Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ผนึกรวมโซลูชั่นบน AWS

คุณชัยวัฒน์ วชิรโรจน์ไพศาล (ทางซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำทางด้านเทคโนโลยีโซลูชั่นบนคลาวด์แพลตฟอร์ม AWS เข้าร่วมงานสัมมนาใหญ่ “AWS Cloud Day Thailand 2023” ได้รับการต้อนรับจาก คุณวัตสัน ถิรภัทรพงศ์ (ที่สองจากซ้าย) Country Manager Amazon Web Services (Thailand) Co., Ltd. AWS และทีมงาน

ภายในงานบริษัทเมโทรซิสเต็มส์ฯ ได้นำเสนอโซลูชั่น DevSecOps, AIOps รวมถึง Dashboard ที่ผ่านการพัฒนาปรับปรุงจนเป็นที่ต้องการของตลาด ผ่านทางคุณณัฐดนัย วิทยาศิริกุล (ที่สองจากขวา) Cloud Solution Specialist Manager และคุณเปรมจิต อภิเมธีธำรง (ทางขวา) ACES: Advanced Center of Excellence Services ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งวัน  การพัฒนาปรับปรุงโซลูชั่นมุ่งเน้นการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดให้บริการ ภายใต้คลาวด์แพลตฟอร์ม AWS ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการช่วยขับเคลื่อนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นอย่างแท้จริง ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งจัดขึ้นในวันอังคารที่ 8 สิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา           

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่มธุรกิจดิจิตอลโซลูชั่น บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โทร.02-089-4994 อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. ลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัย NFU สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

รศ.ดร.อัยยะ  จันทรศิริ  คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  วิทยาเขตระยอง   ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับ Prof. Li – Wei Chen, Vice President for International Affairs  มหาวิทยาลัย  National  Formosa  University  สาธารณรัฐจีน  (ไต้หวัน)   โดยมี  ศ.ดร.สมฤกษ์    จันทรอัมพร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ  มจพ. ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัย National Formosa University สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) พิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกิจกรรมความร่วมมือระหว่างทั้งสองมหาวิทยาลัย เกี่ยวกับด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงความร่วมมือด้านงานวิจัย ตลอดจนการเข้าเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน และกิจการมหาวิทยาลัย ในวันพุธที่ 30 สิงหาคม 2566 ณ มจพ. กรุงเทพฯ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“SCB TechX” จับมือ “VMware” พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการมัลติคลาวด์ด้วย Scaled DevOps

จากรายงานของ VMware ที่แสดงให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า องค์กร73% ในปัจจุบันใช้คลาวด์ตั้งแต่สองระบบขึ้นไป โดยผู้บริหารด้านเทคโนโลยีให้เหตุผลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ระบบคลาวด์หลายระบบดังนี้

  • ธุรกิจต่าง ๆ ยังคงพบกับความไม่แน่นอนอย่างมากเกี่ยวกับสถานะของตลาดขณะนี้ เผชิญกับความต้องการที่หลากหลาย ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนระบบคลาวด์ให้ตรงตามความต้องการใช้งาน ณ ขณะนั้น แต่ก็นำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการค่าใช้จ่าย อย่างไรก็ดียังคงเชื่อมั่นว่า การใช้ผู้ให้บริการที่หลากหลายทำให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
  • ทีมงานต่าง ๆ ภายในองค์กรเองก็ใช้ผู้ให้บริการระบบคลาวด์ที่แตกต่างกันเช่นกัน เนื่องจากมีเหตุผลในการใช้งานที่แตกต่างกัน แต่เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดได้แก่ การใช้งานแอปและบริการที่มีอยู่มากในตลาด การกู้คืนความเสียหายและความต่อเนื่องทางธุรกิจ และความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ที่ได้รับการปรับปรุง

เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของกลยุทธ์มัลติคลาวด์ การประกาศความร่วมมือระหว่าง SCB TechX และ VMware ในการพัฒนา Multi-Cloud Management Platform และสร้าง DevOps as a Service ที่สมาร์ทในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและความพึงพอใจของลูกค้า โดยจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดความซับซ้อนในการจัดการมัลติคลาวด์ ช่วยนักพัฒนาให้สามารถส่งมอบแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ขณะที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งระดับองค์กรและยูซเซอร์ทั่วไปผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัย นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของบริษัทไทยที่ร่วมมือกับบริษัทระดับโลกเพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อรับมือกับความท้าทายและสร้างโอกาสการเติบโตของยุคดิจิทัล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ จัดแสดงเทคโนโลยี ระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงาน ที่งาน ASEAN Sustainable Energy Week 2023

ระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 1 กันยายน ศกนี้ ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตต์ ที่บูธ H9 ฮอลล์ 2

ซีเมนส์มุ่งสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยเดินหน้าสู่อุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน โดยนำเทคโนโลยีและโซลูชันอัจฉริยะจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ Siemens Xcelerator มาร่วมจัดแสดงในงาน “ASEAN Sustainable Energy Week 2023”

ภายใต้แนวคิด “Accelerate Transformation Towards Decarbonization and Sustainable Industry”

ซีเมนส์ตั้งเป้าส่งเสริมศักยภาพและสนับสนุนอีโคซิสเต็มส์ในภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการบริหารและจัดการพลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงการลดคาร์บอนจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องในกระบวนการปฎิบัติงาน

ข้อมูลจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency: IEA) เผยในปี 2565 ที่ผ่านมา ภาคอุตสาหกรรมเป็นกลุ่มที่ใช้พลังงานภาพรวมมากที่สุดถึง 37% นอกจากนี้ภาคอุตสาหกรรมยังเผชิญความท้าทายในการเดินหน้าสู่ Net Zero ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงรอบด้านในการดำเนินงาน โดยเฉพาะพลังงานไฟฟ้าจะมีความซับซ้อนในระบบจำหน่ายไฟฟ้าที่จะมีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในระบบมากขึ้น ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องเร่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการต่าง ๆ ให้สามารถใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า ลดต้นทุน และสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ไปสู่ความยั่งยืนได้

คุณสุวรรณี สิงห์ฤาเดช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซีเมนส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “ซีเมนส์มุ่งมั่น นำเสนอนวัตกรรม โซลูชันและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการไปสู่ระบบดิจิทัล พร้อมรับมือกับต้นทุนด้านพลังงาน โดยยึด 3 แกนหลัก ได้แก่ Decrease CAPEX & OPEX, Enhance Efficiency และ Replace with Technology ซึ่งหมายถึงการใช้เทคโนโลยีในการเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมให้สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการเป็นอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน”

ปัจจุบันการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่สร้างความสำเร็จให้กับภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้เทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ Digital Transformation มีส่วนสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน  ข้อมูลจาก Association of the Industrial Energy and Power Industry ชี้ว่าภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความท้าทายในด้านการบริหารและจัดการไฟฟ้า โดย 60% ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมต้องประสบปัญหาไฟฟ้าดับอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี และ 80% ต้องปิดระบบแบบกระทันหัน ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงต่อโรงงาน นอกจากนี้ 53% ของผู้ผลิตไฟฟ้า ยังต้องทำการบำรุงรักษาเชิงป้องกันให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าบ่อยครั้ง เนื่องจากขาดการมองเห็นข้อมูลสถานะที่แท้จริงของอุปกรณ์ และ 50% ยังใช้อุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ที่ต่างกัน ทำให้ขาดการเชื่อมต่อของข้อมูลเพื่อควบคุมและบริหารจัดการไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นปัญหาสำคัญที่แก้ไม่ตกของการจัดการพลังงานไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

นวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าและโซลูชัน IoT ด้านพลังงานจากซีเมนส์จะสามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการและขจัดความท้าทายดังกล่าวได้อย่างครบวงจร โดยโซลูชันและเทคโนโลยีไฮไลท์ที่ซีเมนส์นำมาจัดแสดง ภายในงาน ASEW 2023 ประกอบด้วย

  • โซลูชัน IoT ด้านพลังงานไฟฟ้า (Power IoT solutions) สำหรับภาคอุตสาหกรรม สามารถใช้งานได้ทั้งในโรงไฟฟ้า, สถานีไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรม, สถานีไฟฟ้าย่อยในโรงงาน, ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรม ประกอบด้วย 

o   Microgrids for Sustainability แอปพลิเคชันไมโครกริดช่วยบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าจากแหล่งผลิต/กำเนิด/ส่งไฟฟ้ามากกว่า 2 แหล่ง (สถานีไฟฟ้าทั่วไป ไฟฟ้าพลังน้ำ ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ฯลฯ) ทำให้สามารถใช้แหล่งพลังงานที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ในขณะที่คงความมีเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า

o   IoT Applications and Cybersecurity แอปพลิเคชัน IoT ที่ช่วยควบคุมและตรวจสอบสถานะอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งแสดงผลข้อมูลและสร้างรายงานดิจิทัลผ่านระบบเซิร์ฟเวอร์ในองค์กร (On-Premises) หรือผ่านระบบคลาวด์ (On-Cloud) ช่วยลดการเกิดไฟดับและการซ่อมบำรุงอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ทำให้การผลิตมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมั่นใจถึงความปลอดภัยของข้อมูลด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ Energy Automation ที่ได้รับการรับรองด้าน Cybersecurity ตามมาตรฐาน IEC 62443-4-1 เป็นแห่งแรกของโลก

o   Smart Power Monitoring and Management แอปพลิเคชันที่ช่วยตรวจสอบและบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าสำหรับตู้ควบคุมระบบจำหน่ายไฟฟ้าหลัก ทำให้ทราบสถานะของอุปกรณ์และระบบไฟฟ้าแรงดันต่ำภายในโรงงาน จึงสามารถวางแผนใช้พลังงานไฟฟ้าในกระบวนการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยวางแผนประหยัดพลังงานและพบกระแสผิดพร่อง(fault)ได้อย่างรวดเร็ว ลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น 

o   Scale Up E-Mobility and Manage Loads แอปพลิเคชันควบคุมสถานีบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ทราบสถานะจุดชาร์จและสามารถควบคุมได้จากระยะไกล ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและซ่อมบำรุง ทำให้จุดชาร์จทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

  • นวัตกรรมสวิตช์เกียร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Medium-Voltage blue GIS) ใช้ก๊าซสะอาด (Clean Air) ปราศจากก๊าซฟลูออรีน (100% F-gas free) ลดการเกิดภาวะโลกร้อน ไม่ต้องบำรุงรักษา ทำให้ระบบจำหน่ายไฟฟ้ามีความยั่งยืน
  • นวัตกรรมระบบบริหารจัดการมอเตอร์อัจฉริยะ (SIMOCODE pro) ติดตั้งภายในตู้ควบคุมระบบไฟฟ้าหลักในโรงงาน SIVACON S8 Low-Voltage Switchboard ช่วยให้ทราบสถานะการทำงาน การแจ้งเตือนและตัดวงจรก่อนที่มอเตอร์จะเกิดความเสียหาย ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงมอเตอร์ ช่วยให้การผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
  • สถานีไฟฟ้าย่อยแบบ E-House (คล้ายตู้คอนเทนเนอร์ ที่ภายในมีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่จำเป็นติดตั้งอยู่) จะช่วยลดเวลาในการทำโครงการให้เสร็จเร็วขึ้น สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการขยายตัวด้านโครงการอย่างยั่งยืนและรวดเร็ว โดย E-House สามารถเคลื่อนย้าย ดัดแปลง หรือนำไปใช้งานซ้ำในโครงการใหม่ได้

นอกจากนี้ซีเมนส์ยังได้นำ SICHARGE D เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแบบ DC Charger ประสิทธิภาพสูง ซึ่งได้รับรางวัล iF Design Award 2023 ประเภทยานยนต์ (Automotive) มาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย

“ภาคอุตสาหกรรมที่กำลังมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำจำเป็นต้องเตรียมพร้อมและมีเทคโนโลยีที่สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านพลังงาน เพราะนอกจากระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่จะมีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต ยังมีความท้าทายในการนำพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) เข้ามาใช้ร่วมกันในระบบอย่างเหมาะสม รวมถึงความซับซ้อนของโหลดงานที่มาเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าก็มีบทบาทที่เป็นได้ทั้งผู้บริโภค (Consumer) และผลิตโดยผู้บริโภค (Prosumer) ดังนั้นเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าในอนาคตจึงต้องพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด มีเสถียรภาพ ยืดหยุ่นต่อการใช้งานที่หลากหลาย และส่งเสริมความยั่งยืน ” คุณสุวรรณี กล่าวสรุป 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดใหม่ AMD Radeon RX 7800 XT และ Radeon RX 7700 XT

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – 28 สิงหาคม 2566 – AMD (NASDAQ: AMD) เปิดตัวผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดที่มีประสิทธิภาพระดับแนวหน้าใหม่ ณ งาน Gamescom จำนวน 2 รุ่น  ประกอบด้วย AMD Radeon™ RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT ที่พัฒนามาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่มีประสิทธิภาพและอัตรารีเฟรชสูงที่ความละเอียด 1440p สำหรับเกม AAA และอีสปอร์ต ที่เป็นที่ต้องการอย่างมากปัจจุบันและในอนาคต นอกจากนี้ AMD ยังได้ประกาศความพร้อมใช้งานฟีเจอร์ AMD FidelityFX™ Super Resolution 3 เทคโนโลยีสำหรับเพิ่มสเกลการแสดงผลในยุคถัดไปที่ออกแบบมาเพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเล่นเกม

กราฟิกการ์ดใหม่สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 เสนอฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ล้ำสมัย ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ความละเอียด 1440p เพลิดเพลินไปกับภาพการแสดงผลที่ลื่นไหลที่อัตราเฟรมเรต 60+ FPS และประสิทธิภาพต่อราคาที่ดีขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบคู่แข่งในด้านการเล่นเกม กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT ยังมาพร้อม VRAM GDDR6 ความเร็วสูงขนาด 16GB และ 12GB ตามลำดับ และแบนด์วิธหน่วยความจำสูงสำหรับการเล่นเกมความละเอียดสูงที่มากกว่าคู่แข่งถึง 2 เท่า นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ขั้นสูงที่จะยกระดับประสิทธิภาพการประมวลผลและความคมชัดของการแสดงผลเทคโนโลยีที่พัฒนาใหม่ AMD HYPR-RX 

Scott Herkemnan รองประธานอาวุโสและผู้จัดการทั่วไปฝ่าย Graphic Business Unit บริษัท AMD กล่าวว่า “เกมเมอร์ในปัจจุบันเลือกใช้จอแสดงผลความละเอียด 1440p มากว่าจอแสดงผลความละเอียดอื่น ๆ ซึ่งจอแสดงผล 1440p ที่มีอัตรารีเฟรชสูงในปัจจุบันสามารถนำเสนอภาพที่คมชัดอย่างมาก รวมไปถึงประสบการณ์การเล่นเกมที่ลื่นไหล ตอบโจทย์สิ่งที่เกมเมอร์ต้องการ  AMD รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอผลิตภัณฑ์กราฟิกการ์ดใหม่ที่มอบประสิทธิภาพและความเที่ยงตรงที่สามารถช่วยยกระดับการเล่นเกมให้กับเกมเมอร์ได้เพลิดเพลินไปกับเกมต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคตตามที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับ”

ขับเคลื่อนอนาคตด้านเกมมิ่งที่ความละเอียด 1440p

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT เป็นกราฟิกการ์ดระดับท็อปสำหรับการเล่นเกมที่ความละเอียด 1440p มาพร้อมหน่วยประมวลผล 60 ยูนิตบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 เสนอภาพรวมด้านประสิทธิภาพต่อราคาที่มากกว่าคู่แข่งถึง 20%[i] นอกจากนี้ กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7700 XT ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผล 54 ยูนิตบนสถาปัตยกรรม AMD RDNA 3 ทำให้สามารถเสนอภาพการแสดงผลที่ความละเอียด 1440p และให้ภาพรวมด้านประสิทธิภาพต่อราคาที่มากกว่าคู่แข่งถึง 20%[ii] โดยกราฟิกการ์ดทั้งสองรุ่นเสนอทางเลือกการอัพเกรดที่ยอดเยี่ยมให้กับเกมเมอร์ที่ใช้การ์ดรุ่นก่อนหน้า ฟีเจอร์ที่สำคัญประกอบด้วย::

  • AMD RDNA 3 Architecture – เสนอหน่วยประมวลผลที่ได้รับการออกแบบใหม่ที่ผสานรวมฟีเจอร์ raytracing และ AI accelerator, เทคโนโลยี AMD Infinity Cache™ รุ่นที่สอง และเทคโนโลยี raytracing รุ่นที่สอง
  • Dedicated AI Acceleration – กราฟิกด้าน AI ใหม่ที่ได้รับการพัฒนาให้เหมาะกับเวิร์คโหลดงานด้าน AI รุ่นล่าสุด มาพร้อมคำสั่งและปริมาณงานด้าน AI ที่เพิ่มขึ้น ส่งมอบประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยมากกว่าสถาปัตยกรรม AMD RDNA 2 ถึง 2 เท่า[iii]
  • พัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพด้านการสตรีมมิ่ง – ตัวเข้ารหัสของ AMD ที่ได้รับการพัฒนาด้านคุณภาพของการแสดงผลที่ดีขึ้นเมื่อทำการสตรีมมิ่งและบันทึกวิดีโอ ฟีเจอร์ AMD AI และเทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่งด้านคอนเทนต์อะแดปทีฟได้ถูกผสานรวมเข้ากับ AMD Media Framework เพื่อให้ความคมชัดของข้อความเมื่อสตรีมมิ่งด้วยบิตเรตและความละเอียดที่ต่ำ
  • Ultra-High Definition Encoding – เอ็นจิ้นด้านการเข้ารหัส/ถอดรหัสเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ปลดล็อคประสบการณ์ด้านมัลติมีเดียใหม่ผ่านการรองรับการเข้ารหัส/ถอดรหัสแบบ AV1 เต็มรูปแบบ ด้วยขอบเขตสีที่กว้างและการพัฒนาช่วงไดนามิคที่สูง[iv]
  • AMD Radiance Display™ Engine – รองรับจอแสดงผลที่ใช้พอร์ต DisplayPort 2.1 และ HDMI® 2.1a สำหรับการแสดงผลความละเอียดสูงพิเศษและอัตราการรีเฟรชสูงสำหรับการเล่นเกมและเวิร์คโหลดงานด้านการสร้างสรรค์คอนเทนต์[v] นอกจากนี้ยังรองรับฟีเจอร์ HDR 12-bit และ REC2020 Color Space อย่างเต็มรูปแบบเพื่อเพิ่มความแม่นยำการแสดงผลด้านสีสำหรับการเล่นวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุด 8K
  • เทคโนโลยี AMD FidelityFX™ Super Resolution[vi] – เทคโนโลยีอัปสเกลภาพการแสดงผลของ AMD ที่รองรับการเล่นเกมทั้งในปัจจุบันและที่กำลังจะเปิดตัวกว่า 300 เกม เพื่อเสนอภาพการแสดงผลที่คมชัดและมีความละเอียดสูง ในขณะเดียวกันก็ช่วยเพิ่มอัตราเฟรมเรตในเกมต่าง ๆ ที่รองรับฟีเจอร์

Product Specifications

Model Compute Units GDDR6 Game Clock[vii] (MHz) Boost Clock[viii] Memory Interfaces Infinity Cache TBP Price

(USD SEP)

AMD Radeon RX 7800 XT

 

60 16GB 2124 Up to 2430 256-bit 64 MB (2nd gen) 263W $499
AMD Radeon RX 7700 XT 54 12GB 2171 Up to 2544 192-bit 48 MB (2nd gen) 245W $449 

การเพิ่มเฟรมเรตและความเที่ยงตรงของการแสดงผล

AMD ยังได้ประกาศความพร้อมด้านเทคโนโลยีการอัปสเกลภาพการแสดงผลรุ่นต่อไปบนซอฟต์แวร์ AMD FidelityFX Super Resolution (FSR) ในชื่อ AMD FidelityFX Super Resolution 3 นำเสนอฟีเจอร์การสร้างเฟรมที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AMD Fluid Motion Frames[ix] และข้อมูลเวกเตอร์การเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในเกมเพื่อเพิ่มค่า FPS อย่างมีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ AMD FSR 3 ออกแแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการแสดงผลของภาพที่สามารถรองรับบนผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มที่หลากหลาย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์คู่แข่งและบนเครื่องเกมคอนโซล

AMD FSR 3 คาดว่าจะพร้อมรองรับบนเกม Forspoken จากผู้พัฒนา Square Enix และเกม Immortals of Aveum จากผู้พัฒนา Ascendant Studios และ Electronic Arts Inc. ในช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วง พร้อมเกมอีกกว่า 10 เกม ที่คาดว่าจะเพิ่มการรองรับฟีเจอร์ AMD FSR 3 ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FSR 3 และรายชื่อเกมต่าง ๆ ที่กำลังจะเปิดตัว คลิก

ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ใหม่สำหรับการเล่นเกมในยุคถัดไป

AMD เปิดตัวซอฟต์แวร์เวอร์ชั่นล่าสุด AMD Software: Adrenalin Edition เสนอประสิทธิภาพและฟีเจอร์ใหม่ที่พัฒนามาเพื่อส่งมอบประสบการณ์การเล่นเกมในอีกระดับ โดยคาดว่าจะพร้อมใช้งานในวันที่ 6 กันยายน ศกนี้ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี AMD HYPR-RX ฟีเจอร์ที่จะเข้ามาช่วยลดความยุ่งยากและจัดการการทำงานร่วมกันระหว่างเทคโนโลยี AMD Radeon Super Resolution (RSR), AMD Radeon Anti-Lag และ AMD Radeon Boost เพื่อให้สามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟีเจอร์ AMD HYPR-RX ประกอบด้วยเทคโนโลยี AMD Radeon Anti-Lag ใหม่ ซึ่งจะช่วยยกระดับการเล่นเกมในด้านการตอบสนองที่รวดเร็วผ่านการตั้งค่า Anti-Lag ในแต่ละโปรไฟล์เกม ช่วยลดความล่าช้าในการป้อนข้อมูลให้กับผู้ใช้ได้

ฟีเจอร์ AMD HYPR-RX และ AMD Radeon Anti-Lag+ รองรับบนกราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7000 Series 

การวางจำหน่าย

กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT และ AMD Radeon RX 7700 XT จะวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 ผ่านทางพันธมิตรผู้ผลิตชั้นนำของเรา ประกอบด้วย ASRock, ASUS, Biostar, Gigabyte, PowerColor, Sapphire, Vastamor, XFX และ Yeston นอกจากนี้ กราฟิกการ์ด AMD Radeon RX 7800 XT จะวางจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์ AMD.com ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2566 เช่นกัน

 


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โนเกีย จัดแสดงเครือข่ายศักยภาพสูงที่งาน ‘Amplify Thailand’ เร่งขยายขีดความสามารถหนุนประเทศไทยสู่อุตสาหกรรม 4.0

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – โนเกีย จัดแสดงไฮไลต์เทคโนโลยีพร้อมกลยุทธ์ของบริษัทภายหลังปรับภาพลักษณ์แบรนด์ใหม่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธกิจระยะยาวของบริษัทเพื่อขับเคลื่อนและเร่งการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่งาน ‘Amplify Thailand’ ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ วันนี้  โดยกลยุทธ์ล่าสุดนี้จะช่วยผลักดันให้ โนเกียขึ้นสู่แถวหน้าด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีเครือข่ายทั่วประเทศ  ในขณะเดียวกันนำเสนอโซลูชันเครือข่ายรุ่นใหม่ และนวัตกรรมเทคโนโลยีสำหรับ B2B ที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจและผู้ให้บริการเครือข่าย (CSP) สามารถสนับสนุนให้ประเทศไทยปลดล็อกศักยภาพด้านดิจิทัลและสร้างโอกาสด้านดิจิทัลไลเซชั่นได้เต็มศักยภาพยิ่งขึ้น

ภายในงาน นายอาร์เจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา ได้เผยให้ทราบถึงความเคลื่อนไหวและกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีล่าสุดของบริษัท รวมถึงข้อมูลการดำเนินกิจการในปัจจุบันของโนเกีย (ประเทศไทย)  ต่อด้วยการนำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจจากนายเทเรนซ์ แมคเคบ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านเทคโนโลยี บริษัท โนเกีย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศญี่ปุ่น ที่มาเผยถึงภาพรวมเกี่ยวกับความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี รวมทั้งนวัตกรรมและโซลูชันทางเทคโนโลยีล่าสุดของโนเกีย


ตัวอย่างเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดที่โนเกียได้นำมาแสดงในประเทศไทยหลังจากจัดแสดงในงาน 
Mobile World Congress 2023 (MWC’23) ณ กรุงบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ได้เผยถึงบทบาทของบริษัทในการผลักดันด้านดิจิทัลไลเซชั่นในประเทศไทย และหนทางที่จะช่วยส่งเสริมให้กลุ่มลูกค้าของโนเกียสามารถเปลี่ยนผ่านและเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่โลกดิจิทัลที่สมจริง เชื่อมต่อถึงกัน และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะสามารถทำให้สำเร็จได้ผ่านนวัตกรรมและโซลูชันล่าสุดจากโนเกีย ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมหลักของประเทศไทยสู่ความเป็นดิจิทัล ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมเหล่านั้นสามารถเพิ่มขีดความสามารถด้านผลิตภาพที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นดังกล่าว โนเกีย ได้จัดซีรีย์งานแสดงผลงานทางเทคโนโลยีขึ้นมากมายเพื่อเผยให้เห็นสุดยอดนวัตกรรม ผลิตภัณฑ์ และเทคโนโลยีทั้งหมดสำหรับองค์กรธุรกิจ รวมทั้งเครือข่ายเคลื่อนที่ เครือข่ายคลาวด์ และเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย โดยมีไฮไลต์สำคัญที่คัดสรรมาเป็นพิเศษกับผลงานที่โนเกียได้นำไปจัดแสดงในงานระดับโลกอย่าง Mobile World Congress 2023 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าโนเกียมีจุดยืนที่ชัดเจนกับการกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมในประเทศไทย และผลักดันความก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจสังคมโดยการช่วยสนับสนุนผู้ให้บริการเครือข่ายและองค์กรในประเทศไทยตลอดเส้นทางของ 5G และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

นวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงในงาน ประกอบด้วย

  • MX Industrial Edge
    • Nokia MX Industrial Edge คือ โซลูชัน Edge สำหรับองค์กรที่พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งสามารถเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของเทคโนโลยีด้านปฏิบัติการ (OT) ที่เป็นการผสานความรวดเร็วเข้ากับความง่ายในการใช้งานของโมเดล edge-as-a-service เข้ากับสถาปัตยกรรมเอดจ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ยืดหยุ่น และปลอดภัย โซลูชันนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในภารกิจที่สำคัญสำหรับสภาพแวดล้อมทางอุตสาหกรรมที่เน้นความสำคัญในสินทรัพย์
    • Nokia MX Industrial Edge ที่เอื้อต่อกรณีการใช้งานด้านธุรกิจที่สำคัญสำหรับองค์กร เช่น การติดตามแบบเรียลไทม์ของสัญญาณวิดีโอและการแจ้งเตือน รวมทั้งโซลูชันการวิเคราะห์วิดีโอขั้นสูงสำหรับการใช้งานในภารกิจสำคัญ อาทิ การรับรองคุณภาพและความปลอดภัย
  • NetGuard Cybersecurity Dome
    • NetGuard Cybersecurity Dome คือ โซลูชันด้านความปลอดภัยระบบ Orchestration ระดับรางวัล ที่มาพร้อมกับกรณีใช้งาน 5G ที่ติดตั้งล่วงหน้าสำหรับการรับรองความปลอดภัยเครือข่าย ทีมดูแลด้านความปลอดภัยผ่านระบบ Orchestration สามารถเลือกกรณีใช้งาน 5G ได้จากแคตตาล็อกแบบครบวงจร (Comprehensive catalogue) ที่ครอบคลุมเกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านการสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมด ตั้งแต่สถานีฐาน (RAN) จนถึงโครงข่ายขนส่ง (Transport) และโครงข่ายหลัก (Core)
    • บริการเหล่านี้อยู่บนพื้นฐานความสามารถของระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบตรวจหาและตรวจสอบแบบขยาย หรือ XDR (Extended Detection and Response) ที่เก็บข้อมูล รวบรวม วิเคราะห์ และเทียบเคียงความสัมพันธ์ของข้อมูลความปลอดภัยจากแหล่งข้อมูลจากหลากหลายที่มา และทำให้สมบูรณ์ขึ้นด้วยบริบทด้านการสื่อสารโทรคมนาคมที่จะช่วยให้ทีมฝ่ายปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเข้าถึงความเสี่ยงทางธุรกิจ ปรับปรุงพัฒนาการตัดสินใจ รวมถึงการควบคุมค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น 
  • กลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชันเครือข่ายออปติคอล (Nokia Optical Product Solutions Portfolio)
    • ผลิตภัณฑ์และโซลูชันเครือข่ายออปติคอลของโนเกีย ช่วยให้สามารถใช้งานเครือข่ายที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไม่จำกัด เพื่อเปิดใช้งานการเชื่อมต่อพื้นฐานสำหรับการสื่อสารแบบเครือข่าย โซลูชันของโนเกียที่เพิ่มความสามารถของเครือข่ายนับจากเครือข่ายเอดจ์ (Edge) และข้ามไปถึงระบบการเชื่อมต่อสัญญาณข้อมูลแบบระยะไกล/ แกนหลัก (long-haul/core) และใต้ทะเล ไปพร้อมกับการลดความซับซ้อนในการทำงานของเครือข่ายให้มีความฉลาดและเป็นอัตโนมัติยิ่งขึ้น เพื่อส่งมอบบริการที่มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นและลดค่าใช้จ่ายการเป็นเจ้าของเครือข่าย (TCO)
    • โซลูชันเครือข่ายอัตโนมัติ (Network Automation) ของโนเกียจะช่วยให้ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ผู้ประกอบธุรกิจให้บริการ Webscale และองค์กรขนาดใหญ่สามารถเพิ่มผลประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโนเกียที่ขับเคลื่อนผ่านการพัฒนาชิปเซ็ตขึ้นเอง
    • ชิปเซ็ต ReefShark ของโนเกีย มาเพื่อเสริมพอร์ตเครือข่าย 5G แบบครบวงจรให้โนเกีย เป็นการเพิ่มความชาญฉลาดและประสิทธิภาพให้กับเสาอากาศ MIMO ขนาดใหญ่ และโมดูลระบบ AirScale สำหรับชิปเซ็ตที่โนเกียได้พัฒนาขึ้นและนำไปต่อยอดเพื่อประสบการณ์การใช้งานที่เพิ่มขึ้นนี้มาพร้อมกับซิลิคอนดีไซน์ เช่นเดียวกับความชำนาญของบริษัทในการพัฒนาเสาอากาศสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์จาก Nokia Bell Labs ที่ทำให้โซลูชันที่มีสมรรถนะสูงและประสิทธิภาพสูงเกิดขึ้นจริงได้
    • แพลตฟอร์มที่เปิดใช้งานชิป PSE-6s ของโนเกีย ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานเครือข่ายมั่นใจในเครือข่ายการส่งข้อมูลออปติคอลว่าสามารถปรับขนาดสัญญาณให้สอดคล้องกับความต้องการความจุที่เพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ เพื่อส่งมอบบริการคลื่นความถี่แบบไฮสปีดสูงด้วยประสิทธิภาพที่รวมถึง400GE และ 800GE ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้พลังงานในเครือข่ายลงอีกด้วย
    • ชิปเซ็ต Quillion รองรับโมดูล GPON, XGS-PON, NG-PON2 และ Multi-PON (เช่น GPON+XGS-PON) ของโนเกีย มาพร้อมความหนาแน่นของพอร์ตในระดับชั้นนำของอุตสาหกรรม และความสามารถในการไม่ปิดกั้นแบบเต็มขั้น และยังประหยัดพลังงานได้ถึง 50% ช่วยเพิ่มคุณสมบัติทางการแข่งขัน รวมถึงการนำเสนอนวัตกรรมและสิ่งที่แตกต่างในเวลาที่เหมาะสม โนเกียได้ตัดสินใจเชิงกลยุทธ์เพื่อใช้ประโยชน์จากความสามารถในการออกแบบ ASIC การประมวลผลเครือข่ายประสิทธิภาพสูงที่เป็นที่ยอมรับ และพัฒนาชิปเซ็ต Quillion ขึ้นมา
    • ซิลิคอนประมวลผลเครือข่าย FP5 ของโนเกีย กับคุณสมบัติที่พัฒนาแบบก้าวกระโดดของเครือข่าย IP อันทรงประสิทธิภาพ ที่ยังมาพร้อมคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยปกป้องการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายจากภัยคุกคามด้านความปลอดภัยอีกด้วย ชิปเซ็ต FP5 คือ ซิลิคอนรูตติ้งที่มาพร้อมการเข้ารหัสแบบ Integrated Line Rate Encryption สำหรับบริการเครือข่ายแบบ L2, L2.5 และ L3 ที่ความเร็วสูงสุดได้ถึง 1.6 Tb/s โดยชิปเซ็ต FP5 ได้สร้างนิยามใหม่ด้านความยั่งยืนให้กับการวางเส้นทางเครือข่าย IP โดยช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานได้ถึง 75% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตรุ่นก่อน
  • ชาร์จพลังเครือข่ายแบบซูเปอร์ผ่าน NPO
    • ระบบการวางแผนและเพิ่มประสิทธิภาพเครือข่าย (Network Planning and Optimization (NPO)) ที่ดีที่สุดในพอร์ตดิจิทัลของโนเกีย ซึ่งช่วยในการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับธุรกิจเครือข่ายเคลื่อนที่ โดยระบบนี้จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับลูกค้าในแง่ของการส่งมอบพอร์ตฟอลิโอ เครื่องมือ และกระบวนการที่เป็นนวัตกรรมใหม่
    • พอร์ตฟอลิโอ Automation and Digitalization ของโนเกียที่กำหนดประสิทธิภาพเครือข่ายไว้ที่จุดศูนย์กลาง ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยผลักดันวิวัฒนาการพอร์ตฟอลิโอให้รองรับกับเทคโนโลยีใหม่สำหรับการแยกข้อมูลของโครงข่ายสถานีฐาน (RAN disaggregation) ด้วย O-RAN และ vRAN  นำมาซึ่งความยั่งยืนเชิงสภาพแวดล้อมผ่านการออกแบบของเครือข่ายเคลื่อนที่และการส่งมอบบริการ NPO

นายอาร์เจย์ ชาร์มา ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท โนเกีย ประจำประเทศไทยและกัมพูชา กล่าวว่า “เรายังคงยึดมั่นในการสนับสนุนประเทศไทยให้เดินหน้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเทคโนโลยีของเราสามารถช่วยในการผลักดันการเปลี่ยนสู่ดิจิทัลในทุกภาคอุตสาหกรรม เราเชื่อว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้น โซลูชันเพื่อความยั่งยืนที่ได้รับการส่งเสริม และการเข้าถึงที่มากขึ้นผ่านการบริหารจัดการโซลูชันดิจิทัล โนเกียได้ทุ่มเทอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การสนับสนุนแก่คู่ค้าและลูกค้าของเราตลอดเส้นทางนี้ และเราหวังที่จะได้ผลักดันให้เกิดการพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่องต่อไป”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เปิดตัวเทคโนโลยีใหม่ IDePlate ป้ายทะเบียนรถอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมนำร่องทดสอบด้านการจราจรอัจฉริยะ ที่ บ้านฉาง จ.ระยอง

เมื่อเร็วๆ นี้ อบจ.ระยอง ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย Tönnjes C.A.R.D. International GmbH ผู้ผลิตป้ายทะเบียนจากประเทศเยอรมัน  และ Toennjes Leon บริษัทร่วมลงทุนจากไต้หวัน เพื่อพัฒนาระบบป้ายทะเบียนอัจฉริยะสำหรับยานยนต์ ด้วยการเปิดตัวโมเมนตัมใหม่ IDePlate เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากเยอรมัน นอกจากนี้ได้นำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ด้านการจัดระเบียบการขนส่งและการจราจรที่เมืองสมาร์ทซิตี้ บ้านฉาง จ.ระยอง และหากประสบความสำเร็จในอนาคตเตรียมพัฒนาขยายต่อไปทั่วประเทศ

นายสุชิน พูลหิรัญ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านฉาง กล่าวว่า “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง กลายเป็น “Smart City” แห่งแรกในไทยอยู่แล้ว สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นการนำ IDePlate ไปติดตั้งบนรถบรรทุก รถจักรยานยนต์ และยานพาหนะของทางราชการ เพื่อทำให้การจัดระเบียบการขนส่งอัจฉริยะและการจราจรที่มีประสิทธิภาพ และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนด้วย”

นาย Markus Mueller กรรมการผู้จัดการ Tönnjes C.A.R.D. International GmbH กล่าวว่า “รู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้นำเทคโนโลยี IDePlate มาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาการขนส่งและการจราจรให้กับประเทศไทย โดย อ.บ้านฉาง จะเป็นชุมชนเป้าหมายแรกในเอเชีย และเราหวังว่าจะได้เห็นการนำเทคโนโลยี IDePlate นี้ไปใช้ทั่วประเทศไทยในเร็วๆ นี้” นอกจากนี้ นาย Markus Mueller ยังได้เน้นย้ำว่า บริษัทได้ลงทุนสร้างโรงงานสายการผลิตในไต้หวัน และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยี IDePlate มาให้ทดลองใช้ในประเทศไทยแล้ว

 นาย Chen You Cheng ผู้แทนจาก Toennjes Leon ไต้หวัน กล่าวว่า “เทคโนโลยี IDePlate เป็นการฝังชิปลงในแผ่นป้ายทะเบียน เพื่อทำหน้าที่จัดการจราจรและแจ้งเตือนเส้นทางที่ปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ยานพาหนะ และยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ ทั้งนี้ในความร่วมมือระหว่างไต้หวันและเยอรมันที่ได้จัดขึ้นที่บ้านฉางนี้ เราไม่เพียงแต่ให้บริการด้านการออกแบบ การรวมระบบ และการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการทรัพยากรสำหรับประเทศไทยผ่านฐานการผลิตในเอเชียของเราอีกด้วย”

สำหรับ Tönnjes Group เป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีป้ายทะเบียนดิจิทัล ด้วยประสบการณ์ในการสร้างโซลูชันการขนส่งอัจฉริยะทั่วทั้งสหภาพยุโรปและอเมริกาใต้, Toennjes Leon Company Limited ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินโครงการในเอเชีย ที่เชี่ยวชาญด้านบริการ IoT และการรวมระบบ ที่ประสบความสำเร็จในการช่วยเหลือไต้หวันในการทำ POC ตลอดจนได้ขยายการดำเนินงานสู่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญภายใน EEC ระหว่างสนามบินนานาชาติกับท่าเรือพาณิชย์ และเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 5G ของประเทศไทย ที่ถือได้ว่ามีความพร้อมต่อการเป็นชุมชนนำร่องในการใช้เทคโนโลยี IDePlate ในการจัดการขนส่งอัจฉริยะ ตลอดจนสามารถผลักดันให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงการขนส่งและการจราจรในประเทศไทยต่อไปในอนาคต


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสันเปิด Epson EH-LS800B เลเซอร์โฮมโปรเจคเตอร์ระยะฉายสั้นพิเศษ เสริมไลน์โฮมโปรเจคเตอร์ที่ตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เอปสันขยายไลน์สินค้าโฮมโปรเจคเตอร์ ล่าสุดเปิดตัวเลเซอร์ โฮมโปรเจคเตอร์ระดับ 4K รุ่น EH-LS800B ซึ่งมีระยะฉายสั้นพิเศษ เพื่อความบันเทิงขนาดจอยักษ์สำหรับความบันเทิงภายในบ้าน

เอปสัน ผู้ผลิตโปรเจคเตอร์ที่มียอดขายอันดับหนึ่งทั่วโลก ตอกย้ำความเป็นผู้นำการพัฒนานวัตกรรม พร้อมยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงภายในบ้าน  ด้วยการเปิดตัวเลเซอร์ โฮมโปรเจคเตอร์ ระบบ 3LCD รุ่น EpiqVision Ultra EH-LS800B Laser Projection TV ความสว่าง 4,000 ลูเมน มาพร้อมเทคโนโลยี 4K PRO-UHD ให้ภาพคมชัด สีสันสดใส มีชีวิตชีวา สามารถฉายภาพขนาด 80 นิ้ว ความละเอียดระดับ 4K ด้วยระยะห่างเพียง 2.3 เซนติเมตรเท่านั้น ถือเป็นโปรเจคเตอร์ที่มีระยะฉายสั้นที่สุดในตลาดโฮมโปรเจคเตอร์ในปัจจุบัน

สำหรับคุณสมบัติเด่นของ EH-LS800B ประกอบด้วยความสามารถในการฉายภาพที่มีสีสันสดใส คมชัดสมจริงระดับ Full HD ด้วยฟังก์ชันที่รองรับมาตรฐาน HDR10 และ HLG ทำให้สามารถรับชมความบันเทิงได้แม้ในเวลากลางวัน  ผู้ใช้สามารถตั้งค่าไวท์บาลานซ์ ตั้งค่าภาพตามสีของฉากเพื่อให้ภาพที่ดีที่สุด ค่าความอบอุ่นของแสง และตั้งค่าตามปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีโหมดสำหรับเล่นเกมที่แสดงภาพอย่างรวดเร็ว ลดช่วงเวลา lag เหลือเพียง 0.02 วินาที มีช่องเชื่อมต่อ HDMI รวม 3 ช่อง (สำหรับ ARC และเกมอย่างละ 1 ช่อง) พร้อมติดตั้งระบบ AndriodTV และลำโพง 2.1 ของ Yamaha ในตัว ทั้งยังฉายภาพได้ใหญ่สุดถึง 150 นิ้ว ซึ่งเมื่อรวมกับภาพฉายคุณภาพสูงด้วยแล้ว ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์ความบันเทิงเสมือนมีโรงภาพยนตร์ภายในบ้าน ส่วนในเรื่องการติดตั้ง ก็สามารถทำได้อย่างง่ายดาย รูปลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย เรียบหรู ช่วยเพิ่มความมีสไตล์ให้กับมุมโปรดภายในบ้าน  

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอปสันไม่เคยที่จะหยุดพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งๆ ขึ้น EH-LS800B โฮมโปรเจคเตอร์เลเซอร์ระยะฉายสั้นพิเศษรุ่นล่าสุดนี้ คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะสามารถมอบประสบการณ์คุณภาพของภาพระดับสูง ช่วยยกระดับไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ จึงช่วยให้การใช้เวลาของกลุ่มเพื่อนและครอบครัว เป็นเวลาคุณภาพอย่างแท้จริง”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กฟผ. เปิดบูท ‘EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน

กฟผ. เปิดบูท ‘EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ชวนเยาวชนร่วมผจญภัยค้นหาไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และวิธีพิชิตคาร์บอน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 ส.ค.

กรุงเทพฯ, สิงหาคม 2566 – นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมกับ ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ร่วมพิธีเปิดนิทรรศการ EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 มีเยาวชนและประชาชนสนใจเยี่ยมชมบูท กฟผ. จำนวนมาก ณ อาคาร 11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี จ.นนทบุรี

นายเมธาวัจน์ พงศ์รดาภิรมย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการยุทธศาสตร์องค์การ กฟผ. เปิดเผยว่า งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติถือเป็นงานที่ช่วยกระตุ้น และสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ในปีนี้ กฟผ. จึงได้ร่วมจัดนิทรรศการ EGAT Carbon Neutrality Land: ตะลุยดินแดนไฟฟ้า ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยแบ่งฐานการเรียนรู้ออกเป็นทั้งหมด 6 โซน ได้แก่ โซนที่ 1: พลังงานหมุนเวียน ชวนเรียนรู้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ พร้อมสนุกสนานไปกับภารกิจผลิตไฟฟ้าด้วยโซลาร์เซลล์ลอยน้ำไฮบริดเขื่อนสิรินธรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โซนที่ 2: ห้องเรียนสีเขียว ชวนทำความรู้จักห้องเรียนสีเขียว แหล่งเรียนรู้ด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันมีโรงเรียนที่ร่วมกิจกรรมกับโครงการห้องเรียนสีเขียวแล้วกว่า 1,300 แห่ง โซนที่ 3: ฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จำลองบ้านประหยัดพลังงานพร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากเบอร์ 5 และร่วมสนุกเก็บสะสมไอเท็มประหยัดพลังงาน โซนที่ 4: EV Station สร้างความมั่นใจรองรับทุกการเดินทางของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าด้วยสถานีชาร์จ EleX by EGAT รวม 130 สถานีทั่วประเทศ เพียงใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน EleXA พร้อมร่วมสนุกเกมขับรถ EV เที่ยวศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. 8 แห่ง ทั่วประเทศ โซนที่ 5: ปลูกป่าล้านไร่ เรียนรู้ปริมาณการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกผ่านต้นไม้แต่ละชนิด อาทิ สัก มะค่าโมง ยางนา ประดู่ ตะเคียนทอง โกงกาง ซึ่งปลูกอยู่ในป่าประเภทต่าง ๆ ภายใต้โครงการปลูกป่าอย่างมีส่วนร่วมของ กฟผ. ซึ่งมีเป้าหมายปลูกป่า 1 ล้านไร่ ภายในเวลา 10 ปี (พ.ศ. 2565-2574) และโซนที่ 6: สนามเด็กเล่น ชวนน้อง ๆ ร่วมสนุกกับเกมสุดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ยังมีการแข่งขันประกวดวาดภาพระบายสีหัวข้อ “EGAT LAND ดินเเดนในฝัน” ซึ่งเปิดรับผลงานทางอีเมลจนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 66 และประกาศผลการแข่งขันในวันที่ 20 สิงหาคม 66 ลุ้นชิงรางวัลสุดสร้างสรรค์ และร่วมแข่งขันกีฬา E-Sports สุดมัน ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2566 ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ ถึง 20 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 – 19.00 น. ณ อาคาร 9-11 อิมแพ็ค เมืองทองธานี หรือติดตามรายละเอียดได้ที่เฟซบุ๊ก ห้องเรียนสีเขียว กฟผ. page: www.facebook.com/glr.egat

ภายในงาน กฟผ. ยังเตรียมจัดพิธีมอบรางวัล EGAT Green Learning Society ให้แก่โรงเรียนที่เป็นแบบอย่างที่ดีและมีผลงานโดดเด่นในการสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการห้องเรียนสีเขียวรวม 7 กิจกรรม ได้แก่ 1) โรงเรียนสีเขียว เบอร์ 5 ส่งเสริมให้โรงเรียนบูรณาการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมกับทุกกิจกรรมของโรงเรียน 2) กิจกรรม EGAT Green Seed 3) กิจกรรม EGAT Green Talk เพื่อต่อยอดศักยภาพเยาวชนในโครงการห้องเรียนสีเขียวสู่การเป็นนักสื่อสารและผู้นำเยาวชนด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม 4) โรงเรียนคาร์บอนต่ำ ลดการใช้ไฟฟ้าและการจัดการขยะที่โรงเรียน 5) โรงเรียนคาร์บอนต่ำสู่ชุมชน ลดการใช้ไฟฟ้าที่บ้านนักเรียน 6) โรงเรียนสีเขียว ซึ่งเป็นโรงเรียนต้นแบบด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 7) อาคารเบอร์ 5 ในสถานศึกษา ซึ่งเป็นอาคารที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนที่มีการบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ จากผลการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียนและครอบครัวนักเรียนกว่า 1.23 แสนครัวเรือน ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน สามารถลดการใช้พลังงานไฟฟ้าสะสมได้กว่า 42.73 ล้านหน่วย ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าสะสมได้กว่า 187 ล้านบาท และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศสะสมได้กว่า 22 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ คาดว่าในปีนี้จะลดการใช้พลังงานได้ปริมาณมากเช่นเดียวกัน สอดรับนโยบายการเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มเวิร์คสเตชั่นกราฟิกการ์ด 2 รุ่น ประกอบด้วย AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500

AMD เปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มเวิร์คสเตชั่นกราฟิกการ์ดเพิ่ม 2 รุ่น ประกอบด้วย AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500 ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับเวิร์คโหลดงานเมนสตรีมระดับมืออาชีพในหลากหลายอุตสาหกรรม รวมไปถึงด้านสื่อและความบันเทิง, การออกแบบและการผลิต และสถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการก่อสร้าง

กราฟิกการ์ดตัวใหม่นี้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AMD RDNA 3 ที่ล้ำสมัย ปรับแต่งมาเพื่อนำเสนอประสิทธิภาพการประมวลผลที่ยอดเยี่ยม ความเสถียรที่โดดเด่นและประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานที่น่าทึ่ง มาพร้อมหน่วยความจำความเร็วสูง GDDR6 ขนาด 8GB รองรับงานที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก และสามารถเปิดใช้งานการเรนเดอร์แบบ ray-tracing ที่แสดงรายละเอียดการแสดงผลได้อย่างสมจริง อีกทั้งยังนำเสนอฟีเจอร์ต่าง ๆ มากมาย ประกอบด้วย:

  • AMD RDNA 3 Architecture – ฟีเจอร์หน่วยประมวลผลที่ได้รับการออกแบบใหม่ การผสานรวมระหว่างฟีเจอร์ raytracing และตัวเร่งการใช้งาน AI, เทคโนโลยี AMD Infinity Cache รุ่นที่สอง และเทคโนโลยี raytracing รุ่นที่สอง นอกจากนี้ยังเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวิร์คโฟลว์บน AEC, D&M และ M&E สำหรับงานสร้างแบบจำลอง 3 มิติ, แอนิเมชั่น, การเรนเดอร์, การตัดต่อวิดีโอ และการทำงานในรูปแบบมัลติทาสก์
  • Dedicated AI Acceleration – คำสั่ง AI และปริมาณงาน AI ใหม่ที่เพิ่มขึ้น ส่งมอบประสิทธิภาพที่สูงกว่าสถาปัตยกรรม AMD RDNA 2 รุ่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า
  • AMD Radiance Display Engine with DisplayPort 2.1 – รองรับการแสดงผลสีแบบ 12-bit HDR และสีที่มากกว่า 68 พันล้านสี การแสดงผลที่สามารถรองรับจอแสดงผลรุ่นต่อไปและตัวเลือกการกำหนดค่าแสดงผลแบบหลายจอ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมด้านการแสดงผลที่มีความสมจริงเป็นพิเศษ
  • พัฒนาประสิทธิภาพของไดร์เวอร์และการรับรองแอปพลิเคชั่นระดับมืออาชีพ – AMD ยังคงทำงานร่วมกันกับผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ระดับมืออาชีพชั้นนำในการรับรองแอปพลิเคชั่นที่ครอบคลุม เพื่อให้มั่นใจว่ากราฟิกการ์ด AMD Radeon PRO สร้างขึ้นมาเพื่อพร้อมรองรับการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และผ่านการทดสอบประสิทธิภาพด้านมาตรฐานการทำงาน

กราฟิกการ์ด AMD Radeon PRO W7600 และ AMD Radeon PRO W7500 พร้อมวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ผ่านทางร้านค้าปลีกระดับชั้นนำในราคา $USD599 และ $USD429 ตามลำดับ และคาดว่าจะวางจำหน่ายผ่านเวิร์คสเตชั่น OEM และ SI ภายในปีนี้


Exit mobile version