Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

KKBS จัดนิทรรศการโชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเด่น ปีที่ 2

คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่นจัดกิจกรรมถ่ายทอดผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอาจารย์และนักศึกษา (KKBS-Show Case) ครั้งที่ 2 : SDGs สู่ชุมชนนวัตกรรมต้นแบบและนิทรรศการผลงาน Show and Share โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ(1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ปี 2564 และพื้นที่ชุมชนเข้มแข็ง 5 ชุมชน โดยได้รับเกียรติจากศาสตรจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานในพิธี และ ดร.วิตติกา ทางชั้น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและบัณฑิตศึกษา คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวรายงาน โดยมีนักวิจัย คณาจารย์ นักศึกษา และวิสาหกิจชุมชนร่วมงาน  ณ ห้องวังเลิศ และลานกิจกรรม คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้ดำเนินงานสนับสนุนนโยบายกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ร่วมดำเนินงานโครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (U2T) และพื้นที่อื่น ๆ ในกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ทำให้ชุมชนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เกิดการยกระดับในทุก ๆ มิติ อันเป็นผลงานวิจัยและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนได้อย่างโดดเด่น และก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนเกิดการจ้างงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจในชุมชน รวมทั้งโครงการนี้ ที่ได้คัดเลือกชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ รวบรวมงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่นนำมาสร้างมูลค่าให้กับชุมชนในระดับนานาชาติ และผลักดันสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น  รวมทั้งจัดเวทีเสวนานวัตกรรมชุมชน U2T เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมชุมชน และเป็นช่องทางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ของชุมชน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวิจัยและนวัตกรรมชุมชนอย่างต่อเนื่อง  ทั้งยังเสริมสร้างแนวคิดของชุมชนต่อการสร้างนวัตกรรมที่โดดเด่น เพื่อผลักดันให้ชุมชนสร้างสรรค์งานวิจัยและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)  ทางคณะทำงานมีความมุ่งมั่นที่จะเห็นผลงานนวัตกรรมของชุมชน U2T ที่โดดเด่น ได้นำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจ (Transformation to Business) สร้างผู้ประกอบการใหม่ให้เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล และเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

ดร.วิตติกา ทางชั้น ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและบัณฑิตศึกษา คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี กล่าวรายงานถึงความเป็นมาของโครงการ “ถ่ายทอดผลงานวิจัยที่โดดเด่นของอาจารย์และนักศึกษา (KKBS-Show Case) ครั้งที่ 2 “SDGs สู่ชุมชนนวัตกรรมต้นแบบ” และนิทรรศการผลงาน Show and Share โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ (1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย) ปี 2564 และพื้นที่ชุมชนเข้มแข็ง 5 ชุมชน  จัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมที่โดดเด่นของนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร สู่เวทีสาธารณะ พร้อมสร้างมูลค่าให้กับนวัตกรรมชุมชน สู่การนำไปใช้ประโยชน์ในภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น  คณะบริหารธุรกิจและการบัญชี ขับเคลื่อนการดำเนินงานวิจัย ตามประเด็นยุทธศาสตร์ ปรับเปลี่ยนการทำงานวิจัยเพื่อสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและนำผลงานไปใช้ประโยชน์ (Research Transformation) และการดำเนินงาน OKRs (Objective & Key Result) ประจำปี 2565 ด้าน OKR-32 โครงการพัฒนาชุมชนและสังคมเพื่อความยั่งยืน เพื่อสร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุมและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความไม่เสมอภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ ได้มีการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัย ด้านนวัตกรรม และการบริการวิชาการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ยกระดับเศรษฐกิจและสังคมระดับตำบล ส่งเสริม และพัฒนาศักยภาพของประชาชนในชุมชน

วรัญญู ดอนเหนือ : ภาพ/ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ผนึกกำลัง AIT ขยายขอบข่ายความร่วมมือพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี

. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  และ ดร.เอเดน  วูน  อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)  ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้  พัฒนาการอบรมระดับนานาชาติ เพื่อขยายขอบข่ายความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม โอกาสนี้ นายสายันต์  ตันพานิช   รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. ดร.ประทีป  วงศ์บัณฑิต  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน วว.  ดร.พัชทรา  มณีสินธุ์  รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. พร้อมผู้บริหาร บุคลากรทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ ในวันที่ 28 เมษายน 2565 ณ ห้องประชุม สำนักงานอธิการบดี AIT 

ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า  วว. มีภารกิจสำคัญในการวิจัยและพัฒนา  การทดสอบและสอบเทียบ การบริการทางเทคนิค รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อนำไปสนับสนุนส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน  สนับสนุนผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมให้เข้มแข็ง  ในทศวรรษที่ผ่านมา วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องไปยังภาคอุตสาหกรรมและวิสาหกิจชุมชน สร้างความก้าวหน้าในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ Bio-Circular-Green (BCG) ของรัฐบาล ซึ่งใช้ประโยชน์จากจุดแข็งของประเทศไทยในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ มีการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตร สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับทรัพยากรธรรมชาติ  เชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่าง AIT และ วว. จะเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ BCG ที่สามารถขับเคลื่อนและส่งเสริมเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการพัฒนาสังคม  นอกจากนี้ยังจะร่วมดำเนินงานเพื่อเพิ่มศักยภาพของทั้งสองหน่วยงานในด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม  ถ่ายทอดความรู้ ตลอดจนขยายเครือข่ายไปสู่ระดับชาติและระดับนานาชาติ

ดร.เอเดน  วูน  อธิการบดี  สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT)  กล่าวว่า  AIT มุ่งเน้นการศึกษาด้านวิศวกรรม สิ่งแวดล้อม และการจัดการ เพื่อเตรียมผู้สำเร็จการศึกษาให้พร้อมสำหรับความสำเร็จในวิชาชีพและบทบาทความเป็นผู้นำในเอเชีย ที่มีความเกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจ สร้างผลกระทบทางสังคม ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ความร่วมมือกับ วว. ในครั้งนี้จะนำไปสู่การขยายความร่วมมือในการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาการอบรมระดับนานาชาติร่วมกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับคำแนะนำปรึกษาด้าน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม จาก  วว.   ติดต่อได้ที่  โทร.  0 2577  9000  โทรสาร  0 2577   9009  E-mail : tistr@tistr.or.th  Line@TISTR   IG : tistr_ig


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย เยือน มข. พัฒนาความร่วมมือ ทางวิชาการ

รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประเทศอิสราเอล มีความร่วมมือโครงการวิจัยที่พัฒนาร่วมกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะ ความร่วมมือร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ อาทิ Thai–Israel Techno-Demonstration unit for irrigating high-value crops และ the Agricultural Demonstration Farm (แปลงทดลองสาธิตทางการเกษตร) อันนำไปสู่การลงนามความร่วมมือทางวิชาการ MOU ระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น และประเทศอิสราเอล ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังมีกิจกรรมความร่วมมืออื่น ๆ ร่วมกับประเทศอิสราเอล เช่น เมื่อปี พ.ศ. 2558 อดีตเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ได้มีโอกาสเยือน มข. เนื่องในพิธีเปิด “Small Irrigation International Training Course” เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย และ เมื่อปี พ.ศ. 2563 อดีตเอกอัครราชทูตฯ ได้ให้เกียรติเป็นประธานพิธีเปิด โรงเรือนสำหรับปลูกพืชพร้อมระบบน้ำ (hybrid Greenhouse) อันเป็นโครงการร่วมมือกับ MASHAV, Israel’s Agency for International Development Cooperation – ศูนย์ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของอิสราเอล เพื่อสนับสนุน การพัฒนาและแก้ปัญหา เรื่องการจำกัดการใช้น้ำสะอาดในครัวเรือน และการใช้น้ำในกิจกรรมเกษตร ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย อีกทั้ง เป็นต้นแบบในการเรียนรู้ ถ่ายทอด ศึกษาแก่คณะเกษตรศาสตร์ และภูมิภาคอีสาน ซึ่งการพบปะในครั้งนี้ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านต่างๆ  ในอนาคต

 H.E. Ms. Orna Sagiv   เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า         มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นมหาวิทยาลัยที่น่าอยู่ โดยเฉพาะโครงการ “KKU Smart City & Smart Farm” ที่มีการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้ผู้คน และสิ่งแวดล้อม ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบาย ตอบโจทย์ยุคสมัยในปัจจุบัน นอกจากนี้ ประเทศอิสราเอล ยังมีชื่อเสียงด้าน water management หรือ ระบบการจัดการน้ำ ดังนั้น ทางสถานทูตฯ มีความยินดีอย่างยิ่ง ที่จะมีการจัดสัมมนาออนไลน์ เพื่อแลกเปลี่ยน เรียนรู้ องค์ความรู้ด้านการจัดการน้ำ ให้แก่นักศึกษา นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึง การแลกเปลี่ยนนักศึกษา บุคลากร การแลกเปลี่ยนวิจัย และทุนวิจัย ในอนาคต

ในการนี้ เอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำประเทศไทย ยังได้ร่วมให้เกียรติฟังบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “KKU Smart City & Smart Farm” โดยมีหัวข้อบรรยายย่อย 2 เรื่อง ได้แก่ 1. Digital University บรรยายโดย ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายดิจิทัล 2. Smart City of SCOPC บรรยายโดย รศ.ดร. ระวี หาญเผชิญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และ อาจารย์ สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น หลังจากนั้นได้เดินทางเยี่ยมชม KKU Smart Farm Project ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

รายงานวิจัยของอะโดบีเผย มากกว่า 70% ของพนักงานและผู้จัดการพบว่า การเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดอัตรา Great Resignation

แน่นอนว่าการทำงานจากที่บ้านในช่วงสองปีที่ผ่านมานับเป็นเรื่องท้าทายอย่างมาก แต่จะเป็นเรื่องยากมากยิ่งขึ้นถ้าหากเราไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือที่รองรับการทำงาน การติดต่อสื่อสาร และการทำงานร่วมกันผ่านการเชื่อมต่อระยะไกลในช่วงเวลาดังกล่าว

นี่คือหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ระบุไว้ในรายงานฉบับล่าสุดของอะโดบีที่มีชื่อว่า “The Future of Time: Hybrid Workplace” ที่เจาะลึกปัญหา ความท้าทายและโอกาสของการทำงานในโลกยุคใหม่

ขณะที่องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนรูปแบบการทำงานแบบ WFH ไปสู่การทำงานแบบไฮบริด เราต้องการที่จะศึกษาว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างไรบ้างต่อการทำงานของบุคลากร รวมถึงบทบาทของเทคโนโลยีในโลกยุคใหม่ของการทำงาน  เราได้สำรวจความคิดเห็นของพนักงานและผู้จัดการ 1,400 คนในองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอี ในประเด็นที่เกี่ยวกับการทำงานแบบไฮบริด เทคโนโลยี และอนาคตของการทำงาน เพื่อตรวจสอบว่าสถานที่ทำงานที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบอย่างไรต่อทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดสำหรับทุกคน ซึ่งนั่นก็คือ “เวลา”

ผลการสำรวจของเราชี้ให้เห็นถึงปัญหาท้าทายสำคัญ ๆ ที่บุคลากรต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน และเราได้เสนอแนะแนวทางสำหรับองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องการเสริมศักยภาพให้แก่ทีมงานเพื่อก้าวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

การทำงานแบบไฮบริดมีประโยชน์อย่างมากต่อบุคลากรที่ทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูล เพราะช่วยลดเวลาที่ต้องใช้ในการเดินทางไปทำงาน และทำให้มีเวลามากขึ้นสำหรับการจัดการเรื่องส่วนตัว อีกทั้งยังช่วยรักษาองค์ประกอบที่สำคัญของการทำงานในออฟฟิศ เช่น วัฒนธรรมองค์กร และชุมชน

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมาพร้อมกับปัญหาท้าทายบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี  พนักงานและผู้จัดการที่ทำงานแบบไฮบริด มีการแบ่งเวลาสำหรับการทำงานที่บ้านและที่ออฟฟิศ ระบุว่าตนเองใช้เวลาประมาณ 5-7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติดตั้งหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเทคโนโลยี  เมื่อถามว่าอะไรคือปัญหาท้าทายที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนย้ายไปสู่การทำงานแบบไฮบริด พนักงานเกือบ 70% ตอบว่า “เทคโนโลยี” ซึ่งครอบคลุมทั้งในส่วนของการติดตั้งระบบ การทำงานร่วมกันบนไฟล์ข้อมูล และการแก้ไขปัญหา เช่น สัญญาณ WiFi ที่ขาด ๆ หาย ๆ และการแก้ไขเอกสารที่ใช้ร่วมกันในกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ทำงานแบบไฮบริด

แม้ว่าเทคโนโลยีจะก่อให้เกิดอุปสรรคบางประการต่อการทำงานแบบไฮบริด แต่ขณะเดียวกันก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการแก้ไขปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่องค์กรต่าง ๆ ต้องเผชิญอยู่ในปัจจุบัน  ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่า พนักงานจำนวนมากเชื่อว่าการทำงานแบบไฮบริดไม่อาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย โดย 3 ใน 4 คนระบุว่าการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลก่อให้เกิดผลดีต่อการทรานส์ฟอร์มไปสู่รูปแบบการทำงานไฮบริด

พนักงานคนหนึ่งในองค์กรขนาดใหญ่บอกกับเราว่า “การทำงานแบบไฮบริด เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยถ้าหากไม่มีเทคโนโลยี  ผมต้องเรียนรู้ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ซึ่งถ้าอยู่ในที่ทำงาน พนักงานฝ่ายไอทีก็จะเป็นคนจัดการเรื่องนี้ และผมคงไม่สามารถทำงานได้เลยถ้าหากไม่มีเทคโนโลยีที่ใช้รองรับการทำงาน”

เทคโนโลยีที่ดีกว่าจะช่วยลดช่องว่างในการมีส่วนร่วมของพนักงาน-ผู้จัดการ

ขณะที่หลาย ๆ บริษัทเริ่มออกนโยบายการกลับเข้าทำงานในออฟฟิศ พบว่าผู้จัดการและพนักงานมีความเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุด และเมื่อตรวจสอบลึกลงไป เราพบว่า “เทคโนโลยี” เป็นปัจจัยที่ช่วยอธิบายความเห็นที่แตกต่างกันของผู้จัดการและทีมงาน กล่าวคือ พนักงาน 1 ใน 3 รู้สึกว่าตนเองไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้จัดการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัยหรือมีปัญหาในการใช้เครื่องมือที่ทันสมัยในการทำงานร่วมกัน และมีเพียง 1 ใน 2 เท่านั้นที่รู้สึกว่าผู้จัดการของตนเองมีความชำนาญในเรื่องเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง  ที่จริงแล้วพนักงานจำนวนมากระบุว่าระบบที่ไร้ประสิทธิภาพในแง่ของเทคโนโลยีส่งผลให้พนักงานต้องใช้เวลามากขึ้นในการทำงาน ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลง

ส่วนประเด็นที่ผู้จัดการและพนักงานมีความเห็นสอดคล้องกันก็คือ แนวคิดที่ยืดหยุ่นและมุ่งเน้นดิจิทัลเป็นหลักจะช่วยเสริมศักยภาพให้แก่ทีมงานได้อย่างแท้จริง ทั้งผู้จัดการและพนักงานพึงพอใจกับชั่วโมงการทำงานที่ปรับเปลี่ยนได้ การลาป่วย-ลากิจที่ยืดหยุ่น และการอัพเกรดเทคโนโลยีที่มีอยู่ในออฟฟิศเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดสำหรับทุกคน  ทั้งนี้บริษัทจำเป็นที่จะต้องตระหนักว่าไม่มีโซลูชั่นแบบครอบจักรวาลที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์  ทางที่ดีผู้บริหารควรจะรับฟังความเห็นจากพนักงานเพื่อให้เข้าใจว่าอะไรคือเครื่องมือที่จะช่วยเสริมศักยภาพให้แก่พนักงานได้มากที่สุด รวมไปถึงรูปแบบการทำงานที่เหมาะกับออฟฟิศนั้น ๆ

“เทคโนโลยี” เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดปัญหาพนักงานลาออก

แน่นอนว่าความเหลื่อมล้ำทางด้านเทคโนโลยียังคงเป็นปัจจัยที่กระตุ้นให้พนักงานจำนวนมากลาออก  ตัวอย่างเช่น จากการสำรวจพบว่า พนักงาน 72% และผู้จัดการ 88% ระบุว่าการเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัยเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการประเมินตำแหน่งงานใหม่  นอกจากนี้ยังพบว่า พนักงาน 61% รู้สึกเหนื่อยล้าและหมดไฟในการทำงานเนื่องจากการลาออกของคนในทีม และความรู้สึกดังกล่าวยิ่งเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มพนักงานที่ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย  ยิ่งไปกว่านั้น พนักงาน 1 ใน 3 คนระบุว่าตนเองอาจจะหางานใหม่ในปีหน้า  ด้วยเหตุนี้บริษัทต่าง ๆ จึงควรอัพเกรดเทคโนโลยีที่มีอยู่เพื่อปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เป็นแบบไฮบริดอย่างเหมาะสม และช่วยให้ทุกคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม และที่สำคัญก็คือ บริษัทควรเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงในทันทีก่อนที่จะสายเกินไป

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดรายงาน The Future of Time: Hybrid Workplace ฉบับเต็มได้ ที่นี่


โดย ทอดด์ เกอร์เบอร์
รองประธานฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ Adobe Document Cloud


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส เดินหน้าปักหมุดเปิดร้านแฟรนไชส์ต่อเนื่อง ล่าสุดเปิด 2 สาขาใหม่ จ.เพชรบุรี และ จ.สมุทรสาคร

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่อธุรกิจ เดินหน้าปักหมุดขยายสาขาแฟรนไชส์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดร้าน 2 สาขาใหม่ในภาคกลาง สาขา อรุณไฟฟ้า  จ. เพชรบุรี และ สาขาถนนเศรษฐกิจ  จ. สมุทรสาคร คัดสรรสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำให้ช้อปครบจบในที่เดียวกว่า 100,000 รายการ อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โรงงาน อุปกรณ์ทำความสะอาด สินค้าสุขอนามัย และอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมมอบประสบการณ์ช้อปที่สะดวกสบายให้แก่ผู้ประกอบการ SME จัดซื้อองค์กร และหน่วยงานราชการในท้องถิ่น สามารถเลือกชมและช้อปสินค้าที่ร้าน หรือโทร/ไลน์สั่งซื้อ บริการจัดส่งฟรีเมื่อช้อป 499.-* (ตามกำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ บทความพิเศษ

การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางปี 2565 พุ่งสูงเกือบ 500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 26 เมษายน 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางทั่วโลกในปี 2565 เติบโตเพิ่มขึ้น 20.4% คิดเป็นมูลค่า 494.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจากในปี 2564 ที่มีมูลค่า 410.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าในปี 2566 มูลค่าจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ซิด นาณ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “บริการคลาวด์คือขุมพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัลในปัจจุบัน โดยผู้บริหารไอทีสามารถจัดหาบริการคลาวด์ที่มีอยู่มากมายในตลาดได้ตามต้องการ และพวกเขากำลังพิจารณาอย่างรอบคอบในการเลือกผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะเพื่อใช้ขับเคลื่อนธุรกิจที่ต้องการ มีความเฉพาะเจาะจง และนำผลลัพธ์ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ มาปรับใช้ในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลให้กับองค์กรของพวกเขา”

การ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าการใช้จ่ายของผู้ใช้ปลายทางของบริการ Infrastructure-as-a-Service (หรือ IaaS) จะเติบโตสูงสุดในปีนี้ที่ 30.6% รองลงมา คือบริการ Desktop-as-a-Service (DaaS) ที่ 26.6% และตามมาด้วยบริการ Platform-as-a-Service (PaaS) ที่ 26.1% (ตามตารางที่ 1) ซึ่งการทำงานแบบไฮบริดกำลังกระตุ้นให้องค์กรต่าง ๆ เปลี่ยนแนวทางการใช้โซลูชันประมวลผลไคลเอ็นต์แบบเดิม เช่น เดสก์ท็อปและอุปกรณ์อื่น ๆ ในสำนักงาน ไปสู่บริการ DaaS ทำให้มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์ในกลุ่มนี้เพิ่มสูงถึง 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 สอดคล้องกับความต้องการใช้ความสามารถต่าง ๆ ของคลาวด์เนทีฟโดยบัญชีผู้ใช้ปลายทางสำหรับบริการ PaaS เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 109.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ปลายทางทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

2564 2565 2566
Cloud Business Process Services (BPaaS) 51,410 55,598 60,619
Cloud Application Infrastructure Services (PaaS) 86,943 109,623 136,404
Cloud Application Services (SaaS) 152,184 176,622 208,080
Cloud Management and Security Services 26,665 30,471 35,218
Cloud System Infrastructure Services (IaaS) 91,642 119,717 156,276
Desktop as a Service (DaaS) 2,072 2,623 3,244
มูลค่าตลาดรวม 410,915 494,654 599,840

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service

เนื่องจากการปัดเศษ ทำให้ตัวเลขบางตัวรวมกันแล้วไม่ตรงกับจำนวนรวมทั้งหมด

ที่มา: การ์ทเนอร์ (เมษายน 2565)

“ความสามารถของคลาวด์เนทีฟ เช่น การจำลองระบบคอมพิวเตอร์แบบเสมือน (Containerization), Database Platform-as-a-Service (dbPaaS) และ เอไอ (AI) / แมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML) มีคุณสมบัติที่สมบูรณ์กว่าการประมวลผลแบบการใช้คอมพิวเตอร์แบบธรรมดา (Commoditized Compute) เช่น IaaS หรือ Network-as-a-Service ซึ่งมีราคาแพงกว่าและเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายขององค์กร” นาณ กล่าวเสริม

SaaS ยังเป็นตลาดบริการคลาวด์สาธารณะที่ใหญ่ที่สุด คาดว่าในปีนี้มีมูลค่าสูงถึง 176.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยการ์ทเนอร์คาดว่ามูลค่าใช้จ่ายบริการคลาวด์ในกลุ่มนี้จะเติบโตคงที่ เนื่องจากองค์กรต่าง ๆ เข้าถึงบริการ SaaS หลากหลายอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น เข้าถึงผ่านคลาวด์มาร์เก็ตเพลส และยังแยกย่อยออกไปบริการอื่น ๆ อีก รวมถึงแอปพลิเคชันอิสระ (Monolithic Applications) ไปจนถึง Composable parts อื่น ๆ เพื่อรองรับกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ (DevOps) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เทคโนโลยีเกิดใหม่ต่าง ๆ ในระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง อาทิ Hyperscale Edge Computing และ Secure Access Service Edge (SASE) สร้างการเปลี่ยนแปลงให้ตลาดเทคโนโลยีอื่น ๆ เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ในหมวดใหม่ ๆ และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ให้บริการคลาวด์สาธารณะ

“ผลของประสิทธิภาพที่เพิ่มมากขึ้นของบริการคลาวด์หลัก ๆ (Core Cloud Services) ทำให้องค์กรหันมาให้ความสำคัญกับความสามารถที่หลากหลายของระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลให้กับธุรกิจและการดำเนินงานภายในองค์กรได้โดยตรง ซึ่งบริการคลาวด์สาธารณะกลายเป็นส่วนสำคัญที่บังคับผู้ให้บริการนำมาใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายทางสังคมและการเมือง เช่น ความยั่งยืนและอำนาจอธิปไตยของข้อมูล”

“ผู้นำไอทีที่ให้ความสำคัญกับคลาวด์และเข้าใจว่าคลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่มอบโอกาสมากกว่าเป็นจุดจบขององค์กร จะประสบความสำเร็จในเส้นทางการเปลี่ยนแปลงไปสู่ดิจิทัลตามที่วางแผนไว้ เช่นเดียวกับองค์กรที่นำคลาวด์มาผสานรวมเข้ากับเทคโนโลยีอื่น ๆ ในเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน และทำให้เทคโนโลยีเกิดใหม่มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น” นาณ กล่าวเสริม

ลูกค้าของการ์ทเนอร์ สามารถดาวน์โหลดรายงาน Forecast: Public Cloud Services, Worldwide, 2020-2026, 1Q22 Update ฉบับเต็มได้ที่นี่ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมสัมนาออนไลน์ของการ์ทเนอร์ในหัวข้อ Cloud Computing Scenario: The Future of Cloud

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข่าวสารและการอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ที่ Twitter และ LinkedIn

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Gartner for High Tech Leaders คลิกที่ Twitter และ LinkedIn. หรือคลิกติดตามข่าวสารและข้อมูลเชิงลึกอื่น ๆ ได้ที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อุทยานวิทยาศาสตร์ ม.ขอนแก่น เปิดตัว Vallaris Maps Platform เครื่องมือจัดการข้อมูลด้านภูมิศาสตร์ ตอบโจทย์การขับเคลื่อนองค์กรด้วยนวัตกรรม

รศ.ดร.ธีรวัฒน์ เหล่านภากุล รองผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  เปิดเผยว่า อุทยานวิทยาศาสตร์ มข.  ร่วมกับ บริษัท ไอบิทซ์ จำกัด จัดกิจกรรม “NESP Unbox EP.3 เปิดตัว Vallaris Maps Platform” เครื่องมือสำหรับบริหารจัดการข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้การขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศนวัตกรรม (Eco-System) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ให้ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมของเอกชนผู้ใช้พื้นที่อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (.ขอนแก่น) ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคเอกชน นักลงทุน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างโอกาสในการต่อยอดธุรกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Startup ภาคเอกขนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ได้จัดให้มีการเสวนาในประเด็นเรื่อง ความสำคัญและการขับเคลื่อนหน่วยงานด้วยข้อมูลทางด้านภูมิศาสตร์ โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ที่มีบทบาทในชีวิตประจำวันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งการรับมือต่อปัญหาแพร่ขยายของโรคระบาด การบุกรุกทำลายทางธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของการใช้พื้นที่ ข้อมูลเหล่านี้เมื่อปรากฏบนแผนที่ทำให้สามารถแปลความ สื่อความหมาย และนำไปใช้งานได้ง่ายและแก้ไขสถานการณ์ได้ทันท่วงที

สำหรับ Vallaris เป็นแพลตฟอร์มทางด้านภูมิศาสตร์ ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดการข้อมูลด้านภูมิศาสตร์แก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนซึ่งกระจายกันอยู่หลายหลากที่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟล์ หรือ ฐานข้อมูล ทำให้เมื่อต้องการใช้งานข้อมูลร่วมกันเป็นไปอย่างยากลำบาก โดย Vallaris จะมีเครื่องมือสำหรับนำเข้าข้อมูล ทำให้ข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างมีระเบียบ เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บอย่างมีระเบียบแล้ว ช่วยให้สามารถนำข้อมูลทั้งที่เก็บอยู่ใน Vallaris เอง และจากแหล่งข้อมูลภายนอกมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ โดยผู้ใช้งานออกแบบการแสดงผลบนแผนที่ได้ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญคือผู้ใช้สามารถเรียกบริการแผนที่ (Map Service) และบริการข้อมูล (Data Service) ไปใช้งานได้อย่างง่าย สะดวก และรวดเร็ว ซึ่งในปัจจุบันมีความร่วมมือกับวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อนำ Vallaris ไปใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการเรียนการสอนด้านภูมิสารสนเทศ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายภายใต้โครงการ One Day Sharing UNI Project

สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0-2278-7913 , อีเมล sales@i-bitz.co.th , Website: https://vallarismaps.com Facebook Fanpage : Vallaris Maps


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอปสัน เดินหน้าขยายตลาดโฮมเธียเตอร์ หลังกวาดส่วนแบ่งตลาดโตเท่าตัว

เอปสันเดินหน้าขยายไลน์สินค้าโฮมโปรเจคเตอร์ต่อหลังกวาดมาร์เก็ตแชร์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ล่าสุดเปิดตัวเลเซอร์โปรเจคเตอร์ระดับ 4K รุ่น EH-LS12000B ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อความบันเทิงขนาดจอยักษ์สำหรับคนรักหนังและเกมเมอร์พันธุ์แท้ภายในบ้าน

เอปสันวางตลาดเลเซอร์โฮมโปรเจคเตอร์รุ่น EH-LS12000B ในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้คนที่กำลังจะทำโฮมเธียเตอร์ ระดับไฮเอนด์ที่บ้านได้ทึ่งกับความตระการตาของภาพที่ทั้งคมชัด สมจริง สีสันมีชีวิตชีวา ด้วยความละเอียดระดับ  8.3 ล้านพิกเซลต่อเฟรม มาพร้อมชิปประมวลผลภาพ 4K รุ่นใหม่ล่าสุด ทั้งยังสามารถรองรับการแสดงผล HDR (High Dynamic Range) ในแบบ HDR10+ ที่แสดงได้ครบทุกรายละเอียดและมิติของภาพทั้งในบริเวณที่มืดและที่สว่าง รวมถึงสีสันที่เข้มข้นและสีธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังมีพอร์ต HDMI 2.1 ที่ทำให้การหน่วงเวลาอินพุตต่ำกว่า 20 มิลลิวินาที เกมเมอร์จึงสามารถเล่นเกมโปรดบนคอนโซลเกม อย่าง PlayStation 5 หรือ Xbox Series X ได้อย่างลื่นไหลไม่มีดีเลย์ เต็มอารมณ์กับภาพระดับ 4K บนเฟรมเรทที่ 120 FPS

EH-LS12000B ยังใช้เทคโนโลยี 3LCD ที่พัฒนาขึ้นโดยเอปสันเอง มีค่าความสว่างแสงสีและแสงขาวสูงถึง 2,700 ลูเมน ให้สีสันที่เต็มอิ่ม สมดุล และสมจริง ไม่มีปัญหา Rainbow Effect รบกวนสายตาระหว่างการรับชม สำหรับฟังก์ชันที่มากับเครื่องยังรวมถึงโหมด Scene Adaptive Gamma ซึ่งช่วยเร่งระดับคอนทราสต์ให้ส่วนที่สีขาวที่สุดและดำที่สุดมีความต่างที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การใช้แหล่งกำเนิดแสงเลเซอร์แทนหลอดไฟทั่วไปยังทำให้โปรเจคเตอร์รุ่นนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานถึง 20,000 ชั่วโมง โดยมีการบำรุงรักษาต่ำ ทั้งยังปล่อยไอร้อนขณะทำงานและกินไฟน้อยลง การติดตั้งก็ยังทำได้อย่างง่ายดาย เพราะมีความยืดหยุ่นสูง สามารถติดตั้งได้ แม้ในตำแหน่งที่ไม่ได้ทำมุมรับกับสกรีนพอดี มีระบบเลนส์ควบคุมการโฟกัสและชิฟต์เลนส์ด้วยมอเตอร์ พร้อมสามารถซูมแบบออปติคอลได้ 2.1 เท่า

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ตั้งแต่บริษัทฯ เปิดตัวเลเซอร์โฮมโปรเจคเตอร์ครั้งแรกเมื่อปี 2558 ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ามาโดยตลอด สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจของลูกค้าต่อแบรนด์และประสิทธิภาพของเทคโนโลยีเอปสัน บวกกับเป็นช่วงที่ผู้คนมีเวลาอยู่ที่บ้านมากขึ้น ทำให้คนหันมาสนใจลงทุนกับความบันเทิงภายในบ้านอย่างโฮมเธียเตอร์เพิ่มขึ้นด้วย EH-LS12000B ที่เป็นเลเซอร์โปรเจคเตอร์ 3LCD ของเอปสันถูกออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเอาใจผู้ที่ต้องการภาพเพื่อความบันเทิงระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็นโฮมเธียเตอร์หรือเอาไว้เล่นเกมด้วยจอภาพขนาดใหญ่ EH-LS12000B ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่ได้เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ส่วนประเทศไทยเอง กลุ่มสินค้าเลเซอร์โฮมโปรเจคเตอร์ก็มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ซึ่งผู้ที่ใช้ EH-LS12000B จะได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษเหมือนมีโรงภาพยนตร์จริงๆ อยู่ในบ้าน และสามารถสร้างจอขนาดยักษ์ได้ตามที่ต้องการจนเหมือนเข้าไปอยู่ในโลกของเกมจริงๆ”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ขับเคลื่อน BCG หนุนใช้ “สารชีวภัณฑ์” ช่วยยกระดับผลิตผลทางการเกษตร

ชีวภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะมาจาก พืช สมุนไพร จุลินทรีย์  มีหลายรูปแบบ ที่คุ้นเคยและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป คือ EM (Effective  microorganisms) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์มีหน้าที่ในด้านการย่อยสลายเศษซากพืช ช่วยเร่งปฏิกิริยาในการผลิตปุ๋ย  เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมน หรือเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักร่วมกับสมุนไพรเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยนำ หรือใช้ป้องกันกำจัดแมลง  มีหลายหน่วยงานภาครัฐที่ผลิต EM และนำไปใช้ในเชิงสังคม อาทิ พด. 1-12 ของกรมพัฒนาที่ดิน ปม.1 และ ปม. 2 ของกรมประมง และ PGPR 1 PGPR 2 และ PGPR 3 ของกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีจุลินทรีย์เดี่ยวๆ โดยทั่วไปที่ผลิตขายเชิงพาณิชย์และผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จะมี 5 สายพันธุ์หลัก คือ ไตรโคเดอร์มา บิววาเรีย เมธาไรเซียม บีที และบีเอส ซึ่งจุลินทรีย์ทั้ง 5 ชนิดนี้จะนำไปใช้ในการควบคุมศัตรูพืช คือ โรคและแมลงของพืช 

ปัจจุบันภาครัฐรณรงค์ให้เกษตรกรทำการเกษตรมุ่งเน้น ระบบการผลิตพืชแบบเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ โดยใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชมากขึ้นเพื่อการขับเคลื่อนเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนประเทศเชิงบูรณาการในทุกมิติ   มุ่งใช้ความได้เปรียบเชิงทรัพยากรและวัฒนธรรมโดยการขับเคลื่อนนโยบาย BCG เป็นฐานในการพัฒนา ที่มีเป้าหมายร่วมคือก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง สู่ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยั่งยืนภายใน 7 ปี 

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดของกระทรวง อว. ได้นำนโยบายเศรษฐกิจ BCG  เป็นธงดำเนินงานองค์กร และมีองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ สร้างความเข้มแข็งให้กับทุกภาคส่วนของประเทศ โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างงาน สร้างอาชีพอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการดำเนินงานโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ในส่วนของ ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรมอาหาร  หรือ  ICPIM 2   ที่มีสายการผลิตชีวภัณฑ์ครอบคลุมตอบโจทย์ทั้งสายการผลิตเชื้อราและแบคทีเรีย 

รูปแบบของชีวภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตโดย โรงงาน  ICPIM 2   มีจำนวน  3  รูปแบบ คือ หัวเชื้อเหลว  หัวเชื้อน้ำ และหัวเชื้อผง ในส่วนของบรรจุภัณฑ์มี 3 ขนาด คือ  เล็ก กลาง และใหญ่ สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้ชีวภัณฑ์ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ มีกำลังการผลิตรวมต่อปีมากถึง 115,000 ลิตร

“ICPIM 2”   มีศักยภาพตอบโจทย์ให้กับภาคอุตสาหกรรมของไทย  โดย  วว. มีหลายส่วนงานที่ร่วมบูรณาการดำเนินงาน ครอบคลุมและรองรับงานด้านชีวภัณฑ์ครบวงจร  ได้แก่  ศูนย์จุลินทรีย์   มีสายพันธ์จุลินทรีย์ในคลังมากกว่า  11,000 สายพันธุ์ เพื่อนำไปวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่  มีโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ พร้อมให้บริการจัดเก็บรักษาสายพันธุ์จุลินทรีย์ให้กับผู้ประกอบการ  มีศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร  ซึ่งมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐานตาม OECD  GLP  GUIDLINE  ในการให้บริการวิเคราะห์ทดสอบความเป็นพิษของจุลินทรีย์ และในส่วนของ โรงงาน ICPIM 2   ให้บริการครบวงจรทั้งในด้านการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์จุลินทรีย์ใหม่ๆ ในระดับห้องปฏิบัติการ และทดสอบกระบวนการผลิต ขยายจุลินทรีย์ในระดับกึ่งอุตสาหกรรม

 นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในงานด้านชีวภัณฑ์ โดยมีความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา รับน้องๆในระดับอุดมศึกษามาเรียนรู้  ฝึกงาน  รวมถึงทำวิจัยในด้านต่างๆ ของการพัฒนางานด้านชีวภัณฑ์ ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการ  โรงงาน และภาคสนาม เพื่อเป็นแรงงานรองรับการพัฒนาของอุตสาหกรรมเกษตรและชีวภาพต่อไปในอนาคต

. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต    ผู้ว่าการ วว.   กล่าวถึงข้อดีของสารชีวภัณฑ์ที่ วว. ผลิตว่า ผ่านการวิจัยและพัฒนาในเรื่องของประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช รวมถึงทดสอบความเป็นพิษในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน ISO/IEC  17025 ตามหลัก OECD GLP GUILDLINE และผ่านการผลิตในโรงงานด้วยเครื่องจักรระดับกึ่งอุตสาหกรรมที่ได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตสะอาด ปราศจากเชื้ออื่นปนเปื้อน 

ทั้งนี้ วว. ได้นำสารชีวภัณฑ์ที่วิจัย พัฒนาและผลิต ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานพื้นที่กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัด  รวมจำนวน 1.3 ล้านลิตร เพื่อป้องกันกำจัดศัตรูพืชทดแทนสารเคมีทางการเกษตร ลดสารพิษตกค้าง เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่เกษตรกรผู้ใช้ ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม  และลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ  โดย วว. ได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารชีวภัณฑ์ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม และอยุธยา ครอบคลุม   4  กลุ่มพืชเศรษฐกิจ ได้แก่  ไม้ผล พืชไร่ (ข้าว อ้อย มันสำปะหลัง)  พืชสมุนไพรและพืชผัก  รวมทั้งได้พัฒนากระบวนการขยายชีวภัณฑ์ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการเพื่อขยายสู่การผลิตเชิงพาณิชย์และระดับชุมชน 

นอกจากนี้ วว. ยังได้เข้าร่วมดำเนิน โครงการภายใต้แผนงาน/โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติโครงการยกระดับเศรษฐกิจในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลางตะวันตก ด้วย BCG โมเดลในปีงบประมาณ 2564   จากการดำเนินงานดังกล่าวได้ส่งผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคม  ดังนี้  

 1) มีเกษตรกรกว่า  200  ราย  นำเทคโนโลยีไปใช้ในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการพัฒนาปัจจัยการผลิตหมุนเวียนสำหรับเกษตรกรแปลงใหญ่เพิ่มขึ้นได้   5  ปัจจัยการผลิต   จำนวน   6   เทคโนโลยี   ดังนี้  เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการหน่อไม้ฝรั่งเพื่อการส่งออก   เทคโนโลยีการผลิตข้าวเสริมซีลีเนียม   เทคโนโลยีการพัฒนาวัสดุเพาะเห็ด (ฟางข้าวเสริมซีลีเนียม กากมันสำปะหลัง)  เทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพผลผลิตอ้อยด้วยปุ้ยอินทรีย์เคมีเสริมจุลินทรีย์ละลายฟอสเฟต   เทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพและเพิ่มผลผลิตพืซด้วยสารควบคุมการเจริญเติบโต  (มันสำปะหลัง กล้วย)  และเทคโนโลยีขยายชีวภัณฑ์ในถังชุมชนโมเดล วว. 

 2) สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยมีเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และบริษัท รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต functional food และบรรจุภัณฑ์ 

 3)  มีผู้ประกอบการร่วมลงทุนด้าน  R&D  ภายใต้ BCG  Model 

 4)  เกิดต้นแบบผลิตภัณฑ์ functional   food และเวชสำอาง จำนวน  10  ผลิตภัณฑ์ และต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน  2  ต้นแบบ  ส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินงานจำนวน  370   ล้านบาท

“…ประโยชน์ของการใช้สารชีวภัณฑ์ เป็นการยกระดับผลิตผลทางการเกษตรรองรับนโยบายของรัฐบาล มุ่งสู่ระบบการผลิตพืชปลอดภัย และระบบการผลิตพืชอินทรีย์ เพิ่มมูลค่าของผลิตผลทางการเกษตร ลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ลดการตกค้างของสารเคมีในพืชผลการเกษตร ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค ต่อสิ่งแวดล้อม ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรไทย…” ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุปถึงประโยชน์ของสารชีวภัณฑ์ที่มีต่อภาคเกษตรกรรม

สอบถามเกี่ยวกับสารชีวภัณฑ์  ได้ที่ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว.  โทร. 0 2577  9016, 02-577 9021   โทรสาร 0 2577  9009  E-mail : tistr@tistr.or.th


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดบ้านต้อนรับคณะนักศึกษาชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา นำโดย อาจารย์สุวรรณา บุเหลา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา และคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์ ร่วมเรียนรู้พร้อมเปิดประสบการณ์แห่งโลกเทคโนโลยีไอทีไปกับ MSC ทั้งนี้รับเกียรติจาก ดร.ธัญญา วงษ์วานิช Head of Corporate Communication กล่าวต้อนรับ และคุณมีลาภ โสขุมา Assistance Vice President of Solutions Integration Group บรรยายความรู้เรื่อง “Digital Transformation” พร้อมเข้าเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ภายใน บริษัทฯ เมื่อวันพุธที่ 20 เมษายน 2565 ณ สำนักงานใหญ่

กิจกรรมเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีสารสนเทศของ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ และศึกษาดูงาน พร้อมรับฟังการบรรยายด้านเทคโนโลยีไอทีที่ทันสมัย

สถาบันการศึกษาที่สนใจเยี่ยมชมสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-089-4242 email: crc@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/ Facebook: https://www.facebook.com/metrosystemscorp


Exit mobile version