ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เจ้าของรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เจ้าของรางวัลสุดยอดแฟรนไชส์
บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดบ้านต้อนรับคณะนักศึกษาชั้นปีที่ 2-3 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ นำโดย อาจารย์พีรศุษม์ ทองพ่วง รองคณบดีฝ่ายบริหารและวางแผน สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ คณะบริหารธุรกิจ ร่วมเรียนรู้พร้อมเปิดประสบการณ์แห่งโลกเทคโนโลยีไอทีไปกับ MSC ทั้งนี้รับเกียรติจาก ดร.ธัญญา วงษ์วานิช Head of Corporate Communication เปิดงานกล่าวต้อนรับ คุณมีลาภ โสขุมา Assistance Vice President of Solutions Integration Group บรรยายความรู้เรื่อง “Digital Transformation” และคุณสุกัญญา วิมลเศรษฐ Assistant Vice President of HR กล่าวถึงเรื่อง Future skill for future work พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ตำแหน่งงานว่าง และการรับนักศึกษาฝึกงาน จากนั้นคณาจารย์และนักศึกษาได้เข้าเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีต่างๆ ภายใน บริษัทฯ เมื่อวันพุธที่ 29 มิถุนายน 2565 ณ สำนักงานใหญ่
กิจกรรมเยี่ยมชมศูนย์สาธิตเทคโนโลยีสารสนเทศของ บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดให้บริการเพื่อเป็นวิทยาทานแก่สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่ต้องการให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนรู้ และศึกษาดูงาน พร้อมรับฟังการบรรยายด้านเทคโนโลยีไอทีที่ทันสมัย
สถาบันการศึกษาที่สนใจเยี่ยมชมสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 02-089-4242 email: crc@metrosystems.co.th Website: https://www.metrosystems.co.th/ Facebook: https://www.facebook.com/metrosystemscorp
กรุงเทพฯ ประเทศไทย 4 กรกฎาคม 2565 – ในปี 2565 คาดว่ายอดผู้สมัครใช้งาน 5G ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะเพิ่มขึ้นสองเท่า จาก 15 ล้านบัญชี ณ สิ้นปี 2564 ตามที่ระบุไว้ในรายงาน Ericsson Mobility Report ของอีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ฉบับล่าสุด และยังได้คาดการณ์ไว้อีกว่า ภายในสิ้นปี 2565 จะมียอดสมัครใช้บริการ 5G ทั่วโลกมากถึงหนึ่งพันล้านบัญชี
ภายในไม่กี่ปีข้างหน้าจะมีการปรับใช้งานเครือข่ายมากขึ้นคาดว่าจะทำให้การสมัครใช้บริการ 5G จะเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ (CAGR) 83% ตลอดช่วงระยะเวลาคาดการณ์ซึ่งจะเพิ่มขึ้นแตะ 570 ล้านบัญชี ภายในปี 2570
ตัวเลขดังกล่าวนี้เกือบเท่ากับจำนวนการสมัครใช้บริการ 4G ทั้งหมดในภูมิภาคในช่วงเวลานั้น โดยปริมาณการใช้ดาต้าบนมือถือต่อสมาร์ทโฟนยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งและคาดว่าจะพุ่งแตะ 45 กิกกะไบท์ (GB) ต่อเดือน ภายในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ 30% โดยการใช้งาน 5G ที่กว้างขึ้นและบริการ XR ใหม่ จะช่วยผลักดันการเติบโตของปริมาณการใช้ดาต้าเน็ตในช่วงหลังของระยะเวลาคาดการณ์ของอีริคสันจนถึงปี 2570
มร. อิกอร์ มอเรล ประธานบริษัท อีริคสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “ในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างเห็นได้ชัดทั้งในด้านจำนวนผู้ใช้บริการและปริมาณการใช้งาน 5G โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนียจะมียอดการใช้ดาต้าต่อสมาร์ทโฟนเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง แตะระดับ 45 กิกกะไบท์ (GB) ต่อเดือน ภายในปี 2570 หรือเติบโตเฉลี่ยที่ 30% ต่อปี จากตลาดในประเทศไทยมีความไดนามิกสูงมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มที่เป็น Tech Savvy ระดับต้น ๆ ของโลก”
“อีริคสันดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นเวลานานและเรายังมุ่งมั่นเพื่อเป็นส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเสริมศักยภาพให้แก่ประเทศไทย เราพร้อมร่วมพัฒนาระบบนิเวศ 5G ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จาก 5G ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี XR/AR การเล่นเกมบนคลาวด์ และช่วยเหลือองค์กรต่าง ๆ เร่งเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่ยุคดิจิทัล ด้วยการนำเสนอคลื่น 5G ทั้งย่านความถี่ต่ำ กลาง และสูง ในประเทศไทย ที่เป็นกุญแจสำคัญสำหรับมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า เต็มไปด้วยสมรรถนะของสัญญาณ ความครอบคลุม และความเร็วที่เหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ใช้ 5G ในประเทศไทย”
คาดว่าในปี 2570 ภูมิภาคอเมริกาเหนือจะกลายเป็นผู้นำโลกด้านการสมัครใช้บริการ 5G โดยจากยอดผู้สมัครใช้บริการมือถือในทุก ๆ 10 รายจะมีผู้สมัครใช้ 5G ถึง 9 ราย
จากไทม์ไลน์ปี 2570 มีการคาดการณ์เกี่ยวกับ 5G ที่น่าสนใจตามภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ ในยุโรปตะวันตก มีสัดส่วนการสมัครใช้บริการ 5G ที่ 82% ขณะที่ในภูมิภาคของกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวอาหรับ (GCC) มีสัดส่วนอยู่ที่ 80% และ 74% ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ
รายงาน Ericsson Mobility Report ฉบับล่าสุด ซึ่งเป็นฉบับที่ 22 ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ที่น่าสนใจ พร้อมยังเผยให้เห็นว่าปริมาณการใช้ดาต้าบนมือถือทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา
การเติบโตของยอดการใช้ดาต้านี้ได้รับแรงหนุนมาจากปริมาณการใช้สมาร์ทโฟนและบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตบนมือถือที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของภาคสังคมและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไปสู่ดิจิทัล สถิติและการคาดการณ์ล่าสุดยังสะท้อนถึงความต้องการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการดิจิทัลอย่างชัดเจน ถึงแม้จะมีการระบาดของโควิด-19 และความไม่แน่นอนของภูมิศาสตร์ทางการเมืองเกิดขึ้นทั่วโลก แต่ก็มีผู้คนหลายร้อยล้านคนสมัครใช้งานบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ตบนมือถือใหม่ทุกปี
รายงาน Ericsson Mobility Report เดือนมิถุนายน ปี 2565 ตอกย้ำให้เห็นว่าการเติบโตของ 5G เป็นเจนเนอเรชั่นเครือข่ายไร้สายที่มีการนำมาใช้งานรวดเร็วกว่าเทคโนโลยีมือถือรุ่นก่อน ๆ ทั้งหมด โดยเวลานี้หนึ่งในสี่ของประชากรโลกสามารถเข้าถึงเครือข่าย 5G ได้ และเพียงช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 มีจำนวนการสมัครใช้บริการ 5G เพิ่มขึ้นประมาณ 70 ล้านบัญชี ซึ่งตามรายงานยังระบุว่า ภายในปี 2570 ประชากรทั่วโลกสามในสี่จะสามารถเข้าถึง 5G ได้
ในรายงานยังได้ชี้ให้เห็นความสำคัญของการเชื่อมต่อความเร็วสูงแบบ Fixed Wireless Access (FWA) ที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับการให้บริการบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต โดยอีริคสันคาดการณ์ว่า ในปี 2565 นี้ จะมีการเชื่อมต่อแบบ FWA เกิน 100 ล้านจุด และจะเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในปี 2570 แตะระดับ 230 ล้านจุด
ในส่วนของ Internet of Thing (IoT) ตามรายงานระบุว่าในปี 2564 บรอดแบนด์ IoT (4G/5G) แซงหน้า 2G และ 3G กลายเป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่เชื่อมสัญญาณเซลลูลาร์แบบ IoT มากที่สุด หรือคิดเป็น 44% ของการเชื่อมต่อทั้งหมด
เทคโนโลยีเชื่อมต่อ IoT (NB-IoT, Cat-M) เพิ่มขึ้นเกือบ 80% ช่วงปี 2564 โดยมีการเชื่อมต่อแตะ 330 ล้านจุด และคาดว่าจำนวนอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้จะแซงหน้าเทคโนโลยี 2G/3G ภายในปี 2566
กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 1 กรกฎาคม 2565 – การ์ทเนอร์เผยองค์กรต่าง ๆ ควรให้ความสำคัญกับ 5 แนวโน้มด้านความเป็นส่วนตัว เพื่อรับมือต่อความท้าทายสำหรับปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลและปฏิบัติตามกฎระเบียบความเป็นส่วนตัวทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ด้วยความพยายามผลักดันกฎระเบียบความเป็นส่วนตัวให้ขยายวงกว้างในหลายสิบเขตอำนาจศาลในอีกสองปีข้างหน้านี้ ทำให้ ณ เวลานี้หลาย ๆ องค์กรต่างเล็งเห็นความจำเป็นและเริ่มโครงการความเป็นส่วนตัว การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่างบประมาณประจำปีด้านความเป็นส่วนตัวโดยเฉลี่ยขององค์กรขนาดใหญ่จะสูงกว่า 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี พ.ศ. 2567
การ์ทเนอร์เปิด 5 แนวโน้มด้านความเป็นส่วนตัว ที่นอกจากสนับสนุนหลักปฏิบัติด้านความเป็นส่วนตัวแล้ว แต่ยังส่งเสริมผู้นำธุรกิจหลายรายทั่วทั้งองค์กร ช่วยให้การซื้อเพื่อนำใช้งานสะดวกขึ้น มีคุณค่ามากขึ้น และใช้เวลาสั้นลง
ปรับข้อมูลให้เหมาะกับท้องถิ่น (Data Localization)
ในสังคมดิจิทัลที่ไร้พรมแดน การพยายามหาหนทางควบคุมประเทศที่มีข้อมูลอยู่นั้นดูเหมือนจะขัดกับความรู้สึก อย่างไรก็ตามการควบคุมนี้เป็นข้อกำหนดโดยตรงหรือเป็นผลพลอยได้จากกฎหมายความเป็นส่วนตัวที่เกิดขึ้นใหม่จำนวนมาก
ความเสี่ยงในด้านกลยุทธ์ธุรกิจหลายประเทศทำให้เกิดแนวทางใหม่สำหรับการออกแบบและการจัดหาระบบคลาวด์ในทุกรูปแบบบริการ เนื่องจากผู้นำด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงต้องเผชิญกับภูมิทัศน์ของกฎระเบียบที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดไปตามภูมิภาคที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่ปรับให้เหมาะสมกับท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วยเหตุนี้ การวางแผน Data Localization จะเปลี่ยนลำดับความสำคัญสูงสุดในการออกแบบและการจัดหาบริการคลาวด์
เทคนิคการประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นส่วนตัว (Privacy-Enhancing Computation Techniques)
การประมวลผลข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ระบบคลาวด์สาธารณะ และการแชร์ข้อมูลและการวิเคราะห์แบบหลายฝ่าย ได้กลายเป็นพื้นฐานสู่ความสำเร็จขององค์กร แทนที่จะใช้แนวทางแบบตรงไปตรงมา ซึ่งความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของเครื่องมือวิเคราะห์และสถาปัตยกรรมกำหนดให้ผู้จำหน่ายรวมความสามารถด้านความเป็นส่วนตัวผ่านการออกแบบ โดยความแพร่หลายของโมเดล AI และความจำเป็นในการฝึกอบรมเป็นเพียงส่วนเสริมล่าสุดเกี่ยวกับข้อกังวลด้านความเป็นส่วนตัว
การประมวลผลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความเป็นส่วนตัว (หรือ PEC) ต่างจากการควบคุมความปลอดภัยในข้อมูลที่พักนิ่งทั่วไป (Data-At-Rest) กล่าวคือสามารถปกป้องข้อมูลในขณะที่ใช้งานอยู่ ส่งผลให้องค์กรสามารถใช้รูปแบบการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้มาก่อน เนื่องจากติดปัญหาความเป็นส่วนตัวหรือความปลอดภัยได้ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2568 องค์กรขนาดใหญ่ 60% จะใช้เทคนิคของ Privacy-Enhancing Computation อย่างน้อยหนึ่งเทคนิคเพื่อการวิเคราะห์ หรือใช้ในธุรกิจอัจฉริยะ หรือเพื่อการประมวลผลบนคลาวด์
การกำกับดูแลด้วยเทคโนโลยี AI (AI Governance)
จากผลการสำรวจของการ์ทเนอร์ พบว่า 40% ขององค์กรมีการละเมิดความเป็นส่วนตัวจาก AI แต่มีเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่เป็นอันตราย ไม่ว่าองค์กรจะประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลผ่านโมดูลที่ใช้ AI ที่รวมอยู่ในข้อเสนอของผู้จัดจำหน่าย หรือจากแพลตฟอร์มแยกที่จัดการโดยทีมวิทยาศาสตร์ข้อมูลภายในองค์กร ความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในทางที่ผิดนั้นยังคงมีอยู่
“AI จำนวนมากที่ทำงานในองค์กรต่าง ๆ ในยุคปัจจุบัน ถูกสร้างด้วยโซลูชันที่มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมีการกำกับดูแลเพียงเล็กน้อยเพื่อประเมินผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัว ความสามารถด้าน AI แบบฝังเหล่านี้ใช้เพื่อติดตามพฤติกรรมของพนักงาน ประเมินความรู้สึกของผู้บริโภค และสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความ “อัจฉริยะ” สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา นอกจากนี้ ข้อมูลที่ป้อนลงในโมเดลการเรียนรู้เหล่านี้ ในปัจจุบันจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในอนาคต เมื่อกฎระเบียบและข้อบังคับเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI เป็นที่ยอมรับมากขึ้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแก้ปัญหาข้อมูลเป็นภัยที่ติดเข้ามาในระบบ กรณีที่ไม่มีโปรแกรมการกำกับดูแล AI ซึ่งผู้นำไอทีจะต้องรื้อปรับระบบทั้งหมด โดยเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลทั้งต่อองค์กรและสถานะของพวกเขา” เฮเนน กล่าวเพิ่มเติม
ประสบการณ์ความเป็นส่วนตัวแบบรวมศูนย์ UX (Centralized Privacy UX)
ความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นสำหรับสิทธิของตนในเรื่องต่าง ๆ และความคาดหวังที่มากขึ้นเกี่ยวกับความโปร่งใสจะผลักดันความต้องการประสบการณ์ความเป็นส่วนตัวแบบรวมศูนย์ UX ของผู้ใช้งาน ซึ่งองค์กรที่มองการณ์ไกลและเข้าใจถึงข้อดีของการนำ UX ด้านความเป็นส่วนตัวมารวมกัน ไม่ว่าจะเป็น การแจ้งเตือน คุกกี้ การจัดการความยินยอม และการจัดการคำขอใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล (หรือ SRR) ไว้ในพอร์ทัลแบบบริการตนเองที่เดียว แนวทางนี้ให้อำนวยความสะดวกแก่องค์ประกอบสำคัญ ๆ ซึ่งก็คือ ลูกค้าและพนักงาน ช่วยประหยัดเวลา รวมถึงค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก ภายในปี พ.ศ.2566 การ์ทเนอร์คาดว่า 30% ขององค์กรที่ให้บริการโดยตรงกับผู้บริโภคจะเสนอพอร์ทัลความโปร่งใสแบบบริการตนเองเพื่อจัดเตรียมการตั้งค่าและการจัดการความยินยอม
จากรีโมทกลายเป็น “ทุกอย่างต้องไฮบริด” (Remote Becomes “Hybrid Everything”)
ด้วยรูปแบบการทำงานที่เน้นการมีส่วนร่วมและการใช้ชีวิตไฮบริด ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้เป็นทั้งโอกาสและความต้องการติดตาม ตรวจสอบ และเข้าใจถึงกิจกรรมการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้น โดยความเสี่ยงด้านความเป็นส่วนตัวได้กลายเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
ความเป็นส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับชุดปฏิสัมพันธ์แบบไฮบริดทั้งหมด ทั้งประสิทธิผลการทำงานและความพอใจกับสมดุลการใช้ชีวิตแบบ Work-Life Balance ต่างเพิ่มขึ้นทั่วทั้งอุตสาหกรรม รวมถึงกฎระเบียบหลากหลาย องค์กรควรใช้แนวทางความเป็นส่วนตัวที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และควรใช้ข้อมูลเพื่อนำมาตรวจสอบให้น้อยที่สุดโดยต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น ใช้ปรับปรุงประสบการณ์ของพนักงานโดยขจัดแรงต้านที่ไม่จำเป็นหรือลดความเสี่ยงจากภาวะหมดไฟทำงานด้วยการทำเครื่องหมายกำหนดความเสี่ยงด้านความเป็นอยู่ที่ดี
ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Top Trends in Privacy Driving Your Business Through 2024 และเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวในปี 2565 ฟรี ผ่าน Gartner ebook ที่ 2022 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders.
เกี่ยวกับ Gartner Security & Risk Management Summit
นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์นำเสนอผลวิจัยและคำแนะนำล่าสุดสำหรับผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงที่งาน Gartner Security & Risk Management Summits 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-10 มิถุนายน ที่ National Harbor แมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา, ระหว่างวันที่ 21-22 มิถุนายน จัดที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ระหว่าง 25-27 กรกฎาคม จัดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ระหว่าง 12-14 กันยายน จัดที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ติดตามข่าวสารและการอัพเดทจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerSEC
เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Executives
Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology.
ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom
เกี่ยวกับการ์ทเนอร์
บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดบ้านจัดงานปฐมนิเทศต้อนรั
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปั
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า เทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนอย่
ทั้งนี้ DPU ได้ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับ ‘D.OASIS, The Sandbox Metaverse’ แพลตฟอร์มโลกเสมือนจริงที่
“ภายในปีการศึกษา 2565 นี้ DPU จะเปิดวิทยาเขตบนโลกเสมือนจริง หรือ Metaverse Campus บน D.OASIS CITY แพลตฟอร์ม Metaverse ชั้นนำของเมืองไทย เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม learn-to-earn และผลักดัน NFT ในโลกการศึกษาเพื่อเตรี
ด้านนายอธิภัทร เกตุทัต ผู้ช่วยอธิการบดี สายงานการตลาดและประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวถึงเป้าหมายที่ชั
นอกจากนี้ นักศึกษาจะเริ่มเรียนรู้ Web3 Technology โดยมหาวิทยาลัยได้ทำการ Airdrop NFT Avatar ที่เรียกว่า “DPUVERSE” ให้กับนักศึกษาปี 1 ทุกคนได้ไปใช้งาน และมหาวิทยาลัยยังได้พัฒนา Ecosystem ต่าง ๆ ให้นักศึกษาได้ใช้งานจริง มีระบบสะสมคะแนนที่เรียกว่า “D Point” ผ่านการร่วมงาน ร่วมกิจกรรมของ DPU หรือการได้รับรางวัล การสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลั
“นับเป็นจุดเริ่มต้นของของนักศึ
นอกจากความรู้แล้ว ภายในงานปฐมนิเทศ “New U วันคูล ๆ ที่พา U ไปสู่อนาคต” ยังมีความสนุกร่วมด้วยจากคอนเสิ
โลกการทำงานกับวิกฤตของเด็กจบใหม่ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางจบ แม้สถานการณ์โควิดจะบรรเทาลง แต่กลับต้องเผชิญกับพิษเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของโรคระบาด ทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น และกลุ่มเสี่ยงสูงสุดก็คือ กลุ่มเด็กจบใหม่ ที่ขาดทักษะและประสบการณ์ ซ้ำที่ผ่านมายังขาดโอกาสที่จะออกไปฝึกฝน
ยิ่งไปกว่านั้น จากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโลกธุรกิจและการดิสรัปชันของเทคโนโลยี ทำให้ธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะแห่งอนาคตมากขึ้น หลายตำแหน่งงานถูกแทนที่ด้วยAI ทำให้เด็กจบใหม่ที่ขาดทักษะตกที่นั่งลำบาก
True Digital Park ในฐานะศูนย์กลางเทคและสตาร์ทอัพที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ที่มีเป้าหมายส่งเสริมคนรุ่นใหม่และคนไทยอัปสกิลด้านดิจิทัล เพิ่มความรู้และทักษะใหม่ที่องค์กรและตลาดแรงงานต้องการ ร่วมกับ ConNEXT แพลตฟอร์มเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ และตัวกลางเชื่อมคนรุ่นใหม่กับองค์กร ที่มีเป้าหมายในการสร้าง Talent จำนวน 1 ล้านคน ภายในปี 2025 ให้กับประเทศไทย ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มในเครือของ Techsauce ผู้นำเสนอความรู้ด้านเทคโนโลยีธุรกิจ ได้ร่วมกันจัดงาน “Tech ConNEXT Job Fair 2022 Connecting Your Next Opportunities” งานที่จะเชื่อมทุกโอกาสให้กับเด็กจบใหม่ วันที่ 7-9 กรกฎาคมนี้ บริเวณ ชั้น 6 และ 7 True Digital Park BTS ปุณณวิถี
เปิดให้ลงทะเบียนเข้างาน ฟรี : https://www.eventpop.me/e/13032/techconnext-job-fair-2022
ConNEXT Your Opportunities เชื่อมต่อทุกโอกาสด้วยการเชื่อมคนรุ่นใหม่กับองค์กร
เพื่อเชื่อมต่อโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้พบกับองค์กรและตำแหน่งงานที่เหมาะสม และให้องค์กรได้พบกับเพื่อนร่วมงานที่ต้องการ ภายในงานเราได้รวบรวมแหล่งงานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำทุกสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นสายเทคโนโลยี การตลาด, Data Science ฯลฯ พร้อมตำแหน่งงานมากมาย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ วัยเริ่มทำงาน ผู้ที่อยากเปลี่ยนสายอาชีพ และผู้ว่างงาน ที่สนใจสายงานด้านดิจิทัลและเทคโนโลยี ได้เลือกสมัครงานในตำแหน่งที่ใช่ กับองค์กรที่ถูกใจตามเป้าหมายของตัวเอง และเพื่อให้องค์กรได้มีโอกาสเฟ้นหาเพื่อนร่วมงานในแบบที่องค์กรกำลังตามหา
TECH ConNEXT Talk สร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่
รวมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากทุกสาขาอาชีพ ตัวจริงที่ประสบความสำเร็จในโลกการทำงาน มาร่วมให้ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ผ่าน 4 เซสชั่นที่คนรุ่นใหม่ไม่ควรพลาด ไม่ว่าจะเป็น Skills, Inspiration, Career Talk และ Company Culture
Highlight Speakers
Resume Clinic by GetLinks สร้างความโดดเด่นให้เรซูเม่เตะตา HR ได้มากกว่าที่เคย
ทำเรซูเม่แบบนี้ดีพอไหมนะ ต้องมีทักษะอะไรบ้าง ทำยังไงให้เราเป็นผู้ถูกเลือก !
• เมื่อเรซูเม่ไม่ได้ถูกสอนในมหาลัย เด็กจบใหม่จะมั่นใจได้อย่างไรว่า เรซูเม่จะช่วยให้ได้งานในฝันจริง ๆ
• งานนี้คุณจะได้รู้เทคนิคดีๆจาก GetLinks สตาร์ทอัพแพลตฟอร์มที่เชี่ยวชาญในการจัดหาบุคลากรสายเทคครอบคลุมหลายประเทศในเอเซีย มาแชร์ประสบการณ์แบบเจาะลึก แจกเช็คลิสต์ที่ควรมีในเรซูเม่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการถูกเรียกสัมภาษณ์มากขึ้น และแน่นอนว่าฟรี !
Professional Portrait Corner ถ่ายรูปสมัครงานแบบมืออาชีพ
ครบทุกมิติและความต้องการของการสมัครงาน พบกับ Professional Portrait Corner มุมถ่ายรูปเพื่่อใช้สมัครงานให้ดูมืออาชีพ ไว้ประดับเรซูเม่สร้างความประทับใจให้กับ HR ทุกบริษัท
Networking & Interviewing Zone
เพราะการสัมภาษณ์เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะตัดสินชี้ขาดว่าจะได้งานหรือไม่ เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคที่เด็กจบใหม่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนจะต้องเจอ
จะดีกว่าไหมถ้าเราได้ลองสัมภาษณ์งานจริง กับตัวแทนภาคธุรกิจตัวจริง พบกับ Networking & Interviewing Zone พื้นที่ที่จะได้พบกับตัวแทนจากองค์กร เพื่อรับประสบการณ์สัมภาษณ์งานแบบมืออาชีพ ให้เด็กจบใหม่ได้มีโอกาสพัฒนาทุกทักษะให้พร้อมกับโลกการทำงาน
#TechConNEXTJobFair2022
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยต้องมาควบคู่กับนวัตกรรมที่สามารถสอดรับการให้บริการในภาคธุรกิจ และตอบโจทย์ทุกปัญหาได้อย่างตรงจุด รวมไปถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ ถือเป็นหนึ่งปัจจัยที่สำคัญที่หลายภาคส่วนมุ่งพัฒนาการบริการให้สามารถก้าวทันในโลกดิจิทัล โดย บริษัท PPSM ENTERPRISE จำกัด เป็นผู้นำเข้าและจัดหาจำหน่ายอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์สุขภาพเทคโนโลยีที่ทันสมัยในไทย ซึ่งเป็นบริษัทคนรุ่นใหม่ที่เปิดให้บริการด้วยความมุ่งมั่น สนับสนุนการบริการทางการแพทย์ นำนวัตกรรมการผลิตสินค้าทางการแพทย์ จากผู้ผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาจำหน่ายให้กับผู้บริโภคและหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีสินค้าที่ให้บริการด้วยกัน 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น
กลุ่มอุปกรณ์ป้องกัน จะเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสูง อาทิ ชุดป้องกันเชื้อไวรัสสารเคมีและฝุ่น (PPE), หน้ากากอนามัยเส้นใยทองแดง, เสื้อกาวน์, Face shield, และ หมวกคลุมผมทางการแพทย์ เป็นต้น
กลุ่มอุปกรณ์ตรวจข้อมูลต่างๆ ทางการแพทย์ อาทิ เครื่องวัดออกซิเจน (Oximeter) ประกอบด้วยรุ่นต่างๆ มาพร้อมฟังก์ชันที่ใช้งานสะดวก มีความแม่นยำ ด้วยระบบดิจิทัล ที่แสดงผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กลุ่มอุปกรณ์เทคโนโลยีทางการแพทย์ เป็นอีกหนึ่งกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ที่ทาง PPSM ENTERPRISE ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งและเป็นโครงการในอนาคตที่อยู่ในขั้นของการพัฒนาและนำนวัตกรรมเข้ามาให้บริการ
บริษัท PPSM ENTERPRISE จำกัด ได้วางเป้าหมายในการขยายธุรกิจและพัฒนาบริการสู่ Health Technology เพื่อตอบโจทย์การให้บริการในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในกลุ่มธุรกิจทางการแพทย์ โดยมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาให้บริการกับกลุ่มเป้าหมาย โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์รวมไปถึงความทันสมัยที่มาพร้อมความปลอดภัย และราคาเหมาะสมกับตลาด เพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุดในการรับบริการ
สำหรับแผนการพัฒนาธุรกิจสู่ Health Technology ทาง PPSM ENTERPRISE ได้มุ่งคัดสรรทีมงานและบุคลากรทางการแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญหลากหลายในด้านศาสตร์การรักษาต่างๆ เข้ามาช่วยขับเคลื่อนธุรกิจ และสร้างมูลค่าด้านการให้บริการแก่ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ประทับใจ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์และการบริการจากทาง บริษัท PPSM ENTERPRISE จำกัด
ทั้งนี้ บริษัท PPSM ENTERPRISE จำกัด พร้อมให้บริการแล้วสำหรับผู้สนใจหรือผู้ประกอบการธุรกิจทางการแพทย์ที่ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพมาตรฐานและปลอดภัย ราคาเข้าถึงได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ppsmenterprise.co.th หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ผ่านทางแพลตฟอร์ม Shopee และ Lazada เพียงค้นหาคำว่า PPSM Official Shop นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของ PPSM ENTERPRISE ยังจัดจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรดชั้นนำ อาทิ เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลบางนา, เซ็นทรัลเวสต์เกต, เซ็นทรัลอีสต์วิลล์, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลพระราม3, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า รวมไปถึงเครือเดอะมอลล์ ได้แก่ เดอะมอลล์บางกะปิ, พารากอน, ดิ เอ็มโพเรียม,เดอะมอลล์งามวงศ์วาน และ เดอะมอลล์ท่าพระ ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลและซื้อผลิตภัณฑ์ได้ตามความต้องการแล้ววันนี้ผ่านทุกช่องทางดังกล่าว
ผศ.พีระศักดิ์ เสรีกุล รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต มจพ.ปราจีนบุรี และรักษาการแทนคณบดีคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ ปฏิบัติการแทนอธิการบดี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับ นางสาวมณิสรา อิ่มสำราญรัชต์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด โดยมีทีมผู้บริหารจากคณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ และทีมผู้บริหารจากบริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้
ทั้งนี้ ความร่วมมือทางวิชาการระหว่างหน่วยงานทั้งสอง ได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านการสร้างภาคีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและสหกิจศึกษา ไปยังท่าอากาศยานทั่วประเทศ จำนวน 15 แห่ง ได้แก่ ดอนเมือง เชียงใหม่ เชียงราย พิษณุโลก อุบลราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง กระบี่ ภูเก็ต หาดใหญ่ อู่ตะเภา และน่าน โดยร่วมกันเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนานักศึกษาสาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม คณะบริหารธุรกิจและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี ให้มีคุณภาพทั้งด้านทักษะความรู้ ความสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ในวิชาชีพด้านอุตสาหกรรมบริการได้ในอนาคต เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ณ ห้องประชุม บริษัท ไทย ไลอ้อน เมนทารี จำกัด
ศศิกานต์/ข่าว
ปาริฉัตร/ภาพ
ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านอุปกรณ์สำนักงานเพื่
คุณวิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแฟรนไชส์ ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “ออฟฟิศเมท พลัส พร้อมเป็น Fast Track to Success ให้ผู้ลงทุนที่ต้องการเป็นเจ้
ออฟฟิศเมท พลัส ให้คุณลงทุนแฟรนไชส์อย่างมั่นใจ การันตีคุณภาพด้วยรางวัลจาก Thailand Franchise Award 3 ปีซ้อน ที่สะท้อนถึงการยอมรับและ ความนิยมในวงการแฟรนไชส์ไทย
• ปี 2022 รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยแห่งปี “Franchise of the Year 2022”
รางวัล แฟรนไชส์ไทยนวัตกรรมยอดเยี่ยม “Best Innovation Franchise”
• ปี 2021 รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่
• ปี 2020 รางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยดาวรุ่
ออฟฟิศเมท พลัส เปิดรับแฟรนไชส์ซีเข้
โดย ยอน เรนาด หัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญการปฏิบั
IoT ยังไม่ถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพในปัจจุบัน
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) พบว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าที่เชื่อมต่อ IoT จะมีการเติบโตมหาศาล โดยคาดการณ์ว่าจะทะลุ 30.9 พันล้านอุปกรณ์ ภายในปี 2568 ทว่าอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง หรือ IoT ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ว่าแนวคิดและการนำ IoT มาประยุกต์ใช้ จะพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่ที่มีการเริ่มใช้คำนี้มานานกว่าสองทศวรรษ ถึงกระนั้นก็ตาม หลายบริษัทยังคงพลาดโอกาสมากมายในการปรับปรุงธุรกิจให้มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และสร้างมูลค่าได้ดียิ่งขึ้น
ตัวอย่างเช่น IoT มีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับเศรษฐกิจทั่วโลกในปี 2573 โดยประมาณอยู่ที่ 14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม หากไม่มีการปรับปรุงด้านเทคโนโลยี ก็จะไม่สามารถบรรลุตัวเลขนี้ได้ เช่น การผสานรวมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และเทคโนโลยีการดำเนินงาน (OT) ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น การปรับปรุงความยั่งยืน การแก้ไขปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
เทคโนโลยียังคงพัฒนาและได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายใหม่ๆ
Covid เป็นปัจจัยที่เร่งให้บริษัทต่างๆ นำ IoT มาใช้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่า 48% ของระบบสาธารณูปโภค ได้เร่งปรับใช้ IoT เพื่อตอบสนองความท้าทายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการระบาดของโควิด จึงนับเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า IoT ให้ประโยชน์อย่างมากจนมีการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาเป็นแนวทางหลักในการทำงาน
นั่นเป็นเพราะว่า IoT สามารถตอบโจทย์ปัญหาบางประการที่เป็นจุดบอดใหญ่ที่สุดของธุรกิจได้ เช่น การตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าจากระยะไกล และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทั้งนี้การนำเทคโนโลยีและอุปกรณ์ IoT ระบบดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันได้อย่างฉลาดมาใช้ จะช่วยให้บริษัทต่างๆ ปลดล็อกแหล่งข้อมูลใหม่เกี่ยวกับประสิทธิภาพของอุปกรณ์ได้ โดยสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อกำหนดแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งช่วยป้องกันปัญหา และเพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์ รวมถึงช่วยให้ดำเนินงานได้ยืดหยุ่นและให้ประสิทธิภาพด้านพลังงานมากขึ้น
ตัวอย่างเช่น IoT ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นจากแนวทางปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาที่ดีขึ้น
IoT ช่วยเพิ่มความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้วยการช่วยให้พลังงาน อุปกรณ์ และกระบวนการต่างๆ ดำเนินไปตามแนวทางปฏิบัติด้านการบำรุงรักษาที่ดียิ่งขึ้น อาทิ เซ็นเซอร์วัดความชื้นหรืออุณหภูมิของอุปกรณ์ อย่าง หม้อแปลงไฟฟ้า และสวิตช์เกียร์ ซึ่งจะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นความรู้เพื่อใช้บ่งชี้และคาดการณ์ถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้
ข้อมูลดังกล่าว ช่วยลดต้นทุนการบำรุงรักษาโดยช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถคาดการณ์ความล้มเหลวของอุปกรณ์ และระบุระยะเวลาการซ่อมที่เหมาะสม แทนที่จะทำตามเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องรอให้อุปกรณ์เสียหายก่อน การเตือนล่วงหน้าช่วยป้องกันการหยุดทำงาน ยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ และสร้างระบบให้บริษัทต่างๆ กำหนดแนวทางในการเปลี่ยน ปรับปรุง และซ่อมแซมอุปกรณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางที่สร้างความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
ความสามารถด้านดิจิทัลของ IoT ยังช่วยขับเคลื่อนความริเริ่มด้านความยั่งยืนในหลายโครงการและช่วยให้ใช้พลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด
บริษัทที่เพิ่มความสามารถด้านดิจิทัล จะสามารถตรวจสอบ รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยข้อมูลพวกนี้ล้วนนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีขึ้นและช่วยขับเคลื่อนการดำเนินการด้านการใช้พลังงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดการสูญเสีย
IoT ช่วยชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพลังงานถูกใช้ไปในส่วนใดบ้าง รูปแบบการใช้เป็นอย่างไร และส่วนใดที่มีการใช้พลังงานมากที่สุด ซึ่งแดชบอร์ดและรายงานการใช้พลังงาน ช่วยให้ทีมสามารถกำหนดค่าพื้นฐาน พร้อมติดตามความคืบหน้าของโครงการในด้านประสิทธิภาพพลังงานได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งช่วยประหยัดพลังงานอีกด้วย อีกทั้งยังแนะนำการปรับการดำเนินงานในไซต์งานได้อย่างเหมาะสมที่สุด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดและหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น
มุมมองด้าน IoT ที่เป็นตัวเปลี่ยนโฉมหน้าของเกมได้มากที่สุด คือความสามารถในการคาดการณ์อนาคต แทนที่จะใช้วิธีตั้งรับแบบเดิม IoT ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์อนาคตและตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลจริง
ตัวอย่างเช่น หลายอุตสาหกรรมล้วนพึ่งพาพลังงานที่ให้ความต่อเนื่อง เพื่อให้โครงสร้างพื้นฐานระบบสำคัญทำงานต่อไปได้ และหลีกเลี่ยงการเกิดไฟฟ้าขัดข้องและการหยุดชะงักของระบบโดยที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า ทั้งนี้ ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์ ยังระบุว่า ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการที่อุปกรณ์ไฟฟ้าทำงานบกพร่องเนื่องจากการเกิด Downtime ของเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์เพียงอย่างเดียว อยู่ที่ประมาณ 5,600 เหรียญสหรัฐต่อนาที ซึ่งการนำ IoT มาช่วยปรับปรุงด้านการบำรุงรักษาช่วยลดความเสี่ยงเรื่อง Downtime ได้
สิ่งที่เป็นอันตราย อย่างการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้าขัดข้อง ก่อให้เกิดความเสียหายได้มากกว่าเรื่องการเสียเงิน เพราะคุกคามถึงชีวิตและเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการใช้แบบจำลองการคาดการณ์ที่สร้างขึ้นโดยใช้ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ IoT ที่ติดอยู่ที่อุปกรณ์ เพื่อช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถระบุความเสี่ยงได้ เช่น ประกายไฟที่เกิดจากอาร์คหรือการเสื่อมสภาพที่อาจทำให้เกิดการระเบิด
เพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ ธุรกิจควรนำบริการด้านข้อมูลจาก IoT มาใช้ให้ครอบคลุมทั้งในส่วนของกิจกรรมต่างๆ ในระบบอัตโนมัติของอุตสาหกรรมและการบริหารจัดการพลังงาน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำบริการด้านข้อมูลที่ให้ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ ให้ประสิทธิภาพและความยั่งยืน
เจาะลึกถึงวิธีการใช้ IoT สำหรับระบบการจ่ายไฟฟ้า
เรียนรู้เคล็ดลับเรื่องการบำรุงรักษาในยุคที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ในการช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของระบบไฟฟ้า คลิก https://www.se.com/th/th/work/services/