Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Managed Power Services สร้างโอกาสเติบโตสูงด้านเอดจ์คอมพิวติ้ง ให้กับผู้ให้บริการโซลูชันไอที

โดย ลาร์รี ฮานน์ ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางบริการด้านดิจิทัล ของเอพีซี โดย ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric)

ตลาดบริการด้านการบริหารจัดการ หรือ managed services กำลังเติบโต โดยคาดการณ์อัตราเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 12 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าการใช้จ่ายด้านเอดจ์คอมพิวติ้งจะแตะที่ 33,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 เช่นกัน นอกจากทั้งสองตลาดนี้เกี่ยวข้องกันแล้ว ยังช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ให้บริการด้านการบริหารจัดการ (MSPs) และ ตัวแทนจำหน่ายแบบ VARs (value added resellers) (VARs) ที่ต้องการนำเสนอบริการ managed services รวมอยู่ในธุรกิจ ตลอดจนลูกค้าที่กำลังมองหาความช่วยเหลือในการนำระบบโครงสร้างไอทีแบบกระจายศูนย์มาปรับใช้งานได้ตามต้องการ รวมไปถึงการบริหารจัดการระบบเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสาเหตุที่ต้องการใช้บริการดังกล่าว คือลูกค้าส่วนมากมักไม่ต้องการใช้ บุคลากรของตนไปกับการบริหารจัดการพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับไซต์ไอทีที่อยู่ห่างไกล พร้อมกับกำลังมองผู้ให้บริการโซลูชันไอทีที่นำเสนอบริการดังกล่าวได้

ด้วยเหตุนี้ธุรกิจ MSPs และ VARs จึงเป็นที่น่าจับตาเพราะเป็นการเปิดสู่โอกาสด้านการบริหารจัดการพลังงาน ตัวอย่างเช่นลูกค้าที่ต้องการมอบหมายให้พนักงานไอทีทำงานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น แทนที่จะต้องมาบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว หรือ บริษัทที่กำลังขยับขยายงานด้านไอทีเพื่อรองรับการปฏิรูปสู่ดิจิทัล เหล่านี้อาจต้องพิจารณาการบริหารจัดการพลังงานในส่วนของระบบงานและอุปกรณ์ต่างๆ ได้จากระยะไกล เช่น UPS 1 เฟส ตู้แร็ค และอุปกรณ์ทำความเย็นเป็นต้น

โอกาสในการให้บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน

การจัดการพลังงานเป็นการเพิ่มมูลค่ามหาศาล เพราะเป็นการสนับสนุนเป้าหมายสูงสุดของการให้บริการด้านการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มอัพไทม์สูงสุดให้กับระบบ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมด้านไอทีแบบกระจายศูนย์ที่มีไซต์งานเอดจ์คอมพิวติ้งหลากหลายไซต์ ซึ่งโดยปกติมักจะไม่ค่อยมีเจ้าหน้าที่ประจำไซต์ ซึ่งในมุมมองของลูกค้า ผู้ให้บริการโซลูชันควรมีการเสริมการป้องกันด้วยระบบสำรองไฟฟ้าที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าระบบงานจะไม่ล้มเหลวเมื่อจำเป็นต้องใช้งาน สำหรับมุมมองของผู้ให้บริการ เรื่องนี้นับเป็นแนวทางในการเพิ่มรายได้ประจำในระยะยาว

จุดนี้ทำให้บริการดังกล่าวมีการเติบโตสูง เนื่องจากโดยทั่วไปลูกค้ามักไม่ค่อยถามถึงบริการด้านการจัดการพลังงาน แต่เมื่อได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าอาจยังไม่รู้ว่านี่เป็นทางเลือกหนึ่ง หรืออาจยังไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ตาม แต่ก็ชอบแนวคิดในการจ้างเอาต์ซอร์สมาช่วยบริหารจัดการพลังงาน เพื่อช่วยให้พนักงานมีเวลามากขึ้น ซึ่งโดยปกติ ลูกค้ามักจะมุ่งเน้นไปที่แอปพลิเคชันและความสามารถใหม่ๆ โดยไม่ได้เน้นที่ระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการทำงาน ดังนั้นจึงอยู่ที่ผู้ให้บริการที่จะนำเสนอบริการ managed power ด้วยเหตุและผลเกี่ยวกับความสำคัญของเรื่องนี้

โอกาสในการสร้างรายได้ประจำ

การจัดการพลังงานจากระยะไกลมอบศักยภาพในการเพิ่มรายได้อย่างแท้จริง โดยในความเป็นจริง บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน สามารถคิดเป็นต้นทุนสินทรัพย์ต่อปีได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ที่นี้ ลองแจกแจงออกมาเป็นตัวเลขดู ถ้าคุณบริหารจัดการสินทรัพย์ 100 รายการสำหรับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMB) หรือ 200 รายการสำหรับลูกค้าองค์กรในระดับเอ็นเตอร์ไพร์ซ ด้วยมูลค่า 1,200 บาท ต่อสินทรัพย์หนึ่งรายการ ก็จะเพิ่มรายได้ต่อเดือนได้ 12,000 บาท หรือ 24,000 บาทตามลำดับ และหากคุณบริหารจัดการสินทรัพย์ทั้งหมด 375 รายการ ก็จะคิดเป็นยอดรายได้รวมต่อเดือนอยู่ที่ 450,000 บาท

เมื่อต้องนำเสนอลูกค้าเกี่ยวกับการบริหารจัดการพลังงาน ผู้ให้บริการยังสามารถเปิดประเด็นไปสู่การขายบริการด้านไอทีอื่นๆ ได้อีก เช่น การประเมิน การวางระบบ และการปรับปรุงฮาร์ดแวร์ หากคุณสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าลูกค้าไม่มีการบริหารจัดการพลังงานอย่างเหมาะสมหรือขาดความสามารถในการมองเห็น คุณก็สามารถชี้ให้เห็นได้อีกว่าอุปกรณ์ไอทีอื่นๆ ก็จะไม่สามารถมองเห็นหรือบริหารจัดการได้ดีเช่นกัน ถ้าลูกค้าไม่ได้ใช้บริการ MSP หรือไม่ได้รับบริการที่มีคุณภาพเนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบการใช้พลังงานได้ เท่ากับคุณมีโอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าและสร้างรายได้เพิ่มได้

เส้นทางสู่การให้บริการ managed power

บริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน แสดงให้เห็นถึงโอกาสสำหรับ MSPs และ VARs ที่มองหาโมเดลการสร้างรายได้ประจำอย่างต่อเนื่อง โดยชไนเดอร์ อิเล็คทริค และแพลตฟอร์ม EcoStruxureTM IT  ให้แนวทางที่หลากหลายในการมอบการบริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน ควบคู่ไปกับการให้การสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบด้วยโปรแกรมด้านการฝึกอบรมและโปรแกรมที่ให้สิทธิประโยชน์มากมาย ซึ่งชไนเดอร์ฯ ได้มีการออกแบบข้อเสนอหลากหลายสำหรับการเปิดตัวสู่ตลาด เพื่อช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถตอบรับได้อย่างมั่นใจ ในเวลาที่ลูกค้าขอให้ช่วยบริหารจัดการอุปกรณ์จ่ายพลังงาน และในบทบาทของคู่ค้า คุณสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพธุรกิจของคุณในปัจจุบันมากที่สุด รวมถึงเลือกการลงทุนในระดับที่คุณต้องการได้

คุณมีทางเลือกว่าจะให้ชไนเดอร์ฯ ช่วยดูแลทุกอย่างในนามของคุณ หรือคุณจะดูแลทั้งหมดเองก็ตาม หรือดูแลเองบางส่วนและให้ชไนเดอร์ฯ ดูแลบางส่วนก็ได้เช่นกัน  คุณสามารถเริ่มจากโมเดลหนึ่งก่อน แล้วค่อยขยับสู่โมเดลอื่นได้โดยง่ายเพื่อให้สอดคล้องตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป

ข้อมูลเชิงลึกในลักษณะเชิงรุกแบบเรียลไทม์ของ EcoStruxure IT ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง รวมถึงการออกแบบให้เป็นระบบเปิด ช่วยให้สามารถมองเห็นและเข้าถึงได้ ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการสามารถแจ้งให้ลูกค้าทราบว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ UPS ก่อนที่เครื่องจะทำงานล้มเหลว หรือเตือนลูกค้าเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากเฟิร์มแวร์ที่ล้าสมัย  ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูทางเลือกต่างๆ ได้จากรายละเอียดด้านล่าง เพื่อเลือกข้อเสนอที่เหมาะกับธุรกิจของคุณ และลองทำแบบทดสอบเพื่อประเมินแนวทางที่ดีที่สุด เมื่อคุณพบทางเลือกที่เหมาะสมกับธุรกิจของคุณแล้ว คุณยังสามารถลงทะเบียนโปรแกรม Edge Software & Digital Services Program เพื่อเริ่มต้นให้บริการได้

เข้าถึง eguide ใหม่เกี่ยวกับบริการด้านการบริหารจัดการพลังงาน

บริการ Managed power คือโอกาสที่ดียิ่งสำหรับผู้ให้บริการ MSPs และผู้ที่ต้องการนำเสนอบริการดังกล่าว และในการตอบสนองความต้องการสำคัญสำหรับลูกค้า ผู้ให้บริการโซลูชันจะได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากลูกค้า สร้างความผูกพันอันเหนียวแน่นในบทบาทที่ปรึกษาด้านไอทีที่เชื่อถือได้ เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโอกาสในการนำเสนอบริการ managed power และวิธีผนวกบริการดังกล่าวไว้ในธุรกิจของคุณ โดยลองเข้าไปดูคำแนะนำผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ หรือ equide ใหม่ของเราได้ที่ “สุดยอดคัมภีร์การขยายธุรกิจของคุณด้วย Managed Power Services” ซึ่งคู่มือที่มีประโยชน์นี้ จะช่วยแนะนำผู้ให้บริการโซลูชันไอทีก้าวสู่กระบวนการที่ง่าย ทีละขั้นตอน เกี่ยวกับวิธีประเมินและผนวกบริการด้านการบริหารจัดการพลังงานเข้ากับธุรกิจ

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซีเมนส์ช่วยให้ไบโอเอ็นเทคผลิตวัคซีนโควิด-19 ได้เร็วขึ้น ด้วยระบบอัตโนมัติและโซลูชั่นดิจิทัล

27 พฤษภาคม 2564 – ซีเมนส์ (Siemens) สนับสนุนไบโอเอ็นเทค (BioNTech) บริษัทไบโอเทคโนโลยีตั้งอยู่ที่เมืองไมนซ์ ประเทศเยอรมนี ดำเนินการปรับเปลี่ยนโรงงานในเมืองมาร์เบิร์กเพื่อเร่งกระบวนการผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วยเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง

ไบโอเอ็นเทคได้ซื้อโรงงานผลิตที่รองรับการผลิตสารด้านเทคโนโลยีชีวภาพในช่วงปลายปี 2563  ซึ่งโรงงานแห่งนี้ได้ผลิตวัคซีน BNT162b2 (หรือ COMIRNATY®) ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ด้วยความร่วมมือจากซีเมนส์รวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญในมาร์เบิร์ก ทำให้กรอบเวลาโครงการปรับเปลี่ยนโรงงานที่มีอยู่สำหรับการผลิตวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยี mRNA ลดลงจากหนึ่งปีเหลือเพียงห้าเดือน โดยที่การติดตั้งส่วนประกอบสำคัญของระบบปฏิบัติการในกระบวนการผลิตใหม่ (Manufacturing Execution System – MES) แล้วเสร็จภายในเวลาเพียงสองเดือนครึ่งเท่านั้น  ระบบใหม่นี้รวมถึงกระบวนการผลิตที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบดิจิทัลอย่างครบวงจรและรองรับ “งานเอกสารแบบไม่ใช้กระดาษ – Paperless สำหรับกระบวนการผลิต” ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการด้านงานเอกสารได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตวัคซีนให้ได้ตามเป้าหมาย

กระบวนการทั้งหมดถูกควบคุมโดยเทคโนโลยีของซีเมนส์ เช่น Opcenter Execution Pharma MES ซึ่งทำหน้าที่ผสานรวมระบบและกระบวนการต่างๆ และวิเคราะห์คุณภาพ  นอกจากนี้ยังสามารถพัฒนา ปรับแต่ง และจัดการกระบวนการผลิตโดยอัตโนมัติ  กระบวนการ mRNA ครอบคลุมขั้นตอนการทำงานโดยบุคลากรในบางขั้นตอน เช่น การชั่งน้ำหนัก ที่ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นระบบชั่งน้ำหนักของซีเมนส์ เพราะการชั่งน้ำหนักที่แม่นยำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์  ระบบทั้งหมดได้รับการดัดแปลงสำหรับการทำงานแบบอัตโนมัติโดยใช้ระบบควบคุมกระบวนการ Simatic PCS 7 ที่ควบคุมและจัดการกระบวนการต่าง ๆ ของระบบ  และยังมีการติดตั้งและใช้งานผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อีก เช่น เทคโนโลยีเครือข่าย แอ็คเซสพอยต์ WLAN เทคโนโลยีสื่อสาร และกรอบโครงสร้างวิศวกรรม TIA Portal

ความร่วมมือของซีเมนส์และไบโอเอ็นเทคช่วยเร่งการส่งมอบวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพไปทั่วโลกได้รวดเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ณ ปัจจุบันโรงงานในเมืองมาร์เบิร์กมีบทบาทสำคัญเป็นผู้ผลิตวัคซีนประมาณหนึ่งในสี่ของจำนวนวัคซีน 2.5 พันล้านโดสที่ไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทคได้ประกาศไว้ในปีนี้ 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิค) เป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่มีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 170 ปีในด้านวิศวกรรม นวัตกรรม คุณภาพและความน่าเชื่อถือ บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการจัดการพลังงานหลากหลายรูปแบบ ระบบออโตเมชั่นและดิจิทัลไลเซชั่นสำหรับภาคอุตสาหกรรม และ ระบบโครงสร้างอัจฉริยะสำหรับอาคาร โดยเน้นการผสานเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่องค์กรธุรกิจและสังคมโดยรวม นอกจากนี้ยังมีซีเมนส์ โมบิลิตี้ ผู้นำโซลูชั่นคมนาคมทางรางและทางบก ที่มีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมตลาดด้านบริการขนส่งผู้โดยสารและสินค้า และด้วยซีเมนส์เป็นผู้ถือหุ้นหลักในซีเมนส์ เฮลทิเนียร์ส เราจึงเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการแพทย์และบริการดูแลสุขภาพดิจิทัล นอกเหนือจากนั้น ซีเมนส์ยังเป็นผู้ถือหุ้นใน ซีเมนส์ เอนเนอร์ยี่ ผู้นำด้านการผลิตและนำส่งพลังงานไฟฟ้าระดับโลกที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ 28 กันยายน ปี 2563

ในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งสิ้นสุดเมื่อ 30 กันยายน 2563 ซีเมนส์มีพนักงาน 293,000 คนทั่วโลก กลุ่มธุรกิจของซีเมนส์สร้างรายได้ 57.1 พันล้านยูโร และมีผลกำไร 4.2 พันล้านยูโร

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.siemens.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ สู้ภัย COVID-19 มอบหน้ากากอนามัย แก่โรงพยาบาลรามาธิบดี

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ นำโดย กัญจมา ศรีอรุณ (ที่ 3 จากซ้าย) ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมปกป้องบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัยโควิด-19 ส่งพลังใจและสนับสนุนความช่วยเหลือให้ถึงมือบุคลากรฯ มอบหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ชนิด KN-95  จำนวน 3,840 ชิ้น โดยมี ผศ.นพ.กำธร มาลาธรรม (กลาง)รองผู้อำนวยการ โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นตัวแทนรับมอบ ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อเร็วๆ นี้


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว EcoStruxure Micro Data Center C-Series 43U

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่นเปิดตัว EcoStruxure™ Micro Data Center  C Series ขนาดใหม่ ให้ความจุถึง 43U โดดเด่นด้วยความจุสูงสุดในสายไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สำหรับตลาดคอมเมอร์เชียลและสำนักงาน โดยมาพร้อมเทคโนโลยีทำความเย็นอัจฉริยะเพื่อการปกป้องที่เหนือชั้นและให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานที่ดียิ่งขึ้น โดย C-Series รุ่นใหม่ ขนาด 43U เป็นโซลูชันเดียวในตลาดที่สลับโหมดทำความเย็นได้โดยอัตโนมัติใน 3 โหมด ตามความต้องการใช้งานระบบได้แบบเรียลไทม์

โซลูชันใหม่นี้ ช่วยให้ลูกค้าประยุกต์ใช้ไอทีในสภาพแวดล้อมเอดจ์คอมพิวติ้ง หรือคอมเมอร์เชียลได้ง่าย ปลอดภัย และให้ความเสถียร โดยเป็นโซลูชันที่มีขนาดใหญ่สุด เป็นโมเดลที่ใช้งานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่จำเป็นต้องสร้างห้องไอที ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการลงทุนถึง 48 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาน้อยลง 20 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ผู้ใช้ประหยัดค่าใช้จ่ายด้านวิศวกรรมได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ และช่วยลดค่าซ่อมบำรุงได้ 7 เปอร์เซ็นต์

EcoStruxure Micro Data Centers ของเรา ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความปลอดภัยด้วยระบบโครงสร้างทางกายภาพที่เชื่อมต่อกัน ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน ด้วยแพลตฟอร์มด้านการบริหารจัดการบนคลาวด์ อีกทั้งช่วยลดความซับซ้อนในการออกแบบและนำมาปรับใช้งาน โดย EcoStruxure Micro Data Center C-Series 43U เป็นโซลูชันล่าสุดที่เข้ามาเสริมทัพ โดยให้ความจุแร็คเพิ่มมากขึ้น ประหยัดขึ้น และมีฟีเจอร์ที่บิวด์-อินมาเยอะขึ้น ช่วยตอบโจทย์ความท้าทายด้านสภาพแวดล้อมการใช้งานในส่วนคอมเมอร์เชียล” นายฌอง เบพติสต์ ปลานย์ รองประธาน ฝ่ายบริหารจัดการในการนำเสนอผลิตภัณฑ์แร็คและระบบเอดจ์ ด้านการบริหารจัดการพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค “EcoStruxure Micro Data Center C-Series 43U ช่วยเติมเต็มช่องว่างในตลาด ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงมืออาชีพด้านไอทีและผู้ให้บริการโซลูชันไอที เพื่อช่วยให้มั่นใจได้ว่าสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลจะยังคงรองรับการใช้งานได้ตลอดเวลา”

โซลูชันการบริหารจัดการเอดจ์ที่ครบวงจร

MDC C-Series ขนาด 43U เป็นโซลูชันบริหารจัดการเอดจ์ที่สมบูรณ์แบบ โดยสามารถตรวจสอบการทำงานได้จากระยะไกล ด้วยซอฟต์แวร์ EcoStruxure IT และบริการด้านดิจิทัล ซึ่งสายผลิตภัณฑ์ด้านซอฟต์แวร์และการบริการด้านดิจิทัลของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มอบขุมพลังและความยืดหยุ่นให้ลูกค้าในการบริหารจัดการอุปกรณ์สำคัญในระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างราบรื่นด้วยตัวเอง ร่วมกับคู่ค้า หรือใช้บริการวิศวกรผู้เชี่ยวชาญของชไนเดอร์ อิเล็คทริค มาช่วยบริหารจัดการให้

MDC C-Series ขนาด 43U ออกแบบมาเพื่อผู้ให้บริการโซลูชันไอที ตัวแทนจำหน่าย และพันธมิตร ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีในภาคส่วนต่างๆ อาทิ ธนาคาร การบริการด้านการเงิน ค้าปลีก เฮลธ์แคร์ ภาครัฐฯ และสถาบันการศึกษา ซึ่ง MDC C-Series ขนาด 43U เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมและการดำเนินงานที่มีความหนาแน่นอยู่ในระดับต่ำจนถึงปานกลาง และเหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีการควบคุมความเย็นและความชื้นตลอด 24 ชั่วโมง แต่มีระบบไอทีที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น ห้องซัพพลาย ตู้สำหรับใส่อุปกรณ์ไอที และพื้นที่สำนักงาน

ประโยชน์ของ 43U C-Series ใหม่

  • เทคโนโลยีการทำความเย็นเปี่ยมประสิทธิภาพด้านพลังงาน สามารถสลับโหมดทำความเย็นได้โดยอัตโนมัติถึง 3 โหมด ได้แก่ โหมดแอคทีฟ โหมด Eco และในโหมดฉุกเฉิน ได้ตามความต้องการใช้งานระบบนั้นๆ ได้แบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน และเสริมการป้องกันจากการสะสมของไฟฟ้าสถิต และความร้อนสูงที่เกินไป
  • ให้พื้นที่ในตู้มากขึ้น ให้ความจุภายในสูงสุดในสายผลิตภัณฑ์ EcoStruxure Micro Data Center รุ่น C-Series สำหรับคอมเมอร์เชียล โดยมีพื้นที่ใช้สอยสูงสุด 36U
  • เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมด้านคอมเมอร์เชียล และการใช้งานภายในอาคาร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายเรื่องปัญหาฝุ่น ความผันผวนของพลังงาน การควบคุมอุณหภูมิที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ฉับพลัน และสถานที่ตั้งที่ไม่ปลอดภัยซึ่งไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับอุปกรณ์ไอทีที่มีความละเอียดอ่อน

EcoStruxure Micro Data Center ช่วยให้ผู้ใช้สามารถกำหนดมาตรฐานการออกแบบในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและสั่งซื้อได้ทั้งที่เป็นโซลูชันเดี่ยว และแบบออล-อิน–วัน ช่วยให้นำมาปรับใช้งานได้โดยง่ายและบำรุงรักษาได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มอบทั้งเครื่องมือในการออกแบบที่ดีที่สุด รวมถึง Local Edge Configurator และจัดจำหน่ายระดับโลก ระบบนิเวศด้านคู่ค้าและพันธมิตรไอที ตลอดจนการรับรองมาตรฐานระดับโลกและการดำเนินงานที่สอดคล้องตามกฎระเบียบข้อบังคับ #EcoStruxure #LifeIsOn #IoT #EdgeComputing

สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ EcoStruxure Micro Data Center C-Series 43U ใหม่ล่าสุดได้ที่ https://bit.ly/3viDOEP


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อเมริกันสแตนดาร์ด ชวนคนไทยไม่ประมาทการ์ดไม่ตกส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีผ่านแคมเปญใหม่ “Protect what matters most. Start with HygieneClean™”

กรุงเทพฯ 23 เมษายน 2564 – การต่อสู้กับไวรัส COVID-19 ยังคงดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ และแม้ว่าจะมีการผลิตวัคซีนออกมาเพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดดังกล่าว แต่แนวทางป้องกันแรกในการปกป้องตัวเราเองและคนที่เรารักคือการมีสุขอนามัยส่วนบุคคลที่ดี

สุขนิสัยในห้องน้ำเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเราใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่บ้านมากขึ้น อเมริกันสแตนดาร์ด      แบรนด์สุขภัณฑ์ชั้นนำระดับโลก เดินหน้าสร้างการตระหนักรู้และรณรงค์เรื่องสุขนิสัยในห้องน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีขึ้นของคนไทยตลอดทั้งปีนี้ผ่านแคมเปญใหม่ “Protect what matters most. Start with HygieneClean เร่งทำการสื่อสารครอบคลุมทุกช่องทาง โดยนำเสนอ 7 สุขนิสัยอย่างง่ายในห้องน้ำเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติ แม้ว่าการล้างมือยังคงเป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค แต่สุขนิสัยอื่น ๆ เพื่อสุขอนามัยที่ดีในห้องน้ำก็มีความสำคัญเช่นกัน

ออดรีย์ โหย่ว ลีดเดอร์ บริษัท ลิกซิล (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีการใช้น้ำเอเชียแปซิฟิก (LWT APAC) กล่าวว่า “ที่อเมริกันสแตนดาร์ดเราให้ความสำคัญกับเรื่องสุขอนามัยมาโดยตลอด เรายังคงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย สวยงาม และตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งาน เพื่อปกป้องสุขภาวะที่ดีของทุกคนในครอบครัว เนื่องจากพวกเขาใช้เวลาอยู่บ้านมากขึ้นในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส แคมเปญ HygieneClean™ ใหม่ของเราพยายามสร้างความตระหนักรู้และแนะนำขั้นตอนง่าย ๆ ที่ช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีขึ้นในห้องน้ำเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือคนที่เรารัก ทั้งนี้ ด้วยการแบ่งปันและการเสริมสร้างนิสัยเพื่อให้เกิดสุขอนามัยที่ดี เราต้องการส่งเสริมให้ทุกคนที่อยากจะทำบ้านให้น่าอยู่และปลอดภัยขึ้นเป็นความจริงได้ ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม”

เปลี่ยนก่อนป่วย! เริ่มต้นวันนี้กับ 7 สุขนิสัยในห้องน้ำเพื่อสุขอนามัยที่ดีขึ้น

สุขนิสัยที่ 1 ล้างมือให้เป็นนิสัย

จำนวนเชื้อโรคในมือของคุณอาจเพิ่มเป็นสองเท่าหลังจากการใช้ห้องน้ำและอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพที่รุนแรงหากสัมผัสกับตา จมูก และปากของคุณ การล้างมือบ่อย ๆ ด้วยสบู่และน้ำเป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที สามารถป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อ รวมถึง COVID-19 ได้

สุขนิสัยที่ 2 กดฟลัชน้ำหลังใช้งานทุกครั้ง

โดยเฉลี่ยแล้ว โถสุขภัณฑ์เป็นที่อยู่อาศัยของแบคทีเรีย 3.2 ล้านตัวต่อตารางนิ้ว ซึ่งนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการกดฟลัชทุกครั้งหลังการใช้งานจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สุขนิสัยที่ 3 อาบน้ำเป็นประจำ

การอาบน้ำบ่อย ๆ ไม่เพียงช่วยขจัดสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังมอบความสดชื่นและผ่อนคลายในช่วงเวลาส่วนตัวที่สุดของคุณอีกด้วย

สุขนิสัยที่ 4 ทำความสะอาดสุขภัณฑ์เป็นประจำ

อุจจาระของมนุษย์หนึ่งกรัมอาจมีเชื้อโรคได้มากถึงหนึ่งล้านล้านตัว E. coli เป็นหนึ่งในแบคทีเรียจำนวนมากที่พบในอุจจาระ (และห้องน้ำ) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคติดเชื้อในลำไส้และทางเดินหายใจ การหมั่นทำความสะอาดสุขภัณฑ์อยู่เสมอจะช่วยลดโอกาสในการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้

สุขนิสัยที่ 5 รักษาสุขอนามัยส่วนตัวเมื่อใช้ห้องน้ำ

ยกระดับสุขอนามัยส่วนตัวด้วยฝารองนั่งอเนกประสงค์ที่มาพร้อมระบบฉีดชำระในตัวเพื่อความสะอาดมากกว่าที่เคย

สุขนิสัยที่ 6 สร้างสุขนิสัยที่ดีสะอาดมากกว่าที่เคย

เลือกใช้สุขภัณฑ์อัจฉริยะเพื่อลดการสัมผัส ลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค

สุขนิสัยที่ 7 ทำความสะอาดบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อย

ทำความสะอาดพื้นผิวที่สัมผัสบ่อย ๆ ในห้องน้ำเป็นประจำ เช่น อ่างล้างมือ ก๊อกน้ำ โถสุขภัณฑ์ มือจับประตู และสวิตช์ไฟ อ่างล้างมือที่เราล้างมือมีแบคทีเรียกว่า 2,700 ตัวในหนึ่งตารางนิ้ว ก๊อกน้ำที่เราเปิดด้วยมือที่สกปรกแล้วปิดด้วยมือที่สะอาดมีแบคทีเรียซ่อนอยู่มากกว่า 6,000 ตัวต่อตารางนิ้ว นี่น่าจะเป็นเหตุผล (และเชื้อโรค) ที่เพียงพอที่เราควรทำความสะอาดห้องน้ำเป็นประจำ!

ถ้า 7 ข้อที่ว่ายังรู้สึกสะอาดไม่พอ ลองมาทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีแห่งความสะอาด HygieneClean™ System ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของอเมริกันสแตนดาร์ด ซึ่งมาช่วยส่งเสริมสุขนิสัยทั้ง  7 ประการให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีระบบฟลัช

Double Vortex™ มั่นใจได้ถึงประสิทธิภาพการชำระล้างสูงสุดโดยใช้น้ำน้อยที่สุด ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 22,776 ลิตรต่อปีสำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คน

–  SiphonMax™ ชำระล้างสิ่งสกปรกได้อย่างรวดเร็วด้วยระบบสูญญากาศ มอบความสบายใจให้กับคุณด้วยพลังฟลัชที่ผลักและดูดสิ่งสกปรกออกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีการออกแบบสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบ

PowerRim™ นวัตกรรมการออกแบบสุขภัณฑ์แบบไร้ขอบทำให้สามารถขจัดสิ่งสกปรกและคราบต่าง ๆ ออกได้อย่างง่ายดายในพื้นที่ที่ยากจะเข้าถึง

เทคโนโลยีป้องกันเชื้อแบคทีเรีย

ComfortClean™ มีสารเคลือบป้องกันแบคทีเรียจึงช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย E. coli ในโถสุขภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากการทดสอบหลายครั้งของ Industrial Microbiological Services Limited (IMSL)

เทคโนโลยีป้องกันคราบสกปรก

Aqua Ceramic™ ใช้ประโยชน์จากพลังของน้ำในการซอกซอนเข้าสลายสิ่งปนเปื้อนที่ติดบนพื้นผิวของสุขภัณฑ์ เพื่อให้แน่ใจว่าของเสียจะถูกชำระล้างออกทุกครั้งที่กดฟลัช

สุขภัณฑ์รุ่นใหม่ทุกชิ้นจากอเมริกันสแตนดาร์ดช่วยให้คุณและคนที่คุณรักห่างไกลจากโรคร้ายด้วย HygieneClean™ System นวัตกรรมดูแลด้านความสะอาดมาพร้อมดีไซน์สวยงาม ตอบทุกความต้องการ ให้ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า และทนทานต่อการใช้งาน พบกับสุขภัณฑ์คอลเลคชันต่าง ๆ ได้แก่            Acacia SupaSleek และ Signature รวมทั้งสุขภัณฑ์อัจริยะรุ่นต่าง ๆ ได้แก่ Aerozen G2™ และ PLAT

เสริมทัพความสะอาดไปอีกขั้นด้วยก๊อกน้ำรุ่นใหม่ล่าสุดเพื่อช่วยให้การล้างมือเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกมากขึ้น ก๊อกน้ำ EasyFLO™ ใช้งานง่าย เพียงแค่กดปุ่มเปิด/ปิด ผู้ใช้งานไม่ต้องยุ่งยากออกแรงโยกหรือบิดหัวก๊อกน้ำ และยังช่วยให้การเปิดน้ำเวลาที่มือเปื้อนหรือเลอะสบู่สะดวกมากยิ่งขึ้น มาพร้อมกับฟีเจอร์ช่วยประหยัดน้ำ วัสดุด้านในก๊อกน้ำเป็นระดับ Food Grade มั่นใจได้ถึงความปลอดภัยไร้สารตะกั่ว และอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เมื่อการรักษาความสะอาดกลายเป็นวัคซีนที่ดีที่สุดในการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคต่าง ๆ อาบน้ำชำระล้างร่างกายด้วยผลิตภัณฑ์ฝักบัวอาบน้ำ EasySETExposed ให้การควบคุมที่ใช้งานง่าย มีโหมดปล่อยสเปรย์น้ำหลายแบบให้เลือก รวมถึงมีฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยที่เรียกว่า    American Standard Safety Lock ช่วยให้มั่นใจได้ว่าอุณหภูมิของน้ำอยู่ในระดับที่ปลอดภัยเพื่อป้องกัน เด็ก ๆ จากเหตุการณ์น้ำร้อนลวก นอกจากนี้มีฟังก์ชันตั้งอุณหภูมิไว้ล่วงหน้า ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรน้ำที่มีค่าไปในระหว่างรอการปรับอุณหภูมิของน้ำให้พอเหมาะเพื่อให้ช่วงเวลาของการอาบน้ำมอบความสบายสูงสุดให้กับทุกคน

ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : American Standard Thailand หรือโทร.     02-102-2222


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เดินหน้าเปิดจุดบริการใหม่ สาขาเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต หนุนการเติบโตของอีคอมเมิร์ซทั่วโลก ส่งกลยุทธ์ Walk-Click-Call รองรับความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ

กรุงเทพฯ 24 พฤษภาคม 2564: ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ผู้ให้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศระดับโลก เปิดจุดบริการใหม่ล่าสุดที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต บางใหญ่ จ.นนทบุรี เพื่อยกระดับประสบการณ์การส่งของไปต่างประเทศให้ลูกค้าในย่านบางใหญ่ บางบัวทองและรัตนาธิเบศร์ จุดบริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสนี้แห่งนี้เป็นสาขาลำดับที่ 69 ในประเทศไทย รองรับความต้องการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นจากอานิสงค์การเติบโตของอีคอมเมิร์ซทั่วโลก โดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การขยายสาขาเพิ่มของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การให้บริการส่งของไปต่างประเทศผ่านสามช่องทาง Walk-Click-Call เพื่อขยายการบริการให้ครอบคลุมลูกค้ายิ่งขึ้น และสร้างประสบการณ์การส่งของไปต่างประเทศให้ง่ายและสะดวกยิ่งกว่าเดิมผ่านจุดบริการลูกค้าที่มีทั่วประเทศ เว็บไซต์ที่ให้ลูกค้าทำรายการส่งของไปต่างประเทศได้ด้วยตัวเอง และศูนย์บริการลูกค้าผ่านโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง

ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสด้วย คาดการณ์ว่าการค้าปลีกผ่านออนไลน์ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกจะโตถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปีพ.ศ. 2567 และจะทวีความคึกคักเนื่องจากผู้ซื้อสบายใจและคุ้นเคยกับการซื้อของผ่านออนไลน์บนโทรศัพท์มือถือ

คุณปาริชาติ ประมุขกุล รองประธานฝ่ายขาย ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย กล่าว “อีคอมเมิร์ซมีอิทธิพลต่อโลกอย่างมาก การเติบโตอย่างรวดเร็วของอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มความคาดหวังต่อประสิทธิภาพการให้บริการ รวมถึงความรวดเร็วในการขนส่งของผู้ขาย การเพิ่มจุดบริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสสาขาที่ 69 นี้จะเป็นประโยชน์กับธุรกิจ B2B และ C2C ทุกขนาด รวมถึงลูกค้าทั่วไปในย่านบางใหญ่ บางบัวทองและรัตนาธิเบศร์ ที่กำลังมองหาพาร์ทเนอร์ด้านลอจิสติกส์เพื่อช่วยขับเคลื่อนธุรกิจระหว่างประเทศให้เดินหน้าต่อ และช่วยให้การขนส่งด่วนไปต่างประเทศเป็นไปได้อย่างราบรื่น”

ข้อมูลจากดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทยระบุว่าสินค้าที่ส่งไปต่างประเทศมากที่สุดจากผู้ส่งประเภท B2C และ C2C ในย่านบางใหญ่ บางบัวทองและรัตนาธิเบศร์ ได้แก่ อาหารแห้งและอาหารแปรรูป เสื้อผ้า อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ และสินค้าส่วนบุคคล

“ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส มุ่งมั่นนำเสนอบริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศมาตรฐานโลกแก่ทั้งลูกค้าธุรกิจและลูกค้าทั่วไป แม้ว่าพื้นที่ขนส่งทางอากาศจะจำกัดเนื่องจากสายการบินพาณิชย์ยังคงงดให้บริการ แต่การที่ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสมีเครื่องบินสำหรับขนส่งสินค้าภายในเน็ตเวิร์คของเราเอง จึงทำให้บริษัทฯ ยังคงให้บริการส่งออกและนำเข้าได้ตามปกติ รวมถึงขนส่งสินค้าแบบ door to door ระหว่างประเทศไทยเชื่อมต่อประเทศปลายทางทั่วโลกได้ตรงเวลาแม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย” คุณปาริชาติ กล่าวเพิ่ม

จุดบริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส สาขาเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ชั้น G กรีนโซน ตรงข้ามสำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่ เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30 น. – 20.00 น. ให้บริการขนส่งเอกสารและพัสดุด่วนจากประเทศไทยไปยัง 220 ประเทศทั่วโลก

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ประเทศไทย ฉลองเปิดจุดบริการสาขาใหม่ มอบของที่ระลึกให้ลูกค้าที่ใช้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่สาขาเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2564 หรือจนกว่าของจะหมด นอกจากนี้ ลูกค้าที่มีคะแนน   Mcard หรือใช้บัตรเครดิตกสิกรไทย ซิตี้แบงค์และไทยพาณิชย์ รับส่วนลด 400 บาท เมื่อใช้บริการขนส่งด่วนระหว่างประเทศที่จุดบริการของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสทุกสาขา เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด

ลูกค้าที่ต้องการส่งของไปต่างประเทศกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส สามารถใช้บริการได้ที่จุดบริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรสทั่วประเทศ หรือทำรายการส่งของไปต่างประเทศผ่านเว็บไซต์ mydhl.express.dhl หรือทำรายการส่งของไปต่างประเทศทางโทรศัพท์ผ่านศูนย์บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงที่เบอร์ 02-345-5000

เยี่ยมชมจุดบริการดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส สาขาเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต คลิกตามแผนที่นี้ https://goo.gl/maps/JtUzr7K3suDtEbZs6  หรือดูรายชื่อสาขาที่ให้บริการขนส่งระหว่างประเทศใกล้บ้านได้ที่นี่ https://dhltoyou.com/th/service_point

ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทดอยช์โพสต์ ดีเอชแอล กรุ๊ป โดยให้บริการขนส่งสินค้าด่วนระหว่างประเทศแบบ door-to-door รับส่งพัสดุและเอกสารสำหรับองค์กรธุรกิจและลูกค้ารายย่อย ปัจจุบัน ดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส มีเครื่องบินขนส่ง 280 ลำทั่วโลก ครอบคลุมสนามบินกว่า 500 แห่ง โดยมีการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศให้ลูกค้ากว่า 2.7 ล้านราย ครอบคลุม 220 ประเทศทั่วโลก สำหรับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ในประเทศไทย เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 โดยมีเที่ยวบินขนส่งระหว่างประเทศราว 285 เที่ยวบินต่อสัปดาห์จากศูนย์กลางที่ฮับและเกตเวย์ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์ขนส่งสินค้าระดับภูมิภาคของดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส และเป็นเกตเวย์เชื่อมต่อสู่อินโดจีน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Opensignal เผยรายงานประสบการณ์เครือข่ายมือถือของประเทศไทย ประจำเดือนพฤษภาคม 2564

โดย  แซม เฟนวิค นักวิเคราะห์อาวุโส Opensignal

ประเทศไทย, 11 พฤษภาคม 2564 – Opensignal ผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือและกำหนดมาตรฐานระดับโลกเผยรายงานประสบการณ์เครือข่ายมือถือของประเทศไทยประจำเดือนพฤษภาคม 2564 พบในรอบนี้ มี AIS และ TrueMove H ที่ได้รับรางวัล เนื่องจาก TrueMove H คว้ารางวัลประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลดที่เคยเป็นของ DTAC จากรายงานครั้งก่อน ทำให้ TrueMove H ได้รางวัลประสบการณ์ความเร็วถึงสองรายการ ขณะที่ AIS ยังคงครองรางวัลในด้านเครือข่าย 4G สองรางวัลได้แก่ ความพร้อมใช้งาน 4G และประสบการณ์ความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่าย 4G

รางวัลในด้านประสบการณ์ยังแบ่งย่อยได้อีกโดย TrueMove H ครองรางวัลประสบการณ์รับชมวิดีโอและ AIS ยังคว้ารางวัลด้านประสบการณ์เกมมือถือและประสบการณ์แอปสื่อสารด้วยเสียง สิ่งที่น่าสนใจคือแม้ว่า TrueMove H จะเป็นผู้นำในด้านประสบการณ์ความเร็วและการรับชมวิดีโอ แต่ยังคงเป็นอันดับที่สามในด้านประสบการณ์เกมมือถือและประสบการณ์แอปสื่อสารด้วยเสียง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทำไมการพิจารณาประสบการณ์มือถือบนเครือข่ายในแง่มุมต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญ

ในรายงานนี้ Opensingal วิเคราะห์ประสบการณ์เครือข่ายมือถือจากผู้ให้บริการทั้งสามรายในประเทศไทย ได้แก่ AIS, DTAC และ TrueMove H ในช่วงเวลา 90 วัน ตั้งแต่ 1 มกราคมถึง 31 มีนาคม 2564 เพื่อดูการปฏิบัติงาน นอกจากการวิเคราะห์ระดับประเทศแล้ว เรายังวัดประสบการณ์ของผู้ใช้ในภูมิภาคต่าง ๆ อีก 7 ภูมิภาคของประเทศ เพื่อเปรียบเทียบผลของประสบการณ์ว่าแตกต่างกันอย่างไร และเราได้ใช้การชี้วัดแบบ 5G เพิ่มเติมจากเทคโนโลยีเครือข่ายมือถือรุ่นก่อนในการกำหนดคะแนนรวมของแต่ละรางวัล

ประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลดของ TrueMove H เพิ่มขึ้นกว่า 60%

TrueMove H เป็นผู้ชนะขาดรอยกับรางวัลประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลด ซึ่งเอาชนะแชมป์เก่าอย่าง — DTAC — ไปด้วยความเร็วที่ต่างกว่าถึง 5.3 Mbps (52.6%) ซึ่งเป็นชัยชนะที่น่าพอใจอย่างยิ่ง เนื่องจากในรายงานครั้งก่อนของ Opensignal นั้น ประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลดโดยเฉลี่ยที่ผู้ใช้ TrueMove H ได้รับนั้นช้ากว่าที่ได้จาก DTAC อยู่ 0.8 Mbps การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้เป็นผลจากคะแนนประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลดของ TrueMove H ที่เพิ่มขึ้นเป็น 5.9 Mbps (62.6%) เทียบกับความเร็วที่ลดลง 0.2 Mbps ของ DTAC

TrueMove H ประกาศความเป็นผู้นำด้านประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลด

เป็นอีกครั้งที่ TrueMove H เป็นผู้คว้ารางวัลประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลด นับตั้งแต่มีการนำเสนอการวัดด้านประสบการณ์โทรศัพท์มือถือในรายงานเดือนพฤษภาคม ปี 2562 ในครั้งนี้ยังนำหน้าผู้ชนะอันดับที่สองอย่าง AIS ไปด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจาก 1.3 Mbps เป็น 3.1 Mbps ซึ่งเป็นเพราะความเร็วในการอัปโหลดของ TrueMove H เพิ่มขึ้น 1.2 Mbps (17.9%) ขณะที่ทางด้าน AIS ลดลง 0.6 Mbps (11.2%) ส่วนค่าเฉลี่ยประสบการณ์ความเร็วในการอัปโหลดที่ผู้ใช้ DTAC ได้รับนั้นเพิ่มขึ้น 0.1 Mbps (3.1%) แต่ก็ยังช้ากว่าเครือข่าย TrueMove H อยู่ 2.4 เท่าและตามหลัง AIS อยู่ 1.4 Mbps

ความพร้อมใช้งาน 4G ของผู้ใช้ชาวไทยเพิ่มขึ้นกว่า 90%

AIS คว้ารางวัลความพร้อมใช้งาน 4G และชัยชนะในครั้งนี้นับย้อนกลับไปถึงรายงานเดือนพฤศจิกายน ปี 2561 ของเรา คะแนนที่เพิ่มขึ้น 1.2 เปอร์เซ็นต์เป็น 94.7% นั้นถือว่ากำลังขยับเข้าไปใกล้ 95% เข้าไปทุกขณะ ทว่าคู่แข่งทั้งหลายก็ไม่ได้อยู่นิ่ง ๆ ในเรื่องนี้ เพราะคะแนนของ DTAC และ TrueMove H นั้นก็เพิ่มขึ้น 2.2 และ 0.8 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ คิดเป็น 92.5% และ 90.7% ด้วยการพัฒนานี้เอง ผู้ใช้ในประเทศไทยจึงใช้เวลากว่า 90% เชื่อมต่อ 4G โดยไม่เกี่ยงเรื่องตัวเลือกผู้ให้บริการ นอกจากนี้ AIS ยังคงรักษารางวัลประสบการณ์ความครอบคลุมของสัญญาณเครือข่าย 4G เอาไว้ได้ด้วยคะแนน 9 เต็ม 10 ที่เพิ่มขึ้นมา 0.2 คะแนน แต่อย่างไรก็ตามตกลงจาก 0.6 คะแนนมาเป็น 0.5 คะแนน โดยรองแชมป์อย่าง TrueMove H นั้นได้คะแนนเพิ่มขึ้น 0.3 คะแนน

ประสบการณ์มือถือในเขตกรุงเทพมหานครมีผลต่อแนวโน้มการใช้งานในประเทศ

ตรงกันข้ามกับรายงานก่อนหน้านี้ของเราที่ AIS คือผู้ให้บริการที่มีอิทธิพลต่อผู้ใช้ในเขตกรุงเทพมหานคร แต่ในการชี้วัดประสบการณ์มือถือ (ซึ่งเกี่ยวโยงกับประสบการณ์รับชมวิดีโอของ TrueMove H) ในครั้งนี้ TrueMove H นั้นยืนหนึ่งคว้ารางวัลด้านประสบการณ์รับชมวิดีโอ ประสบการณ์ความเร็วในการดาวน์โหลดและการอัปโหลดในเขตกรุงเทพฯ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในพื้นที่ของผู้ให้บริการ เช่นเดียวกันกับ AIS ที่ได้รับคะแนนสูงสุดด้านประสบการณ์เกมมือถือและประสบการณ์การสื่อสารด้วยเสียง ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ชนะร่วมกับ DTAC ในด้านความพร้อมใช้งาน 4G เท่านั้นก็ตาม (ซึ่งเป็นระดับประเทศ) ภาพรวมของประสบการณ์มือถือของทั้ง 7 พื้นที่ยังสอดคล้องกับผู้ได้รางวัลระดับประเทศของเรา

การวิเคราะห์ระดับภูมิภาค

การวิเคราะห์ในระดับภูมิภาคนั้นจะสอดคล้องกับระดับประเทศที่ TrueMove H และ AIS ชนะรางวัลระดับภูมิภาคโดยได้รับรางวัลรายละ 21 และ 18 รางวัลตามลำดับจากทั้งหมด 42 รางวัล อย่างไรก็ตาม DTAC เป็นผู้ชนะร่วมคู่กับ AIS ในด้านความพร้อมใช้งาน 4G ในสามภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันตกและเขตกรุงเทพมหานคร ส่วนภูมิภาคที่เหลือ AIS เป็นผู้ครองชัยชนะแต่เพียงผู้เดียว สัดส่วนของเวลาที่ผู้ใช้ AIS ใช้ในการเชื่อมต่อ 4G นั้นอยู่ระหว่าง 96.2% ในกรุงเทพมหานครกับ 92% ในภาคตะวันตก คะแนนความพร้อมใช้งานของ 4G ของ DTAC นั้นตกลงไปต่ำกว่า 90% ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้โดยที่ TrueMove H ก็มีคะแนนต่ำกว่าระดับเดียวกันนี้ และยังรวมถึงภาคตะวันตกอีกด้วย (แต่ต่ำกว่าเพียงแค่ 0.2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น) อย่างไรก็ตาม ความพร้อมใช้งาน 4G ของ TrueMove H นั้นรั้งตำแหน่งท้ายสุดในทั้งเจ็ดภูมิภาค

ผู้สนใจสามารถอ่านและดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มนี้ได้ที่

https://www.opensignal.com/th/reports/2021/05/thailand/mobile-network-experience

เกี่ยวกับ Opensignal  

Opensignal เป็นบริษัทผู้ดำเนินการวิเคราะห์ระบบมือถือและกำหนดมาตรฐานระดับโลกโดยอิสระเพื่อทำความเข้าใจสถานะที่แท้จริงของเครือข่ายมือถือโลกโดยอิงจากการวัดประสบการณ์ผู้ใช้จริง รายงานอุตสาหกรรมของบริษัท สามารถใช้เป็นแนวทางที่ชัดเจนเพื่อเข้าใจประสบการณ์จริงที่ผู้บริโภคได้รับจากเครือข่ายไร้สาย และเราทำการวัดนี้กับผู้ให้บริการเครือข่ายรายใหญ่ทุกรายทั่วโลก


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” ไม่รอโควิด เปิดตัว 5 เมืองอัจฉริยะต้นแบบนำร่อง Thailand Smart City ดันเพิ่ม 3 เมืองเตรียมรอเคาะ พร้อมชงไอเดียจัดทำ Thailand Smart City Index

(กรุงเทพมหานคร) – 24 พฤษภาคม 2564 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ไม่รอโควิด เดินหน้าลุยพัฒนาเมืองอัจฉริยะประเทศไทย สร้างเมืองเดิมหน้าอยู่ เมืองใหม่ทันสมัย เกิดการประยุกต์ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบโจทย์บริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ มีการบริการและบริหารจัดการเมืองอย่างเป็นระบบ เกิดความร่วมมือทั้งภาครัฐ-ภาคธุรกิจและประชาชน มุ่งเน้นประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุข อย่างยั่งยืน

ประกาศมอบตราสัญลักษณ์ “พื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ” 5 เมืองนำร่อง ภูเก็ต, ขอนแก่น, แม่เมาะ, สามย่าน และ วังจันทร์วัลเลย์

ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า เผยว่า โครงการนี้ภายใต้การดูแลและกำกับดำเนินงานของสำนักงานเมืองอัจฉริยะแห่งประเทศไทย ต้องการกระจายความเจริญอย่างเท่าเทียมในทุกภูมิภาคภายใต้ลักษณะเมืองอัจฉริยะ 7 Smarts โดยมีการเห็นชอบมอบตราสัญลักษณ์รับรองเป็น “พื้นที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ” นำร่องด้วย 5 เมืองสำคัญได้แก่

(1) “ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ” ตั้งเป้าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยว การศึกษา นวัตกรรมบริการในระดับมาตรฐานนานาชาติ

(2) “ขอนแก่นเมืองอัจฉริยะ” พัฒนาจังหวัดขอนแก่นสู่มหานครน่าอยู่มุ่งสู่เมืองนวัตกรรมศูนย์กลางเชื่อมโยงอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

(3) “แม่เมาะเมืองน่าอยู่” จังหวัดลำปาง มุ่งเป็นเมืองน่าอยู่เชิงนิเวศน์ (Eco Town) เพื่อสนับสนุนการทำงานของวิสาหกิจชุมชนและวิสาหกิจเริ่มต้นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในพื้นที่

(4) “สามย่านสมาร์ทซิตี้” กรุงเทพมหานคร ตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่เพื่อสร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่สังคม

(5) “เมืองอัจฉริยะวังจันทร์วัลเลย์” อ.วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นฐานสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเมืองแห่งมาตรฐานคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมในระดับสากลของประเทศไทย

เดินหน้าต่อไม่รอโควิด

ดันเพิ่ม 3 เมืองต้นแบบรอเคาะ พร้อมชงไอเดียจัดทำ Thailand Smart City Index

“ยะลาเมืองอัจฉริยะ” มุ่งพัฒนาให้เป็น “เป็นศูนย์กลางดิจิทัลกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้” เพื่อพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในพื้นที่เมือง เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ค้านักลงทุนเข้าสู่พื้นที่เพื่อฟื้นฟูบทบาทด้านการเป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ

“เมืองศรีตรัง” (Sri-Trang City) มุ่งเน้นการเป็น “เมืองสะอาด สงบ ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” โดยการการจัดผังเมืองรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจยุคดิจิทัล เช่น ระบบโครงข่ายการสื่อสาร และระบบโครงข่ายของการดูแลความปลอดภัยสำหรับผู้อยู่อาศัยและผู้มาเยือน

“ฉะเชิงเทรา” มุ่งพัฒนาเพื่อรองรับการเป็น “พื้นที่เมืองใหม่สำหรับการอยู่อาศัย” ของ EEC โดยพัฒนาเมืองอัจฉริยะภายใต้แนวทาง Thai Way of Life ซึ่งจะได้รับการพัฒนาให้เป็นเมืองพักอาศัยชั้นดีรองรับการขยายตัวของกรุงเทพฯ มีสภาพแวดล้อมน่าอยู่และทันสมัย ที่มีพื้นที่สีเขียว มีการเดินทางสะดวกรวดเร็ว รวมทั้งมีระบบการจัดการสาธารณูปโภคที่เป็นระดับมาตรฐานสากลตอบโจทย์การเป็นเมืองใหม่สำหรับอยู่อาศัยที่ทันสมัยระดับสากล เพื่อให้ฉะเชิงเทราเป็น “เมืองสะดวกสบายน่าอยู่ ประชาชนมีความสุข มั่งคั่งและยั่งยืน”

พร้อมชงแนวทางการจัดทำ Thailand Smart City Index ที่จะเป็นดัชนีเทียบเคียงกับระดับสากล ส่งเสริมให้เมืองได้เห็นโอกาสและความท้าทาย นำไปสู่การพัฒนาเมืองแบบไม่สิ้นสุดอย่างเป็นระบบ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ขออนุญาตส่งข่าว “IBM และ Happily.ai นำ AI ช่วยองค์กรยกระดับประสบการณ์ของพนักงาน”

วันนี้ ไอบีเอ็มประกาศว่า Happily.ai ได้นำ IBM Watson เข้าช่วยให้มุมมองเชิงลึกเพื่อให้องค์กรสามารถเข้าใจความรู้สึกของพนักงานได้มากขึ้น และนำสู่การขับเคลื่อนเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมของพนักงาน ประสิทธิภาพในการทำงาน และวัฒนธรรมองค์กรในเชิงบวก

Happily.ai ใช้ความสามารถในการประมวลผลภาษาธรรมชาติของ IBM Watson ที่อยู่บน IBM Cloud ในการวัดอารมณ์และความรู้สึกของพนักงานในที่ทำงาน เพื่อสร้างพฤติกรรมเชิงบวกและเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรในหมู่พนักงาน ความสามารถในการประมวลผลภาษาธรรมชาติช่วยให้ IBM Watson สามารถวิเคราะห์ภาษาที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อทำความเข้าใจเจตนา อารมณ์ และโทนเสียงที่ใช้ในข้อความที่เขียน ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกสุข กลัว เศร้า โกรธ หรือแม้แต่ความมั่นใจและความลังเล

แอพที่ให้บริการผ่านแพลตฟอร์มมือถือนี้ จะช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ทุกวัน แทนที่จะต้องรอผลรายปีจากแบบสำรวจการมีส่วนร่วมของพนักงาน โดยข้อความที่นำมาวิเคราะห์มาจากคำตอบของพนักงานถึงภาวะอารมณ์ไนที่ทำงานของตน Happily.ai ยังใช้สไตล์ความเป็นเกมและรูปแบบการสะสมแต้มเพื่อช่วยดึงดูดให้พนักงานเข้ามาให้ข้อมูลผ่านแอพทุกวัน โดยฟีดแบ็คที่ได้รับในเวลาที่เหมาะสม บนพื้นฐานของข้อมูล จะช่วยให้หัวหน้างานสามารถรับรู้ความรู้สึก เข้าใจถึงความท้าทายที่ทีมเผชิญอยู่ และสามารถสร้างแรงจูงใจทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อปลูกฝังคุณลักษณะที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมขององค์กรได้ แรงจูงใจในที่นี้อาจรวมถึงการโค้ชชิงแบบเวอร์ชวล การแนะนำหนังสือน่าอ่าน และการแสดงความชื่นชมเพื่อสร้างลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมเชิงบวก

Happily.ai ได้รับการพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของพฤติกรรมศาสตร์จากงานวิจัยจิตวิทยาองค์กร โดยพบว่าทีมที่เข้ามาใช้งาน Happily.ai มากที่สุด มีประสิทธิภาพการขายและได้รับคะแนน NPS จากลูกค้าเพิ่มขึ้น องค์กรที่นำ Happily.ai ไปใช้ยังพบว่ามีอัตราการเข้าใช้งานของผู้ใช้มากกว่า 97%

การศึกษากลุ่มซีอีโอปี 2564 โดยสถาบันการศึกษาคุณค่าทางธุรกิจของไอบีเอ็ม (IBM Institute for Business Value) ที่เผยแพร่ช่วงก่อนหน้านี้ ชึ้ให้เห็นว่า 77% ของซีอีโอของบริษัทที่มีผลการดำเนินงานดี วางแผนที่จะให้ความสำคัญสูงสุดกับสุขภาวะของพนักงาน แม้ว่าจะต้องแลกกับความสามารถในการทำกำไรในระยะสั้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษา Accelerating the journey to HR 3.0ที่พบว่ากลุ่มผู้บริหารสูงสุดด้านทรัพยากรมนุษย์ (CHRO) ในองค์กรที่มีผลการดำเนินงานดี มองว่าองค์กรของตนเน้นการสนับสนุนสุขภาวะของพนักงาน ทั้งทางกาย ทางอารมณ์ และทางการเงิน ในฐานะส่วนหนึ่งของ “ค่านิยมหลักขององค์กร” โดยเป็นการให้ความสำคัญในอัตราที่สูงกว่าบริษัทที่มีผลการดำเนินงานต่ำถึงเกือบสามเท่า


ทรีฟ แจเฟอรี่ ซีอีโอของ Happily.ai

“การวิจัยของเราชี้ให้เห็นว่าพนักงานจะทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อ mood และ tone ของที่ทำงานหรือสภาพแวดล้อมเป็นไปในเชิงบวก” ทรีฟ แจเฟอรี่ ซีอีโอของ Happily.ai กล่าว “ความสามารถในการประมวลผลภาษาธรรมชาติของ IBM Watson บน IBM Cloud ช่วยให้สามารถอธิบายเทรนด์และพฤติกรรมต่างๆ ได้ และทำให้ผู้บริหารเห็นถึงแนวทางการดำเนินการที่ควรใช้เพื่อแก้ไขปัญหา ผ่านรูปแบบที่ช่วยการสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกิจกรรมในรูปแบบเกม ลูกค้ารายหนึ่งของเราประสบปัญหาอัตราการลาออกของพนักงานสูงมาเป็นเวลาหลายปี และเราสามารถช่วยลูกค้าพลิกสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเพิ่มความสามารถในการรักษาพนักงานไว้ ผ่านการปลูกฝังพฤติกรรมที่นำไปสู่วัฒนธรรมเชิงบวก”


ปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย

“IBM Watson บน IBM Cloud ใช้อัลกอริธึมแมชชีนเลิร์นนิงที่ทรงพลัง ที่ได้รับการฝึกฝนให้สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงโทนเสียงได้ และสามารถให้คำแนะนำถึงแนวทางที่อ่อนโยนขึ้น เพื่อให้การปฏิสัมพันธ์โต้ตอบต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น” ปฐมา จันทรักษ์ รองประธานด้านการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศอินโดจีน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็ม ประเทศไทยกล่าว “แอพพลิเคชันนี้ช่วยเพิ่มความผูกพันที่มีต่อองค์กรของพนักงาน และมีส่วนช่วยในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและมีความสุข”

ปัจจุบัน แอพ Happily.ai เปิดให้บริการทั่วโลก โดยมีฐานลูกค้าอยู่ในประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเดนมาร์ค ครอบคลุมลูกค้าจากองค์กรชั้นนำในกลุ่มธนาคารและกลุ่มอื่นๆ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Cimpress เซ็นข้อตกลงสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo 100K รองรับการเติบโตการผลิตสินค้า Mass Personalization ทั่วโลก

กรุงเทพฯ, 19 พฤษภาคม 2564 – เอชพี อิงค์ และ Cimpress ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตสินค้าแบบ Mass Customization ได้ประกาศข้อตกลงเชิงกลยุทธ์เป็นระยะเวลาหลายปีสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ในการสั่งซื้อเครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo รุ่นต่อไป เพื่อขยายตลาดผลิตภัณฑ์สิ่งพิมพ์ออนไลน์เฉพาะบุคคล

Cimpress ลูกค้ารายใหญ่ของ HP Indigo จะทยอยติดตั้งเครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo รุ่นใหม่ในช่วง 2 ปีข้างหน้า โดยเน้นเครื่องพิมพ์ HP Indigo 100K Digital Press ขนาด B2 ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการผลิตจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีใหม่ล้ำสมัยที่จะเพิ่มรายได้ให้กับแบรนด์ของบริษัทและเพิ่มประสิทธิผลของหน่วยการผลิต

ธุรกิจของ Cimpress ที่มีอยู่ทั่วโลกรวมถึง Vistaprint ให้บริการลูกค้าในแต่ละปีเป็นจำนวนหลายร้อยล้านคน มอบความสะดวกและความคุ้มค่าในการเข้าถึงงานพิมพ์เฉพาะบุคคล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และมีคุณภาพ เชื่อถือได้ อีกทั้งรองรับสินค้าที่ต้องการการผลิตในจำนวนมาก

นายโรเบิร์ต คีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Cimpress กล่าวว่า “ในช่วงที่เกิดการระบาด มีลูกค้างานพิมพ์จำนวนมากขึ้น ที่เปลี่ยนการทำงานจากออฟไลน์ไปสู่ออนไลน์ ซึ่ง Cimpress ได้แสดงความเป็นผู้นำอย่างชัดเจน และเรายังเชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ยังจะทำงานในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้น เรายังคงเดินหน้าเพิ่มประสิทธิภาพและลงทุนด้านการบริการลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา เอชพีเป็นพันธมิตรทางธุรกิจสำคัญต่อการเติบโตของเรา ไม่เพียงในด้านปริมาณการผลิต แต่รวมถึงการยกระดับศักยภาพของธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือกันอย่างแน่นแฟ้นจะขับเคลื่อนความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านต้นทุนและการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าทั่วโลก”

Cimpress ใช้เทคโนโลยีเอชพีในการส่งมอบผลิตภัณฑ์สิ่งพิมพ์เฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการ์ดตามเทศกาล งานผลิตภาพถ่ายพิเศษ ของขวัญ ปฏิทินและสื่อสิ่งพิมพ์ทางการตลาด

“เพื่อช่วยลูกค้าให้เข้าถึงโอกาสในการเติบโตและความเป็นเลิศในการดำเนินงานซึ่งเป็นความมุ่งมั่นหลักของเอชพี การร่วมมือทางธุรกิจอย่างใกล้ชิดกับ Cimpress ควบคู่ไปกับการพัฒนา HP Indigo 100K คือการตอกย้ำความพร้อมในการตอบสนองตลาดที่ต้องการงานพิมพ์ผลิตภัณฑ์เฉพาะบุคคลจำนวนมาก เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้พัฒนาความ สัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับ Cimpress อย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันความสำเร็จในระยะยาวของทั้งสองบริษัท” ไฮม เลอวิท ผู้จัดการทั่วไปของ HP Indigo กล่าว

ออกแบบมาเพื่อการพิมพ์ที่ไม่หยุดนิ่ง เครื่องพิมพ์ HP Indigo 100K ขนาด B2 เป็นเครื่องพิมพ์รุ่นแรกในแพลตฟอร์มรุ่นที่ 5 ของ HP Indigo ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ผลิตงานพิมพ์ดิจิทัลจำนวนมากด้วยความเร็วและให้ประสิทธิผลสูง ในขณะเดียวกันยังมั่นใจได้ถึงรูปลักษณ์ของงานดิจิทัลออฟเซ็ตจากเครื่องพิมพ์ Indigo

เครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo 100K ยูนิตใหม่จำนวนมากกว่าครึ่งของการสั่งซื้อจะถูกติดตั้งภายในปี 2564 หลังจากที่ได้ผ่านการทดสอบด้านการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติและงานพิมพ์จำนวนมากในช่วงปลายปี 2563 ที่โรงงานผลิต Cimpress ในยุโรป โดยเครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo 100K จะมีการทำงานโดยตรงกับ HP PrintOS Color Beat เพื่อรักษามาตรฐานค่าสีสูงสุดและประสิทธิภาพการใช้งานของทุกเครื่องพิมพ์ในทุกสถานที่

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่องพิมพ์ดิจิทัล HP Indigo ได้ที่ www.hp.com/go/Indigo

เกี่ยวกับ Cimpress
Cimpress plc (Nasdaq: CMPR) เน้นการลงทุนและดำเนินธุรกิจระยะยาว โดยโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ลูกค้า ผู้ประกอบการ และการผลิตแบบ Mass-customization  ซึ่งเป็นกลยุทธ์การแข่งขันที่ผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคลด้วยประสิทธิผลการผลิตที่ใกล้เคียงกับการผลิตสินค้าจำนวนมาก ธุรกิจของCimpress ยังครอบคลุมถึง BuildASign, Exaprint, National Pen, Pixartprinting, Printdeal, Printi, Vistaprint และ WIRmachenDRUCK เป็นต้น ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมไปที่ http://www.cimpress.com

ข้อมูลเกี่ยวกับ HP
เอชพี อิงค์ มุ่งมั่นสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และสังคมอย่างแท้จริง ด้วยพอร์ทโฟลิโอด้านเทคโนโลยี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ โซลูชั่นการพิมพ์ 3 มิติ และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอชพี สามารถเข้าชมได้ที่ www.hp.com


 

Exit mobile version