนว 2D Multiplayer Battle Royale เกมแรกที่เปิดให้ผู้เล่นได้สัมผัสความสนุกในการต่อสู้กับผู้เล่นอื่นแบบ Real time บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยบริษัท ควินซี เกมสตูดิโอ จากประเทศสิงคโปร์ ร่วมกับบริษัท คอยน์ทอล์ค จำกัด ผู้พัฒนาชาวไทย ซึ่งมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง AMD ผู้นำด้านฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ระดับโลก รวมไปถึง LOGA แบรนด์อุปกรณ์เกมมิ่งเกียร์สัญชาติไทย และ eGG Network ช่องถ่ายทอดสดการแข่งขันอีสปอร์ตสัญชาติมาเลเซีย พร้อมผนึกกำลังส่งเกมฝีมือคนไทยให้ไปไกลสู่ระดับโลก

เกม Buddy Beater ได้เปิดให้ลงทะเบียน Whitelist เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวเกมมาพร้อมคอนเซ็ปต์ “Earn more fun – Hunt your friend – Gain money” ที่เน้นความสนุก และการได้เล่นร่วมกับเพื่อนเป็นหลัก นอกจากนี้ยังสามารถหารายได้จากเกมได้อีกด้วย

  • Earn more fun ตัวเกมเน้นความสนุกเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก Mood & Tone ของเกมมีสีสันสดใส ตัวละครมีความน่ารักปนความกวน เมื่อได้เล่นแล้วจะทำให้คุณรู้สึกสนุกเหมือนได้หวนกลับไปเล่นเกม 2D ที่คิดถึงในสมัยก่อน
  • Hunt your friend มิติใหม่ของเกม NFT กับการได้เล่นร่วมกับเพื่อน ต่อสู้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมีพื้นที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้พูดคุยในเกม ทำให้คอมมูนิตี้ของเกมนี้มีความเหนียวแน่นกว่าเกมอื่น ๆ 
  • Gain money นอกจากความสนุก ยังมีระบบ Play-to-earn ที่ทำให้ผู้เล่นสร้างรายได้จากเกม ซึ่งเป็นผลพลอยได้อีกทางหนึ่งที่เสริมให้ตัวเกมมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

“เกม Buddy Beater ไม่ใช่ GameFi เราอยากสร้างเกมที่สนุก และมอบประสบการณ์แบบเกมแท้ ๆ ให้กับผู้เล่นโดยใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนเข้ามาช่วย เราเลยทำ Non-fungible Token หรือ NFT มาเพื่อให้ผู้เล่นได้ลองเล่นและเป็นเจ้าของไอเทมต่างๆ ในเกมจริง ๆ” นภสร ศันสนีย์ ประธานกรรมการบริหารควินซีกล่าว “เราอยากให้ผู้เล่นได้เป็นเจ้าของอวาตาร์ แล้วก็สนุกไปกับเกม ได้สะสมสินทรัพย์และบริหารมันด้วยตัวเอง หรือก็คือระบบเศรษฐกิจในเกมนี้ถูกควบคุมโดยผู้เล่นร้อยเปอร์เซ็นต์”

จุดเด่นของเกม Buddy Beater 

เป็นเกม Multiplayer ที่เน้นความสนุกในการต่อสู้กับผู้เล่นอื่นแบบ Real time มีระบบที่รองรับคอมมูนิตี้ในเกมโดยเฉพาะ ซึ่งตรงนี้เองคือจุดแข็งของ Buddy Beater ที่ไม่เหมือนใคร ตัวเกมมีระบบ Play-to-earn บนบล็อกเชน ที่ไม่ใช่ GameFi ผู้เล่นจะได้ถือครองสินทรัพย์ในเกมจริง ๆ เพราะไอเทมจะถูกออกแบบให้เป็น NFT (NFT หรือ Non-fungible Token คือ สินทรัพย์ประเภทดิจิทัล ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่สามารถทำซ้ำ หรือคัดลอกได้)

นอกจากนี้ เกม Buddy Beater จะไม่มีระบบระดมทุน, Stake, Airdrop เหมือนกับเกม NFT ทั่วไป เพื่อความเท่าเทียมกันของผู้เล่นทุกคน ทางทีมผู้พัฒนาตั้งใจจะทำให้เกม Buddy Beater เป็นเกมที่มีระบบเศรษฐกิจที่ fairly distributed ที่สุด ที่มีเพียงแค่ผู้ที่เล่นเกมจริง ๆ เท่านั้นที่จะได้ earn game token แม้กระทั่งทีมงาน หรือผู้บริหารเอง ก็ไม่มีใครมี privilege ในการได้รับเหรียญนี้ก่อน

ภาพในเกม Buddy Beater 

ทำความรู้จัก 4 เผ่าพันธุ์สุดป่วน

ในเกม Buddy Beater มี 4 เผ่าพันธุ์ให้ผู้เล่นเลือก ซึ่งแต่ละเผ่าพันธุ์มีลักษณะเฉพาะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น Sapiens เผ่าพันธุ์สุดอัจฉริยะที่สร้างสรรค์เทคโนโลยีอยู่เสมอ, Beast เผ่าพันธุ์สัตว์ป่าที่เสพติดสมุนไพรเป็นชีวิตจิตใจ, Ancient วิญญาณลึกลับสุดแสนขี้เกียจ มีแอลกอฮอล์เท่านั้นที่เยียวยาทุกสิ่ง และ Mutant มนุษย์กลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ใต้ผืนโลก ทั้ง 4 เผ่าพันธุ์ต้องมาห้ำหั่นกันเพื่อแย่งชิงและครอบครองโลกใบนี้ 

ในอนาคตทางผู้พัฒนายังมีแผนการจัด Tournament ชิงเงินรางวัล เพื่อชูจุดแข็งของเกม และมุ่งหน้าสู่ Esports NFT เกมแรกของโลกอีกด้วย ถือเป็นอีกขั้นของอุตสาหกรรมเกมไทยที่กำลังก้าวไกลสู่เวทีระดับโลก

แล้วมาเตรียมตัวสนุก – บุกล่าเพื่อน – สั่นสะเทือนวงการ NFT ไปพร้อมกัน ใน “Buddy Beater” 

Buddy Beater

“Earn more fun – Hunt your friend – Gain money”

คลิปวิดีโอตัวอย่างแรกของเกม Buddy Beater 

https://www.youtube.com/watch?v=_mIAtei8eOc

📍 ข้อมูลเกม Buddy Beater

  • ผู้พัฒนาเกม: บริษัท ควินซี เกม สตูดิโอ และบริษัท คอยน์ทอล์ค จำกัด
  • แนวเกม: 2D Multiplayer Battle Royale
  • Whitelist Registration: 28 กุมภาพันธ์ 2565
  • วันที่เกมวางขาย NFT Avatar: 3 พฤษภาคม 2565
  • วันที่เกมเปิดให้บริการ: 13 พฤษภาคม 2565
  • Blockchain: Ethereum

📍 ช่องทางติดตามเกม Buddy Beater


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส แฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยมแห่งปี เปิดรับสมัครผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ในงาน TFBO 2022 ไบเทค บางนา

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เจ้าของรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยมแห่งปี “Best Retail Franchise 2021” เดินหน้าเปิดรับสมัครผู้ประกอบการรุ่นใหม่ไฟแรงจากทุกภูมิภาคทั่วไทยมาร่วมลงทุนและเติบโตไปด้วยกัน เราพร้อมให้คุณเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจได้ไวใน 3 เดือน และขายสินค้าจากแบรนด์ชั้นนำได้ครบครันกว่าแสนรายการ สร้างรายได้ทั้งจากหน้าร้านและการขายระบบออนไลน์หลังร้านโดยไม่ต้องห่วงสต็อค  #การันตีกำไรขั้นต้น 1 แสนบาท/เดือน* (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) ร่วมพูดคุยกับ ที่ปรึกษาแฟรนไชส์ออฟฟิศเมท พลัส ที่บูธ S18 ในงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2022 (TFBO) ไบเทค บางนา 10 มี.ค. 65 – 13 มี.ค. 65

พิเศษ…Meet the Executive! 12 มี.ค. 65 – 13 มี.ค. 65 เวลา 14.00 – 16.00 น. มาร่วมพูดคุยที่บูธแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับคุณวิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล พร้อมแนะนำแนวทางการลงทุน และแบ่งปันประสบการณ์ธุรกิจแฟรนไชส์ ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ Line: @ofm_plus หรือโทร 099-128-5000


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

Dassault Systemes เผย 5 แนวโน้มเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมการผลิต ประจำปี 2565 พร้อม Insight ทำไมอนาคต Manufacturing ต้องพึ่งคลาวด์?

เมื่อเกิดการระบาดใหญ่ของโควิด-19 อย่างกะทันหัน ส่งผลให้ปริมาณโควตาสินค้าเกิดความไม่เสถียรและการหยุดชะงักที่คาดไม่ถึง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัยในโลกของการผลิต กล่าวได้ว่า Long Covid ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสุขภาพเรื้อรังเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาวนับจากนี้ ในอุตสาหกรรมการผลิตและซัพพลายเชนเอง ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงเป็นกลุ่มแรกๆ จึงจำเป็นต้องปรับตัวและยอมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน ขณะที่ต้องรับมือความท้าทายที่สูงขึ้นไปพร้อมกัน เมื่อมองถึงปัจจัยดังกล่าว การปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ความยั่งยืน วิวัฒนาการ ความยืดหยุ่น การเปลี่ยนแปลง” จะกลายเป็น 4 เสาหลักที่อุตสาหกรรมการผลิตและซัพพลายเชนทั่วโลกต้องตระหนักถึงเสมอนับจากนี้ เพราะจะช่วยให้ธุรกิจการผลิตมีความคล่องตัว อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังถือว่าเชื่องช้า

เทคโนโลยีดิจิทัลถูกรวมเข้ากับธุรกิจเกือบทุกด้านในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับภาคการผลิตก็ไม่มีข้อยกเว้น เราจะเห็นได้จากแวดวงอุตสาหกรรมการผลิตและโรงงานที่ได้ปรับตัวสู่รูปแบบสมาร์ทมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากการเปลี่ยนแปลงแนวทางที่ธุรกิจใช้ เพื่อมอบประสบการณ์และคุณค่าให้กับลูกค้า แต่จะมีอะไรบ้างที่ผู้ผลิตจำเป็นต้องทราบ เพื่อที่จะนำหน้าคู่แข่ง?

ดิสรัปชั่นยังไม่หยุดและจะส่งผลต่ออุตสาหกรรม Manufacturing ไปอีกเกือบ 10 ปี

Deloitte ระบุ ปัจจัยที่เกิดจากการดิสรัปชั่นที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และจะพลิกศักยภาพอุตสาหกรรมการผลิตภายในปี 2573 โดยปัจจัยทั้ง 5 ประการมีดังนี้

  • รูปแบบเศรษฐกิจ
  • พลวัตทางการค้า
  • การแปลงเป็นดิจิทัล
  • ตำแหน่งงานในอนาคตที่เน้นผู้มีทักษะเฉพาะ / Talent
  • การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ยุคของ Electrification / พลังงานไฟฟ้า

อย่างไรก็ดีในปี 2565 เราจะได้เห็นภาคอุตสาหกรรมการผลิตปรับใช้เทคโนโลยีสำคัญ ๆ มากมาย ซึ่งหากนำไปใช้อย่างถูกต้อง จะสามารถผลักดันนวัตกรรมและช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ และนี่คือบทสรุปสั้น ๆ เกี่ยวกับ 5 แนวโน้มเทคโนโลยีในภาคการผลิตที่สำคัญ ที่น่าจับตามองในปี 2565 พร้อมแนวทางการเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ธุรกิจ

แนวโน้มที่#1 เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ขั้นสูง (Advanced Analytics)

การใช้เทคโนโลยี AI ของอุตสาหกรรมการผลิตจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในงานควบคุมคุณภาพ เนื่องจาก AI สามารถตรวจสอบชิ้นส่วนต่าง ๆ ในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงกระบวนการการผลิตและการประกอบชิ้นส่วนได้อย่างละเอียดและตรงตามคุณภาพที่ถูกกำหนดไว้ จากชิ้นส่วนที่ผลิตทั้งหมด จะมีชิ้นตัวอย่างที่จะถูกสุ่มเลือกมาใช้เพื่อหาข้อบกพร่องและการเปลี่ยนแปลงของสภาพที่อาจเกิดขึ้นได้ ในขั้นตอนนี้เราอาจพบข้อบกพร่องที่ไม่มีใครสังเกตเห็นได้ เนื่องจากไม่ได้มีการตรวจสอบชิ้นส่วนที่ผลิตทั้งหมด ดังนั้นการใช้เทคโนโลยี AI จะช่วยให้การตรวจสอบชิ้นส่วนที่ผลิตทั้งหมด (หรือส่วนใหญ่) ในอัตราการตรวจสอบที่สูงมาก ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมาก และลดโอกาสการเกิดข้อบกพร่อง โดยการตรวจสอบคุณภาพของชิ้นส่วนและการตรวจสอบสภาพของเครื่องจักร กระบวนการ และระบบสามารถทำได้โดยอัตโนมัติ นั่นทำให้ระบบควบคุมคุณภาพการผลิตแบบอัจฉริยะเป็นส่วนสำคัญของการผลิตแห่งอนาคต ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เกิดจริงในวันนี้และวันหน้า

เนื่องจากความต้องการในด้านการปรับแต่งสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้มีความเฉพาะตัวทั้งในด้าน Customization และ Personalization ที่มากขึ้น AI จะกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญสำหรับผู้ผลิตในการใช้ระบบ Pull System ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลของผู้บริโภคเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตรงตามความต้องการมากขึ้น และเทคโนโลยี AI จะถูกนำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะให้กับผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่เลือกที่จะแบ่งปันการตั้งค่าที่มีความเฉพาะของพวกเขา

เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Industrial Internet of Things (IIoT) ในอุตสาหกรรมการผลิตกำลังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับโรงงานผู้ผลิต โดยเฉพาะในด้านการตรวจสอบการปฏิบัติงานของกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ การคาดการณ์ในด้านการบำรุงรักษา การจัดการวัสดุ การจัดการระบบห่วงโซ่อุปทาน สินค้าคงคลัง และการประกอบชิ้นส่วน เป็นต้น จำนวนข้อมูลที่สร้างขึ้นจากระบบ IoT และ IIoT นั้นมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีการนำระบบนี้ไปใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการฝังเซ็นเซอร์จำนวนมากขึ้นในห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้มาจากการตรวจสอบข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเพื่อใช้ในการตัดสินใจรวมถึงปรับปรุงคุณภาพการผลิตแบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ การนำ AI, Edge Computing และ Cloud Computing มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างมาก เนื่องจากความต้องการผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจความต้องการและสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ โดยใช้แบบจำลองการคาดการณ์จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องทำ สำหรับผู้ผลิตที่มีความพร้อมจะใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ขั้นสูงมากขึ้นในอนาคต ซึ่งสามารถทำได้โดยใช้แนวทางการพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ออกแบบมาอย่างดี

เทรนด์ #2 – ระบบอัตโนมัติที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิม

บางบริษัท ไม่ได้มองว่าระบบอัตโนมัตินั้นเป็นทางเลือกในการผลิตสินค้า เนื่องจากมีงบประมาณไม่เพียงพอในการลงทุนที่จะนำโซลูชันที่จำเป็นมาปรับใช้งาน อย่างไรก็ตาม เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทำให้ต้นทุนของระบบอัตโนมัติลดลง ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถนำเทคโนโลยีและโซลูชันมาใช้สร้างความได้เปรียบได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพทั้งด้านความแม่นยำ ความสามารถในการผลิตซ้ำ ประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และการเพิ่มผลผลิต นอกจากนี้ ระบบอัตโนมัติยังขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี IoT, IIoT, Data Analytics และ AI มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ผลิตเริ่มหันมาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งความสำเร็จของบริษัทที่ใช้ระบบอัตโนมัติยังเป็นตัวกระตุ้นให้บริษัทอื่น ๆ หันมาลงทุนในระบบอัตโนมัติเช่นกัน ผู้ผลิตจำเป็นต้องใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจมากขึ้น และจัดลำดับความสำคัญว่าจะใช้ระบบอัตโนมัติในกระบวนการใด เพื่อสร้างมูลค่าในการผลิต แม้ว่าในปี 2565 จะมีบริษัทจำนวนมากเข้าใจว่าระบบอัตโนมัติเป็นสิ่งสำคัญในการแข่งขัน แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ใช่ทุกงานที่จะสามารถใช้ระบบอัตโนมัติได้

เทรนด์ #3 – หุ่นยนต์

ในอุตสาหกรรมการผลิตมีการนำหุ่นยนต์มาใช้งานเพิ่มมากขึ้นมาหลายทศวรรษ โดยนำมาใช้เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการผลิตที่มีกระบวนทำซ้ำ ๆ และไม่ต้องพึ่งพาแรงงานมนุษย์ และแนวโน้มนี้จะยังคงมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผู้ผลิตจะนำหุ่นยนต์ใหม่ ๆ มาใช้มากขึ้น อาทิ หุ่นยนต์ร่วมปฏิบัติงาน (Cobots) และยานยนต์นำทางอัตโนมัติ (AGV) หรือหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) เพื่อเพิ่มความคล่องตัว ความยืดหยุ่น และมีคุณภาพพร้อมในตัวหุ่นยนต์เอง ซึ่งหุ่นยนต์เหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำงานร่วมกับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้คนมุ่งความสนใจไปที่งานสร้างสรรค์มากขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นหุ่นยนต์อัจฉริยะจะถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเทรนด์ที่น่าจับตามอง นอกจากนี้ การใช้หุ่นยนต์มากขึ้นจะเพิ่มโอกาสในการทำงานแบบรีโมท ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะดำเนินต่อไปในปี 2565

เทรนด์ #4 – อาศัยห่วงโซ่อุปทานที่มาจากพื้นที่ใกล้เคียง

โลกเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)ในปี 2563 และ 2564 โดยผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานจะยังคงสร้างความยุ่งยากในอุตสาหกรรมการผลิตต่อไป และผู้ผลิตมักจะใช้ห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นเพื่อจัดการกับความท้าทายดังกล่าว แม้อาจทำให้ต้นทุนของผลิตภัณฑ์สูงขึ้น แต่ก็สามารถมองได้ว่าเป็นโอกาสในการเพิ่มความคล่องตัว สร้างความยืดหยุ่น และคุณภาพที่จะส่งผลให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจเพิ่มขึ้น ดังนั้นการรุกตลาดจึงเป็นแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปในปี 2565 โดยเป็นส่วนหนึ่งของนำกลยุทธ์ระดับโลกมาปรับใช้ในระดับท้องถิ่น แนวโน้มนี้จะช่วยเร่งแนวคิดของการผลิตแบบกระจายศูนย์หรือการผลิตในท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวทางที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางเพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบห่วงโซ่อุปทานและการจัดส่งแบบกระจายศูนย์ใกล้แหล่งผลิตจะส่งผลให้เกิดการกำจัดการพึ่งพาแหล่งผลิตที่เดียว เพิ่มความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน บริษัทผู้ผลิตจะทบทวนรูปแบบธุรกิจและกลยุทธ์ที่ใช้อยู่ พร้อมมองหาโซลูชันใหม่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในด้านต้นทุน คุณภาพ และระยะเวลาการส่งมอบ การทำให้กระบวนการของห่วงโซ่อุปทานให้เป็นอัตโนมัติ ต้องใช้พลังของพันธมิตรและการทำงานร่วมกัน ผ่านการใช้ระบบ omnichannel เพื่อรับรู้ถึงการจัดการสินค้าคงคลังที่มีประสิทธิภาพและการขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลาย เพื่อให้เข้าใจมองเห็นได้ชัดเจน มีความความยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้อย่างเหมาะสม ล้วนเป็นโซลูชันที่ภาคอุตสาหกรรมการผลิตควรคำนึงถึงในปี 2565

เทรนด์ #5 – การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นเรื่องการปรับปรุงระบบดั้งเดิมให้มีความทันสมัย ​​รวมถึงการดัดแปลงอุปกรณ์รุ่นเก่า และการใช้ประโยชน์จากพลังของเซนเซอร์ขั้นสูง จากเทคโนโลยีเสมือนจริงทั้ง VR และ AR และเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อปรับปรุงคุณภาพ ประสิทธิภาพ และผลลัพธ์ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างมูลค่ามากขึ้น และแข่งขันได้

นอกจากเทคโนโลยีที่มีความสำคัญดังกล่าวแล้ว ฝาแฝดเสมือน (Virtual Twin) สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ควรจับตามอง เช่นเดียวกับการนำมาใช้ปฏิบัติงานในโรงงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถนำมาใช้ได้ในทุกระดับ ตั้งแต่เพิ่มการมองเห็นแบบเรียลไทม์และบรรลุประสิทธิภาพสูงสุดและการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยการใช้ IoT, IIoT, การวิเคราะห์ข้อมูล, AI และ Virtual Twin นั้น จำเป็นต้องใช้เซนเซอร์ในการตรวจจับและตรวจสอบสภาพแวดล้อม ชิ้นส่วน เครื่องจักร ระบบ เปนต้น ซึ่งต้องมีเครื่องมือและเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับแสดงข้อมูลที่บันทึกโดยเซนเซอร์หลากหลายเช่นเดียวกันกับใช้แสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการวิเคราะห์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการตัดสินใจที่ดียิ่งขึ้นด้วยการดูข้อมูลแบบเรียลไทม์ การแสดงข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมการวิเคราะห์ข้อมูล จึงเป็นกุญแจสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจะมีผู้ผลิตจำนวนมากหันมาลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลในปีนี้ ขณะที่ผู้ผลิตจำนวนมากมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเห็นด้วยกับการก้าวไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ โดยไม่มีใครสามารถหลีกหนีการเปลี่ยนแปลงนี้ได้

คลาวด์กับอนาคตอุตสาหกรรรมการผลิต

อนาคตของการผลิตและ Industry 4.0 ได้ถูกเร่งความเร็วชนิดที่ไม่มีใครได้ทันตั้งตัว หากย้อนกลับไปช่วงก่อนการระบาดของ Covid-19 องค์กรและผู้ผลิตหลายรายได้สร้างการเติบโต พร้อมทั้งเห็นความรุดหน้าทางเทคโนโลยีและด้านสังคม ซึ่งสอดคล้องกับรายงานของ Deloitte ที่วิเคราะห์ถึงความท้าทายที่ว่า หากผู้ผลิตไม่ยอมรับแนวทางดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน เราอาจได้เห็นโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันถึง 35 เปอร์เซ็นต์ต้องเลิกกิจการหรือเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 10 ปีข้างหน้า ด้านผลสำรวจผู้บริหารระดับ C-level พบว่า การแข่งขันกับบริษัทดิจิทัลที่เกิดใหม่ถือเป็นความเสี่ยงสูงสุด การลงทุนด้านดิจิทัลในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าจะทำให้องค์กรที่ปรับตัวสู่องค์กรดิจิทัลก้าวนำคู่แข่งในตลาดร่วมแบบทิ้งห่าง ซึ่งสะท้อนให้อุตสาหกรรมการผลิตและดิจิทัลได้ตระหนักถึงความเร็วในการพัฒนาและยอมรับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งปริมาณข้อมูลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในอนาคตอันใกล้ และสิ่งต่อไปที่พวกเขาต้องมองหาคือ ระบบการจัดการที่ครอบคลุมและยืดหยุ่น

ในอนาคต เทคโนโลยีคลาวด์จะยังคงพัฒนาต่อไป ซึ่งจะสร้างประโยชน์มากมายในการเข้าถึงข้อมูลและการใช้ข้อมูลเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และประโยชน์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในขณะที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ผู้นำด้านการผลิตที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในขณะที่ยังคงความยืดหยุ่นไว้ได้ ในปี 2573 จะพบว่ามีผู้ให้บริการคลาวด์เกิดขึ้นอีกมากมาย ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่แน่นอนว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงกระบวนการหลักและการดำเนินการหลักให้เป็นดิจิทัลไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นแนวทางที่ผู้ผลิตต้องพร้อมปรับใช้

เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงในการสร้างความได้เปรียบ ปรับใช้ตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และคงความสามารถในการแข่งขันไว้ ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับผู้ผลิตในการสร้างวัฒนธรรมการพัฒนาบุคลากรและใช้แนวทางที่เน้นคนเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากบทบาทการทำงานของคนเป็นปัจจัยสำคัญในทุกด้าน นอกจากโซลูชันทางด้านเทคนิคเพื่อสร้างรูปแบบการดำเนินงานที่ยอดเยี่ยมในการผลิต เทคโนโลยีที่ดีควรสนับสนุนการทำงานของผู้คนและยกระดับคุณภาพการใช้ชีวิตรอบด้านให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในแง่ของความคิดสร้างสรรค์และการสร้างสรรค์นวัตกรรม


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Gala Games ผู้นำด้านแพลตฟอร์มเกมบน Blockchain เตรียมบุกตลาดประเทศไทย พร้อมคอนเซ็ปต์ “ความสนุก” ที่มาเป็น “อันดับหนึ่ง”

Gala Games คือผู้นำด้านแพลตฟอร์มเกมบน Blockchain แห่งแรก ที่รวบรวมเกมต่าง ๆ ไว้มากมาย โดยมุ่งเน้นการสร้างเกมที่ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์ความสนุกและเป็นเจ้าของไอเทมในเกมได้จริง ผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนและ NFT (Non-fungible token) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2562 โดย Eric Schiermeyer หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทเกมมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง Zynga ในปัจจุบันแพลตฟอร์ม Gala Games มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.3 ล้านคนต่อเดือน ซึ่งนอกเหนือจาก Gala Games ที่เน้นเรื่องเกม NFT แล้ว ยังมี Gala Music ที่เปิดโลกให้คนรักดนตรีเข้ามามีส่วนร่วมอีกด้วย

Gala Games กับคอนเซ็ปต์ “Fun First” 

Gala Games เป็นแพลตฟอร์ม Game-Fi ที่มี Ecosystem แบบกระจายอำนาจ (Decentralized) ที่เปิดให้เหล่าผู้พัฒนามาสร้างเกมอยู่บนแพลตฟอร์มของตัวเอง และยังมี Store สำหรับซื้อขาย NFT ของแต่ละเกมได้ โดยใช้เหรียญ GALA ในการซื้อขาย 

จุดเด่นของ Gala Games คือการมีผู้บริหารและทีมผู้พัฒนาที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในการพัฒนาเกมเป็นอย่างดี มุ่งเน้นการยกระดับวงการเกมบนเครือข่ายบล็อกเชนให้น่าสนใจและมีศักยภาพยิ่งขึ้น  และสิ่งที่ทีมผู้พัฒนาให้ความสำคัญที่สุดคือประสบการณ์ของผู้เล่นเกม ไม่เน้นเรื่องการลงทุนหรือเก็งกำไร แต่โฟกัสกับประสบการณ์ของผู้เล่นเกมจริง ๆ ว่าจะต้องได้รับความสนุกมาเป็นอันดับหนึ่ง 

ปัจจุบัน Gala Games มีเกมหลากหลายแนว ไม่ว่าจะเป็นเกมดังที่พัฒนาโดยทีม Gala Games เอง อย่าง Town Star ซึ่งเป็นเกมแนวสร้างเมืองออกแบบการใช้ชีวิต และ Mirandus เกม RPG ที่จะพาทุกคนตะลุยเข้าไปในโลกอันกว้างใหญ่ อีกทั้งยังมีเกมแนวเอาชีวิตรอด The Walking Dead: Empires โดยทีมผู้พัฒนาจาก Ember Entertainment , เกม Legacy ที่มีรูปแบบการเล่นแบบ Simulator ออกแบบธุรกิจ ถูกพัฒนาโดยทีม 22cans ซึ่งผู้ก่อตั้งเป็นหนึ่งในผู้สร้างเกม Fable , เกมการ์ดแนววางแผนกลยุทธ์ Legends Reborn โดยทีมผู้พัฒนา Kung Fu Factory รวมไปถึงเกมอื่น ๆ อีกมากมาย

Gala Music ผนึกกำลังกับศิลปินระดับโลก 

Gala Games ได้เปิดตัวแพลตฟอร์ม Gala Music ที่จะมาพลิกโฉมอุตสาหกรรมดนตรี โดยพัฒนาวิธีการมอบผลตอบแทนให้กับศิลปิน นักทำเพลง และให้แฟน ๆ ได้แบ่งปันความสำเร็จของพวกเขา และในอนาคตจะเปิดให้ผู้ฟังสามารถสร้างรายได้จากการฟังผลงานของศิลปินที่ตนเองชื่นชอบอีกด้วย นอกจากนี้ Gala Music ยังได้จับมือกับ Snoop Dogg เจ้าพ่อฮิปฮอประดับโลก ปล่อยอัลบั้มใหม่ในรูปแบบ NFT โดยมี 3 Bonus Track สุดพิเศษขายผ่านทาง Gala Music เท่านั้น ไม่เพียงเท่านี้ยังมีศิลปินดังอย่าง Steve Aoki, BT, H.E.R., 3LAU, Kings of Leon, Bassjackers ที่ผนึกกำลังกับ Gala Music อีกด้วย

ซึ่งผู้ที่ถือ NFT จะมีสิทธิ์ได้เข้าร่วม Exclusive Access ต่าง ๆ ของศิลปินที่ชื่นชอบ เช่น NFT

Exclusive Drop ซึ่งอาจเป็นรูปภาพ การ์ตูน ภาพยนตร์ หรืออื่น ๆ และได้สิทธิประโยชน์จากระบบ Listen to Earn เมื่อฟังเพลงแล้วจะได้รางวัลกลับคืนมาในรูปแบบเหรียญ หมายความว่านอกจาก

ศิลปินจะมีรายได้แล้ว แฟนคลับยังสามารถรับรายได้จากการฟังเพลงของศิลปินคนโปรดอีกด้วย 

ที่สำคัญไปกว่านั้น ถือเป็นครั้งแรกในโลก กับ “The Orbs” เทคโนโลยี Generative Music & Art NFT ซึ่งเป็นการสร้างผลงาน NFT ทางด้านเพลงและศิลปะแบบเฉพาะตัว ที่ทำให้ผลงานที่สร้างออกมานั้นไม่ซ้ำใครและมีเพียงชิ้นเดียวในโลก นับว่านี่คือปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในอุตสาหกรรมดนตรีอย่างแท้จริง 

ทำความรู้จักเหรียญ GALA

เหรียญ GALA ทำงานอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum และ BSC (Binance Smart Chain) และในอนาคตจะมีการทำ Chain ของตัวเองเพื่อให้เหมาะสมกับการเล่นเกมมากยิ่งขึ้น

ตัวเหรียญเริ่มซื้อขายครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 2563 ปัจจุบันถูกลิสต์บน Exchange ชื่อดังทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น Coinbase , Binance , Huobi , KuCoin สำหรับในประเทศไทยสามารถเทรดเหรียญ GALA ได้ที่ Bitkub และ Zipmex

ช่องทางติดตาม Gala Games

Website: https://www.gala.games/ 

Facebook: https://web.facebook.com/GoGalaGames

Twitter: https://twitter.com/GoGalaGames

YouTube: https://www.youtube.com/c/GalaGames

Discord: https://galagames.chat/

#GalaGames #GalaMusic


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ยคลาวด์ดันกลยุทธ์ส่งเสริมพาร์ทเนอร์ไทย พาเมโทรซิสเต็มส์ฯ บริษัทไอทีสัญชาติไทยคว้ารางวัล APAC Partner Summit Awards 2021

ณ งานประชุมออนไลน์ HUAWEI CLOUD APAC Partner Summit 2021 ภายใต้หัวข้อ UNLEASH Your Power กลุ่มธุรกิจหัวเว่ย คลาวด์ ได้เปิดเผยถึงกลยุทธ์สำคัญของบริษัทที่เน้นเรื่องเทคโนโลยีหลักของหัวเว่ยการให้ความสำคัญกับลูกค้า และการให้ความสำคัญกับเหล่าพาร์ทเนอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้แบรนด์หัวเว่ยติด 1 ใน 5 อันดับสูงสุดของโลก ในด้านการให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐาน (IaaS) ของบริการคลาวด์ และ 1 ใน 4 อันดับแรกของกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หนึ่งในองค์ประกอบความสำเร็จหัวเว่ย คลาวด์ นอกเหนือไปจากการลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งการวิจัยและพัฒนาที่คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 720,000 ล้านหยวนแล้ว คือการจับมือกับพาร์ทเนอร์รายสำคัญในภาคอุตสาหกรรมเพื่อส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้งาน โดยการทำงานร่วมกันกับพาร์ทเนอร์คือกลยุทธ์หลักของหัวเว่ย คลาวด์ ที่จะช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ให้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้สำเร็จ ซึ่งหัวเว่ยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ผ่านการจัดงานมอบรางวัล APAC Partner Summit Awards เพื่อแสดงความยินดีให้แก่บรรดาพาร์ทเนอร์ที่ยอดเยี่ยม ทั้งนี้ ประเทศไทยเองก็ถือเป็นตลาดสำคัญของหัวเว่ยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยพาร์ทเนอร์หลายรายต่างมีบทบาทสำคัญในการช่วยผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศไทย หนึ่งในพาร์ทเนอร์สำคัญของหัวเว่ยที่ช่วยผลักดันเทรนด์การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องก็คือ “เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น” นั่นเอง

“เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้มอบรางวัล HUAWEI CLOUD APAC Partner of the Year Awards ให้แก่พาร์ทเนอร์ผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ เพื่อรับรองในความสำเร็จและนวัตกรรมอันโดดเด่นของพวกเขา โดย หัวเว่ย คลาวด์ มุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อมอบบริการคลาวด์ที่มีความเชื่อถือ ปลอดภัย และเข้าถึงได้ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพให้กับแอปพลิเคชันไปพร้อมกับการใช้งานข้อมูลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อช่วยให้บริษัทเติบโตได้ดียิ่งขึ้น” คุณนิโคล หลี่ว์ (Nicole Lu) รองประธานฝ่ายอีโคซิสเต็ม กลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวในงาน HUAWEI CLOUD APAC Partner Summit 2021

เมโทรซิสเต็มส์ฯ หรือ MSC คือผู้นำด้านการให้บริการไอทีโซลูชันที่สั่งสมประสบการณ์และความเชี่ยวชาญการให้บริการด้านไอทีโซลูชันให้กับองค์กรชั้นนำในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี เป็นกำลังสำคัญในการช่วยพัฒนาและผลักดันให้ธุรกิจขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ให้สามารถขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนธุรกิจเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านได้มีประสิทธิภาพสูงสุดในปีนี้ โดยเมื่อไม่นานมานี้ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) คือ1 ใน 2 บริษัทในไทย ที่คว้ารางวัล “HUAWEI CLOUD APAC Partner of the Year 2021” จากงาน HUAWEI CLOUD APAC Partner Summit 2021 ซึ่งจัดขึ้นโดยหัวเว่ย ด้วยผลงานด้านผลประกอบการ การขาย หัวเว่ย คลาวด์ของ MSC ในปี 2021 เติบโตขึ้นจากปี 2020 ถึง 421% จนสามารถยกระดับจากพาร์ทเนอร์ในระดับมาตรฐาน (Standard Partner) ก้าวไปอีกขั้นของระดับพาร์ทเนอร์ (Advance Partner) ได้ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี นอกจากนี้ MSC ยังมีทีมงานที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการให้คำปรึกษารวมถึงวางโซลูชันของหัวเว่ย คลาวด์แก่ลูกค้า มีการให้บริการระดับมืออาชีพและดูแลจัดการการบริการลูกค้าได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ รวมทั้งยังสามารถทำให้เกิดยอดขายและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ จากบุคลากรที่มีคุณภาพของบริษัท

ทั้งนี้ เป้าหมายในการจัดงานประชุม HUAWEI CLOUD APAC Partner Summit 2021 ของหัวเว่ยคือการแบ่งปันกลยุทธ์ระดับโลก และระดับเอเชียแปซิฟิกจากคู่ค้าต่างๆ ของหัวเว่ย คลาวด์ เพื่ออัปเดตเทคโนโลยีล่าสุดและโครงการพาร์ทเนอร์ต่างๆ รวมทั้งร่วมพูดคุยถึงประเด็นสำคัญ เพื่อหาทางรับมือกับโอกาสต่างๆ ในยุคนิวนอร์มัล ซึ่งทางหัวเว่ย เหล่าพาร์ทเนอร์ และลูกค้าจากหลากหลายภาคส่วนยังได้ร่วมกันถกถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมบริการทางการเงิน (FSI) อีคอมเมิร์ซ สื่อ สาธารณสุข การศึกษา และโปรแกรมช่วยจัดการการเข้าถึงข้อมูลของสายงานธุรกิจ (SAP) ด้านการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีคลาวด์ การมอบรางวัล HUAWEI CLOUD APAC Partner of the Year Award 2021 ถือเป็นไฮไลท์ของงานประชุมนี้ โดยเป็นการแสดงถึงความสำเร็จและนวัตกรรมที่โดดเด่นจากพันธมิตรในกว่า 8 ประเทศและพื้นที่ ครอบคลุมกว่า 20 หมวดหมู่ รวมถึงความสำเร็จของพาร์ทเนอร์ไทยที่มีส่วนช่วยสนับสนุนประเทศไทยให้กลายเป็นดิจิทัลฮับแห่งภูมิภาคอาเซียนในอนาคตอันใกล้

หัวเว่ย คลาวด์ ได้ส่งเสริมและผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมด้วยแพลตฟอร์มและอีโคซิสเต็มของหัวเว่ย โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับองค์กรรัฐ ภาคบริการทางการเงิน (FSI) ธุรกิจโลจิสติกส์และพลังงาน รวมถึงองค์กรสื่อมวลชน โดยหัวเว่ยได้ใช้เทคโนโลยีของบริษัทเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับพาร์ทเนอร์ และช่วยให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายต่างๆ ได้มากขึ้นในแง่ของดิจิทัล เช่น พาร์ทเนอร์ที่เป็นองค์กรภาครัฐของหัวเว่ยได้ประกาศนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวกับโควิด-19 โครงการสมาร์ทซิตี้ และโครงการด้านสาธารณสุขที่ใช้ AI เข้าไปช่วยเหลือ ส่วนในภาคธุรกิจโลจิสติกส์ พาร์ทเนอร์ของหัวเว่ยยังได้ใช้เทคโนโลยีสำหรับคลังสินค้าอัตโนมัติ เพื่อปรับปรุงระบบปฏิบัติงานด้านการขนส่งและกระจายสินค้าให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร.02-089-4994 email: dsgmkt@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/  Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เกม NFT มาแรง! Kyrie & Terra รุกตลาดเกมในประเทศไทย ดึง SHIN-A เสริมทัพความแกร่งทางธุรกิจ

Kyrie & Terra เกม NFT ที่เพิ่งประกาศ Pre-sale ไปเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งได้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เล่นที่ลงทะเบียนกว่าแสนคน ได้จับมือร่วมกับบริษัท SHIN-A Service ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดเกมชั้นนำในไทย ผนึกกำลังเสริมความแกร่งทางธุรกิจเกม เพื่อสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานเกมคุณภาพสู่ตลาดเกมในประเทศไทย 

สำหรับ Kyrie & Terra เป็นเกม NFT แนว RPG สไตล์ญี่ปุ่น ACG (Anime, Comic and Games) ที่มีภาพตัวละครน่ารักโดนใจสายอนิเมะ พัฒนาโดย Center To Seconds ทีมผู้พัฒนาเกมซึ่งเป็นการรวมกลุ่มผู้เชี่ยวชาญหลากสาขาจากหลายประเทศ ตัวเกมมาพร้อมทั้งความสนุกและระบบ Play & Earn โดยจะเน้นให้ผู้เล่นสนุกกับตัวเกมก่อน และ Earn ในภายหลัง ซึ่งตัวเกมจะเปิดให้บริการใน Q3 ปี 2022

SHIN-A Service เป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญการทางด้านการตลาดเกมชั้นแนวหน้าของประเทศไทย มุ่งเน้นหลักไปที่การทำการตลาดออนไลน์และการตลาดแบบ Co-branding ให้กับสินค้าอุปโภคบริโภค รวมถึงการจัดทำโครงการและแคมเปญการตลาดภายในประเทศไทย มีความเข้าใจในกลุ่มตลาด Gen Z และ Gen Y เป็นอย่างดี สร้างสรรค์ผลงานที่ดีที่สุดเพื่อตอบโจทย์ทุกผลิตภัณฑ์ของลูกค้า

ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการนำประสบการณ์ทางด้านการพัฒนาเกมของทีมงาน Center To Seconds ผู้พัฒนาเกม Kyrie & Terra ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านการตลาดเกมของ SHIN-A Service เสริมสร้างโอกาสที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพเกม NFT ให้ตอบโจทย์ผู้เล่นอย่างแท้จริง รวมไปถึงการขยายฐานลูกค้าเกม NFT ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

มูลค่าตลาดของเกม NFT ในปัจจุบัน ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเพียง 4.6 พันล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมเกมทั่วโลกเฉพาะในส่วนของ PC และ Mobile Games ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 129.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ จะเห็นได้ว่าเกม NFT ยังมีโอกาสในการเติบโตของตลาดและยังสามารถพัฒนาได้อีกอย่างต่อเนื่อง (Source: Newzoo)

ก้าวสำคัญในการจับมือร่วมกันของเกม Kyrie & Terra และบริษัท SHIN-A Service ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมศักยภาพและผลักดันอุตสาหกรรมเกม NFT ให้เติบโต เตรียมก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสอดรับสถานการณ์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้

Clip Video เกม Kyrie & Terra

https://www.youtube.com/watch?v=5XSA72K3u3s 

ช่องทางติดตาม SHIN-A Service

ช่องทางติดตาม Kyrie & Terra

#KyrieandTerra #SHINA #CenterToSeconds

#KNT #NFT #GameFi

#PlaytoEarn #PlayAndEarn


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม AW Series 3D Move-eye Kiwami พัฒนาการขั้นสุดของความเย็นและความสะดวกสบายที่มากกว่า

บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด แนะนำ เครื่องปรับอากาศมิตซูบิชิ อีเล็คทริค AW Series 3DMove-eye Kiwami ระบบอินเวอร์เตอร์ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด 3D Move-eye Kiwami ล้ำยิ่งขึ้นด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะมากถึง 32 จุด ตรวจจับอุณหภูมิ และความเคลื่อนไหวได้อย่างละเอียดแม่นยำ สามารถส่งลมเย็นได้ตรงจุดทำให้เย็นขึ้นและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น และ Fast Cooling A.I. เทคโนโลยีเพื่อความเย็นสบายอย่างรู้ใจ ที่ส่งลมเย็นพร้อมกันได้ 2 ทิศทางและทำความเย็นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมมั่นใจในคุณภาพอากาศด้วย Plasma Quad Plus ระบบฟอกอากาศภายในตัวเครื่องที่ช่วยดักจับและยับยั้งสิ่งเจือปนในอากาศขนาดเล็กด้วยประจุไฟฟ้า เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา สารก่อภูมิแพ้ ไรฝุ่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 และสามารถยับยั้งเชื้อไวรัส ได้ถึง 99.8% มอบความสดชื่นยิ่งขึ้นด้วย V-Air Filter และ Deodorizing Filter ที่ให้อากาศภายในห้องสะอาดและช่วยกำจัดสิ่งไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเทคโนโลยีเพื่อความสบายที่สมบูรณ์แบบ Dual Barrier Material และ Dual Barrier Coating ที่ช่วยลดการเกาะติดของฝุ่นและละอองน้ำมัน ลดภาระการล้างเครื่องปรับอากาศ ลิขสิทธ์เฉพาะมิตซูบิชิ อีเล็คทริค คุ้มค่ามากขึ้นด้วยมาตรฐานประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาว

พร้อมสัมผัสที่สุดแห่งเทคโนโลยีความเย็นของเครื่องปรับอากาศ มิตซูบิชิ อีเล็คทริค มิสเตอร์สลิม ใหม่ล่าสุด AW Series 3D Move-eye Kiwami และเครื่องปรับอากาศในกลุ่มอินเวอร์เตอร์รุ่นอื่น ๆ อาทิ XT Series, GT Series, JW Series และ Happy Inverter ได้แล้ววันนี้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม โทร. 02-763-7000 กด 7


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“วีมูฟ แพลตฟอร์ม” สตาร์ทอัพไทย บุกตลาดขนส่ง เปิดตัว “WeMove” เว็บไซต์จองรถขนส่งสินค้าทั่วไทย ผู้ใช้ตั้งราคาเองได้

บริษัท วีมูฟ แพลตฟอร์ม จำกัด ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มตลาดกลาง แหล่งรวมงานและรถขนส่งทั่วประเทศ มอบประสบการณ์ใหม่สำหรับธุรกิจการขนส่ง เปิดตัว “WeMove” เว็บไซต์จองรถขนส่งสินค้าทั่วไทย บุกตลาดขนส่ง ชูจุดแข็ง ผู้ใช้บริการขนส่งสินค้า (Shipper) กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า (Carrier) สามารถตั้งราคาค่าขนส่งเองได้อย่างอิสระ ผ่านระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย และน่าเชื่อถือ เพื่อให้บริการระบบขนส่งสินค้าแบบครบวงจรได้อย่างคุ้มค่า มีมาตราฐาน

WeMove เรียกรถส่งของ สะดวก รวดเร็ว ง่ายๆ แค่ปลายนิ้ว

ดร. ปิยะนุช สัมฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง วีมูฟ แพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า “ปัญหาของการขนส่งสินค้าของประเทศไทย ยังไม่มีเครื่องมือหรือเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการขนส่ง ใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประกอบกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปในยุคของ Digital Disruption

“วีมูฟ (WeMove)” เป็นมาร์เก็ตเพลสที่ให้บริการขนส่งแบบครบวงจรบนเว็บไซต์ เชื่อมโยงผู้ใช้บริการขนส่งสินค้า (Shipper) กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า (Carrier) ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทันสมัย ผ่านระบบที่มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม ปลอดภัย และน่าเชื่อถือ เจาะกลุ่มลูกค้าบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล”

“วีมูฟ (WeMove)” มีบริการขนส่งสินค้า 2 รูปแบบ

  1. บริการเหมาคัน หรือ เต็มคัน (Full Truck Load) คือ บริการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกที่รับขนส่งสินค้าให้เฉพาะลูกค้ารายเดียวเท่านั้น โดยจะเป็นการจองรถขนส่งทุกประเภททั่วไทย เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้า
  2. บริการฝากส่ง หรือ แบบไม่เต็มคันรถ(Shared Truck Load) คือ บริการขนส่งแบบใหม่ ยังไม่มีผู้ให้บริการในประเทศไทย โดย วีมูฟ (WeMove) เป็นผู้ให้บริการรายแรก สำหรับการบริการจองพื้นที่รถขนส่ง เหมาะสำหรับลูกค้าที่ต้องการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ หรือส่งของรายชิ้น ด้วยบริการรับ-ส่งถึงที่ โดยไม่ต้องเหมาคัน ลดความเสียหายจากการขนส่ง และทำให้ลูกค้าส่งสินค้าราคาคุ้มค่า
  3. บริการจัดการงานขนส่งสำหรับลูกค้าธุรกิจหรือ Third party logistics service provider (3PL) คือ โปรแกรมบริหารจัดการขนส่งเชิงธุรกิจ พร้อมบริการพิเศษที่ตอบสนองความต้องการด้านการขนส่งที่ครบวงจร เพื่อลูกค้าองค์กร ธุรกิจ SME ในการบริหารจัดการลดต้นทุน 5% พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดการขนส่ง และระบบแสดงข้อมูลการขนส่ง

ไม่มีรถขนส่งสินค้าเป็นของตนเอง แต่ควบคุมคุณภาพได้

ความพิเศษของ “วีมูฟ (WeMove)”  คือ ความหลากหลายของบริการที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านการขนส่งสินค้าของลูกค้า โดยมีรถขนส่งทั้งหมด 6 ประเภท ได้แก่ รถกระบะ, รถบรรทุก 6 ล้อ, รถบรรทุก 10 ล้อ, รถบรรทุก 12 ล้อ, รถพ่วง และรถเทรลเลอร์ ซึ่งลูกค้าสามารถจองรถขนส่งได้ ล่วงหน้า ถึง 14 วัน ฟรีประกันภัยสินค้าทุกเที่ยวการขนส่ง

ในส่วนของค่าขนส่ง ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานแบบคิดตามระยะทาง เริ่มต้น 500 บาท สำหรับกระบะรับจ้างประเภทรถปิคอัพ หรือเลือกการตั้งราคา ตามที่ต้องการขนส่งได้

ทำไมบริการของ WeMove ถึงน่าสนใจ

จุดแตกต่างของ “วีมูฟ (WeMove)” กับบริการขนส่งอื่นๆ คือ การตั้งราคาค่าขนส่งได้เอง ช่วยให้ลูกค้าสามารถตั้งราคาค่าขนส่งตามความชอบ หรือตามงบประมาณที่ต้องการขนส่งสินค้า โดยระบบจะดำเนินการจับคู่งาน ระหว่างผู้ใช้บริการขนส่งสินค้า กับผู้ประกอบการขนส่งสินค้า นอกจากนั้นสามารถติดตามสถานการณ์ขนส่งสินค้าได้แบบเรียลไทม์ พร้อมหลักฐานการขนส่งทุกอย่างผ่านระบบ พร้อมฟรีประกันภัยสินค้าทุกเที่ยว เริ่มต้น 50,000 บาท

ทั้งนี้ สำหรับผู้สนใจบริการของ “วีมูฟ (WeMove)” สามารถ จองรถขนส่งได้ที่   https://app.wemove.co.th/register หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.wemove.co.th, โทร.02-888-7822 และ Line ID: @wmshipper


Exit mobile version