Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Technology Radar ฉบับล่าสุดโดย Thoughtworks แนะองค์กรให้ยอมรับกฎของคอนเวย์ เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้

ในรายงานประจำทุก 6 เดือนที่ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกเผยแพร่มาจนถึงฉบับล่าสุดเป็นปีที่ 11 นี้ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นความเฉื่อยชาภายในแพลตฟอร์ม

กรุงเทพ – 28 ตุลาคม 2564 – เมื่อเร็วๆ นี้ Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผนวกกลยุทธ์ การออกแบบ และวิศวกรรม ได้เผยแพร่ Technology Radar รายงานประจำทุก 6 เดือน ฉบับที่ 25 ล่าสุด ที่จัดทำขึ้นจากการสังเกต การทำงานร่วมกับลูกค้า รวมทั้งประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่ท้าทายที่สุดของลูกค้า โดยเนื้อหาหลักกล่าวถึงความเกี่ยวข้องของกฎของคอนเวย์ (Conway’s Law) กับโลกยุคดิจิทัลในปัจจุบัน ซึ่งกฎของคอนเวย์นี้ จะมีอายุครบ 55 ปีในปีหน้า

กฎของคอนเวย์บัญญัติขึ้นโดยเมลวิน คอนเวย์ โดยยืนยันว่าโครงสร้างขององค์กร IT ย่อมมีผลกระทบต่อระบบที่องค์กรสร้างขึ้น องค์กรที่เริ่มลงมือปรับเปลี่ยนทางดิจิทัลควรต้องจัดระเบียบทีมวิศวกรรม ทั้งในแง่วัฒนธรรม ลำดับขั้นการรายงาน และผลตอบแทน ให้สอดคล้องไปกับกลยุทธ์ด้านเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมที่ต้องการจะพัฒนาไปให้ถึง อย่างไรก็ตาม องค์กรหลายแห่งยังไม่ได้ดำเนินการดังกล่าวและประหลาดใจกับประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน้อยกว่าที่คาดหวังไว้

ดร.รีเบคกา พาร์สันส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยีของ Thoughtworks กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกประหลาดใจที่องค์กรบางแห่งยังพยายามเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎของคอนเวย์ ทั้งที่เราก็ได้ผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการปรับใช้อไจล์และไมโครเซอร์วิส ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาด้านการบริหารจัดการทีมด้วยตัวเอง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ ก็จะส่งผลดีกับองค์กรมากขึ้น หากใช้กฎของคอนเวย์เป็นแรงขับเคลื่อน และให้ความสำคัญกับผู้ที่สร้างซอฟต์แวร์ โมเดลการทำงานที่ให้ผลิตภัณฑ์เป็นศูนย์กลาง รวมทั้งวัฒนธรรมด้านวิศวกรรม”

เนื้อหาเด่นใน Technology Radar ฉบับที่ 25 นี้ประกอบด้วย:

  • เหตุผลที่ไม่ถูกต้องของความสะดวกสบาย: ซอฟต์แวร์มีแนวโน้มจะถูกพัฒนาให้ซับซ้อนขึ้นเมื่อปล่อยให้พัฒนาไปโดยไม่มีข้อจำกัด เมื่อระบบซอฟต์แวร์ซับซ้อนมากขึ้น ทีมพัฒนาต้องพากเพียรที่จะทั้งสร้างและรักษาการออกแบบและสถาปัตยกรรมที่รอบคอบ
  • เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เราไม่ควรแสวงหา: หลายคนในโลกซอฟต์แวร์ชื่นชมการแก้ไขปัญหาซับซ้อนด้วยโซลูชันที่ชาญฉลาด แต่หลายครั้ง โซลูชันเหล่านี้เกิดขึ้นจากความซับซ้อนโดยบังเอิญที่ทำร้ายตัวเอง เพราะจริงๆ แล้ว ทีมงานควรทำการวิเคราะห์ต้นเหตุ ระบุความซับซ้อนหลักที่เป็นรากฐานและทำการแก้ไข แทนที่จะรีบพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อแก้ไขปัญหา
  • การประยุกต์ใช้ Kafka: Kafka ยังคงสถานะของระบบที่ได้รับความนิยมสำหรับการสื่อสารแบบอะซิงโครนัสในวงกว้าง ในเรดาร์ฉบับนี้ เราได้มีการอภิปรายในเรื่องที่ทีมงานใช้เครื่องมือเพื่อปรับเปลี่ยนให้เข้ากับ Kafka ด้วย
  • แพลตฟอร์มเทคโนโลยีมีจำนวนน้อยลงบนเรดาร์: จำนวนหัวข้อที่เกี่ยวกับแพลตฟอร์มในเรดาร์ฉบับนี้ ลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของการรวมมาตรฐานอุตสาหกรรม สถานการณ์นี้กำลังบ่งบอกว่าแพลตฟอร์มทั้งหลายไม่ได้มีความหมายเหมือนที่ผ่านมาใช่หรือไม่?
  • กฎของคอนเวย์ก็ยังคงเป็นกฎอยู่: นักออกแบบสถาปัตยกรรมหลายคนอ้างกฎของคอนเวย์ เพื่อให้เหตุผลในการเปลี่ยนแปลงกับทีมงานขององค์กร จากหลายหัวข้อในรายงานฉบับนี้ เราพบว่าโครงสร้างของทีมงานในองค์กรจะยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญเมื่อมีการบริหารจัดการที่เหมาะสม และจะเป็นอุปสรรคที่ร้ายแรงหากบริหารจัดการได้ไม่ดี

ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลด Tech Radar ฉบับเต็มได้ที่ www.thoughtworks.com/radar และสามารถติดตามข่าวสารของ Thoughtworks ได้ที่ website Twitter LinkedIn และ YouTube

เกี่ยวกับ Thoughtworks
Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ปักหมุดเปิดร้านแฟรนไชส์ใหม่ 2 สาขา สมุทรสาคร และ นครราชสีมา พร้อมเป็น One Stop Solution ให้ผู้ประกอบการและธุรกิจท้องถิ่นแล้ววันนี้

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้ออุปกรณ์สำนักงานและสินค้าเพื่อธุรกิจ เดินหน้าปักหมุดเปิดแฟรนไชส์สาขาใหม่ 2 จังหวัด 2 ทำเล จ. สมุทรสาคร (ถนนกิจมณี ก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านรินรดา) และ จ. นครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ ติดกับบริษัท ทิพยประกันภัย) พร้อมเสิร์ฟสินค้าครบครันถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และทุกหน่วยงานแล้ววันนี้! จัดเต็มเน้นๆ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน และสินค้าที่ใช้ในธุรกิจต่างๆ จากหลายหลายแบรนด์ดัง มีครบทุกอย่างที่ธุรกิจคุณต้องการแบบ One Stop Solution! เลือกช้อปได้รวมกว่าแสนรายการ พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้มให้คุณประหยัดทุกวัน สามารถสัมผัสสินค้าจริงและช้อปทันทีได้ที่ร้าน โทรสั่งซื้อ หรือช้อปออนไลน์ก็สะดวก ที่ Facebook และ Line Official Account โดยมีบริการจัดส่งสินค้าฟรี* เมื่อช้อป 499.-* ตามกำหนด

•  สาขาเมืองสมุทรสาคร (ถนนกิจมณี ก่อนถึงทางเข้าหมู่บ้านรินรดา)
โทร:  095-465-2597 Line: @ofmplus_sakhon
•  สาขา เมืองนครราชสีมา (ถนนมิตรภาพ ติดกับ บริษัท ทิพยประกันภัย)
โทร: 092-881-4495, 095-982-6115  Line: @Ofmplus_korat

ออฟฟิศเมท พลัส ยังเปิดรับผู้ประกอบการในต่างจังหวัดมาสมัครเป็นแฟรนไชส์ซีทั่วประเทศ เราพร้อมให้คุณติดสปีดความสำเร็จ สร้างรายได้มั่นคง #การันตีกำไร 1 แสนบาท/เดือน*  (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด) พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร. 099-128-5000 Line: @OFM_Plus หรือดูรายละเอียดได้ที่ www.ofmplus.com


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย เปิดรับสมัครนิสิตนักศึกษาด้านไอซีที ร่วมประชันทักษะใน โครงการ ICT Competition 2021-2022 ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน นี้

กรุงเทพฯ/ 27 ตุลาคม 2564 – หัวเว่ย ผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและสมาร์ทดีไวซ์ ประกาศเปิดตัวโครงการ Huawei ICT Competition 2021 – 2022 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้ธีม “Connection, Glory, Future” ซึ่งเริ่มขึ้นพร้อมกันในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก เพื่อส่งเสริมและพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีทีให้แข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

โครงการ Huawei ICT Competition ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2558 เป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้ความสามารถของนิสิตนักศึกษาด้านไอซีทีทั่วโลก เพื่อคัดสรรและบ่มเพาะผู้ที่มีความสามารถในด้านดังกล่าว และจัดคอร์สฝึกอบรมระดับโลกรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยจัดขึ้นร่วมกับหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ (Huawei ICT Academy) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษากับองค์กร เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญคุณภาพสูงทางด้านไอซีทีให้มีจำนวนมากขึ้น การแข่งขันด้านไอซีทีนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมได้มีร่วมประลองทักษะในการแข่งขันชั้นนำ พัฒนาความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนพัฒนาต่อยอดความรู้เพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที กิจกรรม Huawei ICT Competition ยังเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “เมล็ดพันธุ์แห่งอนาคต (Seeds for the Future)” ซึ่งเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมของหัวเว่ย ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านไอซีทีในประเทศ และเชื่อมโยงการสื่อสารระหว่างประเทศและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน

การแข่งขัน Huawei ICT Competition 2021-2022 ในประเทศไทย ประกอบด้วยการแข่งขันหลายรอบ  โดยนิสิตนักศึกษาที่มีความสนใจและมีพื้นฐานด้านไอซีที สามารถรวมกลุ่มและลงทะเบียนสมัครเป็นทีม ๆ ละ 3 คน และเริ่มศึกษาด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเทคโนโลยีด้านเน็ตเวิร์ก เช่น ดาต้าคอม หรือเทคโนโลยีด้านคลาวด์ เช่น คลาวด์ เซอร์วิส กิจกรรมทั้งหมดจะจัดขึ้นตามมาตรการป้องกันโควิด-19  ทีมที่ชนะจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลสุดพิเศษ รวมถึงทริปเดินทางเพื่อพัฒนาความรู้ด้านไอซีที เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม ตลอดจนถึงโอกาสในการทำงานที่หัวเว่ย

ตารางกิจกรรม Huawei ICT Competition 2021-2022
ลงทะเบียน 1-30 พฤศจิกายน
การทดสอบเบื้องต้น 4 ธันวาคม
ประกาศทีมผู้เข้ารอบ
  • ประเภทเครือข่าย (10 ทีม)
  • ประเภทคลาวด์ (10 ทีม)
8 ธันวาคม
ค่ายฝึกอบรมกับหัวเว่ย 17-19 ธันวาคม
การทดสอบ HCIA (รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ) 24-26 ธันวาคม
ประกาศทีมชนะเลิศของประเทศไทยและพิธีมอบรางวัล มกราคม 2565
รอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค กุมภาพันธ์ 2565
รอบชิงชนะเลิศระดับโลก พฤษภาคม 2565

หมายเหตุ: ตารางข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบ

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหาร หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “Huawei ICT Competition ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 6 นี้ ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเฟ้นหาพันธมิตรรุ่นใหม่ ๆ ที่สามารถขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางด้านดิจิทัลของประเทศในอนาคต ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้นำในการเปิดให้บริการ 5G ในภูมิภาคอาเซียน และแรงหนุนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาทางด้านดิจิทัลก็คือรากฐานด้านบุคลากรที่แข็งแกร่ง หัวเว่ยได้ตอกย้ำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรดิจิทัลอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มความร่วมมือและโครงการต่าง ๆ อย่างเช่นโครงการนี้ ในขณะที่ไอซีทีได้เติบโตไปสู่ทุกอุตสาหกรรมและกลายเป็นกุญแจดอกสำคัญในการพัฒนาและสร้างความก้าวหน้าทางสังคม”

นอกเหนือจากการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นของบุคลากรด้านดิจิทัลในเวทีระดับโลกแล้ว โครงการ Huawei ICT Competition ยังเป็นโอกาสในการตอกย้ำคำมั่นที่จะทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นอีกด้วย  หัวเว่ย ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ร่วมเดินหน้าสำรวจแนวทางการพัฒนาใหม่ ๆ และมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเทคโนโลยีไอซีที พัฒนาบุคลากร และลดช่องว่างด้านความขาดแคลนบุคลากรในสาขานี้  นอกจากนี้ บริษัทยังเดินกลยุทธ์ในการร่วมมือกับพันธมิตรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างเวทีที่เปิดกว้างและสร้างโอกาสใหม่ ๆ อย่างมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดจะสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาสู่ทุกคน ทุกครัวเรือน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์แบบ

นิสิตนักศึกษาที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://e.huawei.com/en/talent/#/news/details?consultationId=1483  และลงทะเบียนได้ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ไอบีเอ็ม’ จับมือ ‘แอคคลิวิส’ ขยาย IBM Cloud Satellite ทั่วทั้งเอเชีย เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันกลุ่มอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล

นนี้ แอคคลิวิส เทคโนโลยี แอนด์โซลูชันส์ หรือแอคคลิวิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของซิติก เทเลคอม อินเตอร์เนชั่นแนล โฮลดิ้ง (1883: HK) ที่จดทะเบียนในฮ่องกง และไอบีเอ็ม (NYSE: IBM)  ได้ประกาศความร่วมมือในการนำ IBM Cloud Satellite มาใช้ทั่วทั้งเอเชีย โดยแอคคลิวิสและไอบีเอ็มจะร่วมมือกันนำศักยภาพของไฮบริดคลาวด์ เข้าช่วยให้องค์กรโดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ให้สามารถเร่งสร้างนวัตกรรมดิจิทัล พร้อมช่วยลูกค้าให้ดำเนินงานภายใต้อธิปไตยทางข้อมูลและกฎระเบียบข้อบังคับต่างๆ ที่กำกับดูแลอยู่
ในขณะที่สถาบันการเงินต่างเดินหน้าขยายบริการเพื่อสนับสนุนลูกค้าและก้าวข้ามดิสรัปชันอันเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอง การตรวจสอบและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดก็ได้เพิ่มสูงขึ้น เพื่อปกป้องข้อมูลผู้บริโภคและกำกับให้เป็นไปตามกฎระเบียบด้านอธิปไตยข้อมูล ความจำเป็นในการประมวลผลข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ณ จุดที่ข้อมูลเกิดขึ้น โดยไม่ต้องย้ายข้อมูลข้ามพรมแดน แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดำเนินการอย่างสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นตอนที่ใช้ทั่วโลก เหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อจากนี้ไป แอคคลิวิสจะสามารถใช้ IBM Cloud Satelliteเพื่อขยายการให้บริการต่างๆ อาทิ IBM Watson ไปสู่กลุ่มลูกค้าดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อนำเครื่องมือการวิเคราะห์ขั้นสูงเข้าไปยังจุดที่ข้อมูลเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น กลุ่มธุรกิจค้าปลีกจะสามารถใช้บริการ IBM Watson ผ่าน IBM Cloud Satellite ที่จุดประมวลผลเอ็ดจ์ในร้านค้าต่างๆ เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมจากหน้าร้าน และนำมาใช้ในการบริหารจัดการสินค้าคงคลัง รวมถึงการดำเนินการด้านโลจิสติกส์ได้อย่างทันทีในเวลาที่ลูกค้าต้องการ
ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ไอบีเอ็มจะใช้ประโยชน์จากศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาคของแอคคลิวิสในฮ่องกง สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพื่อโฮสต์และจัดการข้อมูลให้เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับด้านข้อมูลที่กำกับดูแลอยู่
ปัจจุบันธุรกิจฟินเทคแห่งหนึ่งของอินโดนีเซียได้เริ่มนำ IBM Cloud Satellite เข้าไปช่วยในการผนวกรวมเครื่องมือพอร์ทัลการบริหารจัดการและกระบวนการต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยระบบดังกล่าวทำหน้าที่เป็นแซนด์บ็อกซ์ให้กับอุตสาหกรรมฟินเทคในระดับภูมิภาค ช่วยให้สามารถย้ายเวิร์คโหลดที่เอ็ดจ์และส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้นให้กับลูกค้า ซึ่งช่วยให้ธุรกิจสตาร์ทอัพสามารถให้บริการที่คุ้มค่าแก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงปัญหาจากการไม่ปฏิบัติมาตรฐานตามกฎข้อบังคับต่างๆ ที่มักทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
ความร่วมมือครั้งนี้จะรวมจุดแข็งของไอบีเอ็มในการให้บริการไฮบริดคลาวด์แบบเปิดที่ปลอดภัยสำหรับองค์กร เข้ากับเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์และการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทั่วทั้งภูมิภาคของแอคคลิวิส นำสู่บริการคลาวด์แบบเปิดที่มีความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าในภูมิภาค ภายใต้การผนึกศักยภาพของ IBM Cloud Satellite เข้ากับเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมากของแอคคลิวิส
IBM Cloud Satellite ช่วยให้องค์กรสามารถใช้บริการ IBM Cloud ได้อย่างปลอดภัยไม่ว่าข้อมูลจะอยู่บนสภาพแวดล้อมแบบใด ทั้งที่เอ็ดจ์ ภายในองค์กร หรือกระจายอยู่บนคลาวด์สาธารณะหลายแห่ง โดยระบบได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการคลาวด์ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อม
แอคคลิวิสเป็นหนึ่งในพันธมิตรในอีโคซิสเต็มของไอบีเอ็ม ที่ช่วยลูกค้าบริหารจัดการและปรับปรุงเวิร์คโหลดให้ทันสมัยบนสภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ตั้งแต่ระบบเมนเฟรมไปจนถึงเอดจ์ และทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Red Hat OpenShift ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มคูเบอร์นิทีสระดับองค์กรที่เป็นที่รู้จักในอุตสาหกรรม IBM Cloud Satellite ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถรันแอพพลิเคชันได้อย่างยืดหยุ่นในทุกสภาพแวดล้อมที่มีข้อมูลอยู่ พร้อมสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีต่างๆ บน IBM Cloud ได้ด้วย
นายมาร์คัส เฉิง ซีอีโอของแอคคลิวิส กล่าวว่า “การร่วมงานกับไอบีเอ็มมาอย่างยาวนาน และในฐานะที่เป็นบริษัทในระดับภูมิภาคที่มีฐานลูกค้าในวงกว้างทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้เราสามารถนำ IBM Cloud Satellite เข้าช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ทโฟลิโอบริการคลาวด์ในเซ็กเมนต์ดาต้าเซ็นเตอร์โฮสติ้งของเราได้ เมื่อผนวกรวมกับศักยภาพการเชื่อมต่อที่ราบรื่นไม่มีสะดุดที่ให้บริการโดยแปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของเรา และแพลตฟอร์ม Managed Services ระบบออโตเมชันที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถปรับเวิรค์โฟลว์ให้เป็นดิจิทัลและมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น เหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าองค์กรที่สร้างและบริหารจัดการระบบคลาวด์กับเราจะได้รับประโยชน์จากเวลาแฝงที่ลดลง และประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้น”
“วันนี้ไอบีเอ็มจับมือกับอีโคซิสเต็มพันธมิตรที่มีมากกว่า 65 ราย เพื่อเดินหน้าสร้างบริการระบบคลาวด์ที่ปลอดภัย ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถรันเวิร์คโหลดได้ในทุกสภาพแวดล้อมผ่านIBM Cloud Satellite ขณะที่แอคคลิวิส ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านเทคโนโลยีขององค์กรและหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง รวมถึงหน่วยงานจำนวนมากที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก็มีดาต้าเซ็นเตอร์กระจายอยู่ทั่วภูมิภาค เหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถเร่งขยายการใช้งานของลูกค้า สัมพันธภาพกับแอคคลิวิสในครั้งนี้จะนำสู่ความรวดเร็ว ความปลอดภัย และประสิทธิภาพที่ลูกค้ามองหา” นายเรย์มอนด์ วอง IBM Cloud Platform Leader ของภูมิภาคอาเซียน กล่าว
ด้วยเป้าหมายร่วมกันในการสนับสนุนความต้องการของลูกค้า ไอบีเอ็มและแอคคลิวิสจะเดินหน้าต่อเนื่องในการส่งมอบโซลูชั่นระบบคลาวด์แบบบูรณาการ และเร่งสร้างนวัตกรรมดิจิทัลทั่วเอเชียแปซิฟิค
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิศวะ พีไอเอ็ม ขึ้นเวทีเด่น ด้านปัญญาประดิษฐ์ ร่วมแชร์วิชาการผลักดัน AI ประเทศไทย พร้อมรับรางวัลแห่งความภูมิใจ Super AI Engineer Season1

นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) รับรางวัลเหรีญทองผู้มีความสามารถดีเด่นในโครงการ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer) ปี 2020” โครงการซึ่งเป็นศูนย์รวมนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สายพันธ์ุใหม่ สำหรับผู้สนใจพิสูจน์ความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จัดโดย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) และ คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานร่วมในพิธีพร้อมกันนี้ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ในหัวข้อ“การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” โดย รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม และ และ อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากร แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับนวัตกรรม AI ให้ดียิ่งขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัด อว.

โครงการพัฒนานวัตกร-วิศวกร-นักวิจัย-วิสาหกิจเริ่มต้น ด้านปัญญาประดิษฐ์” หรือ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer)” ดำเนินการเพื่อพัฒนาผู้ที่มีแรงบันดาลใจทำผลงาน AI หรือผู้ที่ต้องการ Upskill Reskill ในสาขาอาชีพ วิศวกร นวัตกร นักวิจัย Startup เข้าอบรมและ Workshop ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวง AI โดยเฉพาะ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างเพื่อนสมาชิกหลากหลายอาชีพ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้พิสูจน์ความเป็นสุดยอดนักปัญญาประดิษฐ์ผ่านการประเมิน ได้แก่กลุ่มเหรียญทอง คน เหรียญเงิน 19 คน และเหรียญทองแดง 45 คน ซึ่งนายณัฐพร หงษ์เจริญ บัณฑิตสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ได้รับรางวัลในกลุ่มเหรียญทอง

นายณัฐพร กล่าวว่า “การที่ได้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer ถือเป็นโอกาสดีในชีวิต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างนอกเหนือจากในมหาวิทยาลัย เรียนรู้หลากหลายวิชาและได้รับความรู้ใหม่ ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ  อีกทั้งยังได้มีโอกาสเข้าฝึกงานในองค์กรและได้ทำหัวข้อที่ไม่เคยทำมาก่อน ส่วนตัวผมถนัดในด้าน Image แต่ได้ทำในด้าน NLP ซึ่งเป็นด้านที่เพิ่งเริ่มศึกษาจากในโครงการนี้ ทุกอย่างที่ได้รับมาจากการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายในงานมีเสวนา “การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ได้แก่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย และ ศ.ดร. ธนารักษ์ ธีระมั่นคง นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาการเสวนาพูดถึงความต้องการที่จะยกระดับนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งถือเป็นศาสตร์ทางดิจิทัลที่ประเทศให้ความสำคัญและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ โดยการอาศัยเครื่องมือดิจิทัลในการทำงาน อีกทั้งยังอยากผลักดันให้โครงการ Super AI Engineer เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาคนให้มีทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น

ทางด้าน รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) และอุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทการศึกษาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ คือ การสร้างคน พัฒนาทักษะและองค์ความรู้แก่นักศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างหลักสูตรที่ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ AI Engineer, Robotics Engineer, Data science ให้เป็นไปตามเป้าหมายของประเทศที่จะสร้างบุคลากรและพัฒนาการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แผนแม่บทฯ ประมาณ 700,000 คนต่อปี ด้านพันธกิจของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตดีมีคุณภาพ มีประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพ ด้วยรูปแบบ Work-based Education นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ใช้ได้จริงกับภาคธุรกิจและสังคม เช่น เครื่องผลิตซาลาเปา เซเว่นอีเลฟเว่นโรบอท และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันการบริการวิชาการ มีการจัดอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเพื่อ Upskill, Reskill และ New-skill ส่งเสริมความรู้แก่ชุมชนและอุตสาหกรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สถาบันการศึกษา 12 สถาบัน และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ แก่บุคลากรให้ทำงานสอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0 และเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์หลังวิกฤต COVID-19”

โครงการ Super AI Engineer ถือว่าเป็นโอกาสนำไปสู่การสร้างชุมชนนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างแท้จริง และเป็นการเพิ่มศักยภาพของคนไทย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือศาสตร์อื่นๆ จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญหลายด้าน เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่จุดสูงสุดในระดับสากล และยกระดับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นใน 2 รูปแบบ ทั้ง On site และ Online สามารถชมย้อนหลังได้ที่ Facebook; สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

คลิก https://www.facebook.com/aiat2015/videos/150187127312735


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ดีป้า” คิกออฟคูปองดิจิทัล จ.นนทบุรี ดันเกษตรกร ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งสู่เมืองอัจฉริยะ

5 ตุลาคม 2564, จังหวัดนนทบุรี – นายพรชัย หอมชื่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ร่วมกิจกรรม “Kick-off โครงการคูปองดิจิทัลสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี” ภายใต้โครงการพัฒนาจังหวัดนนทบุรีสู่เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ (Smart Economy) ซึ่งจัดโดย ดีป้า สาขาภาคกลาง พร้อมด้วย จังหวัดนนทบุรี สำนักงานเกษตรจังหวัดนนทบุรี สมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม โดยมี นางสาวอโรชา นันทมนตรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังมี นายจิรพงษ์ ทรงวัชราภรณ์ อนุกรรมาธิการงบประมาณ นายสมพร นามพิลา เกษตรจังหวัดนนทบุรี นายจำลอง ขำสา รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี นายกำพล โชคสุนทสุทธิ์ นายกสมาคมส่งเสริมดิจิทัลเพื่อการเกษตรและอุตสาหกรรม เครือข่ายดิจิทัลสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการดิจิทัล ร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง ซึ่งทั้งหมดปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดและการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) อย่างเคร่งครัด

นายพรชัย เปิดเผยว่า กิจกรรม Kick-off โครงการคูปองดิจิทัลสำหรับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้พบปะกับดิจิทัลสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบการดิจิทัล ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ ด้านการเกษตรและชุมชนปลอดภัย 2 (Central Smart City) (นนทบุรี ปทุมธานี) ซึ่ง ดีป้า ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องเกษตรกร ผ่านมาตรการคูปองดิจิทัลเพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (depa mini Transformation Voucher) ในพื้นที่ภาคกลาง คือ จังหวัดนนทบุรี และปทุมธานี เพื่อพูดคุย สอบถาม ขอคำปรึกษา เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จากเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกเทคโนโลยีดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ก่อนนำไปต่อยอดประยุกต์ใช้ในการทำการเกษตร ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ปรับเปลี่ยนวิถีจากการทำการเกษตรรูปแบบเดิม สู่เกษตรอัจฉริยะ ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ด้าน นายจิรพงษ์ กล่าวว่า ในฐานะอนุกรรมาธิการงบประมาณและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ ได้มีโอกาสพิจารณางบประมาณโครงการต่าง ๆ ในปี 2564 ซึ่งได้พิจารณางบประมาณของดีป้า ที่นำเสนอเข้ามา มองเห็นถึงประโยชน์กับพื้นที่อย่างแท้จริง และเป็นโครงการที่ดีช่วยเหลือเกษตรกรในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้เพื่อทำการเกษตร เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ทำให้เกษตรกรมีความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เกษตรแบบอัจฉริยะ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีการปรับลดงบประมาณของดีป้า เนื่องจากงบประมาณที่นำเสนอมาตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ ที่สำคัญสามารถช่วยเหลือชาวเกษตรกร ก้าวข้ามผ่านวิกฤตโควิด-19 กลับมาเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดีลอยท์และเอาท์ซิสเต็มส์ขยายความร่วมมือ นำเสนอโซลูชั่นที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมบนระบบคลาวด์ AWS

บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกและผู้ให้บริการด้านแพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชั่นต่อยอดความสำเร็จในยุโรป ตั้งเป้าเร่งการปรับใช้ระบบคลาวด์และการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลแก่ลูกค้าทั่วโลก

กรุงเทพฯ – 25 ตุลาคม 2564 – เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ผู้นำระดับโลกด้านการพัฒนาโมเดิร์นแอปพลิเคชั่น และดีลอยท์ คอนซัลติ้ง (Deloitte Consulting) ขยายขอบเขตความร่วมมือที่ยาวนานกว่า 13 ปี ด้วยการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence – COE) ที่มุ่งเน้นการจัดหาโซลูชั่นที่มุ่งเน้นด้านอุตสาหกรรมบนระบบคลาวด์ด้วย Amazon Web Services (AWS) ระดับโลก  ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว ดีลอยท์ เอาท์ซิสเต็มส์ และ AWS ได้เสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ลูกค้าในการพัฒนาและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชั่นระดับองค์กรที่ก้าวล้ำภายในเวลาอันรวดเร็ว โดยใช้ทรัพยากรน้อยลงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ดีลอยท์และเอาท์ซิสเต็มส์ผนึกกำลังร่วมกันเป็นครั้งแรกที่โปรตุเกสเมื่อปี 2550 และได้ดำเนินมากกว่า 100 โครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น (Digital Transformation) และการพัฒนาซอฟต์แวร์ในยุโรป เอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แคนาดา และสหรัฐฯ ด้วยบุคลากรของดีลอยท์กว่า 300 คนที่ผ่านการรับรองจากเอาท์ซิสเต็มส์  ทั้งนี้ ดีลอยท์เป็นพาร์ทเนอร์ด้านการให้คำปรึกษาระดับพรีเมียร์ (Premier Consulting Partner) ของ AWS โดยมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษเกี่ยวกับโซลูชั่นธุรกิจบน AWS ซึ่งสามารถบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกที่ทุกเวลา

เมื่อไม่นานมานี้ สภากาชาดของเนเธอร์แลนด์ใช้ประโยชน์จากความร่วมมือของเอาท์ซิสเต็มส์, ดีลอยท์ และ AWS เพื่อสร้างแอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ อย่างรวดเร็วสำหรับการจัดการอาสาสมัครและการประสานงาน  และด้วยความร่วมมือของสามบริษัทนี่เอง ให้สภากาชาดสามารถปรับขนาดการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมขอบเขตกว้างขวาง เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของความต้องการและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ฮันส์ เกิดฮาร์ท ผู้จัดการฝ่ายจัดหาข้อมูลและไอซีทีของสภากาชาด กล่าวว่า “ด้วยประสิทธิภาพแพลตฟอร์มของเอาท์ซิสเต็มส์ ประสบการณ์ของดีลอยท์ และความสามารถการปรับขนาดที่ยืดหยุ่นของ AWS ที่เรานำมาปรับใช้ประโยชน์ ทำให้เราสามารถพัฒนาโซลูชั่นที่เหมาะสมกับผู้ใช้และรองรับการใช้งานในอนาคต โดยใช้เวลาในการพัฒนาเพียงไม่กี่สัปดาห์  แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายเดือน ทุกวันนี้เราสามารถพัฒนาประสบการณ์ดิจิทัลได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ เพื่อเชื่อมต่ออาสาสมัครและคนทำงานกว่า 100,000 คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ด้วยความช่วยเหลือจากเอาท์ซิสเต็มส์และดีลอยท์ เรามั่นใจว่าองค์กรของเราจะสามารถปรับตัวและตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนไปในปี 2564 และในอนาคตได้อย่างแน่นอน”

ภายใต้ข้อตกลงฉบับใหม่ ดีลอยท์ สหรัฐฯ บริษัทในเครือที่ใหญ่ที่สุดของดีลอยท์จะขยายธุรกิจการจัดทำผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และการให้บริการผ่านศูนย์ COE ระดับโลกของดีลอยท์ โดยใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการพัฒนาของเอาท์ซิสเต็มส์  ความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยให้ลูกค้าดำเนินโครงการได้สะดวกง่ายดายมากขึ้น และได้รับประโยชน์ทางธุรกิจรวดเร็วกว่าเดิม ด้วยการเพิ่มความรวดเร็วในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ลดค่าใช้จ่ายด้านการพัฒนาและสนับสนุนแอปพลิเคชั่นอย่างต่อเนื่อง และยกเลิกการใช้งานหรือเปลี่ยนแอปพลิเคชั่นและโครงสร้างพื้นฐานที่ไร้ประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนการดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น  ดีลอยท์จะจัดหาทรัพยากรและเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อนำเสนอคุณประโยชน์ทางธุรกิจโดยอาศัยแพลตฟอร์มของเอาท์ซิสเต็มส์

คาร์ลอส อัลเวส ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของเอาท์ซิสเต็มส์ กล่าวว่า “เอาท์ซิสเต็มส์แก้ไขหนึ่งในปัญหาสำคัญที่สุดที่องค์กรธุรกิจต้องเผชิญในปัจจุบัน นั่นคือ การพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยวิธีการแบบเดิม ๆ ซึ่งขาดความคล่องตัวและต้องใช้เวลานาน  แพลตฟอร์มการพัฒนาที่ทันสมัยของเรามีประสิทธิภาพสูง รองรับการทำงานแบบอัตโนมัติ และลดความยุ่งยากซับซ้อน แต่ยังคงไว้ซึ่งพลังและโครงสร้างภาษาที่เรียบง่ายเช่นเดียวกับการพัฒนารูปแบบเดิม  แนวทางใหม่นี้ช่วยปรับปรุงการสร้าง การติดตั้งใช้งาน และการปรับเปลี่ยนแอปพลิเคชั่นได้อย่างมากเลยทีเดียว  ความเชี่ยวชาญที่ลึกซึ้งของดีลอยท์ ทั้งในเรื่องอุตสาหกรรมและระบบคลาวด์ บวกกับประสิทธิภาพที่เหนือชั้นของแพลตฟอร์มเอาท์ซิสเต็มส์ ช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น”

ทิม สมิธ หุ้นส่วนของดีลอยท์ คอนซัลติ้ง และหัวหน้าฝ่ายโซลูชั่นอุตสาหกรรมหลักประจำสหรัฐฯ กล่าวว่า “ความรวดเร็ว สถาปัตยกรรมที่เหมาะสม และการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของตลาดและตอบโจทย์ความต้องการของบุคลากรได้อย่างลงตัว  เรานำเสนอโซลูชั่นที่หลากหลายบนแพลตฟอร์มเอาท์ซิสเต็มส์ ทั้งในส่วนของการพลิกโฉมประสบการณ์ลูกค้า นวัตกรรมสำหรับสถานที่ทำงาน เรื่อยไปจนถึงระบบงานอัตโนมัติ การปรับปรุงระบบรุ่นเก่าให้ทันสมัย และอื่น ๆ อีกมากมาย  ความสามารถในการสร้างและปรับเปลี่ยนแอปบนแพลตฟอร์มเดียวคือเหตุผลหลักที่เราตัดสินใจทำงานร่วมกับเอาท์ซิสเต็มส์”

เกี่ยวกับดีลอยท์ – ดีลอยท์ให้บริการด้านการตรวจสอบบัญชี ที่ปรึกษา ภาษี และการให้คำแนะนำแก่บริษัทชั้นนำระดับโลก รวมถึงเกือบ 90% ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ติดอันดับ Fortune 500® และบริษัทเอกชนกว่า 7,000 แห่ง  บุคลากรของเราทำงานร่วมกันในหลากหลายกลุ่มอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาตลาดในปัจจุบัน โดยนำเสนอผลลัพธ์ที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้าในการพลิกวิกฤติเป็นโอกาสเพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจให้อยู่รอดและประสบความสำเร็จ และชี้นำแนวทางสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เข้มแข็ง  ดีลอยท์ภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายบริการด้านผู้เชี่ยวชาญระดับโลกที่ใหญ่ที่สุด ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในตลาดสำคัญๆ  ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 175 ปีในด้านงานบริการ เครือข่ายการดำเนินงานของดีลอยท์ครอบคลุมกว่า 150 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 330,000 คนทั่วโลก  อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดีลอยท์ได้ที่เว็บไซต์ www.deloitte.com/

เกี่ยวกับเอาท์ซิสเต็มส์

เอาท์ซิสเต็มส์ (OutSystems) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2544 ด้วยพันธกิจในการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่องค์กรต่าง ๆ สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมโดยอาศัยซอฟต์แวร์  แพลตฟอร์มโมเดิร์นแอปพลิเคชัน OutSystems ประกอบด้วยเครื่องมือประสิทธิภาพสูงที่เชื่อมต่อกันและขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างและติดตั้งใช้งานแอปพลิเคชันที่หลากหลายได้อย่างรวดเร็ว ตอบโจทย์ความต้องการของทุกภาคส่วนภายในองค์กร  ด้วย Community member กว่า 500,000 ราย พนักงานมากกว่า 1,600 คน พันธมิตรกว่า 400 ราย และลูกค้าใน 87 ประเทศ ครอบคลุมใน 22 กลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจของเอาท์ซิสเต็มส์ครอบคลุมทั่วโลก และช่วยให้องค์กรต่าง ๆ ปรับเปลี่ยนวิธีการพัฒนาแอปพลิเคชันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เยี่ยมชมเว็บไซต์ของบริษัทฯ ได้ที่ www.outsystems.com หรือติดตามเราบน Twitter @OutSystems หรือ LinkedIn ที่ https://www.linkedin.com/company/outsystems.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC ประกาศจับมือพันธมิตรทางธุรกิจหรือพาร์ทเนอร์กับ JAMF Software LLC ผู้นำด้านการบริหารการจัดการ Apple Device & Platform

เป็นเวลากว่า 18 ปีแล้วที่ Jamf เป็นมาตรฐานในการทำ Apple Ecosystem Enterprise Management และมีส่วนช่วยให้องค์กรชั้นนำต่างๆ ครอบคลุมกลุ่มธุรกิจโรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานรัฐบาล ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ ดูแลรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์ และการเข้าถึงแอปพลิเคชั่นการใช้งานต่างๆ ของ Apple ตั้งแต่ต้นจนจบได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถตั้งค่าอุปกรณ์ และแอปพลิเคชั่นของ Apple ตามนโยบายขององค์กรได้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องจำเป็นต้องแกะกล่องหรือเปิดเครื่องอีกด้วย

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Jamf และได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้องค์กรชั้นนำในประเทศไทย สามารถบริหารอุปกรณ์ และแอปพลิเคชั่นของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

18 ปี แห่งการสร้างสรรค์ และยังคงมุ่งพัฒนาประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์ Apple อย่างต่อเนื่องไปกับ Apple ตอกย้ำความสำเร็จของ Jamf ที่องค์กรชั้นนำมั่นใจและยอมรับจากประสบการณ์การใช้งานและบริการที่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็น

  • Apple Focus, Apple Native
  • 96% ขององค์กรที่ใช้งาน Jamf พึงพอใจและเลือกต่ออายุการการใช้งาน Jamf ทุกปี
  • สามารถรองรับ features ต่างๆใน Mac OS เว่อร์ชั่นใหม่ตั้งแต่วันแรกที่เปิดใช้งาน
  • มี Apple IT management community ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • มีศูนย์การเรียนรู้ ผลิตภัณฑ์ และอบรม Apple Ecosystems

นอกจากนี้เมโทรซิสเต็มส์ฯ ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ Apple สำหรับองค์กรธุรกิจ จึงมั่นใจได้ว่าการร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับ Jamf จะมีส่วนช่วยให้องค์กรต่างๆ สามารถบริหารจัดการอุปกรณ์ของ Apple และดูแลรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานระบบ Apple ecosystem ได้อย่างสมบูรณ์ และไร้ข้อจำกัด

สนใจ Jamf โซลูชั่นด้านการบริหารการจัดการ Apple Device & Platform หรือสนใจอุปกรณ์ Apple สำหรับองค์กรธุรกิจ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Website: http://www.metrosystems.co.th หรือ email: thachpan@metrosystems.co.th โทร. 02-089-4431


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

VMware พร้อมนำลูกค้าเข้าสู่ Zero Trust Security ด้วยความรวดเร็ว

นวัตกรรมของ VMware Security รูปแบบใหม่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการทำงานบนแอปพลิเคชันของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและสะดวกสบายยิ่งขึ้น

พัลโล อัลโต, แคลิฟอร์เนีย – VMworld 2021 (21 ต.ค. 2564) — องค์กรสมัยใหม่ในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามและการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น องค์กรจึงต้องการระบบรักษาความปลอดภัยที่ครบเครื่องและโดดเด่น ด้วยโซลูชันรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม ประสิทธิภาพสูง และใช้งานง่าย จึงมีลูกค้ามากกว่า 30,000 รายให้ความไว้วางใจ VMware ในการปกป้อง modern apps และ edge native apps ขององค์กร VMware, Inc. (NYSE: VMW) ได้ทำการประกาศเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ที่มอบการรักษาความปลอดภัยที่เหมาะสมกับอุปกรณ์ปลายทาง virtual machines, และ containers ด้วยสถาปัตยกรรมแบบ end-to-end Zero Trust อันเป็นก้าวใหม่ที่เปิดตัวในวันนี้

  • เข้าถึง Workload อย่างปลอดภัย ด้วย Zero Trust ภายในคลาวด์ และ data centers
  • มี Elastic Application Security Edge เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นระหว่างคลาวด์
  • VMware Cloud Disaster Recovery และ VMware Carbon Black Cloud เพื่อการป้องกัน ramsomware และกู้คืน
  • CloudHealth Secure State สำหรับ visibility และการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นข้าม public clouds
  • API security และ Kubernetes Security Posture Management เพื่อการป้องกัน modern apps ที่ดียิ่งขึ้น
  • VMware SASE และ VMware Workspace ONE สำหรับความปลอดภัยของ distributed workforce ที่ดียิ่งขึ้น

ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุมของ VMware องค์กรต่าง ๆ จะได้รับการคุ้มครองตั้งแต่อุปกรณ์ปลายทางไปจนถึงผู้ใช้งานอย่างสมบูรณ์บนทุกสภาพแวดล้อมในการทำงานของแอปพลิเคชัน จากการทดสอบโดยบุคคลที่สามของ SE Labs ได้ให้การรับรองว่าสภาพแวดล้อมที่สร้างบน VMware จะได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามขั้นสูงแบบต่อเนื่องได้ดียิ่งขึ้น(1) VMware NSX NDR เป็นโซลูชัน NDR รายแรกและรายเดียวที่ได้รับคะแนน AAA  จาก SE Labsในการทดสอบการตรวจจับการตอบสนองต่อการละเมิด และเร็ว ๆ นี้จะเป็นรายแรกที่มี NTA/NDR แบบ tapless ซึ่งใช้ประโยชน์จาก VMware vSphere เพื่อขยายเซ็นเซอร์ไปทุกที่ VMware Carbon Black Cloud บันทึกข้อมูลการรักษาความปลอดภัยไว้ถึง 1.2 ล้านล้านเหตุการณ์โดยเฉลี่ยในแต่ละวัน และหยุดการโจมตีจาก ransomware ได้มากกว่าหนึ่งล้านครั้งภายใน 90 วัน(2) VMware เป็นเพียงหนึ่งเดียวที่มาพร้อม firewall ที่รองรับการขยายได้ถึง 20TB ที่สร้างขึ้นเพื่อการรักษาความปลอดภัยบน east-west traffic อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าลูกค้ายังสามารถลด firewall rule ลงได้ถึง 90%(2) ซึ่งทำให้การรักษาความปลอดภัยสามารถจัดการได้มากยิ่งขึ้น

Tom Gillis รองประธานอาวุโส ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มธุรกิจเครือข่ายและการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงของ VMware กล่าวว่า “โซลูชันการรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ที่ใช้ในปัจจุบันถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานในยุคสมัยที่แตกต่างออกไป องค์กรดิจิทัลที่มีการทำงานแบบกระจายตัวสูง จะไม่สามารถใช้เครื่องมือและระบบรักษาความปลอดภัยแบบเก่าแล้วนำมาปรับเปลี่ยนเพื่อให้สามารถเข้ากับการทำงานในปัจจุบันและคาดหวังที่จะได้รับการป้องกันเช่นเดิมได้ VMware นำเสนอโซลูชันในการรักษาความปลอดภัยที่สร้างขึ้นเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันโดยเฉพาะ เราใช้ขุมพลังของซอฟต์แวร์ รวมถึงสถาปัตยกรรมแบบ distributed ที่รองรับการขยาย, พร้อมการออกแบบบนหลัก Zero Trust และมีรูปแบบการทำงานบนคลาวด์ เพื่อการรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น”

เพื่อการประมวลผล workloads บน VMware ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

VMware เป็นผู้บุกเบิกการรักษาความปลอดภัยแบบ Zero Trust บนคลาวด์ และ data centers ด้วย Secure Workload Access ลูกค้าสามารถรักษาความปลอดภัยระหว่าง workloads และ apps รวมถึงความปลอดภัยในการเชื่อมต่อข้อมูลได้ดียิ่งขึ้นด้วย Secure Workload Access. VMware นำเสนอความสามารถที่โดดเด่นสำหรับ Secure Workload Access รวมถึง workload identity ที่มี authoritative context, east-west control ขั้นสูงสำหรับ Micro-segmentation, ระบบการรักษาความปลอดภัยสำหรับ workload และ API; การควบคุม cloud-to-cloud edge เช่นเดียวกับการรักษาความปลอดภัยในการเชื่อมต่อ, พร้อม distributed NDR และ web security เต็มรูปแบบ และ workload-attached policies ที่การรองรับการทำงานอัตโนมัติ และมีความยืดหยุ่นในการขยาย

ในการย้ายไปยัง data center /cloud edge โดยทั่วไประบบรักษาความปลอดภัยมักถูกติดตั้งร่วมกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ราคาแพงที่ไม่สามารถปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในการทำงานของแอปพลิเคชันได้ VMware ได้ประกาศเปิดตัว Elastic Application Security Edge (EASE ที่ออกเสียงว่า “easy”(ง่าย)) เป็นรายแรก อันจะช่วยให้โครงสร้างพื้นฐานด้านเครือข่ายและความปลอดภัยของ data center/ cloud edge มีความยืดหยุ่นและสามารถปรับได้ตามปริมาณการรับส่งข้อมูลของแอป VMware มาพร้อมบริการกลุ่มของ data plane ที่ยืดหยุ่น สำหรับระบบเครือข่าย, ระบบความปลอดภัย, การ observability, และ distributed architecture ที่ไม่เหมือนใครที่รองรับการขยาย อันเป็นที่มาของ EASE ที่สามารถเพิ่มหรือลดได้ตามความต้องการของแอป

องค์กรส่วนใหญ่มักไม่ค่อยใช้ระบบรักษาความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมเพียงแบบเดียว จากการวิจัยของ VMware แสดงให้เห็นว่าลูกค้ามีการใช้งาน public clouds หลาย ๆ แห่งในการดำเนินธุรกิจ นอกเหนือจาก on-premises data center ขององค์กร เราจึงขอแนะนำ CloudHealth Secure State ซึ่งเป็น unified search และเครื่องมือการตรวจสอบแบบใหม่, มี Exploer 2.0 ที่ได้รับการปรับปรุงในส่วนของ visibility, ระบบรักษาความปลอดภัย, และข้อกำหนด compliance บนสภาพแวดล้อมที่มีหลาย public cloud ในคราวเดียวกัน ลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากการค้นหาทรัพยากรบนคลาวด์แบบ real-time, ความสามารถในการ visualize relationships, และการตรวจสอบ meta data และการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมการทำงาน รวมถึงการประเมินความเสี่ยงในบัญชีคลาวด์, ในระดับภูมิภาค, และแบบมุมองเดี่ยวที่ผู้ให้บริการสามารถปฏิบัติได้

เห็นได้ชัดเจนว่า ransomware สามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบโดยตรงกับองค์กร VMware ได้จัดเตรียมทั้งการป้องกันขั้นสูงและการกู้คืนอย่างรวดเร็วจาก ransomware ด้วย VMware Carbon Black Cloud ช่วยให้สามารถเปิดใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงเปลี่ยน VMware vCenter เป็นระบบป้องกัน ransomware ได้อย่างง่ายดายและสามารถ deploy ได้อย่างรวดเร็ว VMware ได้ประกาศความสามารถในการกู้คืนอย่างรวดเร็วในกรณีที่ ransomware ผ่านด่านป้องกันมาได้ VMware Cloud Disaster Recovery เป็นโซลูชัน DR-as-a-service (DRaaS) ที่ใช้งานง่ายและคุ้มค่า ที่ช่วยกู้คืนอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นได้ตามปริมาณ, ดังนั้นองค์กรจึงไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่ ลูกค้าสามารถใช้ประวัติเชิงลึกของ immutable snapshots ที่จัดเก็บไว้เป็นระบบไฟล์แยกบนคลาวด์, เปิดใช้งาน VM สำหรับ security evaluations แบบวนซ้ำ และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพในการทดสอบระบบ automated, การ failover, และ failback ในการกู้คืนแอปและข้อมูล IT แบบ end-to-end และการตั้งค่าข้อมูลหลังจากการโจมตีของ ransomware

VMware ผู้บุกเบิกระบบรักษาความปลอดภัยสำหรับ Modern App

Modern Apps นับเป็นความท้าทายสำหรับทั้งผู้ดูแลระบบความปลอดภัยและนักพัฒนา แอปพลิเคชันเหล่านี้สร้างขึ้นจากส่วนประกอบนับพันรายการที่สื่อสารผ่าน API ทำให้ API กลายเป็น endpoint ใหม่ ที่ระบบรักษาความปลอดภัยตัดแปะแบบเก่า ที่ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความปลอดภัย

Tanzu Service Mesh เป็นการยกระดับ distributed visibility, การค้นหา และการรักษาความปลอดภัยสำหรับ API. Tanzu Service Mesh ช่วยให้ลูกค้าปรับปรุงความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือของแอป และลดจุดบอดด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ปรับตามพฤติกรรมของ contextual API. Tanzu Service Mesh รุ่นใหม่ช่วยให้นักพัฒนาและทีมรักษาความปลอดภัยมีความเข้าใจที่ดีขึ้นในการสื่อสารของ APIs ว่าเมื่อไร ที่ไหน และอย่างไร แม้บนสภาพแวดล้อมระหว่าง multi-cloud, เพิ่มความสามารถให้กับ DevSecOps นอกจากนี้ VMware Secure State ยังให้บริการ Kubernetes Security Posture Management (KSPM) เป็นรายแรกที่ให้ visibility เชิงลึก เพื่อหา misconfiguration vulnerabilities ระหว่างทั้ง Kubernetes clusters และการเชื่อมต่อกับ public cloud โซลูชัน Secure State KSPK ในปัจจุบันสามารถรองรับได้ 176 rules รวมถึง CIS Benchmarks สำหรับ managed services เช่น Amazon EKS, Azure Kubernetes Service และ Google Kubernetes Engine

VMware ผู้นำด้าน Anywhere Workspace Security

เมื่อสถานที่ทำงานเปลี่ยนไปเป็นที่ใดก็ได้, พนักงานจำต้องได้รับการจัดสรรระดับของสิทธิ์ในการเข้าถึงแอปและข้อมูลจากที่ใดก็ตามที่พวกเขาต้องการทำงาน VMware Anywhere Workspace เป็นการบูรณาการโซลูชัน workforce ที่สร้างมาเพื่ออุตสาหกรรมชั้นนำและเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับรางวัลในการเสริมสร้างศักยภาพให้พนักงาน, ลดค่าใช้จ่ายด้านไอที และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน, และมีระบบความปลอดภัยที่มีขอบเขตกว้างขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

VMware SASE มีบริการใหม่เพิ่มขึ้น คือ inline cloud access service Broker (CASB) ที่จะช่วยเพิ่ม visibility และควบคุมการเข้าถึงแอปพลิเคชันสำหรับฝ่ายไอทีได้ดียิ่งขึ้น ฝ่ายไอทีสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการประยุกต์นโยบายการจัดการสิทธิ์การเข้าใช้งานแอปพลิเคชันบนคลาวด์ และระบุการใช้หรือใช้งานแอปที่ไม่ได้รับการอนุมัติในทางที่ผิด ความสามารถในการป้องกันข้อมูลรั่วไหล หรือ Forthcoming Data Loss Prevention (DLP) จะช่วยให้องค์กรปฏิบัติตาม HIPAA, GDPR, PCI และกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคลได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนรั่วจากสภาพแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้ Workspace ONE next generation รุ่นใหม่ผ่านตามข้อกำหนดในการตรวจสอบการทำงาน บนอุปกรณ์ ระบบปฏิบัติการ และแอปพลิเคชันกว่า 1000รายการเพื่อให้มั่นใจถึงสถานะที่ต้องการ รวมถึงการดำเนินการแก้ไข โดยให้มีผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้ใช้งาน VMware Carbon Black ผสานรวมกับ Workspace ONE และได้ปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของ Horizon VDI ที่จะช่วยรักษาความปลอดภัยให้ distributed edge และมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานที่ทำงานผ่านรีโมทในคราวเดียวกัน

สุดท้ายนี้ VMware และ Intel ได้ทำงานร่วมกันเพื่อนำเสนอโซลูชันการรักษาความปลอดภัยบนสภาพแวดล้อมแบบ edge โดยเฉพาะ ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ Silicon ครอบคลุมถึงอุปกรณ์และแอปพลิเคชัน โดยโซลูชันจะสร้างการเชื่อมโยงตรงระหว่างแพลตฟอร์ม Intel vPro® และ VMware Workspace ONE เพื่อทำ out-of-band อัตโนมัติ อันจะช่วยให้ PCs มี patch ความปลอดภัยล่าสุดตาม infosec policiesไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือจะใช้งานบนระบบปฏิบัติการใดก็ตาม ด้วยการวิเคราะห์อัจฉริยะที่สามารถเข้าถึงระดับฮาร์ดแวร์ telemetry จะช่วยให้ลูกค้าสามารถลดความเสี่ยงเชิงรุกให้เหลือน้อยที่สุด และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้มากที่สุด

เสริมศักยภาพให้ VMware Cloud Providers ด้วยนวัตกรรมสำหรับ Managed Security Services

Managed security services จะช่วยขจัดภาระในการ deploy และการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยรายวันของลูกค้า ด้วยการทำงานร่วมกันกับผู้ให้บริการด้านความปลอดภัย (managed security service provider) ลูกค้าจะเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดได้เร็วยิ่งขึ้น อันช่วยปกป้ององค์กรจากภัยคุกคามใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น VMware มาพร้อมชุดของเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยสร้าง managed security service portfolio ที่ครอบคลุมให้กับ VMware Cloud Provider เทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบไปด้วย  VMware Carbon Black Cloud, VMware Cloud Disaster Recovery, VMware SASE และ VMware NSX Distributed IDS/IPS โดยทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนบริการให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละรายและให้บริการได้ทั่วโลก

ลูกค้าจะได้รับประโยชน์อะไรจาก VMware Security

DVB Bank SE ผู้ให้บริการทางการเงินที่มีความเชี่ยวชาญด้านการรับ-ส่งเงินระหว่างประเทศ

Robert Seidemann รองประธานฝ่ายวิศวกรรมและบริการปฏิบัติการของ DVB Bank SE กล่าวว่า “DVB Bank SE มองว่า VMware เป็นพันธมิตรที่มีความน่าเชื่อถือ มีความสามารถในการดูแลความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนและเป็นไปตามกฎระเบียบขององค์กร (compliance) ถึงแม้สภาพแวดล้อมในการทำงานองค์กรจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ VMware ช่วยให้เรามีความมั่นใจมากขึ้นด้วยการลดช่องโหว่ในการโจมตีและทำให้ระบบรักษาความปลอดภัยง่ายขึ้น การย้ายจากอุปกรณ์ appliances มาใช้ NSX Firewall ช่วยให้เราสามารถจำแนก distributed apps ตามระดับของ workload ได้อย่างง่ายดาย และความก้าวหน้าของ VMware Carbon Black Cloud Workload ช่วยให้เราสามารถปรับใช้การรักษาความปลอดภัยกับแต่ละแอปพลิเคชันในระดับ hypervisor”

neurothink เป็นบริษัทย่อยของ ADX Labs ที่ทำ machine learning as a service platform

ไบรอัน โรเจอร์ส ซีอีโอของ neurothink กล่าวว่า “ที่ neurothink เราให้ความสำคัญกับ ความปลอดภัย เสมอ ขณะที่เราสร้างแพลตฟอร์มของเรา สิ่งสำคัญคือเราต้องเลือกระบบการป้องกันอย่างรอบคอบและเหมาะสมที่สุด โดยเรามองหาระบบรักษาความปลอดภัยแบบ end-to-end และเราก็พบว่า VMware Carbon Black platform เป็นโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ดีที่สุด VMware Carbon Black Cloud ช่วยลดความซับซ้อนในการบริหารจัดการ workload และ รักษาความปลอดภัยให้ container ซึ่งช่วยให้เราสามารถลดความซับซ้อนของ machine learning ให้กับลูกค้าของเราอีกที”

Axway เป็นผู้บุกเบิกการรวมข้อมูลระดับองค์กรที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ

David Starler ผู้อำนวยการด้านความปลอดภัยบนคลาวด์ของ Axway กล่าวว่า “CloudHealth Secure State เป็นตัวขับเคลื่อนการบูรณาการระหว่างทีมที่แตกต่างกันอย่างทีมรักษาความปลอดภัย, DevOps และ R&D ของ Axway อย่างแท้จริง CloudHealth Secure State สามารถแจ้งข้อมูลที่มีความเสี่ยงต่อระบบคลาวด์ได้อย่างอัจฉริยะ ช่วยให้แต่ละทีมสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยที่ความแตกต่างกันบนคลาวด์ได้ บริการนี้มีความพิเศษในการนำเสนอ context เพิ่มเติมที่มักจะไม่พบเห็นบนระบบรักษาความปลอดภัยบนคลาวด์”

การอ้างอิง

  1. SE Labs, Breach Response Test, VMware NSX Network Detection and Response,สิงหาคม2564
  2. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564
  3. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564
  4. VMware Internal Analysis,สิงหาคม 2564

ก้าวเข้าสู่ยุคของ Multi-Cloud ไปกับ VMware

ที่งาน VMworld 2021, VMware ได้ทำการเปิดตัวกลยุทธ์ใหม่ ที่จะช่วยนำลูกค้าก้าวเข้าสู่ยุคของ multi-cloud และเร่งสร้างนวัตกรรมอย่างมีอิสรภาพ มีความยืดหยุ่น และมีความปลอดภัย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สำหรับวิธีการที่ VMware นำเสนอเส้นทางการใช้งานคลาวด์ที่ชาญฉลาดสำหรับธุรกิจในยุคดิจิทัล สำหรับข่าวสารเพิ่มเติม โปรดไปที่ VMworld 2021 media kit


เกี่ยวกับ VMworld 2021

VMworld 2021 คือ งานคลาวด์คอมพิวติ้งและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับโลก VMworld ประกอบไปด้วยการประชุมอบรมและห้องปฏิบัติการที่ไม่ซ้ำกันมากกว่า 600 รายการ พร้อมกับสปอนเซอร์มากกว่า75 ราย รวมถึงกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ต่อยอดเชิงธุรกิจหลากหลายรายการ อันช่วยเร่งความเร็วในการเกิด software-defined business ตั้งแต่อุปกรณ์เคลื่อนที่ไปถึง data center และระบบคลาวด์ ผู้เข้าร่วมงาน VMworld สามารถเข้าถึงความรู้และเครื่องมือต่าง ๆ ที่จำเป็นในการสร้าง cloud landscape ใหม่และปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจของตน เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ VMworld โปรดไปที่ : www.vmworld.com

เกี่ยวกับ VMware

VMware เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านบริการ multi-cloud สำหรับแอปพลิเคชันทั้งหมด เพื่อส่งมอบนวัตกรรมทางด้านดิจิทัลสำหรับระดับองค์กรขนาดใหญ่ บนพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ช่วยเพิ่มความเร็วในการสร้างนวัตกรรม ซอฟต์แวร์ของ VMware จะช่วยให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและมีตัวเลือกที่เหมาะสมในการดำเนินงานในอนาคต VMware ที่มีสำนักงานใหญ่ในเมืองพาโลอัลโต รัฐแคลิฟอร์เนีย มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้นภายในปี 2030 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดไปที่ www.vmware.com/company

VMware, CloudHealth, NSX, Carbon Black, Workspace ONE, vCenter, Tanzu  และ VMworld เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของ VMware, Inc. หรือบริษัทในเครือในสหรัฐอเมริกาและเขตอำนาจศาลอื่นๆ VMware ไม่รับประกันว่าบริการที่ประกาศนี้ หรือรุ่นทดลองใช้จะพร้อมใช้งานในอนาคต ข้อมูลในข่าวประชาสัมพันธ์นี้มีขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ข้อมูลเท่านั้น และไม่สามารถรวมเข้ากับสัญญาใดๆ ได้ บทความนี้อาจมีไฮเปอร์ลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ใช่ VMware ซึ่งสร้างและดูแลโดยบุคคลที่สามและมีหน้าที่รับผิดชอบเนื้อหาในเว็บไซต์ดังกล่าวแต่เพียงผู้เดียว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผย 3 ธีมหลักเทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2564

โดย นายไบรอัน เบิร์ค รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์

สินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำซ้ำไม่ได้ (Nonfungible tokens – NFTs) มนุษย์ดิจิทัล (Digital Humans) และ Physics-Informed AI เข้ามาร่วมเป็น 25 เทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ของปีนี้

เมื่อต้นปีบริษัทรับจัดประมูลชั้นนำอย่าง “คริสตีส์” ได้เปิดประมูลผลงานชิ้นเอกสองชิ้น ซึ่งการประมูลครั้งนี้เปิดรับสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) ด้วย พร้อมยังเสนอขายงานศิลปะที่สร้างสรรค์ด้วยดิจิทัลโดยใช้เทคโนโลยี nonfungible token (NFT)

ผลงานของศิลปินดิจิทัล “บีเพิล (Beeple)” สามารถขายได้สูงกว่า 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท) ซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการสร้างรายได้แบบใหม่ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นระบบนิเวศดิจิทัลใหม่ทั้งหมด

NFT เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลบนบล็อกเชนที่มีความเฉพาะตัวและเชื่อมโยงกับทรัพย์สินในโลกความเป็นจริง เช่น ศิลปะดิจิทัลหรือดนตรีดิจิทัล รวมถึงสินทรัพย์ต่าง ๆ ที่จับต้องได้และแปลงเป็นเหรียญโทเคน อาทิ บ้านหรือรถยนต์ ในกรณีของผลงานศิลปะ เทคโนโลยี NFT จะตรวจสอบที่มา ความเป็นเจ้าของ และการเข้าถึง ซึ่ง NFTs จะใช้บล็อกเชนสาธารณะที่ไม่สามารถแก้ไขหรือดัดแปลงได้ ในเดือนที่ผ่านมาตลาดนี้มีมูลค่าสูงมากกว่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 1 หมื่นล้านบาท)

ดาวน์โหลด: 2020-2022 Emerging Technology Roadmap for Large Enterprises

NFTs ยังเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในวงจรการพัฒนาเทคโนโลยีเกิดใหม่ของการท์เนอร์ในปี 2564 ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีเทคโนโลยีสุดล้ำถึง 25 รายการที่จะส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ต่อการทำธุรกิจและสังคมในช่วงสองถึงสิบปีข้างหน้านี้

คลิกฟัง: Behind the Research: The Gartner Hype Cycle 

นายไบรอัน เบิร์ค รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าวว่า “มีเทคโนโลยีล้ำหน้าเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นความท้าทายแม้กระทั่งองค์กรที่เน้นนวัตกรรมเป็นหลัก ซึ่งการที่องค์กรต่าง ๆ มุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัลหมายความว่าคุณต้องเร่งสปีดในการเปลี่ยนแปลงและก้าวข้ามผ่านเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงเหล่านี้ด้วย”

เทคโนโลยีต่าง ๆ ในปีนี้ นั้นได้รับการคัดเลือกโดยพิจารณาถึงศักยภาพในการสร้างประโยชน์ต่อการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง ภายใต้ 3 แกนหลัก ดังนี้:

  1. ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม (Engineering trust)
  2. การเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)
  3. การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change)

ธีม 1: ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม

ทีมไอทีในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ดิจิทัล พวกเขาจะต้องออกแบบและพัฒนาแกนหลักของธุรกิจให้เป็นที่มั่นใจให้ได้ ซึ่งต้องมีทั้งความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือ และต้องสร้างขึ้นโดยยึดแนวทางปฏิบัติในด้านการทำงานที่สามารถทำซ้ำ พิสูจน์ ปรับขนาดได้ และมุ่งเน้นนวัตกรรม โดยแนวทางปฏิบัติเหล่านี้จะสร้างแกนหลักและรากฐานธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นสำหรับไอทีเพื่อส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจต่อไป

ตัวอย่างเช่น ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบเรียลไทม์เป็นบริการหนึ่งที่ช่วยให้รับทราบสถานการณ์เกี่ยวกับองค์กรโดยรวมข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยทั่วไปแล้ว องค์กรด้านความปลอดภัยแบบสาธารณะจะมีวิธีการเก็บรวบรวมฐานข้อมูล เซ็นเซอร์ วิดีโอ และมีระบบสื่อสารของตนสำหรับสร้างเป็นศูนย์บัญชาการฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม บริการนี้ยังช่วยลดความซับซ้อนของฟังก์ชันเรียลไทม์ของศูนย์บัญชาการ โดยเริ่มต้นมาจากการสร้างศูนย์เรียลไทม์ยุคใหม่เพื่อลดปัญหาด้านอาชญากรรม อย่างไรก็ดีมีรูปแบบการนำไปใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ นำไปใช้ในการจัดการไฟป่า ภัยธรรมชาติ กิจกรรมหรืองานพิเศษต่าง ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรับมือกับการแพร่ระบาด

ความท้าทายสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลทั้งหมด (อาทิ ข้อมูลพื้นฐาน วิทยุ IoT การแจ้งเตือนจำนวนมาก เครื่องอ่านป้ายทะเบียน และการติดตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์) มักเป็นของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง ถึงอย่างไรศูนย์บัญชาการเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ที่เป็นบริการนี้ยังสามารถปรับปรุงและพัฒนาเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้

อ่านเพิ่มเติมที่ Data Fabric Architecture is Key to Modernizing Data Management and Integration

เทคโนโลยีอื่น ๆ ที่อยู่ในธีม “ความน่าเชื่อถือทางวิศวกรรม” ได้แก่ Sovereign Cloud, Homomorphic Encryption และ Data Fabric.

ธีม 2: การเติบโตอย่างเร่งด่วน (Accelerating growth)

หากแกนหลักธุรกิจมีความน่าเชื่อถือแล้ว ผู้นำไอทีและซีไอโอต้องมุ่งเน้นที่ความคิดริเริ่มใหม่ ๆ สำหรับใช้ขับเคลื่อนการเติบโตให้กับองค์กร นั่นคือการสร้างสมดุลระหว่างความเสี่ยงทางเทคโนโลยีกับความเสี่ยงทางธุรกิจ และต้องสร้างความมั่นใจได้ว่าเป้าหมายการเติบโตขององค์กรยังคงเป็นไปได้และจะบรรลุผลสำเร็จตามแผน

ลองพิจารณาถึง มนุษย์ดิจิทัล (Digital Humans) ซึ่งเป็นตัวแทนของผู้คนในแบบดิจิทัล โดยเทคโนโลยีนี้มอบโอกาสให้กับบุคคลที่ได้รับใบอนุญาตและเปิดช่องทางหารายได้ใหม่ ๆ พวกเขาสามารถเป็นอวาตาร์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรืออินเทอร์เฟซผู้ใช้ในกระดานการสนทนา อาทิ แชทบ็อตหรือลำโพงอัจฉริยะ ซึ่งการโต้ตอบในลักษณะนี้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI โดยมีพฤติกรรมแบบเดียวกับมนุษย์ ซึ่งพัฒนามาจากเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึง UI การสนทนา CGI และแอนิเมชั่น 3 มิติแบบเรียลไทม์อัตโนมัติ

มีรูปแบบการใช้งานเกิดขึ้นมากมายสำหรับเทคโนโลยีฮิวแมนนอยด์ในการฝึกอบรมของฝ่ายบุคคล การสื่อสาร การดูแลทางการแพทย์ และการบริการลูกค้า โควิด-19 ผลักดันศักยภาพของเทคโนโลยีและเปิดประสบการณ์ไร้สัมผัส เพื่อต่อสู้กับความโดดเดี่ยวทางด้านสังคมและการดูแลผู้สูงอายุ มนุษย์ดิจิทัลได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์สารคดี แสดงในงานประชุม และทำหน้าที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อแบรนด์ นอกเหนือจากเทคโนโลยีที่ยังพัฒนาไปไม่สุดแล้ว ยังมีอุปสรรคทางสังคมและความกังวลด้านจริยธรรมที่ฉุดรั้งและสร้างความท้าทายให้กับมนุษย์ดิจิทัล แต่ศักยภาพในการสร้างผลกระทบและความแตกต่างทางธุรกิจกำลังผลักดันให้บางองค์กรไล่ตามเทคโนโลยีนี้

เทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ ที่อยู่ภายใต้ธีม “การเติบโตอย่างเร่งด่วน” ได้แก่ Multi-experience, Industry Cloud และ Quantum ML

ธีม 3: การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปร่าง (Sculpting change)

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ กุญแจสำคัญคือเราต้องตระหนักถึงการหยุดชะงักและนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อปรับแต่งและจัดการกับสิ่งใดก็ตามที่อาจก่อให้เกิดความปั่นป่วน โดยคุณต้องคาดการณ์และปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อลดความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี Physics-Informed AI (PIAI) คือ AI ที่ใช้สร้างแบบจำลองทางกายภาพและทางวิทยาศาสตร์ได้ โดย PIAI ได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นสำหรับการสร้างแบบจำลองในระบบที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งยากต่อการสร้างแบบจำลองเมื่อพิจารณาจากรายละเอียด

อ่านเพิ่มเติม: How to Make AI Trustworthy

โมเดล AI ดิจิทัลแบบดั้งเดิมมีความสามารถในการปรับตัวที่จำกัด เนื่องจากไม่สามารถสรุปข้อมูลทั่วไปได้นอกเหนือจากข้อมูลที่ถูกป้อนและสอนมา PIAI สร้างรูปแบบการนำเสนอในบริบทของผลิตภัณฑ์ทางกายภาพที่เชื่อถือได้มากขึ้น โควิด-19 ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของโมเดลธุรกิจที่เปราะบาง แต่ PIAI สร้างรูปแบบการนำเสนอในบริบทและนำเงื่อนไขต่าง ๆ มาปรับใช้เพื่อช่วยให้ระบบทำงานได้ยืดหยุ่นมากขึ้น ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างระบบที่ปรับเปลี่ยนได้ นอกจากนี้ยังสามารถสร้างระบบจำลองการทำธุรกิจที่มีความแข็งแกร่งและปรับแต่งได้ โดยมีความน่าเชื่อถือสำหรับสถานการณ์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ ในธีมนี้ ประกอบด้วย Composable Applications, Composable Networks และ Influence Engineering.

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Exit mobile version