<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ | INVENTOR.IN.TH</title>
	<atom:link href="https://www.inventor.in.th/home/category/article/electronics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.inventor.in.th/home</link>
	<description>Magazine online for thai inventor</description>
	<lastBuildDate>Tue, 24 Oct 2023 15:02:41 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/cropped-icon-inventor-32x32.png</url>
	<title>ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ | INVENTOR.IN.TH</title>
	<link>https://www.inventor.in.th/home</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 19 Oct 2019 16:17:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[capacitor]]></category>
		<category><![CDATA[super capacitor]]></category>
		<category><![CDATA[คาปาซิเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ซูเปอร์คาปาซิเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวเก็บประจุ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=5553</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พื้นฐานที่เรา​จะ​ต้อง​รู้จัก​คือ ตัว​เก็บ​ประจุ​หรือคา​ปา​ซิ​เตอร์ (capacitor) ซึ่ง​มี​ด้วยกัน​หลายชนิด​และ​มี​การ​นำไป​ใช้งาน​ท</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ พื้นฐานที่เรา​จะ​ต้อง​รู้จัก​คือ ตัว​เก็บ​ประจุ​หรือคา​ปา​ซิ​เตอร์ (capacitor) ซึ่ง​มี​ด้วยกัน​หลายชนิด​และ​มี​การ​นำไป​ใช้งาน​ที่​แตกต่างกัน แต่ทำไมค่า​ของ​ตัว​เก็บ​ประจุ มี​แต่​ค่า​​พิโกฟา​รัด (pF : 10-12 ฟา​รัด ), นาโนฟา​รัด (nF : 10-9 ฟา​รัด) และ​ไมโครฟา​รัด (m : 10-6 ฟา​รัด) ไม่เห็น​มี​ค่าฟา​รัด (Farad) ให้​ใช้งานเลย คำ​ตอบ​ที่​ได้​คือ มันเป็นค่าที่​ใหญ่มาก ต่อมาเราจึง​ได้เห็นพัฒนาการของ​ตัว​เก็บ​ประจุซึ่​ทำให้​เราได้​ใช้งาน​ตัว​เก็บ​ประจุค่า 0.1F, 0.33F และ 0.68F ซึ่ง​นำมาใช้​ใน​การ​เป็น​แหล่ง​จ่าย​ไฟสำรอง​ชั่ง​คราว</p>
<p>แต่ในปัจจุบันนี้​เรามี​ตัว​เก็บ​ประจุ​ในหน่วย​ฟา​รัด​ออกมา​ให้​ใช้งานกัน​แล้ว มัน​มีชื่อ​เรียกว่า ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ (Super Capacitor) มี​ให้​เลือก​ตั้งแต่ 1 ฟา​รัด​ไป​จนถึง​หลาย​สิบ หลาย​ร้อยฟา​รัด​เลย​ทีเดียว</p>
<p><span style="font-size: 24pt;">คุณสมบัติ​เด่นของซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง​พิเศษ</span></p>
<ul>
<li>มี​ค่า​ความ​จุ​สูง​ถึง​สูงมาก (1 ถึง​หลาย​สิบ หลาย​ร้อยฟา​รัด) ให้เลือกใช้ ภายใต้ขนาดของตัวถังที่​ไม่​ใหญ่ หรือ​อาจ​กล่าวได้ว่า เล็กมาก​เมื่อ​เทียบกับ​ค่า​ความ​จุ​ไฟฟ้า</li>
<li>ใช้​เทคโนโลยี​นำ​ไฟฟ้าแบบ 2 ชั้น (Electrical Double-Layer) ซึ่ง​ไม่มี​การใช้​ไดอิ​เล็ก​ตริก​ที่​เป็น​ของแข็ง​ดังที่​ใช้​ใน​การ​ผลิต​ตัว​เก็บ​ประจุ​ด้วย​เทคโนโลยี​เก่า และ​ใช้​ปฏิกิริยา​ทาง​เคมี​ใน​ลักษณะ​เดียว​กับ​แบตเตอรี่ ทำให้สามารถ​เพิ่ม​ความ​จุ​ไฟฟ้าได้มาก จึง​เรียกตัว​เก็บ​ประจุ​แบบนี้​ว่า EDLC (Electrical Double-Layer Capacitor)</li>
<li>ไม่ต้องการวงจรประจุ​หรือ​คายประจุที่​พิเศษแต่อย่างใด</li>
<li>การ​ประจุ​และ​คาย​ประจุ​ด้วย​แรงดัน​ที่​เกิน​ไม่​ส่งผลให้เกิดการจดจำค่าแรงดัน​หรือ memory effect ดังเช่นที่​พบ​ใน​แบตเตอรี่​แบบ​ประจุ​ได้</li>
<li>ใช้​เทคโนโลยี​พลังงาน​สะอาด​ใน​การ​ผลิต</li>
<li>เนื่องจาก​สามารถ​บัดกรี​เข้ากับ​แผ่น​วงจร​พิมพ์​ได้ ​ทำให้​ไม่มี​ปัญหา​เรื่อง​หน้า​สัมผัสใน​การ​เชื่อม​ต่อ​เพื่อ​ใช้งาน</li>
</ul>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-01.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5554" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-01.jpg" alt="" width="565" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-01.jpg 565w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-01-300x259.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-01-100x85.jpg 100w" sizes="(max-width: 565px) 100vw, 565px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 1 หน้าตาของซูเปอร์คาปาซิเตอร์แบบความต้านทานต่ำหรือ Low ESR คล้ายตัวเก็บประจุอิเล็กทรอไลต์ทั่วไป ที่น่าทึ่งคือ มันมีความจุ 3.3F 2.5V (ซ้าย) ซึ่งมากกว่า 470µF 16V (ขวา) ที่วางเปรียบเทียบกันถึงกว่า 7,000 เท่า แต่มีขนาดเกือบเท่ากัน</em></p>
<p><span style="font-size: 24pt;">ข้อจำกัด​ของ​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ </span></p>
<ul>
<li>​อายุ​การ​ใช้งาน เนื่องจาก​อายุ​ของ​สารอิ​เล็กท​รอ​ไลต์​ที่​นำมา​ทำเป็น​ไดอิ​เล็ก​ตริก</li>
<li>สารอิ​เล็กท​รอ​ไลต์​อาจ​รั่วออก​มาจาก​ตัว​เก็บ​ประจุ​ได้ หาก​ใช้งาน​ไม่​ถูกวิธี</li>
<li>ไม่​สามารถ​ใช้​ใน​การ​ถ่ายทอด​สัญญาณไฟ​สลับได้</li>
<li>มี​พิกัด​แรงดัน​ให้เลือกใช้งานไม่สูง ส่วนใหญ่อยู่​ใน​ย่าน 2 ถึง 5V (แต่​เชี่อว่า ใน​อนาคต​จะ​สามารถ​ทำได้)</li>
</ul>
<p><span style="font-size: 24pt;">ตัวอย่าง​งาน​ที่​นำ​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์​ไป​ใช้</span></p>
<p style="padding-left: 30px;">1. ใช้​ใน​วงจร​จ่าย​ไฟสำรอง​สำหรับ​รักษาข้อมูล​ใน​หน่วยความจำ​ของ เครื่อง​ตั้งเวลา, ระบบ​สมองกล​ฝังตัว, เครื่องเล่น DVD และ​เครื่องเสียง​สมัยใหม่​ที่​ต้องการ​เก็บข้อมูล​การ​ใช้งาน​ของ​ผู้ใช้งาน<br />
2. ใช้​เป็น​แหล่ง​จ่ายไฟ​ชั่วคราว​สำหรับ​อุปกรณ์​หรือ​เครื่องมืออิ​เล็กท​รอ​นิกส์​แบบ​พกพา​เมื่อ​มี​การ​เปลี่ยน​แบตเตอรี่ โดย​แรงดัน​ที่​ตัว​เก็บ​ประจุ​นี้​สะสม​ไว้​จะ​นำมาใช้​เป็นไฟ​เลี้ยง​ระบบ​แทนที่​แบตเตอรี่​จนกว่า​การ​เปลี่ยน​แบตเตอรี่​จะ​เสร็จ​สมบูรณ์<br />
3. ใช้​เป็น​แหล่ง​จ่าย​ไฟสำรอง​สำหรับ​ระบบ​ที่​ใช้​ไฟ​เลี้ยง​จาก​เซล​แสง​อาทิตย์ เช่นนาฬิกา​ข้อมือ, ระบบ​ควบคุม​เวลา และ​ระบบ​บันทึก​ข้อมูล​แบบ​พกพา โดย​กลาง​วันที่​มี​แดด​จะ​ใช้​พลังงาน​จาก​เซล​รับ​แสง​อาทิตย์​และ​มี​การ​ประจุ​แรงดัน​ไว้​ที่​ตัว​เก็บ​ประจุ เมื่อ​ถึงเวลา​กลางคืน​ที่​ไม่มี​แดด ระบบ​ก็​จะ​เปลี่ยน​มา​ใช้​ไฟ​เลี้ยง​จาก​ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง​หรือ​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์​นี้<br />
4. ใช้​เป็น​แหล่ง​พลังงาน​ชั่วคราว​สำหรับ​รถยนต์​ไฮ​บริดจ์​ในขณะที่​รถยนต์​มี​การ​เบรก​หรือ​ใน​ช่วง​สตาร์ต​เครื่องยนต์</p>
<p><span style="font-size: 24pt;">Electrical Double-Layer : ชั้นนำไฟฟ้า 2 ชั้น เทคโนโลยีที่ทลายข้อจำกัด</span><br />
ในรูปที่ 2 แสดงโครงสร้างทางวัสดุของตัวเก็บประจุความจุสูงนี้ จะเห็นว่า มีส่วนประกอบที่สำคัญตัวหนี่งซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดตัวเก็บประจุความจุสูงนี้ขึ้นมาได้ นั่นคือ ผงถ่านกัมมันต์หรือ Activated Charcoal ซึ่งได้รับการจัดการให้มี 2 ชั้นคือ ชั้นแอโนดและชั้นแคโทด โดยมีอิเล็กทรอไลต์ทำหน้าที่เป็นไดอิเล็กตริก ด้วยคุณสมบัติที่พิเศษของผงถ่านกัมมันต์ซึ่งสามารถดูดซับอิเล็กตรอนได จึงทำให้มันกลายสภาพเป็นขั้วไฟฟ้าหรืออิเล็กโตรดได้ ดังนั้นจึงทำให้ดูเหมือนกับว่ามีชั้นตัวนำไฟฟ้า 2 ชั้นซ้อนกัน นั่นจึงทำให้เราสามารถมีพื้นที่สำหรับเก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้นอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีในการผลิตตัวเก็บประจุแบบเดิม</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5555" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02.jpg" alt="" width="817" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02.jpg 817w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-300x173.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-768x442.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-265x153.jpg 265w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-148x85.jpg 148w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-193x112.jpg 193w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-02-71x40.jpg 71w" sizes="(max-width: 817px) 100vw, 817px" /></a><br />
<em>รูปที่ 2 แสดงโครงสร้างทางวัสดุของซูเปอร์คาปาซิเตอร์หรือตัวเก็บประจุความจุสูงพิเศษและวงจรสมมูลย์</em></p>
<p><span style="font-size: 24pt;">ถ่านกัมมันต์หรือ Actived Charcoal คือตัวเปลี่ยนเทคโนโลยี </span><br />
ถ่านกัมมันต์เป็นถ่านที่พัฒนาขึ้นจากเทคโนโลยีในระดับนานโนเพื่อทำให้โครงสร้างทางกายภาพของถ่านเกิดรูพรุนหรือรอยแตกขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร (10-9 เมตร) จำนวนมาก ซึ่งภายในผนังรูพรุนนี้เองคือ พื้นที่ที่ทำการกักหรือเก็บประจุไฟฟ้า จึงอาจมองได้ว่า ถ่านกัมมันต์ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำที่ดูดหรือซึมซับเอาประจุไฟฟ้าเข้ามารวมกันไว้ ทำให้ถ่าน กัมมันต์กลายเป็นขั้วไฟฟ้าได้ในที่สุด<br />
การนำถ่านกัมมันต์มาใช้ในการสร้างตัวเก็บประจุจะมารูปของผงถ่านที่เคลือบลงบนแผ่นฟอยล์อะลูมิเนียมที่นำมาทำเป็นขั้วไฟฟ้าในตัวเก็บประจุ</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-03.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5556" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-03.jpg" alt="" width="474" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-03.jpg 474w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-03-300x215.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-03-240x172.jpg 240w" sizes="(max-width: 474px) 100vw, 474px" /></a><br />
<em>รูปที่ 3 หน้าตาของถ่านกัมมันต์หรือ แบบหนึ่ง</em></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-04.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5557" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-04.jpg" alt="" width="650" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-04.jpg 650w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-04-300x229.jpg 300w" sizes="(max-width: 650px) 100vw, 650px" /></a><br />
<em>รูปที่ 4 ภาพขยายเพื่อแสดงให้เห็นผิวของถ่านกัมมันต์ที่เป็นรูพรุนสำหรับกักเก็บประจุไฟฟ้าและโครงสร้างภายในของตัวเก็บประจุความจุสูงพิเศษ</em></p>
<p><span style="font-size: 24pt;">ขั้นตอน​การ​ผลิต​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์</span><br />
ใน​รูป​ที่ 5 แสดง​ขั้นตอน​การ​ผลิต​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์​หรือ​ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง อธิบาย​ได้​ดังนี้<br />
(1) เคลือบ​ผง​ถ่านกัม​มันต์​ลง​บน​แผ่น​ฟอยล์อะลูมิเนียม เพื่อ​สร้าง​ขั้ว ไฟฟ้า​จาก​ถ่านกัม​มันต์ (activated charcoal electrode) โดย​แบ่ง​การ​ทำเป็น​ขั้ว​แอโนด​และ​แคโทด<br />
(2) ติดตั้ง​ขั้ว​หรือ​ขา​ต่อ​นำ​ไฟฟ้า​เข้ากับ​ชั้น​แอโนด​และแคโทด<br />
(3) นำ​กระดาษ​ที่​ชุบ​สารละลายอิ​เล็กท​รอ​ไลต์​มา​คั่น​ระหว่าง​ชั้น​แอโนด​และ​แคโทด แล้ว​ม้วน​เป็น​ทรงกระบอก ติด​ด้วย​เทป​เพื่อ​รักษา​รูป​ทรงไว้<br />
(4) นำ​ตัวถัง​ของ​ตัว​เก็บ​ประจุ​มา​หุ้ม​พร้อมกับ​ติด​ยาง​หุ้ม​ขา เพื่อ​ป้องกัน​ไม่​ให้​ขา​ของ​ตัว​เก็บ​ประจุ​ต่อ​ถึงกัน<br />
(5) หุ้ม​ฉลาก​ที่​ระบุ​ยี่ห้อ ค่า​ความ​จุ และ​พิกัด​การ​ใช้งาน​ลง​บน​ตัวถัง ก็​จะ​ได้ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง​พิเศษ​หรือ​ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์​มา​ใช้งาน</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-05.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5558" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-05.jpg" alt="" width="627" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-05.jpg 627w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-05-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 627px) 100vw, 627px" /></a><br />
<em>รูปที่ 5 ขั้นตอนการผลิตตัวเก็บประจุความจุสูง (www.elna.com)</em></p>
<p><span style="font-size: 24pt;">ซูเปอร์คาปาซิเตอร์ V.S. แบตเตอรี่</span><br />
ในตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทียบคุณสมบัติในด้านต่างๆ ของตัวเก็บประจุความจุสูงพิเศษนี้กับแบตเตอรี่และตัวเก็บประจุชนิดอิเล็กทรอไลต์ในแบบดั้งเดิม จะเห็นได้ว่าตัวเก็บประจุ EDLC มีข้อโดดเด่นในด้านเทคโนโลยีของวัสดุที่นำมาใช้ในการผลิต, สารอิเล็กทรอไลต์ที่นำมาใช้เป็นชนิดที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ จึงไม่ก่อมลภาวะ และสามารถประจุซ้ำใหม่ได้มากกว่า 100,000 รอบ ซึ่งมากกว่าแบตเตอรี่ทุกชนิด</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5560" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table.jpg" alt="" width="1062" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table.jpg 1306w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table-300x105.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table-768x268.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-Table-1024x357.jpg 1024w" sizes="(max-width: 1306px) 100vw, 1306px" /></a><br />
<em>ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ ระหว่างตัวเก็บประจุความจุสูงพิเศษที่ใช้ เทคโนโลยี EDLC, ตัวเก็บประจุอิเล็กทรอไลต์มาตรฐาน และแบตเตอรี่</em></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-06.jpg"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-5559" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-06.jpg" alt="" width="512" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-06.jpg 512w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2019/10/Super-Capacitor-06-188x300.jpg 188w" sizes="(max-width: 512px) 100vw, 512px" /></a><br />
<em>รูปที่ 6 ตัวอย่างของซูเปอร์คาปาซิเตอร์แบบต่างๆ</em></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%8b%e0%b8%b9%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%84%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e2%80%8b%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e2%80%8b%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">ซูเปอร์คา​ปา​ซิ​เตอร์ ตัว​เก็บ​ประจุ​ความ​จุ​สูง</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยรังสีอินฟราเรด</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/sensor-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%94/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Sep 2018 09:52:27 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[motion]]></category>
		<category><![CDATA[pir]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจจับการเคลื่อนไหว]]></category>
		<category><![CDATA[เซนเซอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=4264</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/sensor-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%94/">sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยรังสีอินฟราเรด</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>“เชื่อว่าคุณคงเคยเข้าไปใช้บริการร้านสะดวกซื้อ เมื่อเดินเข้าไป จะได้ยินเสียงติ๊งต่อง แจ้งการเข้ามาของคุณๆ ให้พนักงานในร้านทราบ และเสียงทักทาย ก็จะดังตา</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/sensor-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%94/">sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยรังสีอินฟราเรด</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/sensor-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%94/">sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยรังสีอินฟราเรด</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>“เชื่อว่าคุณคงเคยเข้าไปใช้บริการร้านสะดวกซื้อ เมื่อเดินเข้าไป จะได้ยินเสียงติ๊งต่อง แจ้งการเข้ามาของคุณๆ ให้พนักงานในร้านทราบ และเสียงทักทาย ก็จะดังตามมา ทั้งที่พวกเขาอาจไม่ได้เห็นคุณด้วยซ้ำ เค้ารู้ได้อย่างไร หน้าที่นี้ตกเป็นของตัวตรวจจับการเคลื่อนไหวครับ แล้วมันทำงานอย่างไร ตามผมมาครับ จะพาไปรู้จัก”</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">ความเคลื่อนไหวตรวจจับได้อย่างไร ?</span><br />
สิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์เลือดอุ่นในภาวะที่ยังมีชีวิตอยู่ จะมีการกระจายพลังงานความร้อนออกมาจากตัวเองในรูปของการแผ่รังสีอินฟราเรดอยู่ตลอดเวลา โดยจะมีปริมาณมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสภาพของร่างกายในขณะนั้น เมื่อมีการเคลื่อนไหวปริมาณของการแผ่รังสีก็จะเปลี่ยนแปลง รังสีอินฟราเรดจากมนุษย์หรือสัตว์เลือดอุ่นที่มีระดับความเข้มสูงสุดจะมีความยาวคลื่นประมาณ 9.4 ไมโครเมตร</p>
<p>ตัวตรวจจับความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตหรือที่เรียกว่า โมชั่นเซนเซอร์ (motion sensor) ที่ได้รับความนิยมและใช้งานง่ายคือ ตัวตรวจจับแบบอินฟราเรด ซึ่งใช้หลักการตรวจจับ​ที่​เรียกว่า ​ไพโรอิ​เล็ก​ตริก (pyro-electric) อัน​เป็นการ​ตรวจจับ​การ​แผ่รังสี​อินฟราเรด หาก​ระดับ​ของ​การ​แผ่รังสี​ไม่​เปลี่ยนแปลง แสดงว่า สิ่งมีชีวิต​ที่​ต้องการ​ตรวจจับ​นั้น​ไม่มี​การ​เคลื่อนไหว แต่​ถ้าหาก​มี​การ​เคลื่อนไหว​เกิดขึ้น ระดับ​ของ​การ​แผ่รังสี​อินฟราเรด​จะ​เปลี่ยนแปลง จึง​เรียกตัว​ตรวจจับ​แบบนี้​ว่า PIR (Passive InfraRed sensor)</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-4265 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01.jpg" alt="" width="820" height="302" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01.jpg 820w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01-300x110.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01-768x283.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-01-818x302.jpg 818w" sizes="(max-width: 820px) 100vw, 820px" /></a><br />
<em>รูปที่ 1 ไดอะแกรมการทำงานของตัวตรวจจับการแผ่รังสีอินฟราเรดซึ่งใช้ตรวจจับความเคลื่อนไหว</em></p>
<p>ใน​รูป​ที่ 1 เป็น​ไดอะแกรม​แสดง​หลักการ​ทำงาน​พื้นฐาน​ของ​ตัว​ตรวจจับ​พลังงาน​ความ​ร้อน​จาก​มนุษย์​หรือ​สัตว์​เลือดอุ่น เมื่อ​เกิด​การ​เคลื่อนไหว​ทำให้เกิด​การ​แผ่รังสี​อินฟราเรด​ขึ้น รังสี​จะ​ถู​กรวม​หรือ​โฟกัส​ไป​ยัง​ตัว​ตรวจ​จับหลัก​โดย​ใช้​เลนส์​แบบ​พิเศษ​ที่​เรียกว่า เลนส์​ไฟ​รเนล​หรือเฟ​รสนัล (Fresnel lens) จากนั้น​ตัว​ตรวจ​จับหลัก​จะ​ทำการ​ขยาย​สัญญาณ​แล้ว​ส่งไปยัง​วงจร​เปรียบเทียบ​เพื่อ​สร้าง​สัญญาณ​เอาต์พุต​ต่อไป</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-02.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-4266 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-02.jpg" alt="" width="493" height="322" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-02.jpg 493w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-02-300x196.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-02-95x62.jpg 95w" sizes="(max-width: 493px) 100vw, 493px" /></a><br />
<em>รูปที่ 2 แสดงการทำงานของโมดูล PIR เมื่อนำมาใช้ในการตรวจจับความเคลื่อนไหว</em></p>
<p>ใน​รูป​ที่ 2 แสดง​สถานการณ์​ที่​แหล่งกำเนิด​รังสี​อินฟราเรด (อาจ​เป็น​มนุษย์​หรือ​สัตว์​เลือดอุ่น) เกิด​การ​เคลื่อนไหว​ภายใน​ระยะ​ทำการ​ของ​ตัว​ตรวจจับ จะ​ทำให้​โมดูล​ตรวจจับ PIR ตรวจจับ​พบ​การ​แผ่รังสี​อินฟราเรด​ที่​แตกต่างกัน จึง​ให้สัญญาณ​เอาต์พุต​เป็น​ลอจิก​สูง (high) อยู่​ชั่ว​ขณะเมื่อ​ตรวจจับ​พบ​การ​เคลื่อนไหว จากนั้น​กลับ​มา​เป็น​ลอจิก​ต่ำ (low) จนกว่า​จะ​ตรวจจับ​พบ​การ​เปลี่ยนแปลง​ของ​ระดับ​รังสี​อินฟราเรด​อีกครั้ง</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">เลนส์ไฟรเนล</span><br />
เลนส์​ไฟ​รเนล​เป็น​เลนส์​แบบ​พิเศษ​ที่​ได้รับ​การ​ค้น​คิด​จาก​นัก​ฟิสิกส์​ชาว​ฝรั่งเศส​ชื่อ ​ออกั​สติน ชอง ไฟ​รเนล (Augustin-Jean Fresnel) โดย​แนวคิด​ของ​เลนส์​แบบนี้​คือ เป็น​เลนส์​แบบ​ขั้นบันได​ที่​ยอมให้​แสง​ผ่าน​ได้มาก​และ​จาก​ทุกทิศทาง ดัง​มี​โครงสร้าง​ตาม​รูป​ที่ 3</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4267 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-1-300x145.jpg" alt="" width="300" height="145" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-1-300x145.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-1.jpg 582w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4268 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-300x175.jpg" alt="" width="300" height="175" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-300x175.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-148x85.jpg 148w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-487x286.jpg 487w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-193x112.jpg 193w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2-71x40.jpg 71w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-03-2.jpg 490w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 3 โครงสร้างและหน้าตาของเลนส์ไฟรเนลซึ่งนำมาใช้ในโมดูล PIR</em></p>
<p>ทั้งนี้​เนื่องจาก​ตัว​เลนส์​ได้​ถูก​สร้างขึ้น​โดย​ลด​เนื้อ​วัสดุ​ใน​ส่วน​ที่​ไม่มีผล​กับ​การ​หักเห​ของ​แสง​ลง​ไป ทำให้​สามารถ​ทำ​เลนส์​ขนาดใหญ่​ที่​มี​น้ำหนัก​เบา​ได้ เดิมที​เลนส์ไฟ​รเนล​นี้​ได้รับ​การ​ออกแบบ​เพื่อให้​นำมาใช้​ใน​การ​กระจาย​ใน​ประภาคาร เพื่อให้​สามารถ​มองเห็น​ประภาคาร​ได้​จาก​ระยะไกล ต่อมา​ได้​มี​การ​พัฒนา​ให้​มี​ขนาด​เล็กลง แล้ว​นำมา​ครอบ​หลอดไฟ​เพื่อ​ทำเป็น​ตะเกียง ทำให้​ตะเกียง สามารถ​ส่องแสง​ได้​สว่าง​และ​มองเห็น​ได้​จาก​ระยะไกล ดัง​รูป​ที่ 4</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4269 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04-300x170.jpg" alt="" width="300" height="170" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04-300x170.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04-768x436.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04-148x85.jpg 148w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04-71x40.jpg 71w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-04.jpg 871w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
<em>รูปที่ 4 ตัวอย่างตะเกียงที่ใช้เลนส์ไฟรเนลในการเพิ่มอัตราการส่องสว่าง</em></p>
<p>แต่​เมื่อ​นำมาใช้​ใน​โมดูล​ตรวจจับ PIR ตัว​เลนส์​ไฟ​ร เนล​จะ​ถูก​ใช้งาน​ใน​ลักษณะ​กลับกัน​คือ ใช้​เลนส์​ไฟ​รเนล​ใน​การ​รวม​แสง​เข้า​มาจาก​ทุกทิศทาง​เพื่อ​โฟกัส​ลง​ไป​ยัง​ส่วน​ตรวจจับ​แสง​อินฟราเรด​ของ​โมดูล​ตรวจจับ PIR เพื่อ​ให้การ​ตรวจจับ​การ​เปลี่ยนแปลง​ของ​รังสี​อินฟราเรด​มี​ความ​ไว​สูง</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">คุณสมบัติของโมดูลตรวจจับ ZX-PIR</span><br />
อุปกรณ์ตรวจจับความเคลื่อนไหวที่นำมาเสนอเพื่อเป็นตัวอย่างในที่นี้คือ โมดูล ZX-PIR ซึ่งใช้ตัวตรวจจับที่เรียกว่า PIR ซึ่งสามารถตรวจจับการแผ่รังสีอินฟราเรด โดยทำงานร่วมกับเลนส์ชนิดพิเศษที่เรียกว่า เลนส์ไฟรเนล ซึ่งทำหน้าที่รวมรังสีอินฟราเรดที่ตัวตรวจจับได้รับ เพื่อส่งผ่านไปยังตัวตรวจจับ PIR เพื่อทำการประมวลผลต่อไป ในรูปที่ 5 แสดงลักษณะทางกายภาพของโมดูล ZX-PIR และขาต่อใช้งาน</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-05.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4270 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-05-300x233.jpg" alt="" width="300" height="233" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-05-300x233.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-05-117x91.jpg 117w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-05.jpg 763w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
<em>รูปที่ 5 แสดงขนาด, ส่วนประกอบและการจัดขา และหน้าตาของโมดูล ZX-PIR</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">คุณสมบัติทางเทคนิคที่ควรทราบมีดังนี้</span><br />
• ระยะการตรวจจับสูงสุด 20 ฟุต<br />
• เมื่อตรวจพบความเคลื่อนไหวจะให้แรงดันเอาต์พุตที่สภาวะสูงที่ขาเอาต์พุต<br />
• ใช้เวลาในการปรับตัวเพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงช่วง 10 ถึง 60 วินาทีหลังจากได้รับไฟเลี้ยง<br />
• ใช้ไฟเลี้ยงในย่าน +3.3 ถึง +5V กระแสไฟฟ้าน้อยกว่า 100 mA</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การใช้งาน</span><br />
เนื่องจาก​เอาต์พุต​ของ​โมดูล ZX-PIR เป็น​สัญญาณ​ดิจิตอล​ที่​มี​สอง​สถานะ​คือ ลอจิก​สูง หรือ “1” และ​ลอจิก​ต่ำ​หรือ “0” จึง​สามารถ​เชื่อม​ต่อ​กับ​ขา​พอร์ต​ดิจิตอล​ของ​ไมโคร​คอนโทรลเลอร์​ได้​ทุก​ตระกูล โดย​ต้อง​กำหนด​ให้​ขา​พอร์ต​ที่​เชื่อม​ต่อ​นั้น​เป็น​อินพุต​ดิจิตอล​ก่อน และ​ไม่​ต้อง​ต่อตัว​ต้านทาน​พูลอัป​ที่​ขา​พอร์ต​ของ​ไมโคร​คอนโทรลเลอร์​ซึ่ง​นำมา​ต่อ​กับ​โมดูล ZX-PIR ดัง​รูป​ที่ 6 เนื่องจาก​เอาต์พุต​ของ ZX-PIR ไม่​สามารถ​จ่าย​กระแส​ได้​มาก​พอที่จะ​ควบคุม​ให้​ขา​พอร์ต​เป็น​ลอจิก “0” ใน​ภาวะ​ที่​ไม่​สามารถ​ตรวจจับ​การ​เคลื่อนไหว​ได้ หาก​มี​การ​ต่อตัว​ต้านทาน​พูลอัป​ที่​ขา​พอร์ต​ของ​ไมโคร​คอนโทรลเลอร์</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-06.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4271 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-06-300x164.jpg" alt="" width="300" height="164" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-06-300x164.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-06-71x40.jpg 71w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/pir-06.jpg 637w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
<em>รูปที่ 6 ตัวอย่างการเชื่อมต่อโมดูล ZX-PIR กับไมโครคอนโทรลเลอร์</em></p>
<p>ที่ไมโครคอนโทรลเลอร์ต้องเขียนโปรแกรมเพื่อตรวจจับการเปลี่ยนแปลงทางลอจิกของขาพอร์ตที่ต่อกับโมดูล ZX-PIR</p>
<p><a href="https://youtu.be/DahhKTORxZI" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><img decoding="async" class="alignnone wp-image-4375" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault-1024x576.jpg" alt="" width="640" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault-1024x576.jpg 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault-768x432.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault-71x40.jpg 71w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/maxresdefault.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></a></p>
<p><a href="https://youtu.be/DahhKTORxZI" target="_blank" rel="noopener noreferrer"><em>คลิกเพื่อชมตัวอย่างการใช้ PIR กับหุ่นยนต์เดินตามเส้น iBEAM</em></a></p>
<p>จากข้อมูลที่นำเสนอมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่า การตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยโมดูล PIR นี้ ความไวหรือประสิทธภาพในการทำงานจะขึ้นกับเลนส์ไฟรเนลเป็นสำคัญ ทางด้านการนำไปใช้งานนั้นจะเห็นได้ว่าง่ายมาก หากแต่ ต้องให้ความใส่ใจในด้านการติดตั้งตัวตรวจจับในตำแหน่งที่เหมาะสม</p>
<p>สนใจซื้อหามาใช้งานได้ที่ <a href="https://inex.co.th/shop/zx-pir-v2-0.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.inex.co.th</a></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/sensor-%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%9f%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%94/">sensor ตรวจจับความเคลื่อนไหวด้วยรังสีอินฟราเรด</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เซอร์โวมอเตอร์</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Sep 2018 08:32:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[motor]]></category>
		<category><![CDATA[rc servo]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เซอร์โว]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=4256</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เซอร์โวมอเตอร์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>เซอร์โว​มอเตอร์  (servo motor)  เป็น​อุปกรณ์ แม่เหล็ก​ไฟฟ้า​แบบ​หนึ่ง​ที่​ใช้​ใน​การ​หมุนตัวขับ (actuator) ไป​ยัง​ตำแหน่ง​ต่างๆ  ด้วย​ความ​แม่นยำ โดย​</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เซอร์โวมอเตอร์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เซอร์โวมอเตอร์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>เซอร์โว​มอเตอร์  (servo motor)  เป็น​อุปกรณ์ แม่เหล็ก​ไฟฟ้า​แบบ​หนึ่ง​ที่​ใช้​ใน​การ​หมุนตัวขับ (actuator) ไป​ยัง​ตำแหน่ง​ต่างๆ  ด้วย​ความ​แม่นยำ โดย​ใช้สัญญาณ​พัลส์​เพื่อ​กำหนด​ตำแหน่ง​ในการ​หมุน​  มัก​นิยม​ใช้​ใน​รถ​บังคับ​วิทยุ เครื่องบิน​บังคับ​วิทยุ หรือ​ใช้​ควบคุม​แขนขา​ของ​หุ่นยนต์ ส่วนใหญ่​จะ​รู้จัก​กัน​ภายใต้​ชื่อว่า RC เซอร์โว​มอเตอร์ โดย​คำ​ว่า RC  มาจาก Radio Control หรือ​การ​บังคับ​ด้วย​วิทยุ เนื่องจากใน​ยุค​แรกๆ ของ​การ​พัฒนาเซอร์โว​มอเตอร์ จะ​ถูก​นำมาใช้​ใน​งาน​วิทยุ​บังคับ​เป็นหลัก</p>
<p>ปกติ​แล้ว​เซอร์โว​มอเตอร์​ที่​ยัง​ไม่​ได้รับการ​ปรับ​แต่ง​ใดๆ นั้น​จะ​ใช้​ใน​การ​ควบคุม​ตำแหน่ง​ของ​อุปกรณ์  เช่น  การ​บังคับ​เลี้ยว​ของ​รถ​บังคับ​วิทยุ หรือ​ใช้​สำหรับ​ปรับ​หางเสือ​ของ​เรือ​หรือ เครื่องบิน ซึ่ง​งาน​เหล่านี้​ต้องการ​แรง​บิด​<br />
ของ​มอเตอร์​ที่สูง​พอสมควร  ดังนั้น​เซอร์โว​มอเตอร์​จึง​ต้อง​มี​อัตรา​ทด​ที่​มากพอ เพื่อให้​สามารถ​รองรับ​งาน​ดังกล่าว​ได้ เซอร์โว​มอเตอร์​มาตรฐาน​จะ​มี​มุม​ใน​การ​หมุน​อยู่​ระหว่าง 90 ถึง 180 องศา แล้วแต่ ผู้ผลิต แต่​ที่​นิยม​มาก​ที่สุด​คือ 0 ถึง 180 องศา และ​ใน​บาง​รุ่น​ของ​บาง​ผู้ผลิต​จะ​สามารถ​ดัดแปลง ให้​หมุน​ได้​ครบ 360 องศา​ด้วย</p>
<p>ปัจจุบัน​เซอร์โว​มอเตอร์​มี​ด้วยกัน  2  ชนิด​หลักๆ คือ ชนิดอะ​นา​ลอก​และ​ดิจิตอลรูปร่าง​ภายนอก​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​ทั้งสอง​ชนิด​จะ​คล้าย​กัน​มาก ความ​แตกต่าง​จะ​อยู่ที่​วงจร​ควบคุม​ที่อยู่ภายใน โดย​ใน​ชนิดอะ​นา​ลอก​จะ​ใช้​วงจร​อิเล็กทรอนิกส์​ที่​ประกอบด้วย​อุปกรณ์  สารกึ่ง​ตัวนำจำพวก ทรานซิสเตอร์ มอสเฟต หรือ​ไอซีออป​แอมป์​เป็นหลัก ในขณะที่​ชนิด​ดิจิตอล​จะ​ใช้ ไมโครโปรเซส​เซอร์​หรือ​ไมโคร​คอนโทรลเลอร์​เป็น​ตัวควบคุม​หลัก</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">โครงสร้าง​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์</span><br />
ภายใน​เซอร์โว​มอเตอร์​ประกอบด้วย มอเตอร์​ไฟ​ตรง​ขนาดเล็ก,ชุด​เฟือง​ทด,  แผง​วงจร​ควบคุม และ​ตัว​ต้านทาน​ปรับ​ค่า​ได้  (POT : Potentiometer) โดย​แผง​วงจร​ควบคุม​จะ​มี​วงจร​ป้อน​กลับ เพื่อให้เซอร์โว​มอเตอร์​รับรู้​ตำแหน่ง​ของ​ตัวเอง​ได้ โดย​ผู้ใช้งาน​เพียง​ส่งสัญญาณ​พัลส์​ออกไป​ควบคุม​เท่านั้น ดัง​แสดง​ไดอะแกรม​การ​ทำงาน​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​ใน​รูป​ที่ 1 แกน​ของ​มอเตอร์​ไฟ​ตรง​จะ​ต่อ​เข้ากับ ชุด​เฟือง​เพื่อ​ลดความเร็ว​รอบ​ลง​ส่งผลให้​แรง​บิด​ที่​แกน​หมุน​มากขึ้น ทั้งหมด​ทำงาน​ร่วมกัน​ภายใต้ ความ​สัมพันธ์</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-01.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4257 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-01-300x252.jpg" alt="" width="300" height="252" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-01-300x252.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-01-100x85.jpg 100w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-01.jpg 504w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 1 แสดงไดอะแกรมการทำงานของเซอร์โวมอเตอร์</em></p>
<p>P = kwg</p>
<p>โดย​ที่ P คือ พลังงาน​ที่​ป้อน​ให้​แก่​มอเตอร์<br />
k คือ ค่าคงที่<br />
w คือ ความเร็ว​รอบ ใน​หน่วย รอบ​ต่อ​นาที (rpm : round per minute)<br />
g คือ แรง​บิด​หรือ​ทอร์ค (torque)</p>
<p>ถ้าหาก​พลังงาน​ที่​จ่าย​ให้​คงที่ เมื่อ​ลดความเร็ว​รอบ​ลง​นั่น​ย่อม​ทำ​ให้แรง​บิด​ของ​มอเตอร์​เพิ่มขึ้น การ​หมุน​ของ​มอเตอร์​ได้รับ​การ​ควบคุม​จาก​วงจร​ควบคุม โดย​มี​ตัว​ต้านทาน​ปรับ​ค่า​ได้​เป็นตัวกำหนด​ขอบเขต​ของ​แกน​หมุน ซึ่ง​หาก​ไม่มี​การ​ปรับ​แต่ง​ใดๆ แกน​หมุน​ของ​มอเตอร์​จะ​สามารถ​หมุน​ได้​ใน​ขอบเขต 0 ถึง 180  องศา (หรือน้อยกว่า​ขึ้นกับ​ผู้ผลิต) ดังนั้น​ใน​การ​ปรับ​แต่ง​ให้เซอร์โว​มอเตอร์สามารถ​ขับ​แกน​หมุน​ได้​รอบตัว​จึง​มักจะ​ใช้วิธีการ​ถอด​ตัว​ต้านทาน​ปรับ​ค่า​ได้​ออก แล้ว​แทนที่​ด้วย​ตัว​ต้านทาน​ค่าคงที่  2  ตัว  หรือ​ดัดแปลง​ให้​แกน​หมุน​ของ​ตัว​ต้านทาน​ปรับ​ค่า​ได้​สามารถ​หมุน​ได้​รอบตัว แกน​หมุน​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​จะ​มี​ส่วนปลาย​เป็น​ร่อง​เฟือง (spline) เพื่อให้​สามารถติดตั้ง​อุปกรณ์​ที่​ใช้​ใน​การ​เชื่อมโยง​ไป​ยัง​ตัว​ขับ​หรือ​กลไก​อื่นๆ อุปกรณ์​ที่​ใช้​เชื่อมโยง​นั้น​เรียกว่า ฮอร์น  (horn) ซึ่ง​มี​ด้วยกัน​หลาย​รูปแบบ​ทั้ง​แบบ​เป็น​แขน, เป็น​แท่ง, กากบาท, แผ่น​กลม เป็นต้น สำหรับ​ร่อง​เฟือง​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​แต่ละ​ยี่ห้อ​ก็​มีจำนวนไม่เท่ากัน โดย​ของ Hitec จะ​มี 24 ร่อง​เฟือง ส่วน​ของ Futaba มี 25 ร่อง​เฟือง ทำให้​ฮอร์น​ของ​ทั้งสอง​ยี่ห้อ​ไม่​สามารถ​ใช้​ร่วมกัน​ได้</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-02.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4258 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-02-300x117.jpg" alt="" width="300" height="117" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-02-300x117.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-02.jpg 462w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 2 แสดงการจัดสายสัญญาณของเซอร์โวมอเตอร์</em></p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-03.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4259 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-03-300x168.jpg" alt="" width="300" height="168" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-03-300x168.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-03-71x40.jpg 71w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-03.jpg 410w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 3 ลักษณะคอนเน็กเตอร์ของเซอร์โวมอเตอร์</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">คุณสมบัติ​ทาง​เทคนิค​ที่​สำคัญ​ของ เซอร์โว​มอเตอร์</span><br />
มี 2 ค่า​คือ ความเร็ว (speed) และ​แรง​บิด​หรือ​ทอร์ค (torque) ความเร็ว​หมายถึง ระยะเวลา​ที่​ทำให้​แกน​หมุน​ของ​มอเตอร์​เคลื่อนที่​สู่​ตำแหน่ง​มุม​ที่​กำหนด อาทิ เซอร์โว​มอเตอร ตัว​หนึ่ง​มี​ความเร็ว 0.15 วินาที​สำหรับ 60 องศา หมายถึงเซอร์โว​มอเตอร์​ตัว​นี้​สามารถ​ขับ​ให้​แกน​หมุน​เคลื่อนที่​ไป​ยัง​ตำแหน่ง​มุม 60 องศา​ภายใน​เวลา 0.15 วินาที ส่วน​แรง​บิด​มักจะ​ปรากฏ​ใน​หน่วย​ของ​ออนซ์-นิ้ว (ounce-inches : oz-in) หรือ กิโลกรัม-เซนติเมตร (kg-cm) เป็น​คุณสมบัติ​ที่จะ​บอกต่อ​ผู้ใช้งาน ว่า​เซอร์โว​มอเตอร์ตัว​นี้​มี​แรง​ใน​การ​ขับ​โหลด​ที่​มี​น้ำหนัก​ใน​หน่วย​ออนซ์​ให้​สามารถ​เคลื่อนที่​ไป​ได้ 1 นิ้ว หรือ​น้ำหนัก​ใน​หน่วย​กิโลกรัม​ให้​เคลื่อนที่ ไป​ได้ 1 เซนติเมตร  (น้ำหนัก 1 ออนซ์​เท่ากับ 0.028 กิโลกรัม​โดย​ประมาณ หรือ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 35.274 ออนซ์)</p>
<p>อย่างไร​ก็ตาม ค่า​ของ​ความเร็ว​และ​แรง​บิด ต้อง​สัมพันธ์กับ​แรงดัน​ไฟ​เลี้ยง​ที่​จ่าย​ให้​แก่เซอร์โว​มอเตอร์​ด้วย ซึ่ง​มักจะ​แรงดัน 4.8 หรือ 6V  นอกจากนั้น​ยังมี​ปัจจัย​เกี่ยวกับ​แรง เสียด​ทาน​ใน​ระบบ​เฟือง​ภายใน​เซอร์โว​มอเตอร์ การ​หล่อลื่น​การ​เชื่อมโยง​ระหว่าง​เฟือง​ต่อ​เฟือง​ใน​ชุด​เฟือง​ทด ที่​ส่งผลให้​ความเร็ว​และ​แรง​บิด​ของ เซอร์โว​มอเตอร์​เปลี่ยนแปลง​ไป​ได้</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การ​ทำงาน​ของ​แผง​วงจร​ควบคุม​ใน เซอร์โว​มอเตอร์​ชนิดอะ​นา​ลอก</span><br />
การ​หมุน​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​นั้น​จะ​ไม่ได้​หมุน​เป็นอิสระ​เหมือน​มอเตอร์​ทั่วๆ ไป​โดย​ช่วง​ระยะ​การ​หมุน​ปกติ​จะ​อยู่​ระหว่าง 90 ถึง 180 องศา ตำแหน่ง​การ​หมุน​ของ​แกน​มอเตอร์​ใน เซอร์โว​มอเตอร์​นี้​สามารถ​ควบคุม​ได้​อย่าง​แม่นยำ เนื่องจาก​ภายใน​เซอร์โว​มอเตอร์​มี​วงจร​อิเล็กทรอนิกส์​ทำหน้าที่​ตรวจสอบ​ตำแหน่ง​ของเซอร์โว​มอเตอร์​อยู่​ตลอด​เวลา ลักษณะ​การ​ตรวจสอบ​จะ​ใช้​การ​ป้อน​กลับ​ค่า​ตำแหน่ง​จาก​ตัว​ต้านทานปรับ​ค่า​ได้ แล้ว​นำ​ค่า​นี้​ไป เปรียบ​เทียบกับ​ค่า​พัลส์ที่​ป้อน​เข้าทาง​ขา​ควบคุม ​ค่า​ของ​ผล​ต่าง​ที่​ได้จะ​ไป​ปรับ​ตำแหน่ง​ของ​มอเตอร์ ​ค่า​ผล​ต่าง​ก็​จะ​ได้ตำแหน่ง​ของ​มอเตอร์​ที่​แม่นยำ</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-04.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4260 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-04-300x125.jpg" alt="" width="300" height="125" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-04-300x125.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-04-768x319.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-04.jpg 859w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 4 ไดอะแกรมการทำงานของแผงวงจรควบคุมในเซอร์โวมอเตอร์ชนิดอะนาลอก</em></p>
<p>ใน​รูป​ที่ 4 แสดง​ไดอะแกรม​การ​ทำงาน​ของ​แผง​วงจร​ควบคุม​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์​ชนิดอะ​นา​ลอก สัญญาณ​พัลส์​ควบคุม​ที่​ส่ง​เข้ามา​ทาง​อินพุต จะ​ถูก​ส่งไปยัง​วงจร​กำเนิด​สัญญาณ​พัลส์​ภายใน​ด้วย โดย​มี​ความ​กว้าง​ที่​เป็น สัดส่วน​กับ​ตำแหน่ง​ของ​แกน​หมุน​ใน​ปัจจุบัน​ ทั้ง​สัญญาณ​พัลส์​ที่​กำเนิด​ขึ้น​ภายใน​กับ​สัญญาณ​พัลส์​ควบคุม​จะ​ถูก​ส่งไปยัง​วงจร​เปรียบเทียบ​เพื่อ​ทำการ​หักล้าง​สัญญาณ โดย​ทิศทาง​ของ​สัญญาณ​จะ​ขึ้นอยู่​กับ​ว่า ระหว่าง​สัญญาณ​พัลส์ควบคุม​ทาง​อินพุต​ก​ับสัญญาณ​พัลส์​ภายใน สัญญาณ​พัลส์​ใด​มี​ความ​กว้าง​มากกว่า โดย​เอาต์พุต​ที่​ได้​เป็น​สัญญาณ​ลอจิก “0” หรือ “1” แล้ว​ส่งไปยัง​วงจร​ขับ​มอเตอร์​แบบ  H-บริดจ์ เพื่อ​กำหนด​ทิศทาง​การ​หมุน ทาง​ด้าน​ค่าความ​แตกต่าง​ที่​เกิดขึ้น​ระหว่าง​พัลส์​ทั้งสอง​สัญญาณ​จะ​ถูก​ส่งไปยัง​วงจร​เพิ่ม​ความ​กว้าง​พัลส์ เพื่อ​สร้าง​สัญญาณ​พัลส์​สำหรับ​ส่งไปขับ​มอเตอร์ ผ่าน​วงจร​ขับ​มอเตอร์​แบบ  H-บริดจ์ โดย​ความ​แตกต่าง​ของ​ความ​กว้าง​พัลส์ 1% ทำให้เกิด​สัญญาณ​พัลส์​สำหรับ​ขับ​มอเตอร์ใน​ระดับ 50% และ​ความเร็ว​นี้​จะ​ลดลง​เมื่อ​แกน​หมุน​ของ​มอเตอร์​เคลื่อนที่​เข้าสู่​ตำแหน่งที่​กำหนด อัน​เป็นผล​มาจาก​ความ​แตกต่าง​ของ​ความ​กว้าง​สัญญาณ​พัลส์​เริ่ม​ลดลง และ​หยุด​ลง​เมื่อ​สัญญาณ​พัลส์​ที่​นำมา​เปรียบเทียบ​มี​ค่า​ความ​กว้าง​เท่ากัน</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-05.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-4261 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-05.jpg" alt="" width="535" height="861" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-05.jpg 535w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/servo-05-186x300.jpg 186w" sizes="(max-width: 535px) 100vw, 535px" /></a><br />
รูปที่ 5 แสดงลักษณะของสัญญาณพัลส์ที่ใช้ในการควบคุมเซอร์โวมอเตอร์</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">วัสดุ​ของ​เฟือง​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์</span><br />
ชุด​เฟือง​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์​โดย​ส่วนใหญ่ผลิต​มาจาก​วัสดุ 3 ชนิด คือ</p>
<p>(1) ไน​ล่อน : เป็น​วัสดุ​ที่​นิยม​นำมาใช้​ผลิตเฟือง​มาก​ที่สุด เนื่องจาก​มี​น้ำหนัก​เบา​และ​มีเสียง​รบกวน​น้อย​เมื่อ​ทำงาน ความ​ทนทาน​พอสมควร​มัก​พบ​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์ขนาดเล็ก​และ​ราคาถูก</p>
<p>(2) โลหะ : เฟือง​ที่​ผลิต​ด้วย​โลหะจะ​มี​ความทน ทาน​สูง แข็งแรง สามารถ​ทน​แรงเสียดทาน​เมื่อ​เฟือง​ขบกัน​ได้​สูงมาก ทำให้​สามารถ​นำมา​สร้าง เซอร์โว​มอเตอร์​ที่​มี​แรง​บิด​สูงมาก​ได้ โลหะ​ที่​พบ​มาก​ที่สุด​ใน​การ​นำมา​ผลิต​เฟือง​คือ ทองเหลือง และ​ถ้าหาก​มี​งบประมาณ​มาก​เพียงพอ ควร​เลือก​ใช้​เซอร์โว​มอเตอร์​ที่​ใช้​เฟือง​ที่​ผลิต​จาก​ไทเทเนียม</p>
<p>(3)  คาร์บอ​ไนต์ (Karbonite) : เป็น​วัสดุ​พิเศษ​ที่​ทำ​มาจาก​คาร์บอน แล้ว​แปรรูป​มา​เป็นวัสดุที่​คล้าย​พลาสติก  Hitec  เป็น​ผู้​ที่​นำ​เทคโนโลยี​นี้​มา​ใช้​เป็น​วัตถุดิบ​ใน​การ​ผลิต​เฟือง โดย​คาร์บอ​ไนต์จะ​มี​ความ​แข็งแรง​และ​ทนทาน​มากกว่า​เฟือง​ไนลอน ในขณะที่​มี​น้ำหนัก​เบา ดัง​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์​สมัยใหม่​จึง​นิยม​ใช้​เฟือง​ที่​ผลิต​จาก​วัสดุ​ชนิด​นี้ โดยเฉพาะ​อย่างยิ่ง​ใน​เซอร์โว​มอเตอร์ชนิด​ดิจิตอล​ที่​ใช้​หุ่นยนต์ Humanoid</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">รูปแบบ​สัญญาณ​ที่​ใช้​ควบคุม​เซอร์โว​มอเตอร์</span><br />
การ​ควบคุม​เซอร์โว​มอเตอร์ทำได้โดย​สร้าง​สัญญาณ​พัลส์​ที่​มี​คาบ​เวลา 20 มิลลิ​วินาทีป้อน​ให้​กับ​วงจร​ควบคุม​ภายใน​เซอร์โว​มอเตอร์ดัง​รูป​ที่ 5 แล้ว​ปรับ​ความ​กว้าง​ของ​พัลส์​ช่วง​บวก ที่​พัลส์​กว้าง 1 มิลลิ​วินาที มอเตอร์​จะ​หมุน​ไป​ตำแหน่ง​ซ้ายมือ​สุด  ถ้า​ส่ง​พัลส์​กว้าง 1.5  มิลลิ​วินาที แกน​หมุน​ของ​มอเตอร์​จะ​เคลื่อนที่​ไป​ยัง​ตำแหน่งกึ่งกลาง และ​ถ้า​ส่ง​พัลส์​กว้าง 2 มิลลิ​วินาที แกน​หมุน​ของ​มอเตอร์​จะ​เคลื่อนที่​ไป​ยัง​ตำแหน่งขวามือ​สุด การ​ป้อน​สัญญาณ​พัลส์​ที่​มี​คาบ​เวลา​ช่วง​บวก​ตั้งแต่ 1.5 ถึง 2 มิลลิ​วินาที​จะ​ทำให้​เซอร์โว​มอเตอร์​หมุน​ทวน​เข็ม​นาฬิกา โดย​ถ้า​ค่า​ความ​กว้าง​พัลส์​ยิ่ง​ห่าง​จาก 1.5 มิลลิ​วินาที​ มาก​เท่าใด ความเร็ว​ใน​การ​หมุน​ก็​จะ​มากขึ้น​เท่านั้น นั่น​คือ ความเร็ว​สูงสุด​ของ​การ​หมุน​ทวน​เข็ม​นาฬิกาจะ​เกิดขึ้น​เมื่อ​สัญญาณ​พัลส์ควบคุม​มี​ความ​กว้าง 2 มิลลิ​วินาที การ​ป้อน​สัญญาณ​พัลส์​ที่​มี​คาบ​เวลา​ช่วง​บวก​ตั้งแต่ 1 ไป​จนถึง 1.5 มิลลิ​วินาที ทำให้เซอร์โว​มอเตอร์​หมุน​ตาม​เข็ม​นาฬิกา ซึ่ง​ถ้า​ค่า​ความ​กว้าง​พัลส์​เข้าใกล้ 1 มิลลิ​วินาที​ความเร็ว​ใน​การ​หมุน​ของ​เซอร์โว​มอเตอร์​ก็​จะ​มาก นั่น​คือ ความเร็ว​สูงสุด​ของ​การ​หมุน​ตาม​เข็ม​นาฬิกา<br />
จะ​เกิดขึ้น​เมื่อ​สัญญาณ​พัลส์​ควบคุม​มี​ความ​กว้าง 1 มิลลิ​วินาที</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%82%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c/">เซอร์โวมอเตอร์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การทำงานของมอเตอร์ไฟตรงและการใช้งาน</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Sep 2018 08:25:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[dc motor]]></category>
		<category><![CDATA[การทำงานของมอเตอร์]]></category>
		<category><![CDATA[มอเตอร์ไฟตรง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=4242</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/">การทำงานของมอเตอร์ไฟตรงและการใช้งาน</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>มอเตอร์ไฟตรง  (DC motor)  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล โดยเมื่อจ่ายไฟให้แก่มอเตอร์ จะทำให้แกนของมอเตอร์หมุน จึงสามารถนำการห</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/">การทำงานของมอเตอร์ไฟตรงและการใช้งาน</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/">การทำงานของมอเตอร์ไฟตรงและการใช้งาน</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>มอเตอร์ไฟตรง  (DC motor)  เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล โดยเมื่อจ่ายไฟให้แก่มอเตอร์ จะทำให้แกนของมอเตอร์หมุน จึงสามารถนำการหมุนของแกนมอเตอร์ไปใช้ในการขับเคลื่อนวัตถุให้เกิดการเคลื่อนที่</p>
<p>มอเตอร์ไฟตรงมีขนาดและพิกัดแรงดันให้เลือกใช้มากมาย ในบทความนี้จะเน้นไปที่มอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้แรงดันในย่าน +1.5 ถึง +12V ซึ่งมีการใช้งานในหุ่นยนต์หรือสิ่งประดิษฐ์ที่มีกลไกเคลื่อนไหว ในรูปที่ 1 แสดงหน้าตาของมอเตอร์ไฟตรงในแบบต่างๆ</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4243 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01-300x183.jpg" alt="" width="300" height="183" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01-300x183.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01-768x469.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01-1024x626.jpg 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-01.jpg 1139w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 1 มอเตอร์ไฟตรงที่มีชุดเฟืองขับในแบบต่างๆ</em></p>
<p>โดยปกติมอเตอร์ไฟตรงจะถูกสร้างขึ้นให้สามารถหมุนแกนด้วยความเร็วสูงมาก ตั้งแต่ 1,000 รอบขึ้นไป แต่แรงบิดที่ความเร็วรอบสูงมีน้อยมาก จนไม่สามารถนำไปขับกลไกเคลื่อนไหวได้ จึงต้องมีการทดจำนวนรอบด้วยการใช้เฟือง เพื่อให้เกิดแรงบิดมากขึ้น นั่นคือ ยิ่งมีอัตราทดสูงเท่าใด ความเร็วรอบของแกนมอเตอร์จะลดลง แต่จะมีแรงบิดมากขึ้น ดังนั้นการกำหนดอัตราทดที่เหมาะสมจะทำให้สามารถใช้งานมอเตอร์ไฟตรงเพื่อขับเคลื่อนกลไกเคลื่อนที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การทำงานของมอเตอร์ไฟตรง</span><br />
การขับหรือทำให้มอเตอร์ไฟตรงทำงานเพื่อหมุนแกนนั้นง่ายมาก เพียงจ่ายไฟเข้าที่ขั้วของมอเตอร์เท่านั้น และเมื่อกลับขั้วของการจ่ายไฟมอเตอร์ก็จะหมุนกลับทิศทาง สำหรับการอธิบายการทำงานของมอเตอร์โดยทั่วไปจะอ้างถึงมอเตอร์แบบ 2 ขั้ว ดังในรูปที่ 2 เมื่อจ่ายไฟให้แก่มอเตอร์ผ่านทางแปรงสัมผัสซึ่งต่ออยู่กับคอมมิวเตเตอร์และขดลวด เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลผ่านขดลวดทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้น  และเกิดแรงดูดจากแม่เหล็กถาวร ทำให้ขดลวดสามารถหมุนได้ แต่ด้วยการใช้ขดลวดเพียง 2 ขั้ว การหมุนของมอเตอร์จะขาดเสถียรภาพ เพราะในความเป็นจริงเมื่อคอมมิวเตเตอร์หมุนไป 90 องศาจะทำให้เกิดการลัดวงจรคอมมิวเตอร์ทั้ง 2 ชิ้น ทำให้กระแสไฟฟ้าหยุดไหล แต่แกนของมอเตอร์ยังหมุนไปได้ด้วยแรงเฉื่อย ทำให้จังหวะการทำงานนั้นไม่ต่อเนื่อง และทำให้อัตราเร็วในการหมุนไม่คงที่ ซึ่งทางแก้ไขนั้นจะใช้มอเตอร์แบบมีขดลวด 3 ขั้ว ที่มีการพันในทิศทางที่สลับกัน</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4244 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02-300x158.jpg" alt="" width="300" height="158" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02-300x158.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02-768x404.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02-1024x538.jpg 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-02.jpg 1227w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 2 แสดงส่วนประกอบและการทำงานของมอเตอร์ไฟตรง</em></p>
<p>ในมอเตอร์ไฟตรงที่ใช้งานจริงนั้น จะเป็นมอเตอร์แบบขดลวด 3 ขั้ว ดังนั้นคอมมิวเตเตอร์ที่ใช้ในการกำหนดจังหวะการจ่ายกระแสให้แก่ขดลวดจะมี 3 ชิ้น ดังแสดงโครงสร้างและการทำงานของมอเตอร์ไฟตรงแบบ 3 ขั้วในรูปที่ 3 ด่วยการใช้ขดลวด 3 ชุดนี้ช่วยให้การหมุนของมอเตอร์มีเสถียรภาพมากขึ้น เพราะแม้ว่าจะเกิดจังหวะที่คอมมิวเตเตอร์ 2 ชิ้นจะถูกลัดวงจร ดังในขั้นตอนที่ 2 และ 4 ของรูปที่ 3 แต่เนื่องจากมีคอมมิวเตเตอร์ 3 ชิ้น เมื่อลัดวงจร 2 ชิ้น ก็เสมือนกับรวมกันเป็นคอมมิวเตเตอร์ 1 ชิ้น จึงสามารถทำงานกับคอมมิวเตเตอร์อีก 1 ชิ้นที่เหลือ เพื่อกำหนดจังหวะการจ่ายกระแสไฟฟ้าต่อไปได้ ทำให้ไม่เกิดภาวะกระแสไฟฟ้าหยุดไหลดังที่เกิดในมอเตอร์แบบขดลวด 2 ขั้ว</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class=" wp-image-4245 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03-300x127.jpg" alt="" width="465" height="197" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03-300x127.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03-768x324.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03-1024x432.jpg 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-03.jpg 1195w" sizes="(max-width: 465px) 100vw, 465px" /></a><br />
รูปที่ 3 แสดงส่วนประกอบและการทำงานของมอเตอร์ไฟตรงแบบขดลวด 3 ขั้ว ซึ่งเป็นแบบที่มีการผลิตใช้งานจริง</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงอย่างง่ายด้วยสวิตช์</span><br />
แสดงวงจรในรูปที่ 4 ประกอบไปด้วย สวิตช์ 4 ตัว นั่นก็คือ S1, S2, S3 และ S4 ซึ่งในรูปตัวอย่างมอเตอร์จะเคลื่อนที่ทิศทางใด ขึ้นอยู่กับการต่อ สวิตช์ทั้ง 4 ตัว นั่นเอง<br />
ในสภาวะเริ่มต้น ยังไม่มีการเปิดสวิตช์ที่ตัวใดเลย มอเตอร์จึงไม่ทำงาน</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-04.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4246 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-04-300x108.jpg" alt="" width="300" height="108" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-04-300x108.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-04.jpg 759w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 4 หลักการของวงจรขับมอเตอร์ไฟตรงที่ใช้สวิตช์ 4 ตัว</em></p>
<div class="code-block code-block-4">เมื่อต้องการให้มอเตอร์หมุนตามเข็มนาฬิกา ให้ทำการต่อวงจร S1 และ S4 ตามรูปที่ 4.2 จะเห็นว่า แรงดัน +V จากแหล่งจ่ายไฟจะถูกต่อเข้ากับขั้วบวกของมอเตอร์ และขั้วลบของแหล่งจ่ายไฟต่อเข้ากับขั้วลบของมอเตอร์ ทำให้เกิดกระแสไหลผ่านมอเตอร์ มอเตอร์จึงหมุนตามเข็มนาฬิกา (CW : Clock wise)</div>
<div></div>
<div class="code-block code-block-4">เมื่อต้องการให้มอเตอร์หมุนกลับทิศทางหรือหมุนทวนเข็มนาฬิกา (CCW : Counterclockwise) ให้ทำการต่อสวิตช์ S2 และ S3 แทน ในขณะที่ S1 และ S4 เปิดวงจร มอเตอร์ก็จะได้รับแรงดันกลับขั้ว ทำให้กระแสไหลในทิศทางตรงข้าม มอเตอร์จึงหมุนกลับทิศทางกับในตอนแรก</div>
<div></div>
<div><span style="font-size: 18pt;">วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงอย่างง่ายด้วยรีเลย์</span><br />
จากวงจรในรูปที่ 4 เปลี่ยนสวิตช์เป็นรีเลย์ 2 ตัว คือ RY1 และ RY2 โดยขั้วบวก (+) ของมอเตอร์ต่อกับขาร่วมของรีเลย์ RY1 และขั้วลบ (-) ของมอเตอร์ต่อกับขาร่วมของรีเลย์ RY2 ส่วนที่ขา NO ของทั้งรีเลย์ RY1 และ RY2 ต่ออยู่กับขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟ +Vm ที่จะจ่ายให้มอเตอร์ และขา NC ของทั้งรีเลย์ RY1 และ RY2 ต่อลงกราวด์ จะได้เป็นวงจรขับมอเตอร์ตามรูปที่ 5.1</div>
<div></div>
<div><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-05.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4247 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-05-238x300.jpg" alt="" width="238" height="300" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-05-238x300.jpg 238w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-05.jpg 592w" sizes="(max-width: 238px) 100vw, 238px" /></a><br />
รูปที่ 5 วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงที่ใช้รีเลย์ 2 ตัวแทนสวิตช์ 4 ตัว</em></div>
<div></div>
<div>
<p>เมื่อจ่ายไฟเพื่อกระตุ้นให้รีเลย์ RY1 ทำงาน จะทำให้หน้าสัมผัสที่ขา NO และ C ของรีเลย์ RY1 ต่อกัน เกิดกระแสไฟฟ้าไหลจาก +Vm เข้าสู่ขั้วบวก (+) ของมอเตอร์ผ่านไปยังขาร่วม (C) ของรีเลย์ RY2 ต่อกับขา NC และลงกราวด์ ทำให้ครบวงจร มอเตอร์จึงทำงานและหมุนในทิศตามเข็มนาฬิกา ดังในรูปที่ 5.2</p>
<p>พิจารณารูปที่ 5.3 เมื่อจ่ายไฟเพื่อกระตุ้นให้รีเลย์ RY2 ทำงาน จะทำให้หน้าสัมผัสที่ขา NO และ C ของรีเลย์ RY2 ต่อกัน เกิดกระแสไฟฟ้าไหลจาก +Vm เข้าสู่ขั้วลบ (-) ของมอเตอร์ผ่านไปยังขาร่วม (C) ของรีเลย์ RY1 ซึ่งต่อกับขา NC และลงกราวด์ ทำให้ครบวงจร มอเตอร์จึงทำงานและหมุนในทิศทวนเข็มนาฬิกา</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">วงจรขับมอเตอร์แบบ H-Bridge</span><br />
ลักษณะของวงจรขับมอเตอร์ทั้งในรูปที่ 4 และ 5 มีชื่อเรียกว่า วงจรขับแบบ H-Bridge เนื่องจากลักษณะของวงจรคล้ายกับตัวอักษร H ในภาษาอังกฤษ และมีการใช้อุปกรณ์ควบคุม 4 ตัว นอกจากนั้นยังสามารถใช้ อุปกรณ์ที่เรียกว่า ทรานซิสเตอร์ มาทดแทนรีเลย์ ดังแสดงวงจรในรูปที่ 6 ด้วย การใช้ทรานซิสเตอร์จะทำให้ขนาดของวงจรเล็กลง</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-06.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4248 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-06-300x273.jpg" alt="" width="300" height="273" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-06-300x273.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-06.jpg 590w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 6 วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงแบบ H-Bridge ใช้ทรานซิสเตอร์ 4 ตัว ทำงานแทนสวิตช์และรีเลย์</em></p>
<p>เมื่อส่งสัญญาณลอจิก “1” มาที่อินพุต CW จะทำให้ทรานซิสเตอร์ Q1 และ Q4 ทำงาน เกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์ ทำให้มอเตอร์หมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกา</p>
<p>ถ้าหากส่งสัญญาณลอจิก “1” มาที่อินพุต CCW จะทำให้ทรานซิสเตอร์ Q2 และ Q3 ทำงานแทน เกิดกระแสไฟฟ้าไหลผ่านมอเตอร์ในอีกทิศทางหนึ่ง ทำให้มอเตอร์หมุนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกา</p>
<p>นอกจากนั้นยังมีการใช้ไอซีขับมอเตอร์โดยเฉพาะ นั่นคือ ไอซีเบอร์ L293D ซึ่งภายในบรรจุวงจรขับแบบ H-Bridge 2 ชุด จึงทำให้สามารถขับมอเตอร์ไฟตรงได้ 2 ตัว ในรูปที่ 7 เป็นวงจรขับมอเตอร์ที่ใช้ไอซี L293D</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-07.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4249 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-07-300x286.jpg" alt="" width="300" height="286" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-07-300x286.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-07.jpg 681w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 7 วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงโดยใช้ไอซี L293D</em></p>
<p>การขับมอเตอร์แต่ละตัวใช้สายสัญญาณ 3 เส้น เนื่องจากต้องการ ควบคุมทิศทางของมอเตอร์ไปพร้อมๆ กับการควบคุมความเร็วของมอเตอร์ด้วยสัญญาณ PWM สำหรับมอเตอร์ช่องที่ 1 จะใช้อินพุต DIR1A และ DIR1B ในการกำหนดทิศทางการหมุน ส่วนอินพุตรับสัญญาณเพื่อควบคุมความเร็วจะเป็นขา 1E ส่วนมอเตอร์ช่องที่ 2 ใช้อินพุต DIR2A และ DIR2B ส่วนอินพุตควบคุมความเร็วคือขา 2E</p>
<p>การกำหนดเงื่อนไขในการขับมอเตอร์ของ L293D เป็นดังนี้<br />
DIRxA = 0, DIRxB = 1 มอเตอร์หมุนทวนเข็มนาฬิกา<br />
DIRxA = 1, DIRxB = 0 มอเตอร์หมุนตามเข็มนาฬิกา<br />
x คือ 1 หรือ 2</p>
<p>โดยไอซี L293D จะสามารถทำงานได้เมื่อมีสัญญาณลอจิก “1” ส่งมาที่อินพุต 1E สำหรับมอเตอร์ช่อง 1 และ 2E สำหรับมอเตอร์ช่อง 2</p>
<p>ที่เอาต์พุตของวงจรขับมอเตอร์มี LED สองสีแสดงขั้วแรงดันที่จ่าย ให้กับมอเตอร์ ถ้า LED ติดเป็นสีเขียว หมายถึงการจ่ายแรงดันตรงขั้วให้กับมอเตอร์ ถ้าแรงดันที่จ่ายให้กลับขั้ว LED จะติดเป็นสีแดง</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">ควบคุมความเร็วของมอเตอร์</span><br />
ในการขับมอเตอร์โดยปกติจะป้อนแรงดันไฟตรงให้โดยตรง มอเตอร์จะทำงานเต็มกำลัง ซึ่งอาจมีความเร็วมากเกินไป ดังนั้นการปรับความเร็วของมอเตอร์จึงใช้วิธีลดแรงดันไฟฟ้าที่ป้อนให้กับมอเตอร์ วิธีที่นิยมคือ การป้อนพัลส์ไปขับมอเตอร์แทน แล้วปรับความกว้างพัลส์ช่วงบวก เพื่อให้ได้ค่าแรงดันเฉลี่ยตามต้องการ วิธีการนี้เรียกว่า พัลส์วิดธ์มอดูเลเตอร์ (PWM)</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-4250 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08.jpg" alt="" width="685" height="392" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08.jpg 685w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08-300x172.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08-265x153.jpg 265w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08-148x85.jpg 148w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-08-71x40.jpg 71w" sizes="(max-width: 685px) 100vw, 685px" /></a><br />
รูปที่ 8 การเปรียบเทียบค่าแรงดันที่เกิดขึ้นเมื่อใช้ PWM </em><br />
<em>(8.1) ป้อนสัญญาณไฟตรง </em><br />
<em>(8.2) PWM มีดิวตี้ไซเกิล 50% </em><br />
<em>(8.3) PWM มีดิวตี้ไซเกิล 75% </em><br />
<em>(8.4) PWM มีดิวตี้ไซเกิล 25%</em></p>
<p>โดยความกว้างพัลส์ช่วงบวกเมื่อเทียบกับความกว้างพัลส์ทั้งหมดเรียกว่า ดิวตี้ไซเกิล (duty cycle)โดยจะคิดค่าดิวตี้ไซเกิลเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าความกว้างพัลส์ทั้งหมด ตัวอย่างจากรูปที่ 8.2 มีค่าดิวตี้ไซเกิล 50% หมายถึง ความกว้างของพัลส์ช่วงบวกมีความกว้างเป็น 50% ของความกว้างทั้งหมด ดังนั้นแรงดันเฉลี่ยที่ได้เท่ากับ (50 x 4.8) /100 = 2.4V สำหรับรูปที่ 8.3 และ 8.4 เป็นการกำหนดค่าดิวตี้ไซเกิล 75% และ 25% ตามลำดับ</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">ตัวอย่างวงจรกำเนิดสัญญาณ PWM สำหรับควบคุมความเร็วมอเตอร์</span><br />
วงจรสำหรับสร้างสัญญาณพัลส์ PWM เพื่อนำไปขับมอเตอร์ไฟตรงขนาดเล็กนั้นมีตัวอย่างแสดงในรูปที่ 9, 10 และ 11 โดยในรูปที่ 9 เป็นวงจรกำเนิดสัญญาณพัลส์ PWMที่ง่ายที่สุดใช้ไอซี 555 โดยความถี่ของสัญญาณ PWM จะถูกกำหนดด้วยค่าของตัวเก็บประจุ C1 สามารถเปลี่ยนค่าดิวตี้-ไซเกิลหรือความกว้างของพัลส์ได้ด้วยการปรับ VR1 สัญญาณ PWM จะถูกส่งไปยังมอสเฟต Q1 เพื่อขับให้มอเตอร์ไฟตรงหมุน ด้วยการปรับค่าของ VR1 ทำให้แรงดันที่ใช้ขับมอเตอร์มีการเปลี่ยนแปลง ถ้าพัลส์มีความกว้างมาก แรงดันที่ส่งไปขับมอเตอร์ก็จะมากตาม ส่งผลให้ความเร็วของมอเตอร์เพิ่มขึ้น ในทางตรงข้ามถ้าพัลส์มีความกว้างน้อยลง แรงดันเฉลี่ยที่เอาต์พุตก็จะลดลง ความเร็วของมอเตอร์ก็ลดลงตาม</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4251 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09-300x189.jpg" alt="" width="300" height="189" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09-300x189.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09-174x111.jpg 174w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09-563x353.jpg 563w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-09.jpg 649w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 9 วงจรขับมอเตอร์ไฟตรงด้วยสัญญาณ PWM อย่างง่าย</em></p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-10.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4252 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-10-300x184.jpg" alt="" width="300" height="184" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-10-300x184.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-10.jpg 675w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 10 วงจรควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟตรงที่ใช้ไอซีออปแอมป์</em></p>
<p>รูปที่ 10 เป็นวงจรควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟตรง ซึ่งใช้วงจรกำเนิดพัลส์ PWM ที่สร้างขึ้นจากไอซีออปแอมป์ โดย IC1/1 และ IC1/2 ต่อร่วมกับตัวต้านทานและตัวเก็บประจุเพื่อทำงานเป็นวงจรกำเนิดสัญญาณสามเหลี่ยม แล้วส่งมาเปรียบเทียบกับแรงดันที่ได้จากการปรับค่า VR1 ที่ IC1/4 โดยแรงดันจาก VR1 จะผ่านวงจรบัฟเฟอร์ IC1/3 แล้วส่งไปยังอินพุตกลับเฟสของ IC1/4 ส่วนอินพุตไม่กลับเฟสได้รับสัญญาณรูปสามเหลี่ยมมาจาก IC1/2 สัญญาณ PWM จะเกิดจากการเปรียบเทียบแรงดันระหว่างสัญญาณรูปสามเหลี่ยมกับแรงดันที่กำหนดโดยค่า VR1 นั่นคือความกว้างของสัญญาณหรือ ดิวตี้ไซเกิลจะขึ้นการปรับแรงดันที VR1 ส่วนความถี่ของสัญญาณจะขึ้นกับค่าของตัวเก็บประจ C1 สัญญาณ PWM เอาต์พุตจะถูกส่งไปยังมอสเฟต Q1 เพื่อขับมอเตอร์ไฟตรงต่อไป ด้วยวงจร นี้สามารถปรับความเร็วของมอเตอร์ได้จากการปรับค่าความกว้างของสัญญาณพัลส์ที่ VR1</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-11.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4253 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-11-300x149.jpg" alt="" width="300" height="149" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-11-300x149.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-11.jpg 657w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 11 วงจรควบคุมความเร็วของมอเตอร์ไฟตรงที่สามารถปรับค่าดิวตี้ไซเกิลได้เต็มย่าน 0 ถึง 100%</em></p>
<p>จากวงจรกำเนิดสัญญาณ PWM ในรูปที่ 9 และ 10 จะมีข้อจำกัดที่คล้ายกันข้อหนึ่งคือ ไม่สามารถปรับค่าติวตี้ไซเกิลได้เต็มย่าน 0 ถึง 100% แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า วงจรนั้นไม่ดี หากแต่การนำวงจรดังกล่าวไปใช้งานไม่มีความจำเป็นต้องปรับค่าติวดี้ไซเกิลให้ได้เต็มย่าน ยกตัวอย่าง วงจรในรูปที่ 10 เป็นวงจรที่ใช้ปรับความเร็วของมอเตอร์ในรถสกู๊ตเตอร์ ซึ่งในการใช้งานจริงค่าดิวตี้ไซเกิลต่ำมากๆ ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ วงจรในรูปที่ 11 เป็นวงจรกำเนิดสัญญาณ PWM ที่สามารถปรับความกว้างของสัญญาณพัลส์หรือค่าดิวตี้ไซเกิลได้เต็มย่าน 0 ถึง 100% หัวใจหลักคือวงจรกำเนิดสัญญาณฟันเลื่อยหรือ Sawtooth generator ซึ่งใช้ไอซีเบอร์ LM555 สัญญาณรูปฟันเลื่อยจะถูกส่งไปเปรียบเทียบที่ออปแอมป์คล้ายกับวงจรในรูปที่ 10 ด้วยการใช้สัญญาณรูปฟันเลื่อยเป็นสัญญาณอ้างอิงทำให้ สามารถปรับค่าดิวตี้ไซเกิลได้ 0 ถึง 100% ความถี่ของสัญญาณได้รับการกำหนดจากการปรับค่า VR1 ร่วมกับค่าของตัวเก็บประจุ C2 ส่วนการปรับค่าดิวตี้ไซเกิลปรับได้ที่ VR2 สัญญาณ PWM เอาต์พุตสามารถนำไปต่อเข้ากับมอสเฟตเหมือนกับวงจรในรูปที่ 9 และ 10 หรือต่อเข้ากับขา EN ของไอซี L293 เพื่อใช้กับวงจรขับมอเตอร์แบบ H-Bridge</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-12.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4254 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-12-300x196.jpg" alt="" width="300" height="196" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-12-300x196.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-12-95x62.jpg 95w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/dc-motor-12.jpg 687w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูป​ที่ 12 วงจร​ควบคุม​ความเร็ว​ของ​มอเตอร์​ไฟ​ตรง​ที่​ใช้​ไมโคร​คอนโทรลเลอร์ ใน​การ​สร้าง​สัญญาณ PWM</em></p>
<p>นอกจากนั้นในวงจรควบคุมมอเตอร์ไฟตรงสมัยใหม่จะใช้ไมโครคอนโทลเลอร์ในการสร้างสัญญาณ PWM เพื่อควบคุมความเร็วของมอเตอร์ และใช้ขาพอร์ตอีก 1 ถึง 2 ขาในการควบคุมทิศทางการหมุนของมอเตอร์ ดังแสดงวงจรตัวอย่างในรูปที่ 12 ด้วยการใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์ทำให้วงจรควบคุมความเร็วของมอเตอร์มีขนาดเล็กและลดความซับซ้อนลงอย่างมาก ทั้งยังสามารถกำหนดความกว้างและความถี่ของสัญญาณ PWM ได้ละเอียดมากขึ้น</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>
</div>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99/">การทำงานของมอเตอร์ไฟตรงและการใช้งาน</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เบรดบอร์ดแผงทดลองต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Sep 2018 07:23:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[breadboard]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อวงจร]]></category>
		<category><![CDATA[เบรดบอร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[แผงวงจร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=4211</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">เบรดบอร์ดแผงทดลองต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>อุปกรณ์พื้นฐานที่นักทดลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์รู้จักและใช้งานตั้งแต่วันที่ก้าวเข้าสู่วงการ นี่คือตัวช่วยสำคัญในการเรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ และพัฒนาโครงงานต้น</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">เบรดบอร์ดแผงทดลองต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">เบรดบอร์ดแผงทดลองต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>อุปกรณ์พื้นฐานที่นักทดลองวงจรอิเล็กทรอนิกส์รู้จักและใช้งานตั้งแต่วันที่ก้าวเข้าสู่วงการ นี่คือตัวช่วยสำคัญในการเรียนรู้ ทดลอง ทดสอบ และพัฒนาโครงงานต้นแบบ</p>
<p>ใน​การ​เรียนรู้​ และ​ทดลอง​วงจร​ หรือ​โครงงาน​อิเล็กทรอนิกส์​ การ​ต่อ​วงจร​เพื่อ​ทดสอบ​การ​ทำงาน​เป็น​สิ่ง​ที่​จำเป็น​อย่างยิ่ง มี​วิธีการ​มากมาย​ใน​การ​ต้อ​หรือ​สร้าง​วงจร​ทาง​ฮาร์ดแวร์​ขึ้น​มา ไม่ว่า​จะ​เป็นการ​ต่อ​วงจร​โดย​ใช้​ปากคีบ การ​ใช้​สายไฟ​มา​พัน​ที่​ขา​อุปกรณ์ การ​บัดกรี​ขา​อุปกรณ์​ต่างๆ เข้า​ด้วยกัน​แบบ​ตรงไป​ตรง​มา การ​ใช้​แผ่น​วงจร​พิมพ์​เอ​นก​ประสงค์ การ​ทำ​แผ่น​วงจร​พิมพ์​จริงๆ ขึ้น​มา หรือ​การ​ใช้​อุปกรณ์​<br />
ที่​เรียกว่า ​เบรด​บอร์ด (breadboard) หรือ​เรียก​เป็น​ภาษาไทย​ว่า​แผง​ต่อ​วงจร</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">ทำไม​ต้อง​ใช้​เบรด​บอร์ด</span><br />
การ​ต่อ​วงจร​แบบ​ชั่วคราว​หรือ​การ​ทดลอง​วงจร​ขั้นต้น รวมถึง​การ​ทำ​ต้นแบบ สิ่ง​ที่​นัก​ออกแบบ​หรือ​นัก​ทดลอง<br />
​ต้องการ​คือ ความ​ยืดหยุ่น​ใน​การ​เปลี่ยน​อุปกรณ์ การ​ปลด​และ​ต่อ​สาย​สัญญาณ​ที่​สะดวก​รวดเร็ว ในขณะที่​ยังคง​เชื่อถือ​ได้​ใน​ความ​แน่นหนา​ของ​จุด​ต่อ​สัญญาณ​ต่างๆ จาก​ความ​ต้องการ​ดังกล่าว​นั่นเอง ทำให้​เบรด​บอร์ด​เป็น​ทางเลือก​ที่​ดี​ เนื่องจาก</p>
<p>1. รองรับ​การ​ต่อ​ร่วมกัน​ของ​ขา​อุปกรณ์ เนื่องจาก​บน​เบรด​บอร์ด​มี​จุด​ต่อ​จำนวน​มาก​และ​มี​การ​จัด​เรียง​ที่​เป็น​ระเบียบ ​ทำให้​ง่าย​ต่อ​การ​ต่อ​วงจร และ​ตรวจสอบ</p>
<p>2. การ​ถอด​เปลี่ยน​อุปกรณ์ทำได้​ง่าย ​อุปกรณ์มี​ความ​เสียหาย​จาก​การ​ถอด​เปลี่ยน​น้อยมาก</p>
<p>3. การ​เปลี่ยน​จุด​ต่อ​สัญญาณ​ทำได้​ง่ายมาก เพียง​ดึง​สาย​ออกจาก​จุด​ต่อ​ แล้ว​เปลี่ยน​ตำแหน่ง​ได้​ใน​ทันที</p>
<p>4. จุด​ต่อ​มี​ความ​แน่นหนา​เพียงพอ ไม่​หลุด​ง่าย ทำให้​ลด​ปัญหา​การ​เชื่อม​ต่อ​ของ​สัญญาณ​ได้</p>
<p>5. สามารถ​ขยาย​พื้นที่​ของ​การ​ต่อ​วงจร​ได้​ง่าย หาก​เป็น​อนุกรม​เดียวกัน​สามารถ​ประกอบ​ต่อกันทั้ง​ทาง​ด้านกว้าง​และ​ด้าน​ยาว</p>
<p>6. ใน​เบรด​บอร์ด​ที่​มี​ขนาด​มากกว่า 200 จุด​ต่อ จะ​มี​การ​พิมพ์​ตำแหน่ง​พิกัด​ของ​จุด​ต่อ​ต่างๆ ทำให้​สามารถ​กำหนด​ตำแหน่ง​การ​ต่อ​วงจร​ได้​อย่าง​สะดวก ตรวจสอบ​ง่าย</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-01.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4212 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-01-300x134.jpg" alt="" width="300" height="134" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-01-300x134.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-01-768x344.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-01.jpg 987w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
ใน​รูป​ที่ 1 แสดง​หน้าตา​ของ​เบรด​บอร์ด​ขนาด​ต่างๆ สั่งซื้อออนไลน์ได้จากลิงก์ด้านล่าง<br />
<a href="https://inex.co.th/shop/breadboard-170p.html" target="_blank" rel="noopener">สั่งซื้อเบรดบอร์ดขนาด 170 จุด</a><br />
<a href="https://inex.co.th/shop/breadboard-390p.html" target="_blank" rel="noopener">สั่งซื้อเบรดบอร์ดขนาด 390 จุด</a><br />
</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">โครงสร้างของเบรดบอร์ด</span><br />
เบรด​บอร์ด (breadboard) หรือ แผง​ต่อ​วงจร เป็น​แผง​พลาสติก​ที่​มี​การ​จัด​แบ่ง​เป็นกลุ่ม โดย​ภายใน​แต่ละ​กลุ่ม​บรรจุ​แผง​โลหะ​ตัวนำ​ปลอด​สนิม แล้ว​ทำการ​เจาะ​รู​บน​แผง​พลาสติก​นั้น เพื่อให้​สามารถ​นำ​สายไฟ​ขนาดเล็ก​เสียบ​เข้าไป​สัมผัสกับ​แผง​โลหะ ในขณะ​เดียวกัน​แผง​โลหะ​ดังกล่าว​ก็​จะ​ทำการ​บีบ​สายไฟ​นั้น​ให้​แน่น​อยู่กับที่ เมื่อ​ผู้ใช้งาน​ต้องการ​ปลด​สายไฟ​ออก​ก็​เพียง​ออก​แรงดึง​เล็กน้อย หน้า​สัมผัส​ของ​แผง​โลหะ​ก็​จะ​คลาย​ออก ทำให้​สายไฟ​สามารถ​หลุด​ออกจาก​จุด​ต่อ​นั้น​ได้ ใน​รูป​ที่ 2 แสดง​ลักษณะ​ภายนอก​และ​โครงสร้าง​ภายใน​ของ​เบรด​บอร์ด</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-02.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4213 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-02-300x281.jpg" alt="" width="300" height="281" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-02-300x281.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-02-768x719.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-02.jpg 906w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูป​ที่ 2 ​แสดง​ลักษณะ​ภายนอก​และ​โครงสร้าง​ภายใน​ของเบรด​บอร์ด</em></p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4214 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03-300x156.jpg" alt="" width="300" height="156" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03-300x156.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03-768x398.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03-1024x531.jpg 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-03.jpg 1284w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 3 แสดงการเชื่อมต่อของเบรดบอร์ดขนาดต่างๆ</em></p>
<p>ใน​รูป​ที่ 3 แสดง​การ​เชี่​อม​ต่อ​ของ​จุด​ต่อ​อุปกรณ์​ของ​เบรด​บอร์ด 3 ขนาดที่​ได้รับ​ความ​นิยม​ใน​เมืองไทย จะ​เห็น​ได้​ว่า แผง​ต่อ​วงจร​แบ่งออก​เป็น 2 กลุ่ม​ใหญ่ๆ คือ กลุ่ม​ที่​มี​การ​ต่อ​ถึงกัน​ใน​แนวตั้ง ซึ่ง​มี​ด้วยกัน 5 จุด​ต่อ​ใน​หนึ่ง​กลุ่ม​ย่อย และ​กลุ่ม​ที่ต่อ​ถึงกัน​ใน​แนวนอน (จะ​มี​เฉพาะ​ใน​เบรด​บอร์ด​ที่​มี​จำนวน​จุด​ต่อ​มากกว่า 200 จุด) กลุ่ม​หลัง​นี้​จะ​ได้รับ​การ​จัด​วาง​ให้​อยู่​ใน​บริเวณ​ขอบ​บน​และ​ล่าง​ของ​แผง​ต่อ​วงจร มี​ด้วย กัน 2 แถว​ยาว​ต่อ​หนึ่ง​ด้าน รวม 4 แถว ใน​บาง​รุ่น​อาจจะ​มี​การ​แบ่ง​เป็น 2 ส่วน ดังนั้น​ใน​การ​ใช้งาน​หาก​ต้องการ​ให้​แถว​ยาว​แต่ละ​แถว​ต่อ​ถึงกัน​จาก​ซ็าย​ไป​ขวา​ต้อง​ใช้​สายไฟ​เชื่อม​ต่อ​ระหว่าง​จุด​แบ่ง​ของ​แต่ละ​แถว​ด้วย ซึ่ง​เพื่อ​ความ​แน่ใจ​อาจ​ใช้​มัลติ​มิเตอร์​ตรวจสอบ​การ​เชื่อม​ต่อ​ของ​แต่ละ​แถว​ก่อน​การ​ใช้งาน</p>
<p>ใน​เบรด​บอร์ด​ที่​มี​จำนวน​จุด​ต่อมา​กว่า 200 จุด จะ​มี​การ​พิมพ์​ตำแหน่ง​พิกัด​ใน​แนวตั้ง​และ​นอน​ด้วย โดย​ใน​แนวตั้ง 5 จุด​ต่อ​ทั้งสอง​ฝั่ง​มักจะ​กำหนด​พิกัด​เป็น​ตัวอักษร A ถึง E ใน​ฝั่ง​หนึ่ง และ F ถึง J ใน​อีก​ฝั่ง​หนึ่ง ​ส่วน​แนวนอน​เป็น​ตัวเลข</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">เกี่ยวกับ​สาย​ต่อ​วงจร</span><br />
สายไฟ​หรือ​สาย​ต่อ​วงจร​ที่​เหมาะกับ​เบรด​บอร์ด​นั้น ควร​เป็นสาย​ทองแดง​เดี่ยว​ที่​ได้รับ​การ​ชุบ​ด้วย​นิเกิล​หรือ​เงิน มี​ความ​แข็งแรง​พอสมควร สามารถ​ดัด​หรือ​ตัด​ได้​ง่าย มี​ขนาด​เส้น​ผ่าน​ศูนย์กลาง 0.4 มิลลิเมตร หรือ​ใช้​สาย​เบอร์ 22AWG ดัง​แสดง​ใน​รูป​ที่ 4 ทั้งนี้​หาก​ใช้​สาย​ที่​มี​ขนาดใหญ่กว่า​นี้​จะ​ทำให้​แผง​โลหะ​ของ​แผง​ต่อ​วงจร​หลวม ไม่​สามารถ​บีบ​จับ​สายไฟ​ได้​อีก</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-04.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4215 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-04-300x198.jpg" alt="" width="300" height="198" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-04-300x198.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-04-95x62.jpg 95w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-04.jpg 677w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 4 ตัวอย่างของสายต่อวงจร</em></p>
<p>ใน​ปัจจุบัน​มี​ผู้ผลิต​สาย​สำหรับ​เสียบ​ต่อ​วง​จรบน​เบรด​บอร์ด​โดยเฉพาะ โดย​ทำจาก​สายไฟ​อ่อน​บัดกรี​เข้ากับ​ขา​ตัวนำ​ที่​มี​ความ​แข็ง (คล้ายๆ กับ​ขา​คอ​นเน็กเตอร์) แล้ว​หุ้ม​จุด​เชื่อม​ต่อ​ด้วย​ท่อ​หด​เพื่อ​เพิ่ม​ความ​แข็งแรง​และ​ป้องกัน​การ​หัก​งอ</p>
<p>ไม่​แนะนำ​ให้​ใช้​สายโทรศัพท์​ที่​เป็น​ทองแดง​ล้วนๆ เนื่องจาก​สาย​เหล่านั้น​มี​การ​อาบ​น้ำยา​กันสนิม หาก​นำมาใช้​ต่อ​วงจร​ทันที อาจ​ทำให้​วงจร​ไม่ทำงาน เพราะ​น้ำยา​ที่​เคลือบ​ลวด​ทองแดง​อยู่​มี​คุณสมบัติ​เป็น​ฉนวน​ทำให้​กระแสไฟฟ้า​ไม่​สามารถ​ไหลผ่าน​ไป​ได้ หาก​ต้อง​นำมาใช้​จริงๆ ควร​ใช้​มีด​ขูด​น้ำยา​ที่​เคลือบ​อยู่​ออก​เสีย​ก่อน แต่​นั่น​เท่ากับว่า ได้​ทำลาย​ฉนวน​ป้อง​กันสนิม​ของ​ลวด​ทองแดง​ไป​แล้ว หาก​ใช้​ไป​สัก​ระยะ​หนึ่ง​ก็​จะ​เกิด​สนิม​ที่​สาย​ต่อ​วงจร​นั้น ​เมื่อ​นำมา​ใช้งาน​ก็​อาจ​ทำให้​วงจร​ที่ทำการ​ต่อ​นั้น​ไม่ทำงาน​ได้</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การต่อวงจรและการวางอุปกรณ์บนแผงต่อวงจร</span><br />
ใน​รูป​ที่ 5 เป็นการ​ตัวอย่าง​การ​เตรียม​สาย​ต่อ​วงจร​และ​ดัด​ขา​อุปกรณ์​เพื่อ​เตรียม​ติดตั้ง​ลง​บน​เบรด​บอร์ด การ​ต่อ​วงจร​ที่​ดี​ควร​จัดให้​เป็น​ระเบียบ ตรวจ​สอบได้​ง่าย ใช้​สาย​ต่อ​วงจร​ใน​ปริมาณ​ที่​เหมาะสม ควร​ต่อ​วงจร​ใน​ลักษณะ​ไล่​จาก​ซ้าย​ไป​ขวา และ​จาก​บน​ลง​ล่าง โดย​กำหนด​ให้​อินพุต​ของ​วงจร​อยู่ทาง​ซ้าย​หรือ​ทาง​ตอน​ล่าง ส่วน​เอาต์พุต​อยู่​ทาง​ขวา​หรือ​ตอน​บน ทั้งนี้​เพื่อให้​ง่าย​ต่อ​การ​ตรวจสอบ​ใน​กรณี​ที่ต่อ​วงจร​แล้ว​วงจร​ไม่ทำงาน และ​ช่วย​ใน​การ​แก้ไข​ใน​กรณีที่​ต้อง​ดัดแปลง​วงจร​บางส่วน ทำให้​ไม่​ต้อง​รื้อ​วงจร​แล้ว​ต่อ​ใหม่​ทั้งหมด</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4216 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05-300x214.jpg" alt="" width="300" height="214" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05-300x214.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05-768x549.jpg 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05-240x172.jpg 240w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-05.jpg 905w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><br />
รูปที่ 5 ตัวอย่างการเตรียมสายต่อวงจรและดัดขาอุปกรณ์เพื่อเสียบลงบนเบรดบอร์ด</em></p>
<p>ใน​รูป​ที่ 6 เป็น​ตัวอย่าง​การ​ต่อ​วง​จรบน​เบรด​บอร์ด​จาก​วงจร​ที่​ต้องการ​ทดลอง</p>
<p><em><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-06.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4217 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-06-300x209.jpg" alt="" width="300" height="209" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-06-300x209.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-06-200x140.jpg 200w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-06.jpg 664w" sizes="(max-width: 300px) 100vw, 300px" /></a><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-07.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-medium wp-image-4218 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-07-290x300.jpg" alt="" width="290" height="300" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-07-290x300.jpg 290w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/09/breadboard-07.jpg 607w" sizes="(max-width: 290px) 100vw, 290px" /></a><br />
รูปที่ 6 ขั้นตอนการต่ออุปกรณ์บนเบรดบอร์ดเพื่อสร้างวงจรตามที่กำหนด</em></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%9c%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%87%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">เบรดบอร์ดแผงทดลองต่อวงจรอิเล็กทรอนิกส์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ความรู้เบื้องต้นของสัญญาณพัลส์</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 26 Aug 2018 16:04:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[pulse]]></category>
		<category><![CDATA[พัลส์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=3990</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">ความรู้เบื้องต้นของสัญญาณพัลส์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>โดย : ชัยวัฒน์ ลิ้มพรจิตรวิไล ทบทวนความรู้พื้นฐานสำหรับเมกเกอร์ นักเล่น นักทดลอง รู้จักกับองค์ประกอบของสัญญาณไฟฟ้าที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือลืมไปแล้ว ค</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">ความรู้เบื้องต้นของสัญญาณพัลส์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">ความรู้เบื้องต้นของสัญญาณพัลส์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p><em>โดย : ชัยวัฒน์ ลิ้มพรจิตรวิไล</em></p>
<p>ทบทวนความรู้พื้นฐานสำหรับเมกเกอร์ นักเล่น นักทดลอง รู้จักกับองค์ประกอบของสัญญาณไฟฟ้าที่หลายคนอาจไม่เคยรู้หรือลืมไปแล้ว</p>
<p>ความรู้พื้นฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ยังคงมีความสำคัญ เหล่าเมกเกอร์ นักเล่น นักทดลองวงจรและโครงงานด้านอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ควรให้ความใส่ใจ และทำความเข้าใจตามสมควร ทั้งนี้เนื่องจากเวลาเกิดปัญหาในการทดลองหรือทำโครงงาน การใช้เครื่องมือเพื่อวัดสัญญาณเป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้นความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับสัญญาณไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่ควรรู้ จึงนำมาเสนอเพื่อเติมข้อมูลให้แก่เหล่าเมกเกอร์ร่วมสมัยและเป็นการปัดฝุ่นทบทวนความรู้สำหรับเมกเกอร์รุ่นใหญ่ไปพร้อมกัน</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">สัญญาณพัลส์คืออะไร ?</span><br />
สัญญาณพัลส์ (pulse) ใช้ในการอธิบายปรากฏการณ์ที่ระดับของสัญญาณไฟฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงจากระดับหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่งที่มีความแตกต่างกันมากๆ อย่างรวดเร็ว อาจมีความต่อเนื่องหรือไม่ก็ได้ ส่วนประกอบของสัญญาณพัลส์ที่สำคัญได้แก่ ระดับสัญญาณหรือแอมปลิจูด (amplitude) , ขอบขาของสัญญาณ ซึ่งมีด้วยกัน 2 ลักษณะคือ ขอบขาขึ้น (rising edge) และขอบขาลง (falling edge), ความกว้างของสัญญาณ (pulse width) และเส้นฐาน (basedline) ดังแสดงรายละเอียดของส่วน ประกอบที่สำคัญของพัลส์ในรูปที่ 1</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-001.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3991 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-001.jpg" alt="" width="909" height="355" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-001.jpg 909w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-001-300x117.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-001-768x300.jpg 768w" sizes="(max-width: 909px) 100vw, 909px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 1 แสดงส่วนประกอบของสัญญาณพัลส์</em></p>
<p>ลักษณะของสัญญาณพัลส์จะมีทั้งพัลส์บวก (รูปที่ 1.1) และพัลส์ลบ (รูปที่ 1.2) ขอบขาขึ้นของสัญญาณ หมายถึง ขอบขาของสัญญาณที่เปลี่ยนระดับจากต่ำไปยังระดับสูง ส่วน ขอบขาลงของสัญญาณ หมายถึงขอบขาของสัญญาณที่เปลี่ยนระดับจากสูงลงมายังระดับต่ำ ส่วนแอมปลิจูดจะคำนวณหรือวัดจากระดับสัญญาณต่ำมายังระดับสัญญาณสูง หรือจากยอดของสัญญาณมายังเส้นฐานของสัญญาณพัลส์</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">พารามิเตอร์ที่สำคัญของสัญญาณพัลส์</span><br />
สัญญาณพัลส์ในอุดมคติเป็นรูปสี่เหลี่ยมที่คมชัด แต่ในความเป็นจริง สัญญาณพัลส์ที่เกิดขึ้น อาจไม่เหมือนกับสัญญาณพัลส์ในอุดมคติ ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในบางประเภทมีความเร็วในการทำงานหรือตอบสนองต่อสัญญาณพัลส์ได้ไม่เร็วเพียงพอ ทำให้เกิดช่วงเวลาก่อนที่ระดับสัญญาณจะเปลี่ยนแปลงสู่ระดับที่มีเสถียรภาพ ในรูปที่ 2 แสดงสัญญาณพัลส์ที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และพารามิเตอร์ที่สำคัญของสัญญาณพัลส์</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-002.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3992 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-002.jpg" alt="" width="979" height="366" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-002.jpg 979w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-002-300x112.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-002-768x287.jpg 768w" sizes="(max-width: 979px) 100vw, 979px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 2 แสดงพารามิเตอร์ที่สำคัญของสัญญาณพัลส์ </em></p>
<p>พารามิเตอร์ที่สำคัญของสัญญาณพัลส์ ซึ่งเป็นตัวบ่งบอกถึงคุณภาพของสัญญาณ ประกอบด้วย</p>
<p>1. ช่วงเวลาไต่ขึ้น (rise time : tr) เป็นค่าของเวลาที่สัญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงจากระดับ 10% ของสัญญาณสูงสุดไปยังระดับ 90% ของสัญญาณสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นช่วงเวลาของการเกิดขอบขาขึ้นของสัญญาณ ดังแสดงในรูปที่ 2.1</p>
<p>2. ช่วงวลาไต่ลง (fall time : tf) เป็นค่าของเวลาที่สัญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงจากระดับ 90% ของสัญญาณสูงสุดลงมายังระดับ 10% ของสัญญาณสูงสุด หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นช่วงเวลาของการเกิดขอบขาลงของสัญญาณ ดังในรูปที่ 2.1</p>
<p>3. ความกว้างของพัลส์ (pulse width : tw) เป็นค่าของเวลาระหว่างจุดระดับ 50% ที่ขอบขาขึ้นของสัญญาณกับจุดระดับ 50% ที่ขอบขาลงของสัญญาณ ดังในรูปที่ 2.2</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">สัญญาณพัลส์ต่อเนื่อง (Repetitive pulse)</span><br />
สัญญาณพัลส์ปกติอาจมีเพียงลูกเดียวเรียกว่า พัลส์เดี่ยว (single pulse) แต่ถ้าหากพัลส์ที่เกิดขึ้นมีความต่อเนื่องและเกิดคาบเวลาคงที่ (periodic) จะเรียกพัลส์ที่เกิดขึ้นว่า พัลส์ต่อเนื่อง ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับสัญญาณรูปสี่เหลี่ยม (rectanular waveform) แต่จะแตกต่างกันตรงที่สัญญาณสี่เหลี่ยมจะมีดิวตี้ไซเกิล 50% นั่นคือสัญญาณในซีกบวกจะมีความกว้างเท่ากับสัญญาณในซีกลบ แต่ถ้าเป็นสัญญาณพัลส์ต่อเนื่องจะมีดิวตี้ไซเกิลที่อิสระ ดังแสดงในรูปที่ 3</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-003.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3993 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-003.jpg" alt="" width="489" height="119" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-003.jpg 489w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-003-300x73.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-003-487x119.jpg 487w" sizes="(max-width: 489px) 100vw, 489px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 3 แสดงลักษณะของพัลส์ต่อเนื่อง</em></p>
<p>ดิวตี้ไซเกิลของสัญญาณพัลส์ต่อเนื่องสามารถคำนวณได้จาก</p>
<p>โดยที่ <sup>t</sup>w คือ ความกว้างของพัลส์ และ T คือ คาบเวลาของสัญญาณพัลส์ 1 ลูก<br />
นั่นหมายความว่า ความถี่จะไม่มีผลต่อการปรับหรือเปลี่ยนแปลงดิวตี้ไซเกิลแต่อย่างใด ในรูปที่ 4 แสดงสัญญาณพัลส์ที่มีดิวตี้ไซเกิลแตกต่างกัน ในขณะที่ความถี่ของสัญญาณไม่เปลี่ยนแปลง</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-004.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3994 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-004.jpg" alt="" width="482" height="370" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-004.jpg 482w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-004-300x230.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-004-117x91.jpg 117w" sizes="(max-width: 482px) 100vw, 482px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 4 แสดงลักษณะของสัญญาณพัลส์ที่มีค่าดิวตี้ไซเกิลแตกต่างกันแต่มีความถี่เท่ากัน</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">ค่าแรงดันเฉลี่ยของสัญญาณพัลส์</span><br />
ค่าแรงดันเฉลี่ย (V<sub>avg</sub>) ของสัญญาณพัลส์มีค่าเท่ากับผลรวมของระดับสัญญาณที่เส้นฐานกับผลคูณระหว่างค่าดิวตี้ไซเกิลกับแอมปลิจูด</p>
<p><span style="font-size: 14pt;">ตัวอย่างการคำนวณหาค่าแรงดันเฉลี่ยของสัญญาณพัลส์</span><br />
จงคำนวณหาค่า V<sub>avg</sub> ของสัญญาณพัลส์ทั้งสามแบบในรูปที่ 5</p>
<p style="padding-left: 30px;">(ก) ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณพัลส์จากรูปที่ 5.1 เท่ากับ 0V แอมปลิจูด 2V ดิวตี้ไซเกิลมีค่าเท่ากับ 1/10 x 100% = 10% ดังนั้นแรงดันเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ</p>
<p style="padding-left: 30px;">V<sub>avg</sub> = ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณ พัลส์ + (ดิวตี้ไซเกิล x แอมปลิจูด)</p>
<p style="padding-left: 60px;">= 0 + (10% x 2) = 0.2V</p>
<p style="padding-left: 30px;">(ข) ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณพัลส์จากรูปที่ 5.2 เท่ากับ +1V แอมปลิจูด 5V ดิวตี้ไซเกิลมีค่าเท่ากับ 1/2 x 100% = 50% แรงดันเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ</p>
<p style="padding-left: 30px;">Vavg = ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณ พัลส์ + (ดิวตี้ไซเกิล x แอมปลิจูด)</p>
<p style="padding-left: 60px;">= 1 + (50% x 5) = 1 + 2.5 = 3.5V</p>
<p style="padding-left: 30px;">(ค) ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณพัลส์จากรูปที่ 5.3 เท่ากับ -1V แอมปลิจูด 2V ดิวตี้ไซเกิลมีค่าเท่ากับ 10/20 x 100% = 50% แรงดันเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ</p>
<p style="padding-left: 30px;">Vavg = ระดับแรงดันเส้นฐานของสัญญาณพัลส์+(ดิวตี้ไซเกิล x แอมปลิจูด)</p>
<p style="padding-left: 60px;">= -1 + (50% x 2)</p>
<p>ในสัญญาณพัลส์รูปที่ 5.3 เป็นสัญญาณพัลส์ไฟสลับ ดังนั้นแรงดันเฉลี่ยของสัญญาณเต็มรูปคลื่นจึงเป็นศูนย์</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-005.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3995 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-005.jpg" alt="" width="603" height="382" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-005.jpg 603w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-005-300x190.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-005-174x111.jpg 174w" sizes="(max-width: 603px) 100vw, 603px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 5 ตัวอย่างของสัญญาณพัลส์รูปแบบต่างๆ ที่นำมาคำนวณหาค่าแรงดันเฉลี่ย</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">สัญญาณสามเหลี่ยม (Triangular waveform)</span><br />
เป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกแบบหนึ่งที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับสัญญาณในลักษณะลาดเอียงหรือเรียกว่า แรมป์ (ramp) หากสัญญาณลาดเอียงขึ้นจากระดับต่ำไปสูงเรียกว่า แรมป์บวก (positive ramp) ถ้าหากสัญญาณลาดเอียงจากระดับสูงลงมาต่ำ เรียกว่า แรมป์ลบ (negative ramp) อัตราการเปลี่ยนแปลงในลักษณะลาดเอียงสามารถ คำนวณได้จาก ระดับสัญญาณหารด้วยเวลารวมของการเปลี่ยนแปลงระดับสัญญาณ จึงมีหน่วยเป็น โวลต์หรือแอมแปร์ต่อวินาที (V/s; A/s) แล้วแต่ว่าสัญญาณที่นำมาพิจารณาเป็นสัญญาณของแรงดันหรือกระแสไฟฟ้า ดังแสดงในรูปที่ 6</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-006.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3996 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-006.jpg" alt="" width="839" height="346" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-006.jpg 839w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-006-300x124.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-006-768x317.jpg 768w" sizes="(max-width: 839px) 100vw, 839px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 6 แสดงลักษณะของสัญญาณแรมป์ที่มีความลาดเอียง</em></p>
<p>สัญญาณสามเหลี่ยมเกิดจากแรมป์บวกและแรมป์ลบที่มีอัตราการลาดเอียงเท่ากัน คาบเวลาของสัญญาณสามารถวัดได้จากยอดของสัญญาณในซีกบวกหรือลบไซเกิลหนึ่งไปยังยอดของสัญญาณในไซเกิลถัดไปดังแสดงในรูปที่ 7</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-007.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3997 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-007.jpg" alt="" width="552" height="329" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-007.jpg 552w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-007-300x179.jpg 300w" sizes="(max-width: 552px) 100vw, 552px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 7 ลักษณะของสัญญาณสามเหลี่ยม</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">สัญญาณรูปฟันเลื่อย (Sawtooth waveform)</span><br />
เป็นสัญญาณสามเหลี่ยมรูปแบบพิเศษที่ประกอบด้วยแรมป์ 2 ส่วน โดยแรมป์หนึ่งจะมีอัตราการลาดเอียงมากกว่าอีกแรมป์หนึ่ง ดังแสดงในรูปที่ 8</p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-008.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-3998 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-008.jpg" alt="" width="552" height="282" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-008.jpg 552w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/basic-pulse-signal-008-300x153.jpg 300w" sizes="(max-width: 552px) 100vw, 552px" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 8 ลักษณะของสัญญาณรูปฟันเลื่อย</em></p>
<p>ส่วนการวัดหรือคำนวณคาบเวลาของสัญญาณเหมือนกับสัญญาณสามเหลี่ยมทุกประการ</p>
<p>ความรู้พื้นฐานเป็นปัจจัยสำคัญต่อพัฒนาการที่ท้าทายในอนาคตในวันที่มองไปข้างหน้า อย่าลืมทบทวนความรู้เพื่อการตอบให้ได้ทุกคำถามที่ต้องเผชิญ</p>
<p>ขอบคุณข้อมูลจาก <a href="https://inex.co.th/shop" target="_blank" rel="noopener">บริษัท อินโนเวตีฟ เอ็กเพอริเมนต์ จำกัด</a></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%93%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b9%8c/">ความรู้เบื้องต้นของสัญญาณพัลส์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-lifepo4/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 21 May 2016 02:42:04 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[รีวิว]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[batterry]]></category>
		<category><![CDATA[LiFePO4]]></category>
		<category><![CDATA[lithium]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอสเฟส]]></category>
		<category><![CDATA[ลิเธี่ยมไอออน]]></category>
		<category><![CDATA[แบตลิเธี่ยม]]></category>
		<category><![CDATA[แบตเตอรี่]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.inventor.in.th/home/?p=2105</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-lifepo4/">แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>LiFePO4 แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ ให้แรงดันไฟฟ้าสูงในขนาดมาตรฐานเดิมสร้างจากเทคโนโลยีล่าสุด ด้วยขนาด AA/AAA มาตรฐาน แต่จ่ายไฟได้สูงกว่าแบตเตอรี่แบบเดิมๆ ที่</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-lifepo4/">แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-lifepo4/">แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>LiFePO4 แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ ให้แรงดันไฟฟ้าสูงในขนาดมาตรฐานเดิมสร้างจากเทคโนโลยีล่าสุด ด้วยขนาด AA/AAA มาตรฐาน แต่จ่ายไฟได้สูงกว่าแบตเตอรี่แบบเดิมๆ ที่มีในท้องตลาด</p>
<p>งานของนักประดิษฐ์และเมกเกอร์มักหลีกไม่พ้นที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ประจุใหม่ได้ ในอดีตจนถึงปัจจุบันหลายครั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหาของพลังงานไฟฟ้าที่ต้องการใช้กับขนาดของสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่สมดุลย์กัน เช่น หากต้องการไฟเลี้ยง 6V ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ AA จำนวน 4 ก้อนมาต่อกันแบบอนุกรม ส่งผลให้ชิ้นงานมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย</p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p>แต่ปัญหานี้จะถูกแก้ไขด้วยแบตเตอรี่สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ LiFePO4 หรือลิเธียมไอออนฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) เนื่องจากมันสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเซลแบตเตอรี่แบบเก่า นั่นคือ ที่ขนาด 1 เซลตามปกติ จะให้แรงดัน 3.2V เมื่อประจุเต็ม ดังนั้นหากต้องการใช้แรงดันไฟฟ้า 6V จึงใช้แบตเตอรี่ LiFePO4 นี้เพียง 2 ก้อน ทำให้ขนาดของแหล่งจ่ายไฟสำหรับชิ้นงานของเมกเกอร์และเหล่านักประดิษฐ์ทั้งหลายลดลงทันทีครึ่งหนึ่ง</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">รู้จักกับลิเธี่ยมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4)</span></p>
<p>คิดค้นโดย John Goodenough’s มหาวิทยาลัย Texas เมื่อปี 1996 และได้พัฒนาเป็นสินค้าออกสู่การตลาดในปี 2004<br />
ลิเธี่ยมไอออนฟอสเฟตมีโครงสร้างทางเคมี เหมือนกับแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วไป แต่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้จาก Cobalt Dioxide (LiCoO2) มาเป็นโลหะที่อึดและทนต่อความร้อนที่เกิดจากปฎิกริยาเคมี ซึ่ง LiFePO4 สามารถให้พลังงานที่สูงกว่า ไม่เป็นพิษ มีอายุการใช้งานที่มากกว่าแบตเตอรี่รุ่นเก่า<br />
ลิเธียมไอออนฟอสเฟตสามารถประจุไฟได้ในแบบแรงดันคงที่ หมายความว่าผู้ใช้งานสามารถประจุไฟใหม่ด้วยอะแดปเตอร์ไฟตรง เหมือนกับแบตเตอรี่ประเภทตะกั่วกรด และใช้ระยะเวลาในการประจุไฟใหม่น้อยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/graph.png"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-2110 alignnone" src="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/graph.png" alt="graph" width="697" height="311" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/graph.png 697w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/graph-300x134.png 300w" sizes="(max-width: 697px) 100vw, 697px" /></a></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">แตกต่างที่ให้แรงดันสูงกว่าเดิมสองเท่า</span></p>
<p>แบตเตอรี่ LiFePO4 มีการผลิตออกมาทั้งขนาด AA และ AAA ให้แรงดันต่อก้อนเมื่อประจุเต็ม ไม่เกิน 3.2V ด้านความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้ามีตั้งแต่ 800mAH จนถึง 1500mAH และเชื่อว่า จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต</p>
<p>การประจุแบตเตอรี่แบบนี้ใช้เครื่องประจุยี่ห้อ G.T.Power รุ่น C607D (สั่งซื้อได้จาก www.inex.co.th) ได้ โดยเลือกชนิดของแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/c607d-charger-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-2109 alignnone" src="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/c607d-charger-1.jpg" alt="c607d-charger (1)" width="600" height="527" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/c607d-charger-1.jpg 600w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/c607d-charger-1-300x264.jpg 300w" sizes="(max-width: 600px) 100vw, 600px" /></a></p>
<p>ภาพด้านบนคือเครื่องประจุแบตเตอรี่<a href="http://inex.co.th/shop/robotics/battery-charger-accessory/battery-charger-c607d.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer"> G.T.Power รุ่น C607D</a> ที่ใช้ประจุแบตเตอรี่ LiFePO4 ได้</p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การใช้งานกับกะบะถ่านแบบเดิม</span></p>
<p>เนื่องจากเป็นแบตเตอรี่แบบใหม่ หากนำมาใช้ทันทีกับกะบะถ่าน 4 ก้อนที่เดิมทีต้องบรรจุแบตเตอรี่แบบเดิม 4 ก้อน เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ LiFePO4 อาจทำให้เกิดปัญหาต้องทำการดัดแปลงกะบะถ่านหรือเปลี่ยนกะบะถ่าน</p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p>ทว่า ปัญหานี้ทางผู้ผลิตแบตเตอรี่ LiFePO4 ได้คิดมาครบแล้ว จึงมีการแจกแบตเตอรี่หลอกหรือดัมมี่ (dummy) มาให้ด้วยในกรณีที่จัดซื้อแบตเตอรี่ LiFePO4 จำนวน 2 ก้อน ก็จะให้ดัมมี่มา 2 ก้อนที่มีขนาดเท่ากับแบตเตอรี่ AA โดยตัวดัมมี่นี้แท้ที่จริงแล้ว มันทำหน้าที่เป็นสะพานไฟสำหรับต่ออนุกรมในกะบะถ่าน จึงทำให้ยังคงใช้งานกะบะถ่าน 4 ก้อนแบบเดิมได้ ด้วยการใส่แบตเตอรี่ LiFePO4 จำนวน 2 ก้อนและแบตเตอรี่ดัมมี่ 2 ตัว</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-การใช้งาน.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-2115 alignnone" src="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-การใช้งาน.jpg" alt="LiFePO4-การใช้งาน" width="800" height="626" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-การใช้งาน.jpg 800w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-การใช้งาน-300x235.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-การใช้งาน-117x91.jpg 117w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></a></p>
<p>ภาพด้านบนแสดงการใช้กะบะถ่านแบบเดิม โดยใส่แท่งดัมมี่แบตเตอรี่เข้าไปเป็นสะพานไฟ เพื่อให้ได้แรงดัน 6V แต่หากต้องการแรงดัน 12V ก็เพิ่มแบตเตอรี่เป็น 4 ก้อนเท่านั้น</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-แบบต่างๆ.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-2116 alignnone" src="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-แบบต่างๆ.jpg" alt="LiFePO4-แบบต่างๆ" width="604" height="862" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-แบบต่างๆ.jpg 604w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2016/05/LiFePO4-แบบต่างๆ-210x300.jpg 210w" sizes="(max-width: 604px) 100vw, 604px" /></a></p>
<p>ด้านบนคือรูปแบตเตอรี่ LiFePO4 ขนาดต่างๆ ที่มีขายในปัจจุบัน<br />
1. แบบเซลเดี่ยว<br />
2. แบบแพ็กหลายเซล 3.2V ทำให้ได้กระแสไฟฟ้าสูงขึ้น<br />
3. แบบแพ็ก 6V<br />
4. แบบแพ็ก 12V<br />
5. อะแดปเตอร์ไฟตรง 3.6V สำหรับประจุไฟใหม่</p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p><span style="font-size: 18pt;">มีขายที่ไหน</span></p>
<p>ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตแบตเตอรี่ LiFePO4 นี้หลายราย ทยอยวางจำหน่ายในขนาดต่างๆ กันบ้างแล้ว ใครสนใจก็ลองค้นหาดูใน www.aliexpress.com มีให้เลือกหลากหลาย</p>
<p>สิ่งที่จะต้องระลึกถึงเสมอคือ แบตเตอรี่ LiFePO4 ให้แรงดัน 3.2V หากเลือกขนาด AA หรือ AAA ไปใช้กับสิ่งประดิษฐ์เดิมที่มีการใช้กะบะถ่านแบบ 4 ก้อน ต้องหาดัมมี่มาใส่ให้แทนตำแหน่งที่เหลือหรือต้องทำการเปลี่ยนขนาดของกะบะถ่านเป็นแบบ 2 ก้อน ในกรณีที่ต้องการใช้แรงดันไฟตรง 6V</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-lifepo4/">แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แลทชิ่งรีเลย์ (Latching relay)</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-latching-relay/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2013 16:35:34 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[latching]]></category>
		<category><![CDATA[relay]]></category>
		<category><![CDATA[solinoid]]></category>
		<category><![CDATA[รีเลย์]]></category>
		<category><![CDATA[แลทชิ่ง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://localhost/inventor/?p=563</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-latching-relay/">แลทชิ่งรีเลย์ (Latching relay)</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>มาตามสัญญากับการแนะนำให้รู้จักแลทชิ่งรีเลย์ นั่นก็คือรีเลย์ชนิดที่ไม่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับขดลวดเหนี่ยวนำตลอดเวลา หน้าสัมผัสก็ยังคงเชื่อมต่อกันเพื่อ</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-latching-relay/">แลทชิ่งรีเลย์ (Latching relay)</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-latching-relay/">แลทชิ่งรีเลย์ (Latching relay)</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p><span style="font-family: Sarabun;">มาตามสัญญากับการแนะนำให้รู้จักแลทชิ่งรีเลย์ นั่นก็คือรีเลย์ชนิดที่ไม่ต้องจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับขดลวดเหนี่ยวนำตลอดเวลา หน้าสัมผัสก็ยังคงเชื่อมต่อกันเพื่อนำกระแสไฟฟ้าจ่ายให้กับอุปกรณ์ได้ตามต้องการ</span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;">แลทชิ่งรีเลย์ ประกอบด้วยหน้าสัมผัส 2 ชุด และมีขดลวดเหนี่ยวนำหรือโซลินอยด์ (solinoid) 2 แบบคือ แบบขดลวดเหนี่ยวนำ 1 ชุด และขดลวดเหนี่ยวนำ 2 ชุด สำหรับควบคุมหน้าสัมผัสให้ต่อหรือจากกัน</span></p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p><span style="font-size: 18pt;">การควบคุมหน้าสัมผัสของแลทชิ่งรีเลย์</span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;">&#8211; แลทชิ่งรีเลย์แบบขดลวดเหนี่ยวนำ 1 ชุด การควบคุมทำได้โดยจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไปเลี้ยงขดลวดในลักษณะกระตุ้น (impulse) หรือพูดง่ายๆ ก็คือจ่ายแล้วปลดออกทันที หน้าสัมผัสจะเชื่อมต่อและคงสถานะล่าสุดค้างไว้แม้ไม่มีไฟเลี้ยงขดลวดเหนี่ยวนำ และหากต้องการกลับสถานะหน้าสัมผัสก็เพียงสลับขั้วจ่ายกระแสไฟฟ้าที่ใช้กระตุ้นขดลวดเหนี่ยวนำ</span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;">&#8211; แลทชิ่งรีเลย์แบบขดลวดเหนี่ยวนำ 2 ชุด ควบคุมโดยการจ่ายกระแสไฟฟ้ากระตุ้นที่ขั้วของขดลวดเหมือนกับแบบขดลวด 1 ชุด แต่จะต่างกันตรงที่หากต้องการกลับสถานะของหน้าสัมผัสจะไม่ใช้การสลับขั้วไฟ แต่จะต้องจ่ายกระแสไฟฟ้ากระตุ้นให้กับขดลวดอีกหนึ่งชุดดังภาพโครงสร้างด้านล่าง</span></p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/latching-relay-structure.png"><img decoding="async" loading="lazy" class="alignnone  wp-image-559" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/latching-relay-structure.png" alt="latching-relay-structure" width="887" height="518" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/latching-relay-structure.png 998w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/latching-relay-structure-300x175.png 300w" sizes="(max-width: 887px) 100vw, 887px" /></a></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;">ท่านที่สนใจแลทชิ่งรีเลย์ต้องการหามาลองใช้งานลองสอบถามที่ บริษัท อีเลคทรอนิคส์ ซอร์ซ จำกัด โทร : 0-2623-9460-6</span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;">หรือสั่งซื้อออนไลน์ที่ <a href="http://www.es.co.th/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">www.es.co.th</a></span></p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%8a%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c-latching-relay/">แลทชิ่งรีเลย์ (Latching relay)</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รีเลย์สวิตช์ไฟฟ้า</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2013 16:30:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[relay]]></category>
		<category><![CDATA[รีเลย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://localhost/inventor/?p=556</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/">รีเลย์สวิตช์ไฟฟ้า</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>รีเลย์ (relay) ชื่อนี้อาจแค่คุ้นหูแต่ไม่รู้จักถึงหลักการทำงานสำหรับนักประดิษฐ์ที่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง แต่มันมีความจำเป็นอย่างมากสำ</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/">รีเลย์สวิตช์ไฟฟ้า</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/">รีเลย์สวิตช์ไฟฟ้า</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>รีเลย์ (relay) ชื่อนี้อาจแค่คุ้นหูแต่ไม่รู้จักถึงหลักการทำงานสำหรับนักประดิษฐ์ที่ไม่ได้ศึกษามาทางด้านอิเล็กทรอนิกส์โดยตรง แต่มันมีความจำเป็นอย่างมากสำหรับช่วยให้ผลงานการประดิษฐ์ของคุณมีลูกเล่นหรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น<span id="more-556"></span></p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p>ตัวอย่างที่แนะนำก็เช่น<a title="เครื่องให้อาหารแมวรุ่นประหยัด" href="http://www.inventor.in.th/home/%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99/" target="_blank" rel="noopener">เครื่องให้อาหารแมวรุ่นประหยัด</a> ที่ได้แนะนำให้ลองสร้างไปแล้ว จะเห็นว่าใช้เพียงสวิตช์และรีเลย์อีก 2 ตัว ก็จะได้เครื่องให้อาหารแมวที่เปิดปิดฝาได้อย่างน่าสนใจ อีกตัวอย่างที่จำเป็นต้องนำรีเลย์ไปใช้นั้นก็คือบรรดารีโมตคอนโทรลไร้สายทั้งหลาย</p>
<p>จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า รีเลย์ ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์เปิดปิดไฟนั่นเอง แล้วมันสามารถเปิดปิดได้อย่างไรเรามาดูหลักการทำงานกันเลยครับ</p>
<p><strong><span style="font-size: 18pt;">หลักการทำงานของรีเลย์</span></strong></p>
<p><strong>รีเลย์</strong> ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนหลักก็คือ</p>
<p>1. ส่วนของขดลวด (coil) เหนี่ยวนำกระแสต่ำ ทำหน้าที่สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าให้แกนโลหะไปกระทุ้งให้หน้าสัมผัสต่อกัน ทำงานโดยการรับแรงดันจากภายนอกต่อคร่อมที่ขดลวดเหนี่ยวนำนี้ เมื่อขดลวดได้รับแรงดัน(ค่าแรงดันที่รีเลย์ต้องการขึ้นกับชนิดและรุ่นตามที่ผู้ผลิตกำหนด) จะเกิดสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทำให้แกนโลหะด้านในไปกระทุ้งให้แผ่นหน้าสัมผัสต่อกัน</p>
<p>2. ส่วนของหน้าสัมผัส (contact) ทำหน้าที่เหมือนสวิตช์จ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์ที่เราต้องการนั่นเอง</p>
<p>ต่อไปมาดูจุดต่อใช้งานมาตรฐาน ประกอบด้วย</p>
<p>จุดต่อ <strong>NC</strong> ย่อมาจาก<strong> normal close</strong> หมายความว่าปกติดปิด หรือ หากยังไม่จ่ายไฟให้ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสจะติดกัน โดยทั่วไปเรามักต่อจุดนี้เข้ากับอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการให้ทำงานตลอดเวลาเช่น</p>
<p>จุดต่อ <strong>NO</strong> ย่อมาจาก <strong>n</strong><strong>ormal open</strong> หมายความว่าปกติเปิด หรือหากยังไม่จ่ายไฟให้ขดลวดเหนี่ยวนำหน้าสัมผัสจะไม่ติดกัน โดยทั่วไปเรามักต่อจุดนี้เข้ากับอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการควบคุมการเปิดปิดเช่นโคมไฟสนามหนือหน้าบ้าน</p>
<p>จุดต่อ <strong>C</strong> ย่อมากจาก <strong>common</strong> คือจุดร่วมที่ต่อมาจากแหล่งจ่ายไฟ</p>
<p><span style="font-size: 24pt;">การนำรีเลย์ไปใช้งาน</span></p>
<p>1) ต่อใช้งานหลอดไฟผ่านขั้ว C และ NC เพื่อให้หลอดไฟยังคงติดสว่างแม้ไม่ได้กดสวิตช์ดังรูป</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/relayCircuit0001.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/relayCircuit0001.jpg" alt="relayCircuit0001" width="471" height="412" /></a></p>
<p>2) ต่อใช้งานหลอดไฟผ่านขั้ว C และ NO โดยการต่อผ่านขั้วนี้หลอดไฟจะยังไม่ติดสว่างจนกว่าจะมีการกดสวิตช์ดังรูป</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/relayCircuit0002.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/relayCircuit0002.jpg" alt="relayCircuit0002" width="472" height="409" /></a></p>
<p>เราจะเห็นว่าการควบคุมหน้าสัมผัสของรีเลย์ต้องอาศัยการจ่ายไฟให้กับขดลวดเหนี่ยวนำเสมอ เพื่อให้เกิดการสลับเปิดปิดของหน้าสัมผัสรีเลย์ตามความต้องการ ซึ่งมีข้อเสียก็คือทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน ตัวอย่างเช่นหากนำรีเลย์ไปควบคุมการเปิดปิดหลอดไฟหน้าบ้านด้วยวงจรสวิตช์แสง โดยเมื่อไม่มีแสงให้ไฟติด หมายความว่าวงจรจะต้องจ่ายไฟเลี้ยงให้กับขดลวดเหนี่ยวนำตลอดคืน เพื่อให้กระแสไฟยังคงไหลผ่านหน้าสัมผัส NO ไปเลี้ยงหลอดได้ต่อไป</p>
<p>ตอนต่อไปจะมาแนะนำรีเลย์อีกประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องจ่ายไฟให้กับขดลวดเหนี่ยวนำตลอดเวลา เพียงแค่สลับขั้วไปมาก็ตัดต่อได้แล้ว สำหรับตอนนี้ขอพักเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%a2%e0%b9%8c%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%8a%e0%b9%8c%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/">รีเลย์สวิตช์ไฟฟ้า</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>LED อุปกรณ์พื้นฐานการสร้างสิ่งประดิษฐ์</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/led-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 23 Nov 2013 16:27:03 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[LED]]></category>
		<category><![CDATA[การคำนวณ]]></category>
		<category><![CDATA[การใช้งาน]]></category>
		<category><![CDATA[ต่อวงจร]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://localhost/inventor/?p=543</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/led-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/">LED อุปกรณ์พื้นฐานการสร้างสิ่งประดิษฐ์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>LED ชื่อนี้คุ้นเคยกันดีในกลุ่มนักอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในกลุ่มของนักประดิษฐ์ที่ไม่เคยแวะเวียนไปเที่ยวเล่นตามบ้านหม้อ หรือไม่เคยแม้แต่นำขาของ LED ไปสัมผัสก</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/led-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/">LED อุปกรณ์พื้นฐานการสร้างสิ่งประดิษฐ์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/led-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/">LED อุปกรณ์พื้นฐานการสร้างสิ่งประดิษฐ์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>LED ชื่อนี้คุ้นเคยกันดีในกลุ่มนักอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในกลุ่มของนักประดิษฐ์ที่ไม่เคยแวะเวียนไปเที่ยวเล่นตามบ้านหม้อ หรือไม่เคยแม้แต่นำขาของ LED ไปสัมผัสกับขั้วถ่านเพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองไม่ใช่นักอิเล็กทรอนิกส์บ้างล่ะ ไม่มีความรู้เรื่องนี้บ้างล่ะ<span id="more-543"></span></p>
<p>บางคนเลยเถิดไปถึงกลัวไฟดูด ไม่ต้องเป็นกังวลไปครับ เรามาลองทำความรู้จัก LED ไปพร้อมกันว่ามันคืออะไรกันแน่ แล้วใครบ้างที่จำเป็นต้องใช้มัน</p>
<p><span style="font-size: 18pt; color: #000000;">LED คืออะไร</span></p>
<p>LED (Light Emitting Diode) คืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในตะกูลไดโอด แต่ไม่ได้มีหน้าที่ในการจัดเรียงกระแสไฟฟ้า แต่มันมีหน้าที่หลักคือส่ิองสว่าง โดยทั่วไป LED มีขาใช้งาน 2 ขา ได้แก่ขา แอโนด (A) และ แคโทด (K) ดังรูปที่ 1 การแสดงขาของ LED</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-001-1.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-001-1.jpg" alt="LED-Knowledge-001-1" width="474" height="274" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-001-2.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-001-2.jpg" alt="LED-Knowledge-001-2" width="500" height="433" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 1 แสดงการจัดวางขา LED</em></p>
<p>หากต้องการให้มันส่องสว่างเจิดจ้าท้าอารมณ์ก็เพียงแค่ต่อไฟเลี้ยงให้มัน โดยขั้วบวกของแหล่งจ่ายไฟต่อที่ขาแอโนดของ LED (ต่อไปจะเรียกว่าขา A) และขั้วลบต่อที่ขาแคโทด (ต่อไปจะเรียกว่าขา K) ดังรูปที่ 2 การต่อวงจรพื้นฐาน</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-002.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-002.jpg" alt="LED-Knowledge-002" width="298" height="499" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 2 การต่อวงจรพื้นฐานของ LED</em></p>
<p><span style="font-size: 18pt;">การนำไปใช้งาน</span></p>
<p>ด้วยความสวยงามของแสงที่มีให้เลือกมากมายหลายสีและหลากรูปทรง จึงทำให้ LED ถูกนำไปใช้ในทุกวงการ เช่นใช้ทำไฟฉาย, แสดงสถานะการทำงาน และแม้กระทั่งสร้างงานศิลปะจาก LED</p>
<p>แต่เนื่องจากความหลากสีของ LED ทำให้ต้องใช้ส่วนผสมหรือสารกึ่งตัวนำที่ทำให้เกิดแสงในช่วงความยาวคลื่นต่างๆ ที่ส่งผลให้เรามองเห็นเป็นสีนั้นสีนี้นั่งเอง ดังนั้นเรามาดูความต้องการแรงดันตกคร่อมของ LED สีต่างๆ ดังตารางที 1</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Table-001.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Table-001.jpg" alt="LED-Table-001" width="550" height="358" /></a></p>
<p><em>ตารางที่ 1 แสดงระดับแรงดันตกคร่อมของ LED สีต่างๆ</em></p>
<p>จากตารางที่ 1 คงเห็นกันแล้วนะครับว่า LED แต่ละสีนั้นมีความต้องการแรงดันตกคร่อมที่แตกต่างกัน ดังนั้นการนำไปใช้งานจึงมีความจำเป็นต้องต่อตัวต้านทาน (R) อนุกรมกับ LED หรือการต่อคั่นระหว่าง ขั้วบวกของแบตเตอรี่กับขา A ของ LED ดังรูปที่ 3 เพื่อจำกัดกระแสไม่ให้ LED พัง ดังสูตรคำนวณง่ายๆ ดังนี้</p>
<p><strong>R (ค่าตัวต้านทานที่ต้องการ) หาได้จาก</strong></p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/formula.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/formula.jpg" alt="formula" width="550" height="91" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-003.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-003.jpg" alt="LED-Knowledge-003" width="296" height="498" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 3 การต่อตัวต้านทานเพื่อจำกัดกระแส</em></p>
 <script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<ins class="adsbygoogle"
     style="display:block; text-align:center;"
     data-ad-layout="in-article"
     data-ad-format="fluid"
     data-ad-client="ca-pub-4748714337904377"
     data-ad-slot="1097472834"></ins>
<script>
     (adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>
<p>มาถึงตรงนี้หลายคนกำลังงงกับสูตรและเกิดความสงสัยขึ้นว่าแล้วกระแสที่ต้องเอามาหารจะเอามาจากไหน ก็ขออธิบายอย่างนี้ครับ ว่า โดยปกติหากเป็น LED แบบธรรมดาจะต้องการกระแสประมาณ 10 มิลลิแอมป์ แต่หากเป็นประเภทความสว่างสูง อย่างซูเปอร์ไบรต์ส่วนมากจะต้องกา่รกระแสที่ 20 ถึง 30 มิลลิแอมป์ (โดยค่ากระแสนี้ได้มาจากคุณสมบัติของ LED แต่ละผู้ผลิต) ก็อย่าลืมคำนึงถึงชนิด LED ที่เราใช้เป็นสำคัญนะครับ</p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;"><strong>ตัวอย่างการคำนวณ</strong></span></p>
<p><span style="text-decoration: underline; color: #000000;"><span style="font-size: 18pt;">การต่อ LED หนึ่งดวง</span></span></p>
<p>หากต้องการนำ LED สีน้ำเงินหนึ่งดวง ต่อกับไฟเลี้ยง 12 โวลต์ ดังนั้นจะสามารถแทนค่าจากสูตรได้ดังนี้</p>
<p>12V &#8211; 2.5V = 9.5V</p>
<p>จากนั้นนำไปหารกับกระแสคือ 20 มิลลิแอมป์ โดยแปลงให้เป็นหน่วยแอมป์ ด้วยการหาร1,000 ได้เท่ากับ 0.02 แอมป์ คือ</p>
<p>9.5 / 0.02 = 475</p>
<p>ค่าตัวต้านทานที่ต้องการคือ 475 โอห์ม</p>
<p>แต่เนื่องจากค่า 475 โอห์ม ไม่มีจำหน่ายจริง จึงสามารถเลือกค่าใกล้เคียงได้เช่น 470 หรือ 510 โอห์ม</p>
<p>อย่างไรก็ตามหากต่อแล้ว LED สว่างมากเกินไป ก็ควรเพิ่มค่าตัวต้านทานขึ้นได้ หรือหาก LED หรี่เกินไปก็ให้ลดค่าตัวต้านทานลง ก็เพียงเท่านี้ล่ะครับหลักการคำนวณ ง่ายจริงๆ</p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;"><strong>การต่อ LED แบบหลายดวง</strong></span></p>
<p>หลายครั้งที่สิ่งประดิษฐ์ของเราต้องการต่อ LED หลายดวงเช่นอาจใช้เป็นโคมไฟส่องสว่าง สามารถแบ่งรูปแบบการต่อได้ 3 ลักษณะ คือ การต่อแบบอนุกรม, การต่อแบบขนาน และต่อแบบผสม</p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;"><strong>การต่อแบบอนุกรม</strong></span></p>
<p>การต่อแบบอนุกรมนั้น เหมาะสำหรับการต่อกับ LED จำนวนไม่มากเพราะแรงดันที่ต้องการใช้ในวงจรจะเพิ่มขึ้นตามจำนวน LED ที่เพิ่มขึ้น และที่สำคัญหาก LED ดวงใดดวงหนึ่งเสีย LED ดวงอื่นก็จะไม่สามารถทำงานได้ตามไปด้วย</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-004.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-004.jpg" alt="LED-Knowledge-004" width="476" height="485" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 4 การต่อแบบอนุกรม</em></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>จากรูปสามารถคำนวณหาค่าตัวต้านทานจากสูตรเดียวกันแต่ต้องบวกค่าความต้องการแรงดันตกคร่อมของ LED แต่ละดวงเข้าไปด้วยเช่น</p>
<p>12 &#8211; (2.5 + 2.5 + 2.5) = 5.5</p>
<p>5.5 / 0.02 = 275 โอห์ม</p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;">การต่อแบบขนาน</span></p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;">ต่อแบบตัวต้านทานแยก</span></p>
<p>การต่อขนานแบบตัวต้านทานแยกเหมาะสำหรับใช้กับวงจรที่ต้องต่อ LED จำนวนมากเพราะต้องการแรงดันตกคร่อม LED เท่าเดิม แต่ต้องการกระแสเพิ่มมากขึ้นตามจำนวน LED ที่เพิ่มขึ้น และสิ้นเปลืองจำนวนตัวต้านทานแต่จะได้ความสว่างของ LED เท่ากันจึงเหมาะสำหรับการต่อใช้เพื่อทำเป็นโคมไฟอ่านหนังสือดังรูป</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-005.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-005.jpg" alt="LED-Knowledge-005" width="561" height="443" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 5 การต่อแบบขนานแบบตัวต้านทานแยก</em></p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;">ต่อแบบตัวต้านทานร่วม</span></p>
<p>การต่อแบบนี้จะทำให้ความสว่างของ LED ไม่เท่ากัน โดย LED ดวงที่มีศักย์ทางไฟฟ้าต่ำสุดจะสว่างมากกว่าดวงอื่น แต่ก็ช่วยประหยัดจำนวนตัวต้านทานที่ต้องใช้ลดลง</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-006.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-006.jpg" alt="LED-Knowledge-006" width="552" height="450" /></a></p>
<p><em>รูปที่ 6 การต่อแบบขนานแบบตัวต้านทานร่วม</em></p>
<p><span style="text-decoration: underline; font-size: 18pt; color: #000000;">การต่อแบบผสม</span></p>
<p>เป็นการต่อโดยนำวงจรที่ต่ออนุกรมกันอยู่แล้ว ตั้งแต่ 2 ชุดขึ้นไปมาต่อขนานกัน โดยการต่อแบบนี้เหมาะสำหรับใช้กับ LED จำนวนมากๆ จะช่วยรักษาความสมดุลกันระหว่างแรงดันและกระแสที่ต้องการใช้ได้ดังรูป</p>
<p><a href="http://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-007.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" style="vertical-align: bottom; margin: 4px;" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2013/11/LED-Knowledge-007.jpg" alt="LED-Knowledge-007" width="342" height="555" /></a></p>
<p>รูปที่ 7 การต่อวงจร LED แบบผสม</p>
<p>เอาล่ะครับ นี่ก็เป็นแนวทางเื่พื่อนักประดิษฐ์ทุกท่านจะสามารถนำไปใช้กับสิ่งประดิษฐ์ของตัวเองได้ในเบื้่องต้น เอาไว้ในตอนหน้าผมจะมาทยอยแนะนำโครงงานสิ่งประดิษฐ์ง่ายๆ ให้พอเป็นไอเดียกันเรื่อยๆ อย่าลืมติดตามอ่านกันให้ได้นะครับ</p>
<p>#led</p>
<p>#หาค่าled</p>
<hr />
<p>&nbsp;</p>The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/led-%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9b%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%90%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%a9%e0%b8%90%e0%b9%8c/">LED อุปกรณ์พื้นฐานการสร้างสิ่งประดิษฐ์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
