ลดแรงสนั่นซัมเมอร์กับสารพั
ช้อปดับร้อนสบายกระเป๋า ผ่

ลดแรงสนั่นซัมเมอร์กับสารพั
ช้อปดับร้อนสบายกระเป๋า ผ่
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 30 มีนาคม 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผย 50% ของผู้บริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officers หรือ CISOs) จะใช้การออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human Centric Design) เพื่อลดแรงต้านจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยองค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการนำโปรแกรม Zero-Trust ไปใช้ ขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจได้
ริชาร์ด แอดดิสคอตต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ อิงค์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริหาร CISO และทีมงานด้านความปลอดภัยจะต้องมุ่งไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของพวกเขาปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่พวกเขายังต้องใช้เวลาเพื่อมองให้เห็นความท้าทายในแต่ละวันและเข้าใจรายละเอียดอย่างรอบด้านเพื่อให้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นตามมา และอาจส่งผลกระทบต่อโปรแกรมด้านความปลอดภัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”
“การคาดการณ์เหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นว่ามันจะเกิดขึ้น และผู้บริหาร CISO ควรนำมาพิจารณา เพื่อนำไปสร้างโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”
การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องสร้างสมมุติฐานและวางแผนเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยในอีกสองปีข้างหน้า
ภายในปี 2570 50% ของผู้บริหาร CISO จะนำแนวทางปฏิบัติการออกแบบความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ เพื่อลดแรงเสียดทานที่เกิดจากความปลอดภัยไซเบอร์และเพิ่มการควบคุมในระดับสูงสุด
ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์พบว่า มากกว่า 90% ของพนักงานยอมรับว่าได้กระทำการที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างการทำงานแม้ทราบดีว่าการกระทำนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรแต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งการออกแบบการรักษาความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Security Design) นั้นเป็นแบบจำลองที่เน้นไปยังปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี หรือภัยคุกคาม หรือสถานที่ โดยจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการออกแบบการควบคุมและการนำไปใช้เพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยลงมากที่สุด
ภายในปี 2567 กฎระเบียบข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวที่ทันสมัยจะครอบคลุมข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้บริโภค แต่กลับมีองค์กรไม่ถึง 10% ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์ของความเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขัน
องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าโปรแกรมความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถช่วยให้พวกเขาใช้ข้อมูลได้กว้างขึ้น สร้างความต่างจากคู่แข่ง และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งการ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้นำด้านความปลอดภัยบังคับใช้มาตรฐานความเป็นส่วนตัวอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) เพื่อสร้างความต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นและเติบโตอย่างไร้ขีด
ภายในปี 2569 ประมาณ 10% ขององค์กรขนาดใหญ่จะมีโปรแกรม Zero-Trust ที่ใช้ได้อย่างสมบูรณ์และวัดผลได้เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 1%
การจะนำ Zero-Trust ไปใช้งานได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยการผสานรวมและการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความซับซ้อนทางเทคนิคได้ โดยองค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแปลงข้อมูลให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และปลูกฝัง Zero-Trust mindset ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจประโยชน์ของโปรแกรมได้ดีขึ้นและจัดการความซับซ้อนบางอย่างทีละขั้นตอนได้ง่ายขึ้น
ภายในปี 2570 75% ของพนักงานจะมีส่วนในการปรับ แก้ไข หรือสร้างเทคโนโลยีที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นของฝ่ายไอที เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2565
บทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บริหาร CISO กำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจด้านความเสี่ยง ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์นี้เป็นกุญแจสำคัญเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารควรคิดนอกกรอบไปกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับพนักงานเพื่อให้พวกเขามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมีความรู้อย่างเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมีข้อมูลเพียงพอ
ภายในปี 2568 ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 50% จะพยายามใช้คุณสมบัติของความเสี่ยงทางไซเบอร์มาประเมินเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กร ถึงแม้ไม่ประสบความสำเร็จ
การวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ว่า 62% ของผู้ที่ประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์กล่าวว่า องค์กรได้รับความน่าเชื่อถือและการรับรู้ถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ ประกอบด้วย การลดความเสี่ยง การประหยัดเงินหรือช่วยในการตัดสินใจได้จริง ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับพลังการป้องกันและการประเมินความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Decision Makers) ร้องขอมา แทนที่จะสร้างการวิเคราะห์ด้วยตนเองและต้องโน้มน้าวให้ธุรกิจหันมาสนใจ
ภายในปี 2568 เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารความปลอดภัยไซเบอร์จะเปลี่ยนงาน โดยที่ 25% จะหันไปสู่บทบาทการทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยกดดันที่เกี่ยวข้องกับงานหลายอย่าง
การแพร่ระบาดที่รวดเร็วและการขาดแคลนพนักงานทั่วทั้งอุตสาหกรรม แรงกดดันการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นและกลายเป็นไม่ยั่งยืน การ์ทเนอร์แนะนำว่า แม้การขจัดความเครียดของการทำงานให้หมดไปจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้คนก็สามารถจัดการงานที่ท้าทายและมีความกดดันได้หากพวกเขาเชื่อมั่นและสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะช่วยได้
ภายในปี 2569 70% ของคณะกรรมการจะมีสมาชิกหนึ่งท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
ผู้บริหาร CISO ได้รับการตระหนักว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ พวกเขาจำเป็นต้องรับทราบความต้องการ ทราบความเสี่ยงขององค์กรและคณะกรรมการ หรือหมายความว่า CISO ไม่เพียงทำให้เห็นว่าโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ยังขยายไปถึงการช่วยเพิ่มความสามารถขององค์กรในการรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหาร CISO ก้าวนำหน้าการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่คณะกรรมการบริหารขององค์กรและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความไว้วางใจและให้การสนับสนุน
ภายในปี 2569 มากกว่า 60% ของระบบการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม (Threat Detection, Investigation and Response หรือ TDIR) จะใช้ข้อมูลการจัดการความเสี่ยงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและจัดลำดับความสำคัญภัยคุกคามที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่น้อยกว่า 5%
เมื่อพื้นที่การโจมตีขององค์กรขยายตัวอันเป็นผลมาจากการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น การใช้บริการ SaaS และแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องการขอบเขตการมองเห็นที่กว้างขึ้นและศูนย์กลางสำหรับการตรวจสอบภัยคุกคามรวมถึงช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง โดยความสามารถของระบบ TDIR นั้นจะรวมแพลตฟอร์มหรือระบบนิเวศครบวงจรไว้ในแพลตฟอร์มเพื่อบริหารจัดการด้านการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองได้ ทำให้ทีมปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเห็นภาพภัยคุกคามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กรได้อย่างครบถ้วน
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดที่ผู้นำด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงในปี 2566 ในรูปแบบ ebook ของการ์ทเนอร์ได้ฟรีที่ 2023 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประเทศไทย โดยสเตฟาน นูสส์ (Stephane NUSS) ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย เมียนมา และลาว ร่วมกับ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) โดยนายณรงค์ศักดิ์ เฉวียงภพ ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมื
หาก “ศิลป์” คือการรับรู้และส่งผลต่อการแสดงออกทางอารมณ์ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทางสภาวะอารมณ์อันเกิดจากผัสสะทั้ง 5 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย – “เสียง” จึงเป็นหนึ่งในงานศิลป์ สัมผัสได้ด้วยการฟัง ไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่ก่อเกิดรูปร่างทางอารมณ์ในตัวผู้คน เสียงอยู่รอบตัวและสร้างสรรค์สะท้อนความรู้สึกได้มากที่สุด
การแสดงนิทรรศการ “Painting with Sound” หรือ “เส้นสายลายเสียง” เป็นการสะท้อนภาพของเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะเทคโนโลยีของ “เสียง” ที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ผ่านผลงานดิจิทัลอาร์ตในหลากรูปแบบ ทั้งงานปริ้นท์, งานโครงสร้าง, Motion Graphic, VR Painting, และภาพยนต์สั้น
ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท ฟิวชั่น ฟาร์ อีสท์ จำกัด และ Genelec แบรนด์ลำโพงจากประเทศฟินแลนด์ ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีการส่งผ่านเสียงที่เจาะตรงถึงก้นบึ้งอารมณ์ และศิลปิน Visual Artist อย่าง “Pai Lactobacillus” พร้อมกับศิลปิน Digital Art “เอกชัย มิลินทะภาส” ร่วมด้วย Sound Designer “ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์” ที่ได้กำลังเสริมจากทีม Yaak Lab และปิดท้ายด้วย “ฉันทนา ทิพย์ประชาติ” ศิลปินผู้กำกับภาพยนต์สั้น – เชิญมาลองฟัง “เสียง” ที่ตั้งใจส่งไปถึงคุณ โดยภายในงานนำเสนอนิทรรศการสร้างสรรค์ดิจิทัลอาร์ต เสียง เทคโนโลยี และศิลปะ “Painting with Sound” หรือ “เส้นสายลายเสียง” งานแสดงศิลปะที่ใช้เทคโนโลยีของ “เสียง” เข้ามาช่วยถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านผลงาน Digital Art หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น งาน Print, Motion Graphic, งานโครงสร้าง, VR Painting, และภาพยนตร์สั้น ร่วมด้วยเหล่าศิลปินชื่อดังมากประสบการณ์ ได้แก่ Pai Lactobacillus ศิลปิน Visual Artist สไตล์ Pop Art ยุค 80s – 90s เอกชัย มิลินทะภาส ศิลปิน Digital Art โดดเด่นกับสไตล์ไทยประยุกต์ ณพวัฒน์ ลิขิตวงศ์ Sound Designer มากประสบการณ์กับผลงานมากมายทั้งในภาพยนตร์ โฆษณา และดนตรี ที่จับมือร่วมกับ Yaak Lab เพื่อสร้างผลงานให้ออกมาสื่ออารมณ์ได้อย่างล้ำลึก และ ฉันทนา ทิพย์ประชาติ ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นที่นอกจากงานภาพที่ตราตรึงใจแล้ว ยังโดดเด่นในเรื่องของการใช้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์ถสามารถถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เป็นอย่างดี
คุณมนัชญา วัณโณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ฟิวชั่น ฟาร์ อีสท์ จำกัด กล่าวว่า “งานนิทรรศการ Painting with Sound (เส้นสายลายเสียง) จัดขึ้นเพื่อต้องการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้ที่ได้เข้าชมงานดื่มด่ำไปกับศิลปะในรูปแบบของ “เสียง” ที่ทำงานร่วมกับศิลปะอื่นๆ ที่สามารถนำเสนอออกมาได้หลากหลายรูปแบบ โดยในครั้งนี้เราได้แรงบันดาลใจมากจากเรื่องของสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และกาย ซึ่งเราสามารถได้ยิน “เสียง” ที่มีอยู่รอบตัวเรา เป็นอีกหนึ่งงานศิลป์ที่แม้จะไม่มีรูปร่างทางกายภาพ แต่สามารถสัมผัสได้ด้วยการฟัง หากใช้เทคโนโลยีด้านเสียงที่มีคุณภาพและเจาะจงอุปกรณ์ที่เหมาะสม ก็จะยิ่งทำให้คลื่นเสียงนั้นส่งเข้าไปสู่ประสาทสัมผัสได้อย่างล้ำลึกยิ่งขึ้น ซึ่งผลงานศิลปะที่จัดแสดงในครั้งนี้จะเป็นในรูปแบบ Digital Art จากผลงานของเหล่าศิลปินชื่อดังมากฝีมือ”
ภายในงานแบ่งเป็นห้องต่างๆ ออกเป็น 4 ห้อง ได้แก่ 1) Lotus and fish โดยภายในห้องนี้จะเน้นไปที่เสียงของธรรมชาติที่สมจริง ให้ความรู้สึกเหมือนเรานั่งอยู่ริมลำธารที่มีต้นหญ้าและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ รอบตัว 2) Illusionary Room ได้แรงบันดาลใจจากยุคสมัยใหม่ที่การใช้ชีวิตยุ่งเหยิงและอลหม่าน เสียงที่ออกมาจึงจะมีความพิษวง เมื่อเราได้เข้าไปนั่งฟัง เสียงที่ได้ยินจะให้ความรู้สึกล่องลอย เหมือนการไหลไปตามคลื่นกระแสสังคมที่วนลูปไม่มีสิ้นสุด 3) Music Therapy เป็นการถ่ายทอดเสียงที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวันปกติ อย่างการฟังเพลงขณะทำงาน หรือการดูหนังดูยูทูปขณะพักผ่อน ซึ่งทำให้เรายังสามารถตั้งสติให้อยู่กับปัจจุบันและผ่อนคลายความเหนื่อยล้าลงได้ 4) Sound Immersive ภายในห้องนี้จะเป็นการแสดงผลงานของเสียงรอบทิศทางที่เสมือนจริงที่สุด หรือที่เราเรียกว่า Immersive Sound โดยเราได้จำลองพื้นที่ให้สามารถรับเสียงได้โดยรอบไปพร้อมกับชมภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เพื่อให้เกิดอรรถรสและมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งที่ถ่ายทอดได้มากที่สุด ซึ่งในแต่ละห้องนั้นมีการใช้รุ่นของลำโพงที่แตกต่างกันไปจาก Genelec แบรนด์ลำโพงชื่อดังจากประเทศฟินแลนด์ เป็นลำโพงที่ใช้เทคโนโลยีที่ให้เสียงที่คมชัด แม่นยำ และเพิ่มความละเอียดของเสียงมากขึ้น ช่วยควบคุมทิศทางของเสียง ทำให้ได้พลังเสียงที่ลึกล้ำแตกต่างกันออกไป สามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกเข้าถึงงานศิลปะที่มีความเฉพาะตัวในแต่ละห้องได้เป็นอย่างดี
นิทรรศการงานศิลปะ ‘เส้นสายลายเสียง มีกำหนดการจัดงานตั้งแต่วันที่ 29 มีนาคม 2566 – 2 เมษายน 2566 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://fuzion.co.th/paintingwithsound/
โดย เฮเลนิโอ กิลาเบิร์ต หัวหน้าฝ่ายการนำเสนอด้านบริการระบบออโตเมชันในอุตสาหกรรมทั่วโลก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
AI หรือปัญญาประดิษฐ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ และมีมานานนับศตวรรษแล้ว อย่างไรก็ตาม เราได้เห็นถึงปัจจัยสำคัญบางประการที่ทำให้เทคโนโลยีนี้กลับมาอยู่ในกระแสความสนใจมากขึ้น
ปัจจัยสำคัญประการแรกและมีความเกี่ยวข้องมากที่สุดสำหรับเรื่องนี้คือ คือการเกิดขึ้นของเอดจ์คอนโทรลเลอร์ รุ่นใหม่ที่มีความสามารถ และให้ความคุ้มค่ายิ่งขึ้นกว่าที่เคยมีมา โดยในบางกรณี ด้วยเงินแค่ไม่ถึงหมื่นบาท เราก็สามารถซื้อโปรเซสเซอร์ในระดับแล็ปท็อปที่มีหน่วยความจำหลายกิกะไบต์และพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล ไว้ในตู้ควบคุมในโรงงานอุตสาหกรรม ที่สามารถรันรูปแบบของแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Machine-learning หรือ ML) ที่ซับซ้อนได้
นอกจากนี้ เรายังเห็นว่าแพลตฟอร์มคลาวด์ส่วนใหญ่สามารถขยายขีดความสามารถได้ ด้วยแมชชีนเลิร์นนิ่งบนเฟรมเวิร์กและไลบรารีแบบเปิด ที่ช่วยให้ทุกคนสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ AI ได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากมาย หรือแทบไม่ต้องใช้ประสบการณ์มาช่วยในเรื่องนี้
เมื่อนำความสามารถทั้งหมดนี้ มาใช้ได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดศักยภาพในการปฏิรูปการดำเนินงานได้อย่างมาก
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เรียนรู้จากการสนทนากับลูกค้าในเรื่องนี้มากมายหลายครั้ง ว่าความท้าทายของลูกค้าไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ แต่อยู่ที่ปัญหาใดที่เหมาะจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาช่วยแก้ไข เพื่อให้เกิดคุณค่าสูงสุดสำหรับธุรกิจ
นั่นคือเหตุผลที่ว่า เทคโนโลยีไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่สุดในการเลือกพันธมิตร แต่เป็นเรื่องของความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมและความรอบรู้ด้านกระบวนการมากกว่า
หากเป็นเรื่องของแมชชีนเลิร์นนิ่ง หรือ ML ล่ะ?
เราเชื่ออย่างแท้จริงว่า ปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะแมชชีนเลิร์นนิ่ง มีศักยภาพมหาศาลในการช่วยแก้ปัญหาตามที่กล่าวมา
กุญแจสำคัญคือการนำไปใช้เพื่อเปิดรับข้อมูล และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากผู้ดำเนินการหรือผู้ปฏิบัติการ ไม่ใช่การติดตั้งกล่องดำ (black box) ไว้ใช้งาน วัตถุประสงค์คือเพื่อซ่อนความซับซ้อนด้านวิทยาศาสตร์ข้อมูลและการเขียนโปรแกรม รวมถึงนำเสนอผลลัพธ์และเหตุการณ์ในรูปของกระบวนการ ที่ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถโต้ตอบกับโมเดลได้อย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งช่วยเพิ่มความแม่นยำและขยายศักยภาพได้อย่างต่อเนื่อง
ผลที่ได้ก็คือ โมเดลแมชชีนเลิร์นนิ่งจะรวบรวม “ความเชี่ยวชาญของผู้ปฏิบัติงาน” ในเรื่องของ “กระบวนการ” และทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ โดยเก็บเกี่ยวความรู้ของผู้ปฏิบัติงานที่มีประสบการณ์มากที่สุดเอาไว้ และยังช่วยให้ผู้ที่มีประสบการณ์น้อยกว่าสามารถเรียนรู้จากเรื่องเหล่านี้ได้
การที่โมเดลแมชชีนเลิร์นนิ่ง มีการวางเลเยอร์ด้านเทคนิคอื่นๆ เช่นวางเวิร์กโฟล์วไว้เหนือการตรวจจับ และการจำแนกประเภท ทำให้เราสามารถนำกลยุทธ์ด้านระบบอัตโนมัติมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มรูปแบบ จึงช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการตอบสนองต่อเงื่อนไขทางการตลาดที่ผันผวนได้ดี
สินค้าของเราราคาสูงกว่าท้องตลาดหรือไม่? ลองให้ความสำคัญเรื่องปริมาณการผลิต พร้อมกับจัดการหรือลดการปล่อยมลพิษ ราคาสินค้าของเราถูกลงหรือไม่? ลองให้ความสำคัญเรื่องการจัดการต้นทุนและอายุการใช้งานของสินทรัพย์ให้มีประสิทธิผล
ในโลกปัจจุบัน เราจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่นเรื่องกลยุทธ์ด้านกระบวนการที่เหมาะสมที่สุด แต่เราต้องสามารถเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน เพื่อให้รองรับกับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งความคล่องตัวคือปัจจัยที่ช่วยสร้างความแตกต่างทางธุรกิจได้
บริษัท ริโก้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัติและเครื่องใช้สำนักงานมากว่าครึ่งศตวรรษ ได้เปิดจุดการขายที่ร้านออฟฟิศเมท สาขารังสิต ใกล้กับห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าไปเลือกซื้อพรินเตอร์หรือหมึกพิมพ์ โดยมีพนักงานขายให้คำแนะนำเครื่องที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ อย่างกระดานอัจฉริยะแบบ all-in-one ที่ครบจบในเครื่องเดียว ทั้งฟังก์ชันไวท์บอร์ด การรับ–ส่งสัญญาณภาพแบบไร้สาย รองรับการติดตั้งแอปพลิเคชันเสริมได้ ตอบโจทย์ทุกการประชุมและการเรียนการสอน และยังมีเครื่องพิมพ์ลงบนผ้าที่สามารถพิมพ์ของที่ระลึกเองได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ กระเป๋าผ้า ถุงเท้าหรือแม้แต่แผ่นไม้คอร์ก ซึ่งลูกค้าสามารถสัมผัสการใช้งานจริงเพื่อนำไปเป็นไอเดียสำหรับองค์กรหรือสร้างรายได้เสริมเพิ่มเติมได้ในอนาคต ความพิเศษนอกเหนือจากนี้คือที่สาขานี้จะมีโปรโมชันรับกระเป๋าผ้าที่มีเพียงหนึ่งใบในโลกที่คุณสามารถออกแบบได้เองทันที 1 ใบต่อ 1 ใบเสร็จ ภายในเดือนมีนาคม 2566 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด
ริโก้มุ่งหวังว่าการเปิดจุดจำหน่ายใหม่นี้จะทำให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงประสบการณ์การใช้งานที่ครอบคลุมมากขึ้น และสามารถหาโซลูชันที่ตอบโจทย์กับความต้องการของกลุ่มได้ตรงจุดมากขึ้น หากท่านสนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-958-5594, อีเมล rththailand@ricoh.co.th หรือสามารถไปที่จุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ริโก้ ณ ร้านออฟฟิศเมท สาขารังสิต https://goo.gl/maps/TNdMnGyMj6pPSnck8
ออฟฟิศเมท ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ตอกย้ำจุดยืนแบรนด์ในฐานะ “ควิกวินพาร์ตเนอร์ (Quick Win Partner)” มุ่งมั่นเป็นพันธมิตรเร่งเครื่
คุณจิตรลดา หาญวรวงศ์ชัย กรรมการผู้จั
1. Chair Destination & ERGO Lab
คัดสรรเก้าอี้ทำงานกว่า 100 รุ่น มีให้เลือกและลองมากที่สุด ทั้งเก้าอี้สำนักงาน เก้าอี้ผู้บริหาร และเก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic) จากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Furradec, Ergotrend, Workscape, Modena และ Nubwo พร้อมห้องทดลองสินค้า Ergonomic หรือ “ERGO Lab” บริการให้คำปรึกษาในการเลือกเก้
ออฟฟิศเมท ยินดีช่วยคุณสร้างพื้นที่
2. Workplace Technology
รวมสินค้าเทคโนโลยีที่ทันสมั
o “Creality 3D Printing” นำความฝันของคุณสู่โลกแห่
o “Direct-to-Garment Printing” เทคโนโลยีการพิมพ์ลวดลายลงบนเนื้
o “Heat-Free Technology” เทคโนโลยีการพิมพ์แบบไม่ใช้
3. Beyond Office Supplies
นอกเหนือจากอุปกรณ์สำนั
4. BIZ Service Solutions
o “Printing & Packaging Service” บริการงานพิมพ์และบรรจุภัณฑ์
o “Parcel Delivery Service” บริการรับส่งพัสดุด่วนทั่วไทย โดนใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ มาที่เดียว ได้ทั้งอุปกรณ์แพ็คกิ้ง และส่งพัสดุกับไปรษณีย์ไทย หรือ Kerry Express ได้ทันที
o “IT Repair Center” จุดรับส่งซ่อมปริ้นเตอร์ อุปกรณ์ไอที อิเล็กทรอนิกส์ โดยทีมงานมืออาชีพจาก SVOA และแบรนด์ชั้นนำ
ออฟฟิศเมท สร้างธุรกิจไว ให้ทุกธุรกิจวิน! พร้อมเคียงข้างคุณในทุกย่างก้
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น จับมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โชว์โซลูชั่นสำหรับยกระดับโรงงานอุตสาหกรรมให้ ก้าวทันโลกดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติการ และสร้างความยั่งยืน ประเดิมต้นปี รุก 5 จังหวัดเมืองอุตสาหกรรม ได้แก่ สมุทรปราการ ชลบุรี นครราชสีมา หาดใหญ่ ลำพูน
นายเผดิมศักดิ์ รัตนเรืองศักดิ์ รองประธาน ธุรกิจ Power Products ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ไทย ลาว และเมียนมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล นับเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมทั่วโลกในยุคนี้ เพราะเป็นการปูพื้นฐานสำหรับการสร้างความยั่งยืนในอนาคต ทั้งช่วยลดต้นทุนความเป็นเจ้าของ และต้นทุนด้านการบำรุงรักษา ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการได้ รวมไปถึงกฎเกณฑ์ทางการค้าจะยิ่งมีความเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของความยั่งยืน การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลของโรงงานนับเป็นโอกาสในการทำธุรกิจในยุคนี้ก็ว่าได้”
งาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จับมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรม พร้อมให้คำปรึกษาด้านการทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัลโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
“การจัดงาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 เราได้รับเกียรติจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกันขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยผลักดันไปสู่ดิจิทัล เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมด้านการแข่งขันในอนาคตที่ต้องมีเรื่องของการสร้างความยั่งยืนในอีโคซิสเต็มเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อความเป็นต่อด้านการแข่งขันที่ยั่งยืนยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งการสร้างความยั่งยืนในภาคอุตสาหกรรมไม่ได้หมายถึงความจำเป็นในการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี IoT แบบเต็มรูปแบบ แต่เป็นการเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แล้วค่อยมีการปรับเปลี่ยนเมื่อจำเป็น”
Innovation Day: Industrial Solutions 2023 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ออกแบบหัวข้อต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการเสริมศักยภาพในโรงงานปัจจุบัน อาทิ
โดยงานดังกล่าวตั้งเป้าไว้ที่ 5 จังหวัดเมืองอุตสาหกรรม ได้แก่
“การทรานส์ฟอร์มสู่ดิจิทัล สิ่งที่สำคัญไม่ใช่เพียงเจ้าของโรงงานมีความเข้าใจ แต่พนักงานทุกคนต้องมีส่วนร่วม และเข้าใจถึงเป้าหมายร่วมกัน การจัดงาน Innovation Day: Industrial Solutions 2023 นับเป็นโอกาสในการเสริมความเข้าใจในด้านการทรานส์ฟอร์มโรงงานสู่ดิจิทัลร่วมกัน ทั้งฝ่ายบริหารและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งทางฝ่ายบริหารโรงงาน และตัวแทนจากโรงงานสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งทางชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยินดีเป็นแรงเสริมในการช่วยผลักดันภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต เพื่อนำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนของประเทศในอนาคต” นายเผดิมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย
ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้สองช่องทางทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ประสานเพื่อให้ข้อมูลต่างๆ ตลอดจนรายละเอียดการเข้าชมผ่านช่องทางออนไลน์
23 มีนาคม 2566 – ซีเมนส์และฝ่ายผลิตภัณฑ์ยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล ลงนามในข้อตกลงซัพพลายเออร์เชิงกลยุทธ์ (หรือ Strategic Supplier Agreement) ตามที่ซีเมนส์ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ที่งาน Tire Expo Trade Fair ณ เมืองฮันโนเวอร์ (ประเทศเยอรมนี) โดยบริษัทฯ จะจัดหาระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีขับเคลื่อนเพื่อส่งมอบให้แก่โรงงานผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลทั่วโลกในฐานะซัพพลายเออร์ลำดับต้น (Preferred Supplier) จุดมุ่งหมายของความร่วมมือนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอลทั่วโลกผ่านการใช้นวัตกรรมการควบคุมและเทคโนโลยีอัตโนมัติ ในข้อตกลงดังกล่าวนี้จะมีการกำหนดมาตรฐานที่จะช่วยให้คอนติเนนทอลพัฒนาศักยภาพเครื่องจักรการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในวงจรการผลิต
ระบบอัตโนมัติและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของซีเมนส์สามารถช่วยผู้ผลิตยางรถยนต์ปรับกระบวนการผลิตให้เป็นดิจิทัล และยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจได้ทบทวนห่วงโซ่คุณค่า (Value Chains) และลดต้นทุนรวมของการดำเนินงานทั้งหมด
เซดริค ไนเค สมาชิกของคณะกรรมการบริหาร ซีเมนส์ เอจี (Siemens AG) และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มธุรกิจ Digital Industries กล่าวว่า “ยางรถยนต์เป็นตัวเชื่อมรถและถนน หากปราศจากนวัตกรรมการผลิตยางที่ทันสมัย เราจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านความปลอดภัย ประสิทธิภาพและความยั่งยืนได้ นั่นคือเหตุผลหลักที่คอนติเนนทอล ไทร์ส และซีเมนส์ ร่วมมือทำงานอย่างใกล้ชิดและกำลังขยายความร่วมมือนั้นเพิ่มขึ้น”
เพื่อขับเคลื่อนเข้าสู่ความเป็นมาตรฐาน คอนติเนนทอลจะซื้อระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีการขับเคลื่อนส่วนใหญ่จากซีเมนส์สำหรับติดตั้งในเครื่องจักรใหม่และเครื่องจักรที่อยู่ระหว่างการพัฒนา โดยบริษัทฯ จะติดตั้ง Simatic Controllers, I/O Systems, WinCC Unified Operator Control Units และ Industrial PCs ให้กับโรงงานผลิตยางรถยนต์ของคอนติเนนทอล พร้อมฝึกอบรมบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องในโรงงานยางรถยนต์ต่าง ๆ ของคอนติเนนทอลใน TIA Portal (หรือ Totally Integrated Automation Portal) ที่เป็นพอร์ทัลบริการระบบอัตโนมัติแบบดิจิทัลสำหรับการออกแบบ วางแผน และทำงานด้านวิศวกรรมแบบผสมผสานกับนวัตกรรมเครื่องจักร
มาตรฐานระดับสูงจะได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับซอฟต์แวร์ The Siemens Tire Library ซึ่งเป็นคลังซอฟต์แวร์สำหรับใช้กำหนดมาตรฐานการควบคุมตัวเซ็นเซอร์ (Sensors) และตัวกระตุ้นหรือหัวขับ (Actuators) จะช่วยรองรับการทำงานดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การทำวิศวกรรมเครื่องกล และการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ง่ายขึ้นสำหรับคอนติเนนทอลรวมถึงด้านซัพพลายเออร์เครื่องจักร ซึ่งการกำหนดมาตรฐานนี้ยังช่วยให้เครื่องจักรทำงานไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรจากซัพพลายเออร์ใดก็ตาม
การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเหล่านี้ยังช่วยส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่อุตสาหกรรมยางรถยนต์ให้ความตระหนัก โดยซีเมนส์ได้นำเสนอวงจรการผลิตระยะยาวสำหรับผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ที่จะใช้ในอนาคต ทำให้นวัตกรรมต่าง ๆ ของซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์สามารถทำงานผสานเข้ากับวงจรการผลิตทั้งหมดของเครื่องจักรอย่างง่ายดาย ซึ่งซีเมนส์ยังได้สนับสนุนด้านเทคนิคและกำลังดำเนินการจัดหาอะไหล่ที่จะใช้ในระยะยาว
ที่ผ่านมาซีเมนส์และคอนติเนนทอล ไทร์ส ทำงานร่วมกันเพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ตัวอย่างหนึ่งคือ การนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ในโรงงานอัดขึ้นรูปกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในแบบเสมือนจริง นอกจากนี้คอนติเนนทอล ไทร์ส ยังใช้เทคโนโลยีเอดจ์ (Edge) ของซีเมนส์และระบบ Cloud Hosting สำหรับแอปพลิเคชัน Mendix
คลิกชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ซีเมนส์ ที่งาน Tire Expo 2023 ได้ที่ www.siemens.com/ttx
คลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันของซีเมนส์ในอุตสาหกรรมยางรถยนต์ได้ที่ www.siemens.com/tire
โดย ไบรอัน เบิร์ก รองประธานฝ่ายวิจัยด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี การ์ทเนอร์ อิงค์
แม้ ChatGPT จะมีความสามารถที่น่าสนใจแต่ก็เรียกได้ว่ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ซึ่งการใช้งาน Generative AI ในภาคองค์กรนั้นไปไกลและซับซ้อนกว่ามาก
ช่วงสามปีที่ผ่านมา มีบริษัท Venture Capital (VC) หลายแห่งลงทุนในโซลูชัน Generative AI ต่าง ๆ เป็นมูลค่ามากกว่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉพาะการลงทุนกับการค้นพบยาด้วย AI และการเข้ารหัสซอฟต์แวร์ AI เป็นสองกลุ่มที่ได้รับเงินทุนมากที่สุด
โมเดลพื้นฐานในยุคแรก ๆ เช่น ChatGPT โฟกัสไปยังความสามารถของ Generative AI เพื่อเสริมงานด้านครีเอทีฟ แต่เราคาดว่าภายในปี ค.ศ. 2025 ยาและวัสดุการผลิตใหม่ ๆ มากกว่า 30% จะเป็นการค้นพบอย่างเป็นระบบโดยการใช้เทคนิค Generative AI จากที่วันนี้ไม่มีเลย นั่นเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างของ Use Case มากมายของการนำ Generative AI มาใช้ในอุตสาหกรรม
Use Case ต่าง ๆ ของการใช้ Generative AI
Generative AI สามารถใช้สำรวจความเป็นไปได้ของการออกแบบวัตถุได้หลากหลายเพื่อค้นหาสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ไม่เพียงแต่เสริมและเร่งการออกแบบในหลาย ๆ ด้านเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการ “ประดิษฐ์คิดค้น (Invent)” นวัตกรรมการออกแบบ หรือ วัสดุที่มนุษย์อาจมองพลาดไปเป็นอย่างอื่น
ในแวดวงการตลาดและสื่อต่างรับรู้ถึงผลกระทบของ Generative AI ซึ่งการ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2568 ประมาณ 30% ของข้อความด้านการตลาดที่ส่งออกโดยองค์กรใหญ่ ๆ จะถูกสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์โดยระบบ โดยเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่มีน้อยกว่า 2% นอกจากนี้ ภายในปี 2573 ประมาณ 90% ของภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ที่จะเข้าฉายจะสร้างด้วย AI (ตั้งแต่ตัวหนังสือไปจนภาพเคลื่อนไหว)
อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วนวัตกรรมเอไอมักจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง Generative AI ได้สร้าง Use Cases มากมายในอุตสาหกรรมต่าง ๆ
Generative AI ถูกนำมาใช้ออกแบบและพัฒนายารักษาโรคสำหรับใช้ในกรณีต่าง ๆ แทนที่ต้องใช้เวลาหลายปี กลับย่นระยะเวลาให้เหลือเพียงไม่กี่เดือน เป็นโอกาสสำคัญของภาคเภสัชกรรมที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการค้นพบยาตัวใหม่ได้อย่างมีนัยสำคัญ
เทคโนโลยี Generative AI กำลังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ การบินและอวกาศ การป้องกันประเทศ การแพทย์ รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และพลังงาน โดยสามารถประกอบวัสดุขึ้นใหม่ทั้งหมดพร้อมกำหนดคุณสมบัติทางกายภาพได้อย่างเฉพาะ
กระบวนการนี้เรียกว่า Inverse Design สามารถกำหนดคุณสมบัติที่ต้องการและค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดไว้ แทนที่จะอาศัยความบังเอิญเพื่อค้นหาวัสดุที่มีคุณสมบัติดังกล่าว ผลลัพธ์ที่ได้คือการค้นหา ตัวอย่างเช่น การค้นหาวัสดุที่เป็นตัวเหนี่ยวนำไฟฟ้าหรือมีแรงดึงดูดของแม่เหล็กมากกว่าวัสดุที่ใช้ในด้านพลังงานและการขนส่งในปัจจุบัน หรือการค้นหาวัสดุที่จำเป็นต้องมีความทนทานต่อการกัดกร่อน เป็นต้น
Generative AI สามารถใช้การเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Reinforcement Learning) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งทางด้าน Machine Learning สำหรับเพิ่มประสิทธิภาพการจัดวางองค์ประกอบในการออกแบบแผงวงจรของเซมิคอนดักเตอร์ (Floorplanning) ซึ่ง Generative AI ช่วยย่นระยะเวลาของวงจรการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเดิมหลายสัปดาห์ที่ต้องทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมนุษย์เหลือเป็นรายชั่วโมงแทน
Generative AI เป็นหนทางเดียวในการสร้างข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) ซึ่งเป็นประเภทข้อมูลที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัลกอริทึมที่สำคัญกว่าข้อมูลที่รวบรวมโดยตรงมาจากบุคคลจริง ทำให้มั่นใจถึงความเป็นส่วนตัวของแหล่งข้อมูลดั้งเดิมที่ใช้ในการฝึกโมเดล ตัวอย่างเช่น ฐานข้อมูลด้านสุขภาพที่สามารถสร้างขึ้นเพื่อการวิจัยและวิเคราะห์โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนของผู้ป่วย ซึ่งใช้เวชระเบียนรับรองความเป็นส่วนตัว
Generative AI ช่วยให้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ประกอบด้วย ภาคการผลิต ยานยนต์ การบินและอวกาศ และการป้องกันประเทศ สามารถออกแบบชิ้นส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเป้าหมายและข้อจำกัดได้ตามที่กำหนด อาทิ ในด้านประสิทธิภาพ ชนิดวัสดุและวิธีการผลิต ตัวอย่าง ผู้ผลิตรถยนต์สามารถใช้ Generative Design เพื่อคิดค้นการออกแบบที่เน้นน้ำหนักเบาขึ้น นำไปสู่เป้าหมายในการทำให้รถยนต์ประหยัดน้ำมันมากขึ้น เป็นต้น
การฝังเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
ปัจจุบันระบบ AI ส่วนใหญ่จะถูกแยกเป็นประเภทต่าง ๆ หมายความว่า มันสามารถรับการฝึกและแยกแยะความแตกต่างระหว่างภาพสุนัขและแมวได้ ซึ่ง Generative AI สามารถฝึกฝนให้สร้างภาพสุนัขหรือแมวที่ไม่มีอยู่ในโลกจริงได้ ซึ่งความสามารถในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีนี้คือ Game Changer
Generative AI ทำให้ระบบต่าง ๆ สามารถสร้างสิ่งประดิษฐ์ที่มีมูลค่าสูงได้ อาทิ วิดีโอ การเล่าเรื่อง ข้อมูลการฝึกอบรม หรือแม้แต่การออกแบบและสร้างแผนผังวงจรไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ
ตัวอย่างเช่น Generative Pre-trained Transformer (GPT) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีภาษาธรรมชาติขนาดใหญ่ ที่ใช้ในการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อสร้างข้อความได้เหมือนมนุษย์ โดยในเจเนอเรชั่นที่ 3 (GPT-3) สามารถคาดการณ์คำที่จะใช้ในประโยคถัดไปตามการฝึกฝนที่สั่งสมมาในระบบ นอกจากนี้ยังสามารถเขียนเรื่องราว แต่งเพลงและประพันธ์บทกวี หรือแม้แต่เขียนโค้ดโปรแกรมในคอมพิวเตอร์ และ ChatGPT ยังช่วยนักเรียนทำการบ้านได้ในไม่กี่วินาที
นอกเหนือจากข้อความ (Text) แล้วยังสามารถสร้างภาพดิจิทัล อย่าง DALL·E 2, Stable Diffusion และ Midjourney ที่เป็น AI ที่สามารถสร้างภาพต่าง ๆ ได้จากข้อความ
ห้ามลืมเรื่องความเสี่ยง
ก่อนที่องค์กรจะเดินหน้าอย่างเต็มรูปแบบกับ Generative AI ต้องระลึกเสมอว่า นอกจากโอกาสทางธุรกิจแล้ว Generative AI ยังมีภัยคุกคามอยู่เช่นกัน เช่น ความเป็นไปได้ในการปลอมแปลงข้อมูลแบบ Deepfakes ปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และการใช้เทคโนโลยี Generative AI ในทางที่ผิดเพื่อมุ่งเป้าโจมตีองค์กร
องค์กรต้องทำงานร่วมกับผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงแบบเชิงรุกจากการเสื่อมเสียชื่อเสียง การปลอมแปลง การล่อลวง และในเรื่องของการเมือง ที่เกิดจากการใช้ Generative AI ในทางที่ผิดทั้งต่อปัจเจกบุคคล องค์กรธุรกิจและภาครัฐบาล
องค์กรควรพิจารณาคำแนะนำการใช้ Generative AI อย่างมีความรับผิดชอบ ผ่านรายชื่อผู้จัดจำหน่ายและผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรอง พร้อมให้ความสำคัญกับองค์กรที่มีความมุ่งมั่นสร้างความโปร่งใสในชุดข้อมูลการฝึกอบรมและการใช้โมเดลอย่างเหมาะสม และ/หรือนำเสนอโมเดลของพวกเขาในโอเพ่นซอร์ส