Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ เปิดตัวยูพีเอสสำหรับธุรกิจหลากหลาย ชูความโดดเด่นด้านประสิทธิภาพ และราคา ช่วยประหยัดพลังงาน พร้อมการบริการ เสียเปลี่ยนฟรีถึงบ้าน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัว APC UPS สำหรับธุรกิจ ชูความแข็งแกร่งที่โดดเด่น “3 การปกป้อง” ได้แก่ 1.ปกป้องให้ธุรกิจกับอุปกรณ์ต่อพ่วง ด้วย เทคโนโลยี Sine wave ให้ความต่อเนื่องของพลังงานสำหรับอุปกรณ์ที่ละเอียดอ่อนต่อไฟฟ้า 2.ปกป้องค่าไฟด้วย Green Mode Efficiency ที่ให้ประสิทธิภาพพลังงานสูงถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ช่วยในการประหยัดพลังงาน  3.ปกป้องเวลาอันมีค่า เพราะเมื่อเครื่องเสียเปลี่ยนฟรีถึงบ้าน หรือสำนักงานทันที เล็งเจาะกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี คลินิก ร้านสะดวกซื้อ สาขาธุรกิจ ห้องไอทีขนาดเล็ก ตั้งเป้ากระจายทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

นายรังสิมันตุ์ มีสวัสดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและช่องทางการจัดจำหน่าย กลุ่มธุรกิจ Secure Power ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “เครื่องสำรองไฟฟ้าเอพีซี นับเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ในพอร์ตฟอริโอ ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่มีผู้ใช้งานและให้การยอมรับ เชื่อมั่นด้านประสิทธิภาพและมาตรฐานระดับสากล ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ครอบคลุมทุกเซกเม้นต์ ซึ่งนวัตกรรมของ เครื่องสำรองไฟฟ้าเอพีซี เราออกแบบฟีเจอร์ให้ตรงต่อการใช้งานของผู้ใช้เป็นหลัก ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เช่น ผู้ใช้งานตามบ้าน สำนักงานเราจะมีฟีเจอร์ที่จำเป็นเช่น ขนาดเล็ก กะทัดรัด แขวนผนังได้ ประหยัดพื้นที่ใช้สอย สะดวกและติดตั้งง่าย บางรุ่นสามารถชาร์จมือถือพร้อมๆ กับการสำรองไฟได้ด้วย หรือถ้าเป็นธุรกิจ เอสเอ็มอี เราจะมีฟีเจอร์ที่จำเป็น เช่น การสำรองไฟได้นานกว่า หรือการจ่ายพลังงานได้มากกว่า เพื่อรองรับอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานมาก สำหรับห้องไอที หรือดาต้าเซ็นเตอร์ เราก็มีรุ่นที่เหมาะสมตามสภาพแวดล้อมไอทีรูปแบบต่างๆ มีฟีเจอร์ที่จำเป็นมากขึ้น เช่นการมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์ การวิเคราะห์เชิงลึกด้านพลังงาน รวมไปถึงการสั่งงานเปิด/ปิด ช่วยควบคุมค่าไฟ เป็นต้น โดยลูกค้าสามารถเลือกเครื่องสำรองไฟ ที่มีความสามารถด้านฟีเจอร์ที่คุ้มค่าเหมาะกับตนเอง หรือธุรกิจ ได้ไม่ยาก ในแบรนด์ APC แบรนด์เดียว ที่มีคนทั่วโลกให้ความไว้วางใจ”

จากการที่ธุรกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัว การเริ่มต้นทางธุรกิจหรือการปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจ อุปกรณ์ที่จะเข้ามาช่วยรองรับนั่นคือเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีใหม่ๆ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไอที เน็ตเวิร์ค สตอเรจ กล้องวงจรปิด มาพร้อมกับวงจร และชิพภายในที่มีความละเอียดอ่อน  และแบตเตอรี่คุณภาพสูง ปลอดภัย

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย พัฒนาเครื่องสำรองไฟ เปิดตัวใหม่ในปีนี้ หลายรุ่น หลายซีร์รี่ ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องราคา และให้ประสิทธิภาพสูง มาพร้อมกับสเปกที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในหลากหลายเซกเม้นต์ เพื่อให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า และมั่นใจการใช้งาน และบริการหลังการขาย

วันนี้ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เปิดตัวเครื่องสำรองไฟรุ่นใหม่ 3 รุ่น ประกอบด้วย

APC Easy UPS Line-interactive SMV เครื่องสำรองไฟที่ทุกธุรกิจต้องมี ใช้เทคโนโลยี แบบ Line Interactive with AVR (Auto Voltage Regulation) ที่มาพร้อมรูปคลื่น Pure Sinewave Output ทำหน้าที่ปกป้องอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีกำลังไฟสูง และต้องการใช้งานต่อเนื่องยาวๆ พร้อมให้ความเสถียรมีเหมาะสม สามารถทำงานได้ต่อเนื่องไม่สะดุด เหมาะสำหรับอุปกรณ์หลากหลาย  ด้วยเอาต์เล็ตเชื่อมต่อแบบ universal ทำให้เชื่อมต่อกับทุกอุปกรณ์ได้ง่าย และรุ่นนี้มีรูปคลื่นแบบ Pure Sinewave Output ทำให้สามารถรองรับอุปกรณ์ได้ทุกประเภท โดยเฉพาะอุปกรณ์ IT ที่ใช้เทคโนโลยี Active PFC Rectifier รวมถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่เริ่มตั้งแต่องค์กรขนาดเล็ก ร้านค้า SME Start-Up จบไปถึงองค์กรขนาดกลาง ใช้คู่กับคอมพิวเตอร์ทั่วไป หรือคอมพิวเตอร์สำนักงาน Wifi router จอมอนิเตอร์ อุปกรณ์ IT Gadget อื่นๆ เครื่องสำรองไฟจะทำหน้าที่ จ่ายไฟ ป้องกันไฟดับขณะทำงาน ผู้ใช้จะสามารถทำงานต่อได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง และสามารถปิด window ต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อไฟดับกะทันหัน โดยที่ไม่ทำให้เอกสารเสียหาย และยังป้องกันไฟตก ไฟเกิน ไฟกระชาก เพื่อช่วยถนอมและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ได้อีกด้วย

นอกจากนี้ ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ห้าง ร้านค้า Retail ทั่วไป ทั้งขนาดเล็ก จนถึงขนาดใหญ่ จำเป็นต้องใช้เครื่องสำรองไฟฟ้าเช่นกัน เพื่อช่วยธุรกิจดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความปลอดภัยของบริษัท เช่น เครื่องสำรองใช้คู่กับเครื่องคิดเงิน (POS) กล้องวงจรปิด (CCTV) คอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมออน์ไลน์ หรือออนกราวนด์ เครื่องสำรองไฟที่ดี มีคุณภาพ สำรองไฟได้จริงๆ วัตต์เต็ม ป้องกันกัน ไฟตก ไฟกระชาก จะช่วยให้ธุรกิจของท่านดำเนินต่อเนื่องไม่สะดุด สำหรับความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกบ้าน ทุกร้านค้าต้องมี เปรียบเหมือนเป็นหูเป็นตา บันทึกเหตุการณ์ที่สำคัญ และเพิ่มความปลอดภัยให้ธุรกิจ ห้าง ร้าน และบ้านของท่าน

APC Easy UPS Line-interactive SMV มีให้เลือก 3 รุ่น 3 ขนาด รุ่นเริ่มต้น คือ รุ่น SMV1000I-MS ให้กำลังไฟอยู่ที่ 1000VA/700Watt มีพอร์ตเชื่อมต่ออุปกรณ์ 4 ช่อง และ รุ่น SMV2000AI-MS ให้กำลังไฟ 2000VA/1400Watt และ SMV3000AI-MS ให้กำลังไฟ3000VA/2100Watt ทั้ง 2 รุ่นนี้ มีพอร์ตเชื่อมต่ออุปกรณ์ ถึง 6 ช่อง ซึ่งสามารถเลือกใช้งานได้ตามความต้องการ ตามขนาดของโหลดอุปกรณ์ได้อย่างครอบคลุม

APC Easy UPS On-Line SRV เครื่องสำรองไฟระบบ True Online สุดคุ้ม  เป็นเครื่องสำรองไฟฟ้า ที่ใช้เทคโนโลยี True Online Double Conversion ที่ออกแบบมาให้ใช้งานแบบบึกบึน แข็งแรง ทนทาน ยังมาพร้อมกับรูปคลื่นแบบ Pure Sinewave Output เช่นกัน จึงสามารถใช้ได้กับอุปกรณ์ทุกประเภท รวมถึงอุปกรณ์ IT ที่ใช้เทคโนโลยี Active PFC Rectifier ด้วย ระบบเทคโนโลยีแบบ True Online จ่ายไฟอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการกระพริบของกระแสไฟระหว่างที่ระบบสลับมาใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ หรือเรียกว่า transfer time เท่ากับ 0 (zero) อุปกรณ์ของท่านจะทำงานได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด นิ่ง เรียบ และมีเสถียรภาพสูง จึงเหมาะกับโหลดที่มีความ sensitive สูง

พิเศษรุ่นนี้สามารถต่อขยายแบตเตอรี่ภายนอกได้ เพื่อเพิ่มระยะเวลาสำรองไฟตามความต้องการของท่าน แนะนำให้ใช้คู่กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น คอมพิวเตอร์สำหรับการแพทย์ โคมไฟผ่าตัด อุปกรณ์ทางทันตกรรม เครื่องปั่นตัวอย่างเลือด เครื่องให้ออกซิเจน อุปกรณ์ในโรงงานเช่นระบบ PLC เป็นต้น ด้วยการสำรองและการจ่ายพลังงานที่สูงตามต้องการ แบตเตอรี่ทำงานตลอดเวลา ทำให้มั่นใจและรองรับได้ทุกสถานการณ์ ถึงแม้ระบบไฟฟ้าภายนอกจะไม่เสถียร True Online สามารถช่วยให้ทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ สำหรับ APC Easy UPS On-Line SRV มีให้เลือกหลายรุ่นและหลายรูปแบบ เริ่มต้นตั้งแต่  1,000VA จนถึง 10,000VA  ทั้งรูปแบบตั้งพื้น หรือแบบแร็ค รองรับตามการใช้งานในแต่ละอุปกรณ์ ทั้ง Non-IT หรือ IT Application ที่ต้องการติดตั้งเข้าในระบบหรือเข้าตู้แร็ค สำหรับรองรับ Server หรือ Network และสามารถเลือกรุ่นที่ให้ ระยะเวลาสำรองไฟเพิ่มขึ้น คือ รุ่น Long Battery Up time มากับราคาที่พิเศษสุด รุ่นเริ่มต้น เพียง หมื่นต้นๆ สุดคุ้มจริงๆ

Smart-UPS SRTG On-Line เครื่องสำรองไฟรุ่นล่าสุดรหัสชื่อรุ่น SRTG เปิดตัว 6 ขนาด 5kVA, 6kVA, 8kVA, 10kVA, 15kVA และ 20kVA ด้วยเทคโนโลยี High density, True Online Double Conversion ให้พลังไฟเต็ม (power factor = 1) ตั้งแต่ 5,000 วัตต์ ไปจนถึง 20,000 วัตต์สำหรับสำรองไฟให้อุปกรณ์ไอที และเฉพาะรุ่นขนาด 15kVA และรุ่น 20kVA มีให้เลือกใช้งานกับระบบไฟฟ้าทางด้านขาเข้าทั้งแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส

ด้วยการออกแบบที่กะทัดรัด Smart-UPS SRTG On-Line จึงช่วยประหยัดพื้นที่และติดตั้งง่าย ทั้งในรูปแบบตั้งพื้น หรือเข้าตู้แร็ค จึงเหมาะสำหรับห้องไอที ห้อง Edge network และห้อง telecom VOIP เรียกได้ว่าครอบคลุมตู้แร็ค และสภาพแวดล้อมไอทีได้ทุกขนาด ให้ความเสถียรในการใช้งาน ช่วยปกป้องอุปกรณ์ไอทีราคาแพง เช่น เซิร์ฟเวอร์ สตอเรจ นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มเติมแบตเตอรี่ได้อีกด้วย เพื่อการทำงานที่ต่อเนื่องของอุปกรณ์ในตู้แร็ค

Smart-UPS SRTG On-Line มาพร้อมอินเตอร์เฟสที่ใช้งานง่ายแบบ Multi-Color LCD ให้รายละเอียด เช่น กระแสขาออก (Output voltage) กระแสขาเข้า (Input voltage) โหลด และสภาพของแบตเตอรี่ (Battery Health) ซึ่งให้ข้อมูลที่แม่นยำ พร้อมความสามารถในการตั้งค่าการทำงาน เช่น กระแสออกและความถี่ ภาษา และการแจ้งเตือน นอกจากนี้ยังมี APC Smart-Slot รองรับการ์ดอุปกรณ์เสริมในการทำงาน

นอกจากนี้ที่สำคัญ Smart-UPS SRTG On-Line ช่วยให้เกิดความคุ้มค่าในการลงทุนด้วย Green Mode Efficiency ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของ UPS ได้ถึง 98 เปอร์เซ็นต์ ประหยัดค่าไฟฟ้าและการทำความเย็นโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ

Smart-UPS SRTG On-Line ยังสามารถใช้งานร่วมกับ EcoStruxure IT Expert ช่วยในการมอนิเตอร์ข้อมูลเชิงลึกต่างๆ และช่วยให้การเหลือปกป้องอุปกรณ์ไอที โดยสามารถการมองเห็นได้ 24/7 แบบเรียลไทม์ และเชื่อมต่อโดยตรงไปยังสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตได้ และเมื่ออัพเกรดเป็น EcoStruxure™ Asset จะมีที่ปรึกษา คอยแก้ไขปัญหาระยะไกลให้ 24×7 เช่นกัน

รวมไปถึงสามารถใช้งาน PowerChute Network Shutdown โดยจะเชื่อมต่อกับ Network Management Card ที่ติดตั้งอยู่กับ UPS ผ่านระบบ Network จะช่วยให้สามารถติดตามและบริหารการทำงานของเครื่องจากระยะไกลได้ซึ่งรวมถึงการควบคุมการ shutdown และ load segment ได้

 นางสาวปวีณา เตชะมงคลศิริ ผู้จัดการช่องทางจัดจำหน่ายค้าปลีก ผลิตภัณฑ์ APC ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จาก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เผยว่า “เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการเข้าใจความต้องการของลูกค้าและพาร์เนอร์ของเรา ดังนั้นผลิตภัณฑ์จึงถูกพัฒนา และออกแบบตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานในปัจจุบันจริง  พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับราคา และความคุ้มค่า เราออกแบบเครื่องสำรองไฟ ให้ตรงตามความต้องการในการใช้งานในปัจจุบันเป็นหลัก ครอบคลุมทุกเซกเม้นต์ ทั้งผู้ใช้ตามบ้าน สำนักงาน เกมส์มิ่ง เอนเตอร์เทนเมนต์ องค์กร ภาคธุรกิจ ทั้งเอสเอ็มอี เฮลธ์แคร์ ห้องไอที ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน เรียกได้ว่าครบ จบที่เดียว นอกจากนี้เราให้ความสำคัญ คือคุณภาพของแบตเตอรี่ ที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และสำรองได้ตรงตามสเปก ซึ่ง Signature ของเอพีซี ที่ไม่เหมือนใคร คือความใส่ใจให้เรื่องแบตเตอรี่ เรามี Batter Connector อยู่ภายนอก (ตัวต่อขั่วแบตเตอรี่ที่ผู้ใช้ต้องเชื่อมต่อขั่วนี้เมื่อเริ่มใช้งาน ทำให้มั่นใจได้ว่า แบตเตอรี่จะใหม่ทุกเครื่อง และปลอดภัยเมื่อขนย้าย และอีกส่วนที่เราให้ความสำคัญเช่นกัน คือการให้บริการทั้งก่อน และหลังการขาย เรามี Customer Care Center ที่ใช้บริการสอบถาม ทั้งเรื่องการขายหรือเทคนิคคอล สำหรับบริการหลังการขาย เอพีซีเป็นที่แรกในเงื่อนไขการให้บริการ สำหรับ สินค้าในตระกูล Back UPS และ Easy SMV ที่เมื่อเครื่องเสียในประกัน เราเปลี่ยนเครื่องใหม่ Refurbish ให้ฟรีถึงบ้าน Pick Up Service โดยผู้ใช้งาน เพียงโทรมาแจ้งที่ Schneider Customer Care Center วันและเวลาทำการ เพียงแจ้ง serial no หรือใบกำกับภาษีทีซื้อ เอพีซีเริ่มนับประกัน จากวันที่ท่านซื้อ รับประกัน 2-3 ปี แล้วแต่รุ่น รับประกันทั้งตัวเครื่องและแบตเตอรี่ สำหรับ Smart UPS เรารับประกัน แบบ Online Service ถึงบ้านท่านเช่นกัน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. จับมือ พพ. บูรณาการเชื่อมโยงมาตรฐาน Building Energy Code (BEC)

ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ มกระธัช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมและกายภาพ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.)  ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือการส่งเสริมการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงานตามกฎหมายกับนายเรืองเดช ปั่นด้วง รองอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) พร้อมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำ 7 แห่ง เพื่อบูรณาการเชื่อมโยงมาตรฐาน Building Energy Code (BEC) สู่การพัฒนาเป็นองค์ความรู้สู่สถาบันการศึกษา เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564  ณ โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป ซอฟเฟอริน  กรุงเทพฯ การลงนามบันทึกความร่วมมือครั้งนี้  เดินหน้านำพลังงานทดแทนมาใช้และลดใช้พลังงาน 30% ในปี 2580 จะมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20-25% ภายในปี 2573 ตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2050 สู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero) ภายในหรือก่อนหน้า ปี 2065  รวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์มาตรฐานการออกแบบในระบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน

สำหรับแนวทางปฏิบัติในการขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคารตามกฎกระทรวงฯ BEC  ปี 2563     นั้นทางกระทรวงพลังงาน  โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ออกกฎกระทรวงฯฉบับใหม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่  12  พฤศจิกายน 2563  ประเภทอาคารที่เข้าข่ายต้องปฏิบัติตาม

กฏกระทรวงฯ คือ อาคารก่อสร้างใหม่หรือดัดแปลง ที่มีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 2,000 ตาราเมตรขึ้นไป ใน 9 ประเภทอาคาร  ตามกฎกระทรวงฯ ข้อที่ 14 ได้ระบุว่าการตรวจประเมินในการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน มีคุณสมบัติ ดังนี้  (1) วิศวกรที่มีใบประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมหรือ สถาปนิกที่มีใบประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุม (2) ผู้ที่ได้รับการรับรองจาก พพ. ว่าเป็นผู้สำเร็จการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่กำหนด และกฎกระทรวงฯ ข้อ 15 ระบุให้เจ้าของอาคาร มีหน้าที่จัดทำรายงานฯ เพื่อประกอบการยื่นขอรับใบอนุญาตหรือแจ้งก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร คือ (1) ตรวจประเมินแบบอาคาร BEC ก่อนยื่นขออนุญาตก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร (2) ตรวจประเมินแบบอาคาร BEC ก่อนยื่นขอใบรับรองการก่อสร้างหรือดัดแปลงอาคาร 

แนวทางการบังคับใช้จะเริ่มจากอาคารขนาดใหญ่ พื้นที่ตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไปในปีแรก และตั้งแต่  5,000 ตารางเมตรขึ้นไปในปีที่สอง และตั้งแต่ 2,000 ตารางเมตร ใช้โปรแกรมตรวจประเมินค่าอนุรักษ์พลังงาน เป็นโปรแกรมช่วยในการประเมินอาคารที่ออกแบบ  ว่าเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎกระทรวงฯ หรือไม่ โดยปัจจุบันอยู่ในรูปแบบออนไลน์ (BEC Web-based) โปรแกรม BEC Web-based ใช้งานผ่าน http://bec.energy.in.th สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรศัพท์/โทรสาร : 0-2225-2412 www.2e-building.com E-mail : 2e.center@gm  Facebook BEC Center ศูนย์ประสานงานการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน 

อย่างไรก็ตาม พพ. ได้เตรียมให้สถาบันการศึกษาชั้นนำ 7 แห่ง อันได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ร่วมวางเป้าหมายสร้างความร่วมมือให้ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทั้งหมดที่มีความพร้อม เพื่อให้บุคคลากรของสถาบันการศึกษา และนิสิตนักศึกษาที่มีคุณสมบัติได้มีความพร้อมรองรับการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดในการบังคับใช้มาตรฐาน BEC ตลอดจนการบูรณาการเชื่อมโยงมาตรฐาน Building Energy Code (BEC) สู่การพัฒนาเป็นองค์ความรู้สู่สถาบันการศึกษาอย่างแท้จริง

ขวัญฤทัย ข่าว/สมเกษ ถ่ายภาพ


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงาน Looking Glass ฉบับล่าสุดของ Thoughtworks เผยการใช้ และพัฒนาเทคโนโลยีต้องคำนึงถึงจริยธรรม

กรุงเทพ 15 ธันวาคม 2564 – Thoughtworks บริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ผนวกกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมดิจิทัล เปิดตัวรายงาน ‘Looking Glass’ เพื่อนำเสนอข้อมูลการปรับเปลี่ยน และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะส่งผลต่อการทำธุรกิจในปีพ.ศ. 2565 และปีต่อๆ ไป จากการทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ของ Thoughtworks ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดมาให้บริการแก่ธุรกิจก่อนที่จะมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย รายงานฉบับนี้จึงรวบรวมแนวทางสำหรับผู้บริหารเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรให้ได้มากที่สุด รวมทั้งเพื่อความเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอีกด้วย

การก้าวเข้าสู่โลก Metaverse เป็นโอกาสที่เปิดกว้างอย่างไร้ขอบเขตสำหรับผู้บริโภค ธุรกิจ องค์กร ให้ได้ทำงาน ดำเนินธุรกิจ ใช้ชีวิต และเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง (Extended Reality) ซึ่งเมื่อผสานกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) กับเครื่องมือต่างๆ แล้ว ก็จะสามารถสร้างแนวทางใหม่ๆ ที่จะดึงศักยภาพของมนุษย์ออกมาใช้ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม อย่างไรก็ตาม จะต้องตระหนักด้วยว่าเทคโนโลยีเหล่านี้ จะปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานและการแสดงตัวตนของผู้ใช้งานแตกต่างกันไปในโลกเสมือน (virtual worlds) ซึ่งอาจเกิดประเด็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมได้

Dr. Rebecca Parsons ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารด้านเทคโนโลยีของ Thoughtworks กล่าวว่า “ปัจจุบันเทคนิคที่เกี่ยวกับ AI ได้กลายเป็นกระแสนิยม และเข้ามามีบทบาทในชีวิตเรามากขึ้น เราจึงต้องพิจารณาผลกระทบของเทคนิคเหล่านั้นในเชิงจริยธรรมด้วย ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือองค์กรต้องพัฒนาการทำงานร่วมกันระหว่างทีมงานและ AI เพื่อใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้ได้มากที่สุด เช่น โซลูชันภาพเสมือนจริง (Extended Reality) ในขณะเดียวกัน ก็ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบทางจริยธรรมที่อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน การเข้าใจว่าระบบ AI ทำงานอย่างไรจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะได้รับรู้และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น”

แนวทางสำคัญ 5 ประการ ในรายงาน Looking Glass ฉบับล่าสุด มีดังนี้:

  • พัฒนาการใช้งานและสื่อสารกันระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรการก้าวเข้ามาสู่ Metaverse อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น ทำให้เกิดการผสานกันระหว่างโลกทางกายภาพและดิจิทัล และจะเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ
  • ทำงานร่วมกับ AI: แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในหลากหลายอุตสาหกรรม เราจะเห็นการนำ ML และ AI มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการปฏิบัติการประจำวัน ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
  • มุ่งสู่ความยั่งยืน: ขณะที่ผู้บริโภค รัฐบาล และนักลงทุนได้เรียกร้องให้บริษัทต่างๆ รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การก้าวไปสู่สังคมสีเขียวก็ได้ผันจากสิ่งที่เป็นทางเลือกสู่สิ่งที่จำเป็นในการดำเนินธุรกิจ
  • ผลกระทบที่เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีที่ไม่เป็นมิตร: ‘เทคโนโลยีที่ไม่เป็นมิตร‘ มักมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำทางอาญา เช่น แรนซัมแวร์ การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล หรือการสร้างคอมพิวเตอร์ไวรัส แต่การมองเช่นนี้ยังไม่ถือเป็นภาพรวมทั้งหมด คำจำกัดความของเทคโนโลยีที่ไม่เป็นมิตรควรได้รับการขยายคำจำกัดความให้ครอบคลุมไปถึงการกระทำที่เกี่ยวกับกฏหมาย หรือการกระทำที่สามารถเป็นภัยคุกคามต่อสังคม
  • ตระหนักถึงศักยภาพของแพลตฟอร์ม: แม้ว่าการสร้างแพลตฟอร์มจะเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ของการทำธุรกิจยุคใหม่ แต่ยังคงมีปัญหาที่พบอยู่ สิ่งที่เราต้องหันหามาให้ความสำคัญคือการแก้ไขความไม่แน่นอนต่างๆ ในการสร้างแพลตฟอร์ม รวมทั้งกำหนดความชัดเจนในการสร้างแพลตฟอร์มที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจอย่างแท้จริง

รายงาน Looking Glass ของ Thoughtworks จะมีการอัปเดตเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสำคัญ และการใช้งานทางธุรกิจ ผู้สนใจ สามารถติดตามข่าวสารล่าสุด และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้ที่ www.thoughtworks.com/insights/business

ข้อมูลเพิ่มเติม:

เกี่ยวกับ Thoughtworks

Thoughtworks เป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านเทคโนโยลีระดับโลกที่นำกลยุทธ์ ดีไซน์ และวิศวกรรมศาสตร์มาขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านดิจิทัล ปัจจุบัน มีพนักงานกว่า 10,000 คน ในสำนักงาน 48 แห่งใน 17 ประเทศทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 25 ปี บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับลูกค้าแก้ไขปัญหาทางธุรกิจที่ซับซ้อนโดยใช้เทคโนโลยี เพื่อสร้างความโดดเด่นไม่เหมือนใคร


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ยอดจองปลูกสร้างบ้านในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” พุ่ง22% ทะลุ 3,400 ล้านบาท

สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน  เผยยอดจองปลูกสร้างบ้านในงาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021”  ทะลุ 3,400  ล้านบาท พุ่งขึ้น 22% บ้านราคา 3 ล้านบาท ครองแชมป์ยอดจองมากที่สุด “วรวุฒิ กาญจนกูล” มั่นใจตลาดรับสร้างบ้านช่วยหนุนเศรษฐกิจ

 นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยถึงยอดจองปลูกสร้างบ้าน งาน “รับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-28 พฤศจิกายน 2564 ตลอดทั้ง 5 วัน มีผู้เข้าชมงานจำนวน 5,000 ราย และมียอดจองปลูกสร้างบ้านภายในงานทั้งสิ้นกว่า 3,400 ล้านบาท หรือสูงกว่าปีที่แล้วกว่า 22% เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยสัดส่วนยอดจองปลูกสร้างบ้านภายในงานมองในด้านมูลค่าระดับราคา ดังนี้

อันดับหนึ่ง         บ้านระดับราคา 5 – 10 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน   30.70%
อันดับที่สอง      บ้านระดับราคา 20 ล้านบาท ขึ้นไป คิดเป็นสัดส่วน   29.71%
อันดับที่สาม     บ้านระดับราคา 2.5 – 5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน    20.70%
อันดับที่สี่         บ้านระดับราคา 10 – 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน   18.19%
อันดับที่ห้า       บ้านระดับราคาไม่เกิน 2.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน   0.70%

โดยจำนวนหลังที่มีการจองปลูกสร้างบ้านภายในงาน แบ่งเป็น 5 อันดับ คือ

อันดับหนึ่ง บ้านระดับราคา 2.5 – 5  ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 44.89%
อันดับสอง บ้านระดับราคา 5 – 10 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 34.67%
อันดับสาม บ้านระดับราคา 10 – 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11.11%
อันดับสี่    บ้านระดับราคา 20 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.67%
อันดับห้า  บ้านระดับราคา 1 – 2.5 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 2.67%

จากยอดผู้เข้าชมงานและยอดจองปลูกสร้างบ้านตลอด 5 วัน สะท้อนภาพผู้บริโภคยังต้องการปลูกสร้างบ้านและมีพฤติกรรมที่นิยมเข้าชมบรรยากาศจริงของการจัดงานแสดงสินค้า (ออฟไลน์) ที่เริ่มตั้งแต่ 24-28 พฤศจิกายน 2564 จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สมาคมฯ ได้ปรับรูปแบบการจัดงานแบบออนไลน์ควบคู่กันเริ่มตั้งแต่วันที่ 18-28 พฤศจิกายน 2564 ซึ่งทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าร่วมงานได้หลากหลายช่องทาง และยังถือเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดให้กับสมาชิกของสมาคมฯ ส่งท้ายปี 2564 อีกด้วย

นายวรวุฒิ กล่าวให้ความเห็นว่า “ผมว่าตลาดค่อย ๆ ฟื้นตัวเรื่อย ๆ ไปต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้า ขอเพียงแต่ว่ายอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 อย่ากลับมาแตะหลักหมื่นอีกหรืออย่ามีปัจจัยลบใหม่เข้ามาแทรกเท่านั้นเป็นพอ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาใกล้เคียงก่อนหน้านี้โดยเร็ว โดยตลาดรับสร้างบ้านนับเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยอดขายภายในงานรับสร้างบ้านและวัสดุ Expo 2021 ตลอด 5 วัน ของการจัดงาน รวมแล้วกว่า 3,400 ล้านบาท ซึ่งเติบโตกว่าช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อปีที่แล้ว ถึง 22% และคาดว่าจะมียอดติดตามหลังงานอีก โดยสาเหตุหลักอาจจะมาจากปัจจัยที่หลาย ๆ ธุรกิจเริ่มกลับมาดำเนินการ นอกจากนั้นในปีหน้ามีการปรับราคาค่าวัสดุขึ้น ทำให้ช่วยเร่งการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ประกอบกับในครั้งนี้เราจัดงานถึง 5 วัน จากเดิม 4 วัน ทำให้ผู้บริโภคมีระยะเวลาในการตัดสินใจมากขึ้นอีกด้วย”

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิ ยังกล่าวถึงข้อมูลที่ได้จากการสำรวจและสอบถามถึงวัตถุประสงค์การเข้าชมงานจากผู้บริโภค ที่มาร่วมงาน แบ่งเป็น 4 อันดับ คือ

อันดับหนึ่ง  ต้องการหาแบบบ้านที่ตรงใจ คิดเป็น 46.88%
อันดับสอง   มองหาบริษัทรับสร้างบ้าน คิดเป็น 28.05%
อันดับสาม   ดูข้อเสนอพิเศษในงาน คิดเป็น 21.81%
อันดับสี่       เหตุผลอื่น ๆ คิดเป็น 3.26%


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ดิจิทัลและไฟฟ้า ช่วยฟื้นฟูโลกสู่ความเป็นสีเขียวได้เร็วที่สุด

โดย ฟิลิปป์ เดอลอร์ม รองประธานกรรมการบริหาร ด้านการบริหารจัดการพลังงาน

เรากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง เพราะปัจจุบันสิ่งที่คนบนโลกส่วนใหญ่ล้วนเห็นชัดเจนเหมือนกันคือ โลกเรากำลังเสื่อมถอยลงซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ ซึ่งหากเราไม่รีบดำเนินการอย่างรวดเร็วในตอนนี้ เพื่อฟื้นฟูความเป็นสีเขียวให้กลับคืนมา โลกและชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้ก็จะถูกทำลายลงอย่างกู่ไม่กลับด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าจะมีความคืบหน้าให้เห็นอยู่บ้าง แต่เราก็ยังห่างไกลจากแนวทางในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องดังกล่าวขึ้น การทำลายล้างทั้งสภาพความเป็นอยู่และชีวิตต่างๆ กำลังเกิดขึ้นด้วยเหตุการณ์ด้านสภาพอากาศที่เลวร้ายที่เกิดถี่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งน้ำท่วม อากาศหนาวจัด คลื่นความร้อนและพายุ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคือภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยพบเห็นมา ซึ่งหากปราศจากการดำเนินการแก้ไขอย่างทันท่วงที โลกก็จะร้อนขึ้น 4.1 – 4.8 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้

ความเป็นจริงที่โหดร้ายคือเราไม่เหลือเวลาแล้ว เราจำเป็นจะต้องดำเนินการตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา ปีที่ผ่าน ทศวรรษที่ผ่านมา เพื่อเปลี่ยนแปลง ฉะนั้นเรากำลังเผชิญกับโอกาสที่เลือนหายไปอย่างรวดเร็วในการที่จะหลีกเลี่ยงภัยพิบัติและหยุดความเสียหาย ซึ่งเราจะต้องดำเนินการโดยเร็ว  ความหวังที่ริบหรี่คือ ท้ายที่สุดแล้วเรากำลังได้เห็นความตั้งใจที่จะรับมือและลงทุนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในการฟื้นฟูความเป็นสีเขียวให้กลับคืนมาสู่โลก

มอบผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงในเวลาที่กำหนด

ด้วยเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ เราจำต้องให้ความสำคัญกับการดำเนินการและโซลูชันที่สร้างผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ได้ ในเวลาที่สั้นที่สุด อีกทั้งสร้างศักยภาพในระบบเศรษฐกิจเพื่อฟื้นฟูและก้าวต่อไปได้ การดำเนินการที่ว่าคือ

  • กำจัดของเสียตลอดวงจรชีวิต
  • เร่งนำระบบไฟฟ้ามาใช้เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่ช่วยกำจัดก๊าซเรือนกระจก
  • ลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและทักษะต่างๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดประสิทธิภาพ
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อดำเนินตามแผนฟื้นฟูหลังโควิด

การกำจัดของเสียตลอดวงจรชีวิตเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศคือปัญหาด้านพลังงานที่สำคัญสุดเป็นอันดับหนึ่ง เพราะ พลังงานมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเราพยายามที่จะเปลี่ยนโลกไปสู่การขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในวิธีที่เร็วที่สุดในการหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการกำจัดของเสีย

มีเพียงหนึ่งในสามของพลังงานที่ผลิตได้ทั้งหมด ที่จะถูกแปลงเป็นพลังงานที่มีประโยชน์ไว้ใช้ในภาคขนส่ง อุตสาหกรรม อาคาร และอุปกรณ์ต่างๆ ส่วนที่เหลือคือพลังงานที่สูญหายไปหรือเสียไปกับกระบวนการผลิตและการส่งต่อ เมื่อพูดถึงอาหารและแฟชั่นเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราของเสีย ขยะพลาสติก ของเสียมักจะถูกมองข้ามและถูกด้อยค่าในส่วนของแผนงานและการลงทุนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะลดลงไปได้ครึ่งหนึ่งหากสามารถกำจัดพลังงานที่สูญหายและของเสียได้

เทคโนโลยีมีอยู่แล้ว ที่จะช่วยแก้ปัญหาท้าทายต่างๆ และเพื่อให้ก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว

การกำจัดของเสีย อย่างแรกคือเราต้องรู้ว่าทำไมจึงเกิดของเสีย เกิดที่จุดไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร เราสามารถวัดการใช้พลังงานได้อย่างแม่นยำด้วยเซนเซอร์ มิเตอร์ และการมอนิเตอร์  โดยสามารถนำซอฟต์แวร์มาใช้ในการออกแบบ บริหารจัดการและช่วยให้ใช้พลังงานได้อย่างอัตโนมัติ… เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีแสงสว่าง ความร้อนและพลังงานในที่ๆ ต้องการและในเวลาที่ต้องการ รวมถึงประหยัดพลังงานได้ในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ไม่ว่าสัดส่วนการผสมผสานพลังงานสะอาดจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไฟฟ้าก็ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับการกำจัดก๊าซเรือนกระจก ในขณะที่ระบบดิจิทัลจะช่วยให้เราติดตามและตรวจสอบการใช้พลังงานเพื่อกำจัดของเสีย

การใช้แนวทางแบบองค์รวมทำให้เราเห็นถึงโอกาสมหาศาลในการรับมือและช่วยไม่ให้เกิดของเสียตลอดทั่วทั้งวงจรชิวิตของอาคารต่างๆ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงอุตสาหกรรมทั้งหลาย การออกแบบที่ฉลาดยิ่งขึ้นตั้งแต่แรกเริ่มด้วยการใช้เครื่องมือจำลองสถานการณ์ต่างๆ รวมถึงการใช้วิธีการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพและการจัดหาวัสดุในพื้นที่หรือวัสดุแบบที่นำกลับมาใช้ซ้ำให้มากขึ้น ดำเนินการในไซต์งานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งบังคับใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้เห็นผลในปัจจุบันและควรนำมาใช้งานอย่างครอบคลุม

ซอฟต์แวร์และพลังงานสีเขียวแบบกระจายศูนย์ช่วยสร้างประสิทธิภาพ

การปล่อยของเสียที่เป็นมลพิษจากการผลิตไฟฟ้าจากถ่านฟอสซิลและการเดินทางระยะไกลของพลังงานที่มาจากกริดจนถูกนำไปใช้นับเป็นสัดส่วนใหญ่ของพลังงานที่สูญหาย ดังนั้นพลังงานหมุนเวียนไม่ใช่แค่เป็นแหล่งพลังงานสะอาดเท่านั้น แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจะให้ประสิทธิภาพได้มากกว่า และสามารถอยู่ใกล้กับจุดที่มีการใช้งานได้มากขึ้น ช่วยลดการสูญหายของพลังงานเพราะอยู่ใกล้แหล่งใช้งาน

กริดพลังงานอัจฉริยะที่กระจายศูนย์และไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และจะกลายเป็นหัวใจของการปฏิรูปสู่ net zero ผนวกกับการใช้ซอฟต์แวร์มาช่วยสร้างศักยภาพและทำให้มีความเสถียร ซึ่งจะทำให้มีการผลิตและใช้พลังงานในพื้นที่ได้ในราคาที่ย่อมเยามากขึ้น ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยอย่างยิ่งสำหรับอาคารต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุด และจะกลายเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากเราเห็นว่ามีการติดตั้งไมโครกริดที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานลมและแสงอาทิตย์มากขึ้น การนำยานยนต์ไฟฟ้า หรือ EVs มาใช้ ล้วนเป็นการขับเคลื่อนไปสู่บ้านและสำนักงาน net zero ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ดังนั้นดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างหลักของเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าช่วยกำจัดก๊าซเรือนกระจกในทันทีได้อย่างไร เราจำต้องลงทุนในโซลูชันที่มีอยู่แล้วเพื่อฟื้นฟูความเขียวให้กลับมาในขณะที่เรายังคงดำเนินรอยตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ทำไมไฟฟ้าถึงเป็นแหล่งพลังงานที่ดีที่สุดสำหรับอนาคตที่สะอาด?

ในการแข่งกับเวลา ไฟฟ้าคือแนวทางที่ให้ความคุ้มค่ามากที่สุด ปลอดภัยที่สุด และเร็วที่สุดในการกำจัดก๊าซเรือนกระจกออกจากสังคมที่เราอยู่ จากมุมมองที่นำมาปฏิบัติได้จริงของโลกที่พัฒนาแล้ว หมายความว่าการกระจายไฟฟ้านั้นมีอยู่แล้ว การนำพลังงานเชื้อเพลิงที่เป็นทางเลือกมาใช้ตามบ้านเรือน สำนักงานและพื้นที่สาธารณะต่างๆ ได้อย่างครอบคลุมนั้นต้องอาศัยเวลานานนับทศวรรษ เป็นเวลาหลายปีที่เราจะยังไม่เห็นว่ามีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานถ่านหินที่เรายังต้องพึ่งพาในการให้ความร้อนและป้อนให้กับประชาชน

ในขณะที่ไฟฟ้าอาจจะยังไม่ใช่คำตอบของทุกความท้าทาย (อุตสาหกรรมหนัก การเดินทางระยะไกล) แต่ก็เป็นแหล่งพลังงานที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าถูกผลิตมาอย่างสะอาด ในราคาถูก พร้อมกับการลงทุนอย่างต่อเนื่องในพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานไฮโดรเจน

  • แสงอาทิตย์และลมที่เป็นขุมพลังของพลังงานหมุนเวียนมีราคาถูกว่าไฟฟ้าที่ได้จากพลังงานถ่านหินถึง 50 เปอร์เซ็นต์
  • การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ประสิทธิภาพเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเกิดการสูญหายระหว่างส่งผ่านแค่เพียง 5-10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับการสูญหาย/สูญเสียของพลังงานที่ผลิตจากถ่านหินที่60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันการผลิตแหล่งพลังงานใหม่ที่มีศักยภาพอย่างพลังงานไฮโดรเจนสีเขียวก็ทำให้เสียประสิทธิภาพอย่างมหาศาลถึง 70 เปอร์เซ็นต์ทั้งขาไปและกลับ

เทคโนโลยีที่ให้ความยั่งยืนทางดิจิทัลและไฟฟ้า มอบสิ่งสำคัญได้อย่างครบถ้วนทั้งประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ผลลัพธ์ที่วัดได้ รวมถึงความเร็วในการนำโซลูชันดังกล่าวมาใช้งานและขยายขอบเขตได้อย่างครอบคลุม สิ่งสำคัญที่สุดคือ ช่วยให้เรานำพาองค์กรธุรกิจน้อยใหญ่ รวมถึงผู้บริโภคไปสู่การเดินทางที่ช่วยให้คนเหล่านี้มีทางเลือกมากขึ้นและควบคุมในเรื่องของความยั่งยืนในครัวเรือน สำนักงานและเมืองทั้งหมดได้

ปัจจุบัน ยังมีเรื่องที่พูดกันอยู่เยอะเกี่ยวกับความต้องการที่จะหา “โซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ทุกอย่าง” เพื่อมาแก้โจทย์ท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และเปลี่ยนความเสียหายที่เราเผชิญกันอยู่ให้กลับสู่สภาพที่ดีดังเดิม ในขณะที่ผู้คนตั้งความหวังไว้ที่ไทม์แมชชีน ผมเชื่อว่าโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้ทุกสิ่งจริงๆ แล้วเป็นเรื่องที่เสียเวลาและควรเลิกคิด ไฟฟ้าซึ่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดสามารถตอบโจทย์การใช้งานส่วนใหญ่ได้ นั่นคือสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญกันในตอนนี้

ความร่วมมือกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนคือใบเบิกทาง

หน่วยงานรัฐบาลทั่วโลกต้องมั่นใจว่าได้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อช่วยองค์กรธุรกิจและผู้บริโภคเปลี่ยนไปใช้ทางเลือกสีเขียว และเมื่อหน่วยงานเหล่านี้ดำเนินการเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิด เราก็จะมีโอกาสที่นานทีจะเกิดสักครั้งในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศไปพร้อมกับการสร้างศักยภาพในฟื้นฟูความเป็นสีเขียวให้กลับคืนมาได้ อย่างไรก็ตาม เราต้องดำเนินการอย่างรับผิดชอบด้วยความรวดเร็ว ลงทุนในโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยปรับปรุงวิถีการใช้ชีวิตได้ดีขึ้น ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงพลังงานได้และยกระดับไปสู่การมีบทบาทในสนามเมื่อมีโอกาส

การพิจารณาถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับบริษัทที่มีเงินทุนไม่มากในการลงทุนแหล่งพลังงานหมุนเวียน ตัวอย่างเช่น เจ้าของอาคารควรมีบทบาทในการรับผิดชอบเรื่องการสร้างประสิทธิภาพให้กับผู้เช่า เรื่องนี้จะช่วยขับเคลื่อนการดำเนินการและประสิทธิภาพสำหรับทั้งอาคารที่สร้างใหม่และที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งเป็นการแข่งขันด้านคาร์บอนที่ผู้เป็นเจ้าของอาคารจะต้องมองหากันมากยิ่งขึ้นเพื่อทำให้บ้านหรือที่ทำงานมีความดึงดูดใจมากขึ้น

การนำดิจิทัลมาช่วยสร้างศักยภาพ จะทำให้องค์กรธุรกิจสามารถเริ่มดำเนินการตอบสนองหนึ่งในแนวคิด ESG ที่ท้าทายที่สุด นั่งคือการติดตามและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่เป็น Scope 3 เช่นการขนส่งและการกระจายสินค้า  บรรดาองค์กรอย่าง Walmart ได้สร้างพลังงานหมุนเวียนที่ช่วยให้ซัพพลายเออร์เข้าถึงได้มากขึ้น ช่วยเร่งการกำจัดก๊าซเรือนกระจกในระบบนิเวศได้ครอบคลุมมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้คือส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นพยายามใน Project Gigaton ของผู้ประกอบการค้าปลีกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชนให้ได้หนึ่งพันล้านเมตริกตันภายในปี 2030

เรื่องทักษะต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูความเป็นสีเขียว

มีการพูดถึงการฟื้นฟูความเป็นสีเขียวและการสร้างงานกันอยู่มาก จากการใช้จ่ายเงินทั้งหมดในการกระตุ้นเศรษฐกิจรวม 14.9 ล้านล้านเหรียญ ที่ได้มีการประกาศทั่วโลกนับตั้งแต่เริ่มเกิดการแพร่ระบาด จวบจนปัจจุบันมีการใช้เงินไป 1.8 ล้านล้านเหรียญเพื่อบรรเทาผลกระทบของภาคส่วนที่ปล่อยมลพิษ เช่นภาคพลังงาน การขนส่ง อุตสาหกรรม กสิกรรมและของเสีย

หากเราต้องตอบโจทย์เป้าหมายด้านสภาพอากาศ การเข้าถึงทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินการและบริหารจัดการในการปฏิรูปไปสู่เศรษฐกิจแบบ net zero ก็จะกลายเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ การตระหนักว่าทักษะด้านใดที่จำเป็นคือกุญแจสำคัญ

หากเรายอมรับว่าเรื่องของไฟฟ้าและดิจิทัล คือแนวทางที่เร็วที่สุดในการก้าวสู่ net-zero ที่ก่อให้เกิดการหยุดชะงักน้อยที่สุด ฉะนั้นสิ่งที่จะตามมาก็คือเรื่องเหล่านี้จะช่วยสร้างงานได้ เพราะต้องอาศัยช่างไฟ ผู้ประกอบโรงตู้ คนออกแบบ วิศวกร และผู้พัฒนาซอฟต์แวร์มากขึ้น รวมถึงผู้ที่มีบทบาทด้านไฮเทคจะเป็นที่ต้องการ เพื่อช่วยในการนำเทคโนโลยีระบบดิจิทัลและไฟฟ้ามาใช้งานในวงกว้างได้อย่างครอบคลุม

การปรับปรุงอาคาร บ้าน และโรงงานใหม่ จะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเร็วขึ้นถึง 10 เท่า พร้อมทั้งเป็นการปฏิวัติวิถีทางในการใช้ชีวิต ผลิตสินค้า และการเดินทาง ทั้งนี้ IEA ได้ประเมินว่าจะมีการสร้างงานใหม่ในทั่วโลกถึง 9 ล้านตำแหน่งงานในปีที่จะถึงนี้หากบรรดาประเทศต่างๆ เดินรอยตามแนวทางการฟื้นฟูความเป็นสีเขียว ซึ่งโดยธรรมชาติ งานเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเป็นงานในพื้นที่ ไม่สามารถจ้างคนจากนอกประเทศมาทำได้ เพราะจะต้องดูเกี่ยวกับบริบทของการให้บริการในพื้นที่ รวมถึงองค์ความรู้และความคุ้นเคยกับลูกค้า

แม้ว่าไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียนและใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัล จะไม่สามารถแก้ปัญหาท้าทายด้านสภาพอากาศได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็สามารถพาเราไปยังจุดหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ ลองมุ่งเน้นความสำคัญที่เทคโนโลยีและแหล่งพลังงานที่เรารู้ว่าจะให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ในตอนนี้ ซึ่งมีพร้อมอยู่แล้วและนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย เราไม่สามารถนั่งรอให้เกิดปาฏิหารย์ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้

ทุกคนมีบทบาทที่ต้องดำเนิน ทั้งนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นวัตกร นักการเมือง เจ้าของธุรกิจ พนักงาน พ่อและแม่ที่ต้องการให้โลกเป็นที่อยู่อาศัยที่ดียิ่งขึ้นสำหรับลูกๆ

                                                                                          # # #

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

เป้าหมายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค คือการช่วยให้ทุกคนใช้พลังงานและทรัพยากรได้เกิดประโยชน์สูงสุด เชื่อมโยงความก้าวหน้าและความยั่งยืนเพื่อประโยชน์ของทุกคน เราเรียกสิ่งนี้ว่า Life Is On

ภารกิจของเราคือการเป็นพันธมิตรด้านดิจิทัลกับคุณ เพื่อสร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืน

เราขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัล ด้วยการผสานรวมเทคโนโลยีชั้นนำของโลกด้านพลังงานและกระบวนการจัดการ เข้ากับผลิตภัณฑ์ตั้งแต่จุดเชื่อมต่อปลายทางไปยังคลาวด์ ระบบควบคุม รวมถึงซอฟต์แวร์และการบริการครอบคลุมตลอดวงจรชีวิตการทำงานทั้งหมด เพื่อสร้างศักยภาพในการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการ ทั้งสำหรับบ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรม

เราคือบริษัทระดับโลกที่มีการดำเนินงานในระดับท้องถิ่นมากที่สุด เราสนับสนุนมาตรฐานระบบเปิดและระบบนิเวศของคู่ค้าที่มีความมุ่งมั่นแรงกล้าในการทำตามวัตถุประสงค์อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน และคุณค่าในการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวพร้อมขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยกัน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC มอบแท็บเล็ตเพื่อน้องให้แก่ 3 โรงเรียนในโครงการ Metro Donation

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC โดยคุณสุเมตตา จิตต์ศิริผล รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มบริหารงานทั่วไป/ รองกรรมการผู้จัดการกลุ่มกิจการองค์กร ส่งมอบแท็บเล็ตในโครงการ “Metro Donation” จำนวน 50 เครื่องให้กับ 3 โรงเรียนที่ร่วมโครงการกิจกรรมวาดภาพระบายสีในหัวข้อ “สิ่งแวดล้อมกับเทคโนโลยี” ได้แก่ โรงเรียนแก่นทองอุปถัมภ์, โรงเรียนมัธยมสุวิทย์เสรีอนุสรณ์ และ โรงเรียนสุเหร่าจรเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์) เมื่อวันอังคารที่ 7 ธันวาคม 2564

บริษัทฯ ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชน และสังคมด้วยการสนับสนุนด้านการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่างๆ ของบริษัท เช่น โครงการ Metro Run และโครงการ Metro Care ฟุตบอลเพื่อรอยยิ้ม ตลอดจนโครงการมอบอุปกรณ์ไอทีให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน นอกจากนี้ยังตระหนักถึงความสำคัญด้านการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ในช่วงวิกฤตการระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะการเรียนรู้ยังต้องดำเนินอยู่แม้นักเรียนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนแก่โรงเรียนที่อยู่ในชุมชนรอบบริษัทต่อไป


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าตลาดไอทีทั่วโลกปี 65 เติบโตเกินกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่ไทยเติบโต 6.4% มูลค่า 8.7 แสนล้าน

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย 8 ธันวาคม 2564 — การ์ทเนอร์คาดการณ์แนวโน้มการใช้จ่ายไอทีทั่วโลกปี 2565 จะมีมูลค่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 5.5% จากปี 2564

นายจอห์น-เดวิด เลิฟล็อค รองประธานฝ่ายวิจัย บริษัท การ์ทเนอร์  กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจจะพัฒนาสร้างเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น แทนที่จะเป็นการซื้อและเอาไปใช้ ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการใช้จ่ายไอทีปี 2565 เติบโตลดลง เมื่อเทียบกับปี 2564”

อย่างไรก็ตาม การสร้างสรรค์เทคโนโลยีดิจิทัลยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สำคัญอันดับต้น ๆ ขององค์กรต่าง ๆ เนื่องจากพวกเขายังมุ่งมั่นสร้างและพัฒนาวิถีการทำงานในอนาคตอย่างต่อเนื่อง และเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเสริมเกราะความปลอดภัย รวมถึงรองรับการทำงานในแบบไฮบริดของพนักงานที่จะทวีความซับซ้อนมากขึ้นในปีหน้า”

ในปี 2565 คาดว่ามูลค่าใช้จ่ายซอฟต์แวร์ระดับองค์กรจะเติบโตสูงที่สุดถึง 11.5% (ตามตารางที่ 1) ที่ได้แรงขับจากการใช้จ่ายในซอฟต์แวร์โครงสร้างพื้นฐานที่เติบโตแซงหน้าซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่น  และการใช้จ่ายด้านอุปกรณ์ดีไวซ์ทั่วโลกพุ่งแตะระดับสูงสุดในปีนี้ (15.1%) เป็นผลมาจากกิจกรรมแบบรีโมทต่าง ๆ อาทิ การทำงาน การดูแลสุขภาพและการเรียนการสอนทางไกลที่ขยายตัวต่อเนื่อง แต่การ์ทเนอร์คาดว่าในปี 2565 จะยังเห็นการเพิ่มขึ้นขององค์กรที่อัปเกรดอุปกรณ์และ/หรือลงทุนในอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อหลากหลายเพื่อสร้างการเติบโตและใช้ตั้งค่าการทำงานแบบไฮบริด

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

  มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2563 

มูลค่าการเติบโต

ปี 2563 (%)

มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2564

มูลค่าการเติบโต

ปี 2564 (%)

มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2565

มูลค่าการเติบโต

ปี 2565 (%)

ดาต้าเซ็นเตอร์ 178,836 2.5 196,142 9.7 207,440 5.8
ซอฟต์แวร์ระดับองค์กร 529,028 9.1 600,895 13.6 669,819 11.5
อุปกรณ์ดีไวซ์ 696,990 -1.5 801,970 15.1 820,756 2.3
บริการทางด้านไอที 1,071,281 1.7 1,191,347 11.2 1,293,857 8.6
บริการด้านการสื่อสาร 1,396,334 -1.5 1,451,284 3.9 1,482,324 2.1
มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั้งหมด 3,872,470 0.9 4,241,638 9.5 4,474,197 5.5

ที่มา: การ์ทเนอร์ (ตุลาคม 2564)

คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของประเทศไทย

การใช้จ่ายผลิตภัณฑ์และบริการเทคโนโลยีในประเทศไทยในปีหน้าจะเติบโตเพิ่มขึ้น 6.4% เทียบจากปีนี้ หรือคิดเป็นมูลค่า 8.7 แสนล้านบาท

โดยบริการด้านการสื่อสารเป็นตลาดที่มีมูลค่าการใช้จ่ายไอทีที่ใหญ่ที่สุด แต่คาดว่าจะเติบโตต่ำสุดในปี 2565

มูลค่าใช้จ่ายในหมวดอุปกรณ์ดีไวซ์ (สำหรับคอมพิวเตอร์พีซีและแท็บเล็ตเป็นหลัก) จะโตสูงสุดที่ 21.7% ในปี 2564 ตามที่การทำงานระยะไกลและการเรียนรู้ทางไกลกลายเป็นวิถีใหม่ โดยผู้บริโภคและองค์กรธุรกิจต่างอัปเกรดอุปกรณ์และ/หรือลงทุนในอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่อหลากหลายเครื่องเพื่อใช้ทำงานระยะไกลและแบบไฮบริด

การ์ทเนอร์ยังคาดการณ์ด้วยว่าซอฟต์แวร์ระดับองค์กรจะเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการใช้จ่ายเติบโตสูงที่สุดในปี 2565 เพิ่มขึ้นที่ 14.8% จากปีก่อน (ตามตารางที่ 2)

ตารางที่ 2. คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีประเทศไทย (หน่วย: ล้านบาท)

  มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2563 

มูลค่าการเติบโต

ปี 2563 (%)

มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2564

มูลค่าการเติบโต

ปี 2564 (%)

มูลค่าการใช้จ่าย 

ปี 2565

มูลค่าการเติบโต

ปี 2565 (%)

ดาต้าเซ็นเตอร์ 19,432 -1.0% 20,709 6.6% 21,656 4.6%
ซอฟต์แวร์ระดับองค์กร 45,777 12.6% 53,480 16.8% 61,381 14.8%
อุปกรณ์ดีไวซ์ 165,988 11.5% 202,028 21.7% 220,106 9.0%
บริการทางด้านไอที 70,695 3.0% 77,866 10.1% 85,466 9.8%
บริการด้านการสื่อสาร 461,241 14.6% 465,345 0.9% 482,844 3.8%
มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีทั้งหมด 763,134 6.1% 819,428 7.4% 871,453 6.4%

ที่มา: การ์ทเนอร์ (พฤศจิกายน 2564)

“สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในปีที่แล้วและปีนี้กลับไม่ใช่ตัวเทคโนโลยีแต่เป็นผู้คนที่มีความตั้งใจจริงและกระตือรือร้นในการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งในปี 2565 ผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องกำหนดและตั้งค่าวิธีการทำงานใหม่ ๆ โดยนำความสามารถในการประกอบธุรกิจแยกย่อยและเทคโนโลยีที่รองรับเวิร์กโฟลว์ที่ไม่สอดประสานกัน” นายเลิฟล็อคกล่าวเพิ่มเติม

ชมรายละเอียดการวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่ายด้านไอทีทั่วโลกจากเว็บบินาร์ของ Gartner หัวข้อ “IT Spending Forecast, 3Q21 Update: Help Employees and Customers Stay Connected’

การคาดการณ์แนวโน้มการใช้จ่ายด้านไอทีของการ์ทเนอร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ยอดขายอย่างเข้มข้นของผู้ค้าหลายพันรายโดยครอบคลุมผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอทีทั้งหมด การ์ทเนอร์ใช้เทคนิคการวิจัยขั้นต้นซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยแหล่งข้อมูลทุติยภูมิที่เชื่อถือได้ในการสร้างฐานข้อมูลที่ครอบคลุมข้อมูลขนาดตลาดซึ่งเป็นฐานการพยากรณ์

การคาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายด้านไอทีของการ์ทเนอร์ รายไตรมาสนำเสนอมุมมองที่แตกต่างครอบคลุมกลุ่มฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ บริการทางด้านไอทีและในกลุ่มของการสื่อสารโทรคมนาคม รายงานเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าของการ์ทเนอร์ ตระหนักถึงโอกาสและความท้าทายทางการตลาด  ลูกค้าของการ์ทเนอร์สามารถอ่านรายงานการคาดการณ์การใช้จ่ายด้านไอทีล่าสุดได้จาก “Gartner Market Databook, 3Q21 Update.”  การคาดการณ์การใช้จ่ายไอทีไตรมาสนี้รวมลิงก์ข้อมูลของรายงานการใช้จ่ายด้านไอทีล่าสุด เว็บบินาร์ บล็อกโพสต์ และข่าวประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ไว้ด้วย

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จัดโปร 12.12 หนาวสะท้านทุกวงการกับส่วนลดสูงสุด 1,500 บาท พร้อมจับมือคู่ค้าลดกระหน่ำสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยกทัพสินค้าสำหรับบ้านท้าลมหนาว จัดโปรคูลสุดทะท้าน ใน Lazada และ Shopee มอบส่วนลดสูงสุด 1,500 บาท ส่งฟรีทุกรายการ ไม่มีขั้นต่ำ พร้อมจับมือคู่ค้า 6 ราย UcanbuysPlugOnElectric 2UElectrical 4UThianthongBigjump, มอบส่วนลดสูงสุด 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมรับคูปองส่วนลดสูงสุดอีก 900 บาท

การลดราคาครั้งใหญ่ประจำปีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในครั้งนี้ เป็นการลดราคาในกลุ่มผลิตภัณฑ์สุดฮิต ที่ทุกบ้านจำเป็นต้องมี อาทิ …

สวิตช์ เต้ารับ AvatarOn A ไร้กรอบตอบโจทย์ ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานของแผงสวิตช์ เต้ารับ ในแบบฉบับความต้องการของตัวเองได้ง่ายๆ

ตู้ไฟ 4.0 ที่มีคิวอาร์โค้ด บอกประวัติการซ่อมบำรุงและการติดตั้ง ที่มีการพลิกโฉมตู้ไฟแบบเดิมๆ ให้คูลยิ่งขึ้น

เครื่องสำรองไฟ (UPS) ที่เอาไว้ใช้เพื่อรองรับอุปกรณ์ไฮเทคในบ้านเพื่อการใช้งานที่ต่อเนื่องเวลาไฟตก หรือไฟดับ

เครื่องปรับแรงดันไฟฟ้าอัตโนมัติ(AVR) ช่วยถนอมอุปกรณ์ไฟฟ้าจากไฟตกและไฟกระพริบ ช่วยให้กกระแสไฟนุ่มนวลขึ้น

โดยผลิตภัณฑ์ที่นำมาจัดโปรโมชั่นในครั้งนี้เป็นผลิตภัณฑ์ขายดีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในหมวดผลิตภัณฑ์สำหรับบ้านและจำเป็นสำหรับบ้านในยุคปัจจุบัน ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มุ่งพัฒนามาเพื่อตอบโจทย์ที่พักอาศัยในยุค 4.0 เพียบพร้อมทั้งดีไซน์ และฟีเจอร์ในการใช้งาน เตรียมช้อปได้แล้ว เริ่มวันที่ 12 เดือน 12 นี้ ยาวไปถึงสิ้นเดือน!!!


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“ทรูมันนี่” จับมือ สถานีบริการน้ำมัน PT ร่วมสร้างสังคมไร้เงินสด เปิดรับชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet

กรุงเทพฯ, 8 ธันวาคม 2564 – ทรูมันนี่ ผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมมือกับ แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส บริษัทที่ดูแลด้านการตลาดให้กับ PTG และบริษัทในเครือเปิดบริการรับชำระเงินค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เป็นครั้งแรก ครอบคลุมสถานีบริการน้ำมันของ PT ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 74 แห่งที่ร่วมรายการ มอบประสบการณ์การใช้จ่ายแบบ “แทนเงินสด ลดสัมผัส” เพื่อมอบความสะดวกและปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการ พร้อมจัดโปรโมชั่นพิเศษ Cash Back รับเงินคืนเงิน 3% (สูงสุด 30 บาท)  เมื่อชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เอาใจผู้ที่ต้องการเดินทางเพื่อไปพักผ่อนช่วงปลายปีตลอดเดือนธันวาคมนี้

นายกรวุฒิ ปวิตรปก ผู้อำนวยการฝ่ายทางพาณิชย์ บริษัท ทรูมันนี่ จำกัด กล่าวว่า “ทรูมันนี่ มุ่งมั่นขยายพันธมิตรใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้ทรูมันนี่เป็นแพลตฟอร์มการใช้จ่ายที่ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นด้านความบันเทิง ช็อปปิ้งตามร้านค้า หรือร้านอาหารต่าง ๆ ทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงในด้านการเดินทาง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของเราในปีนี้ที่ต้องการขยายและทำแคมเปญร่วมกันกับพันธมิตรเพื่อส่งเสริมการใช้ Cashless Payment ในวงกว้างยิ่งขึ้น ทรูมันนี่มั่นใจว่าความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมัน PT ในครั้งนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกและสร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้ใช้ทรูมันนี่กว่า 20 ล้านราย รวมถึงลูกค้าของ PT ได้ใช้จ่ายปลอดภัยห่างไกลจากความเสี่ยงในการสัมผัส เมื่อต้องออกไปนอกบ้านและเดินทางสัญจรไปตามสถานที่ต่าง ๆ นอกจากนี้ PT และ ทรูมันนี่ ยังได้จัดโปรฯ พิเศษ มอบเงินคืนเข้าบัญชีทรูมันนี่ วอลเล็ทสูงสุด 3% (สูงสุด 30 บาท) เมื่อชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เพื่อให้ทุกการใช้จ่ายของลูกค้าคุ้มค่าที่สุด”

นายพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด (บริษัทในเครือพีทีจี) กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นที่จะนำเสนอบริการรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าสมาชิก PT Max Card กว่า 16 ล้านสมาชิกทั่วประเทศมาโดยตลอด ซึ่งความร่วมมือกับทรูมันนี่ครั้งนี้นับเป็นการตอกย้ำถึงความตั้งใจจริงของทั้งสองแบรนด์ในการขยายช่องทางเพย์เมนต์ใหม่ๆ ที่จะเข้ามาอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าผู้ใช้บริการให้ได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งขึ้นต่อการลดการสัมผัส และไม่ต้องกังวลเรื่องการพกพาเงินสดไม่ว่าจะเป็นการเติมน้ำมัน หรือใช้บริการร้านกาแฟพันธุ์ไทย อีกทั้งยังเป็นการขยายฐานลูกค้ารายใหม่เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นในอนาคตอีกด้วย”

พิเศษ​! สำหรับลูกค้าที่ชำระค่าน้ำมันผ่านแอปฯ TrueMoney Wallet เมื่อชำระค่าน้ำมันไม่มีขั้นต่ำ

ณ ​​สถานีบริการน้ำมัน PT ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 74 แห่งที่ร่วมรายการ รับเงินคืนทันที 3% (สูงสุด 30 บาท) ตั้งแต่วันนี้ – 31 ธันวาคม ศกนี้ คลิกอ่านรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ https://www.truemoney.com/a/pt-promotion-111/  

*หมายเหตุ

  • สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด 
  • เฉพาะสาขาบริการน้ำมันที่ร่วมรายการ
  • ไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่น
  • เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2556 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

จาร์ตัน เปิดตัว “JARTON Home” แพลตฟอร์ม IoT ครบวงจร..ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

“จาร์ตัน เทคโนโลยี” เปิดตัวแอปพลิเคชัน “JARTON Home” แพลตฟอร์ม IoT หรือ Smart Home Super App สัญชาติไทย ที่ครบวงจรและใหญ่ที่สุดในอาเซียน แอปฯเดียวควบคุมอุปกรณ์ Smart Home ระดับชั้นนำทั่วโลก ได้ครอบคลุมกว่า 100 แบรนด์ ใช้งานได้ทั้ง Mobile Application และ Web Application รองรับการสั่งเสียงด้วยเสียง Google Assistant, Apple Siri และ Amazon Alexa สามารถสั่งงานผ่าน Apple Watch, Apple Home Kit, Samsung SmartThings ตั้งเป้า หาพันธมิตรร่วมทุน และ Strategic Partner เพิ่มเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง โดยมุ่งขยายการใช้งาน JARTON Home สู่ระดับอาเซียน มั่นใจผลักดันตลาด Smart Home ที่มีมูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท ให้ขยายตัวเพิ่ม 3 – 5 เท่า ภายใน 2 ปี และผลักดันบริษัทแม่ จาร์ตัน โฮลดิ้งส์ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายในปี 2568

นายธีธัช จึงกานต์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท จาร์ตัน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการผลิต ติดตั้งและส่งออก ระบบบ้านและอาคารครบวงจร เปิดเผยว่า “ตลาด Smart Home ประเทศไทยภาพรวมมีอัตราเติบโตค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากมีผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ IoT ที่หลากหลายจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองเพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่หลากหลายตามไปด้วย แต่ลูกค้าไม่สะดวกที่จะใช้งานมากกว่า 1 แอปพลิเคชันในการควบคุมอุปกรณ์ในบ้านทั้งหมด จาร์ตัน กรุ๊ป จึงได้จัดตั้ง บริษัท จาร์ตัน เทคโนโลยี จำกัด ขึ้นมาเพื่อพัฒนา JARTON Home ให้กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ที่สามารถควบคุม อุปกรณ์ Smart Home ทุกแบรนด์ได้บนแอปพลิเคชันเดียว เริ่มจากสินค้า Smart Home ของ JARTON และพัฒนาจนสามารถใช้งานกับสินค้า ทุกแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศได้ทั้งหมด

“JARTON Home” ถือเป็น Smart Home Super App ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านและอาคารได้อย่างครบวงจร สามารถใช้งานได้ทั้ง Mobile Application และ Web Application (www.JARTONHome.com) รองรับการสั่งงานผ่านคำสั่งเสียงทั้ง Google Assistant, Apple Siri, Amazon Alexa และสั่งงานผ่าน Apple Watch,  Apple Home Kit, Samsung SmartThings ได้อีกด้วย ทั้งนี้  มีสินค้าแบรนด์ชั้นนำจากไทยและทั่วโลกที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือสามารถสั่งงานผ่าน Application JARTON Home ได้แล้ว จำนวนมากกว่า 100 แบรนด์ อาทิ AIS, Anitech, COTTO, DATA, Delight, Eminent, Ener Saver, Euro, Fascino, GATA, Hatari, JARTON, Chaiyo Sprinkler, Divana, LAMPTAN, Lamptitude, Lesasha, LRL by Let’s Relax Spa, Lucky Flame, LUMAX by L&E, Marathon, Mazuma, MEX, Mogen, Monowheel, NANO, Panpuri, Safe, Safety Smart by Safe-T-Cut, SANWA, Schneider Electric, Siam Steel, Somfy, Sparkle, SVOA Robotics, Super Products, Tecno+, Toshino, Uni-Aire และ VC Fabric เป็นต้น ที่ได้ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นพันธมิตร จากหลากหลายวงการ ทั้งกลุ่มการเชื่อมต่อเครือข่าย, กลุ่มรักษาความปลอดภัย, กลุ่มปรับอากาศและไฟฟ้า, กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า, กลุ่มสินค้าสุขภาพ และ กลุ่มอุปกรณ์ควบคุม ส่งผลให้

“JARTON Home” กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุดในอาเซียน
ยิ่งไปกว่านั้น JARTON Home เป็น IoT Platform เดียวที่ได้รับการสนับสนุนจาก Depa (ดีป้า) หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกวงการ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบ IoT หรือ Smart Home ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็นการลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) และขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม

JARTON Home มีระบบการใช้งานที่สะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีระบบบริหารผ่านทั้ง Mobile และ Web Application เพื่อให้สินค้าแต่ละแบรนด์ สามารถเชื่อมต่อระบบการใช้งาน, การใช้คำสั่งเสียงและการใช้อุปกรณ์เสริมได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐานทุกอุปกรณ์ โดยมีการใช้งานเพียง 3 ขั้นตอนคือ ดาวน์โหลด Application JARTON Home ได้ทั้งระบบ iOS และ Android พร้อมลงทะเบียนโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ หรือ อีเมล, เชื่อมต่ออุปกรณ์ เข้ากับระบบ Wi-Fi วงเดียวกับโทรศัพท์ (เฉพาะครั้งแรก)  และ เริ่มสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก

สำหรับ ภาพรวมตลาด Smart Home ในประเทศไทย แม้เติบโตไม่เท่ากับประเทศแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการระบาด Covd-19 ทำให้คนใช้เวลาอยู่บ้าน จึงมีส่วนผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย Smart Home ในประเทศ มีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีอุปกรณ์ Smart Home ในบ้านรวมทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านชิ้น ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากเปิดตัว JARTON Home ที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรกว่า 100 แบรนด์ และพันธมิตรระดับโลกอย่าง Apple HomeKit และ Samsung SmartThings เข้ามาร่วมกันทำการตลาด มั่นใจว่าตลาด Smart Home จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 3-5 เท่าภายใน 2 ปี อย่างแน่นอน

ในด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจ จาร์ตัน กรุ๊ป ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้ง JARTON Holdings เป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในบริษัทลูก และ เตรียมหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner ในแต่ละธุรกิจภายในเครือทั้งหมด 6 บริษัท ซึ่งจะแยกกันตามประเภทธุรกิจ ได้แก่

• JARTON Industry ธุรกิจผลิตและวิจัยสินค้าระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร เช่น เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด กล้องวงจรปิด เครื่อง X-Ray
• JARTON Group ธุรกิจ Trading สินค้าระบบบ้านและอาคารครบวงจร เช่น ระบบ Smart Home
• JARTON Technology ธุรกิจ Technology พัฒนาและบริหารระบบ Software และ Application ทั้งหมด เช่น JARTON Home / JARTON Lock / JARTON CCTV
• Nexitt ธุรกิจรับติดตั้งงานระบบอาคารครบวงจร แบบ Turnkey
• JARTON Network ธุรกิจเครือข่ายด้านสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าสุขภาพ
• Life Elevated ธุรกิจเพื่อสังคมด้านการฝึกอบรมและพัฒนาตนเอง

สำหรับ ผลการดำเนินงานของกลุ่ม จาร์ตัน โฮลดิงส์ ในช่วงที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการระบาด Covid-19  ทำให้ต้องปรับลดลง 30% จากที่ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่  1,000 ล้านบาท โดยสินค้าหลักยังคงเป็น ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Home, ระบบตรวจจับความปลอดภัยแบบอุโมงค์เดินผ่าน, ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ โดยมีสัดส่วน 25% ¬ของยอดขายทั้งกลุ่ม ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับโครงสร้าง จาร์ตัน กรุ๊ป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน ที่จะสรรหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner จากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่ง จากนั้น จะนำบริษัทแม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  ภายใน ปี 2568” นายธีธัช กล่าวในที่สุด


 

Exit mobile version