Categories
บทความ รีวิว เทคโนโลยี ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์

แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ LiFePO4

LiFePO4 แบตเตอรี่พันธุ์ใหม่ ให้แรงดันไฟฟ้าสูงในขนาดมาตรฐานเดิมสร้างจากเทคโนโลยีล่าสุด ด้วยขนาด AA/AAA มาตรฐาน แต่จ่ายไฟได้สูงกว่าแบตเตอรี่แบบเดิมๆ ที่มีในท้องตลาด

งานของนักประดิษฐ์และเมกเกอร์มักหลีกไม่พ้นที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เป็นตัวขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ โดยเฉพาะแบตเตอรี่ที่ประจุใหม่ได้ ในอดีตจนถึงปัจจุบันหลายครั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหาของพลังงานไฟฟ้าที่ต้องการใช้กับขนาดของสิ่งประดิษฐ์ที่ไม่สมดุลย์กัน เช่น หากต้องการไฟเลี้ยง 6V ก็ต้องใช้แบตเตอรี่ AA จำนวน 4 ก้อนมาต่อกันแบบอนุกรม ส่งผลให้ชิ้นงานมีขนาดใหญ่ตามไปด้วย

แต่ปัญหานี้จะถูกแก้ไขด้วยแบตเตอรี่สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อ LiFePO4 หรือลิเธียมไอออนฟอสเฟต (Lithium Iron Phosphate) เนื่องจากมันสามารถเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มากเป็นเท่าตัวเมื่อเทียบกับเซลแบตเตอรี่แบบเก่า นั่นคือ ที่ขนาด 1 เซลตามปกติ จะให้แรงดัน 3.2V เมื่อประจุเต็ม ดังนั้นหากต้องการใช้แรงดันไฟฟ้า 6V จึงใช้แบตเตอรี่ LiFePO4 นี้เพียง 2 ก้อน ทำให้ขนาดของแหล่งจ่ายไฟสำหรับชิ้นงานของเมกเกอร์และเหล่านักประดิษฐ์ทั้งหลายลดลงทันทีครึ่งหนึ่ง

รู้จักกับลิเธี่ยมไอออนฟอสเฟต (LiFePO4)

คิดค้นโดย John Goodenough’s มหาวิทยาลัย Texas เมื่อปี 1996 และได้พัฒนาเป็นสินค้าออกสู่การตลาดในปี 2004
ลิเธี่ยมไอออนฟอสเฟตมีโครงสร้างทางเคมี เหมือนกับแบตเตอรี่ลิเธียมทั่วไป แต่เปลี่ยนวัสดุที่ใช้จาก Cobalt Dioxide (LiCoO2) มาเป็นโลหะที่อึดและทนต่อความร้อนที่เกิดจากปฎิกริยาเคมี ซึ่ง LiFePO4 สามารถให้พลังงานที่สูงกว่า ไม่เป็นพิษ มีอายุการใช้งานที่มากกว่าแบตเตอรี่รุ่นเก่า
ลิเธียมไอออนฟอสเฟตสามารถประจุไฟได้ในแบบแรงดันคงที่ หมายความว่าผู้ใช้งานสามารถประจุไฟใหม่ด้วยอะแดปเตอร์ไฟตรง เหมือนกับแบตเตอรี่ประเภทตะกั่วกรด และใช้ระยะเวลาในการประจุไฟใหม่น้อยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า

แตกต่างที่ให้แรงดันสูงกว่าเดิมสองเท่า

แบตเตอรี่ LiFePO4 มีการผลิตออกมาทั้งขนาด AA และ AAA ให้แรงดันต่อก้อนเมื่อประจุเต็ม ไม่เกิน 3.2V ด้านความสามารถในการจ่ายกระแสไฟฟ้ามีตั้งแต่ 800mAH จนถึง 1500mAH และเชื่อว่า จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต

การประจุแบตเตอรี่แบบนี้ใช้เครื่องประจุยี่ห้อ G.T.Power รุ่น C607D (สั่งซื้อได้จาก www.inex.co.th) ได้ โดยเลือกชนิดของแบตเตอรี่ให้ถูกต้อง

ภาพด้านบนคือเครื่องประจุแบตเตอรี่ G.T.Power รุ่น C607D ที่ใช้ประจุแบตเตอรี่ LiFePO4 ได้

การใช้งานกับกะบะถ่านแบบเดิม

เนื่องจากเป็นแบตเตอรี่แบบใหม่ หากนำมาใช้ทันทีกับกะบะถ่าน 4 ก้อนที่เดิมทีต้องบรรจุแบตเตอรี่แบบเดิม 4 ก้อน เมื่อเปลี่ยนมาใช้แบตเตอรี่ LiFePO4 อาจทำให้เกิดปัญหาต้องทำการดัดแปลงกะบะถ่านหรือเปลี่ยนกะบะถ่าน

ทว่า ปัญหานี้ทางผู้ผลิตแบตเตอรี่ LiFePO4 ได้คิดมาครบแล้ว จึงมีการแจกแบตเตอรี่หลอกหรือดัมมี่ (dummy) มาให้ด้วยในกรณีที่จัดซื้อแบตเตอรี่ LiFePO4 จำนวน 2 ก้อน ก็จะให้ดัมมี่มา 2 ก้อนที่มีขนาดเท่ากับแบตเตอรี่ AA โดยตัวดัมมี่นี้แท้ที่จริงแล้ว มันทำหน้าที่เป็นสะพานไฟสำหรับต่ออนุกรมในกะบะถ่าน จึงทำให้ยังคงใช้งานกะบะถ่าน 4 ก้อนแบบเดิมได้ ด้วยการใส่แบตเตอรี่ LiFePO4 จำนวน 2 ก้อนและแบตเตอรี่ดัมมี่ 2 ตัว

ภาพด้านบนแสดงการใช้กะบะถ่านแบบเดิม โดยใส่แท่งดัมมี่แบตเตอรี่เข้าไปเป็นสะพานไฟ เพื่อให้ได้แรงดัน 6V แต่หากต้องการแรงดัน 12V ก็เพิ่มแบตเตอรี่เป็น 4 ก้อนเท่านั้น

ด้านบนคือรูปแบตเตอรี่ LiFePO4 ขนาดต่างๆ ที่มีขายในปัจจุบัน
1. แบบเซลเดี่ยว
2. แบบแพ็กหลายเซล 3.2V ทำให้ได้กระแสไฟฟ้าสูงขึ้น
3. แบบแพ็ก 6V
4. แบบแพ็ก 12V
5. อะแดปเตอร์ไฟตรง 3.6V สำหรับประจุไฟใหม่

มีขายที่ไหน

ปัจจุบันเริ่มมีผู้ผลิตแบตเตอรี่ LiFePO4 นี้หลายราย ทยอยวางจำหน่ายในขนาดต่างๆ กันบ้างแล้ว ใครสนใจก็ลองค้นหาดูใน www.aliexpress.com มีให้เลือกหลากหลาย

สิ่งที่จะต้องระลึกถึงเสมอคือ แบตเตอรี่ LiFePO4 ให้แรงดัน 3.2V หากเลือกขนาด AA หรือ AAA ไปใช้กับสิ่งประดิษฐ์เดิมที่มีการใช้กะบะถ่านแบบ 4 ก้อน ต้องหาดัมมี่มาใส่ให้แทนตำแหน่งที่เหลือหรือต้องทำการเปลี่ยนขนาดของกะบะถ่านเป็นแบบ 2 ก้อน ในกรณีที่ต้องการใช้แรงดันไฟตรง 6V

Categories
Home & Garden คุณทำเองได้ (DIY)

รางปลูกต้นไม้แนวตั้ง

เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้คอนโดและบ้านทาวน์เฮ้าส์ที่มีพื้นที่จำกัด ด้วยสวนแนวตั้ง จากวัสดุที่คุณคุ้นเคย

นับวันราคาที่ดินในกรุงเทพฯ ยิ่งมีราคาสูงขึ้นทุกปี ยิ่งมีข่าวโครงการรถไฟฟ้าจะสร้างผ่านด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ มนุษย์เงินเดือนทั่วไปก็คงได้อาศัยทาวน์เฮ้าส์ที่ราคายังพอกัดฟันซื้อได้ แต่ขึ้นชื่อว่าทาวน์เฮ้าส์ คงจะนึกออกใช่มั้ยล่ะครับ ว่าพื้นที่มันจำกัดแค่ไหน จะลงดินปลูกต้นไม้ก็ได้แค่กระหย่อมหลุมเดียว และนอกจากพื้นที่จำกัดแล้วโผล่มาหน้าบ้านยังต้องถูกบังคับให้ส่งยิ้มกับเพื่อนบ้านทุกคราไป ก็เพราะรั้วแต่ละหลังใช้ร่วมกัน แถมยังเป็นแค่ลูกกรงเหล็ก ดูแล้วมันชั่งไม่เป็นส่วนตัวเสียจริงๆ ว่าแล้วเราจะรอช้าอยู่ทำไมมาทำบ้านหลังน้อยของเราให้เขียวขจีแบบไม่สิ้นเปลืองพื้นที่อันน้อยนิดและยังช่วยบดบังสายตายามต้องการความเป็นส่วนตัวอีกด้วย

ขยายความสักนิดถึงอุปกรณ์ที่ว่าคุณคุ้นเคย ก็ลองแหงนมองขึ้นไปนอกตัวบ้านหรือระเบียงคอนโดของคุณตรงคอนเดนซิ่งยูนิต (คอยล์ร้อน) ดูสิครับ คุณก็จะพบอุปกรณ์ที่คุ้นเคย (แต่ไม่เคยได้ใช้เอง) ใช่แล้วครับมันคือรางครอบท่อแอร์นั่นเอง สาเหตุที่เลือกใช้รางครอบท่อแอร์ ก็เพราะว่ามันตัด เจาะง่าย และที่สำคัญราคาถูกคือ 1 เส้นยาว 2 เมตร ในราคาไม่ถึงร้อยบาท จะตัดผิด เจาะพลาดก็ยังไม่สิ้นเปลืองงบประมาณมากนัก เมื่อรู้แล้วว่าเจ้าอุปกรณ์หลักที่ว่ามันคืออะไร ดียังไง ก็มาจัดเตรียมหาซื้ออุปกรณ์กันก่อนครับ

เตรียมอุปกรณ์
• รางครอบท่อแอร์ 1 เส้น
• แผ่นพลาสวูดหนา 5 มม.
• เชือกไนล่อน
• ดินถุง
• กากมะพร้าวสับ
• ต้นไม้ที่ต้องการปลูก (แนะนำพวกไม้ตระกูลเฟิร์นหรือพืชผักสวนครัว)
• เลื่อยมือ

ขั้นตอนการประดิษฐ์
(1) นำรางครอบท่อแอร์มาตัดด้วยเลื่อยมือให้ได้ความยาวตามต้องการ โดยในตัวต้นแบบนี้ ตัดที่ 50 ซม. จำนวน 3 ท่อน เพื่อทำเป็นรางปลูก 3 ชั้นดังรูปที่ 1


(2) เจาะรูสำหรับระบายน้ำด้านล่าง ด้วยดอกสว่านขนาด 3 มม. ดังรูปที่ 2

(3) เจาะรูสำหรับนำต้นไม้ลงปลูก รางละ 3 รู ต้นไม้จะได้ไม่เบียดกันจนเกินไปดังรูปที่ 3

(4) ทำแผ่นปิดราง 2 ด้าน โดยนำรางมาวางทาบกับแผ่นพลาสวูดแล้ววาดด้วยดินสอดังรูปที่ 4.1 จากนั้นใช้คัตเตอร์หรือสว่านมือขนาดเล็ก(แนะนำสว่านมือ Dremel รุ่น 3000 N-10 สั่งซื้อได้ที่ www.inex.co.th)ตัดตามรอยดินสอและขัดด้วยกระดาษทรายละเอียด จะได้แผ่นปิดรางครอบท่อ โดยทำ 2 แผ่นต่อ 1 ราง ดังนั้นผมต้องตัดแผ่นพลาสวูดทั้งหมด 6 แผ่น

(5) ยึดแผ่นปิดรางโดยการตัดพลาสวูดเป็นชิ้นเล็กๆ ขนาด 1×2.5 ซม.ดังรูปที่ 5.1 แล้วยึดด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 5.3 ทำให้ครบทั้ง 3 รางจะได้รางปลูกที่ยึดฝาปิดด้านข้างแล้วจำนวน 3 รางดังรูปที่ 5.5

(6) เจาะรูสำหรับร้อยเชือก โดยให้เจาะในตำแหน่งทะแยงระหว่างส่วนรางด้านล่างและส่วนฝาครอบ เพื่อให้เวลาแขวนต้นไม้จะได้เอียงเข้ามาให้เราได้เชยชมและสัมผัสความเขียวขจีของต้นไม้ได้อย่างเต็มอิ่ม

(7) ร้อยเชือกไนล่อนเข้าในรูที่เจาะไว้จากขั้นตอนที่แล้ว โดยให้ร้อยจากรางปลูกแถวบนก่อน เมื่อร้อยจากฝาลงมาส่วนล่างแล้วให้มัดเป็นปมกันเอาไว้ดังรูปที่ 7.3 จากนั้นก็ร้อยรางชั้นล่างถัดไปแล้วก็มัดปมเช่นกัน ทำจนครบทั้ง 3 ชั้น แล้วนำไปแขวนตามตำแหน่งที่ต้องการได้เลย

(8) โรยกากมะพร้าวสับบางๆ ลงในรางปลูก เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดิน แล้วใส่ดินลงไปให้เต็ม เมื่อทำครบทุกรางแล้วก็นำต้นไม้ลงปลูกได้เลย

เมื่อลงต้นไม้เสร็จก็รดน้ำให้ชุ่ม เป็นอันเสร็จสิ้นการทำสวนแนวตั้งแบบรางปลูก 3 ชั้น แล้วล่ะครับ ส่วนการให้ปุ๋ยไม่แนะนำให้ใช้ปุ๋ยเคมีโดยตรง เพราะจะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดมากเกินไป แนะนำให้ใช้ปุ๋ยคอก(มูลสัตว์) ผสมกับดินก้ามปูก็ได้ แล้วโรยไม่ต้องมาก โดยให้สัปดาห์ละครั้งก็พอ แต่น้ำสำคัญมากเพราะรางปลูกมีขนาดเล็ก ควรให้เช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอ

ทำกันง่ายๆ ไม่ต้องใช้ฝีมือการประดิษฐ์มากมาย ก็ได้สวนแนวตั้งในราคาหลักร้อยแล้ว ลองทำกันดูนะครับ


เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Categories
Gadget คุณทำเองได้ (DIY)

Smartphone Holder for Car

ประดิษฐ์ที่จับยึดสมาร์ตโฟนเพื่อทำหน้าที่เป็นกล้องติดหน้ารถและแผนที่นำทาง โดยไม่ต้องยึดกับกระจกหน้ารถ ทำได้ด้วยพลาสวูด A4 เพียงแผ่นเดียว

แค่เห็นภาพผู้อ่านคงร้องอ๋อโดยไม่ต้องบรรยายอะไรมาก ว่าเจ้าอุปกรณ์ที่ว่านี้มันเอาไว้ทำอะไร แต่ก็แฝงด้วยความสงสัยกันต่อว่าจะทำไปเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แบบนี้มันก็มีขายกันให้เกลื่อนตลาดแถมยังราคาหลักร้อยต้นๆ ซื้อเค้าไม่ดีกว่าเหรอ? แน่นอนครับว่าซื้อเอาทั้งสะดวกและสวยงาม แต่หากใครที่ต้องจอดรถกลางแดดทุกวันคงจะรู้ซึ้งถึงความร้อนที่สะสมอยู่หน้ากระจกรถของเราทำให้เจ้าตัวดูดกระจกที่เราซื้อมาไม่สามารถทานทนได้และจำต้องลาจากเราไปในเวลาอันแสนสั้น

ดังนั้นอุปกรณ์นี้จึงเป็นอีกทางเลือกของคนจอดรถกลางแจ้งและต้องการใช้สมาร์ตโฟนทำหน้าที่เป็นกล้องหน้ารถหรือใช้งานแผนที่สำหรับนำทาง โดยอุปกรณ์นี้ออกแบบให้เสียบเข้ากับที่บังแดดในรถ ลองมาดูอุปกรณ์ที่ต้องเตรียมกันก่อน

เตรียมอุปกรณ์
1. ตัวจับสมาร์ตโฟน (ถอดจากไม้ Selfie)
2. แผ่นพลาสวูดหนา 5 มม. ขนาด A4 (ซื้อได้ที่ www.inex.co.th)
3. สกรู 3×15 มม. พร้อมนอต 1 ชุด
4. สกรู 4×20 มม. พร้อมนอตตัวเมียแบบหางปลา 1 ชุด
5. กาวร้อน
6. ปืนเป่าลมร้อน
7. คัตเตอร์
8. กระดาษทราย

ขั้นตอนการประดิษฐ์
(1) ตัดแผ่นพลาสวูดขนาด 10×29 ซม. นำมาพับครึ่ง ด้วยปืนเป่าลมร้อน โดยการเป่าให้ความร้อนทั้งสองด้านของแนวที่ต้องการพับ เมื่อเห็นว่าแผ่นพลาสวูดเริ่มอ่อนตัวแล้ว ให้นำไปทาบกับวัสดุอะไรก็ได้ที่มีความหนาใกล้เคียงกับที่บังแดด (ในที่นี้ใช้พลาสวูด 10 มม.) แล้วพับให้แนบกับวัสดุที่นำมาทาบดังรูปที่ 1.3 รอให้พลาสวูดเย็นลงค่อยดึงออกมาจะได้ขาหนีบกับที่บังแดดรถยนต์ดังรูปที่ 1.4


(2) ตัดพลาสวูดขนาด 3×4 ซม. 2 ชิ้น และขนาด 3×5 ซม. 1 ชิ้น เจาะรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 มม. ทั้งสามชิ้น จากนั้นนำชิ้น 3×5 ซม. มาทาบกับส่วนพับของตัวหนีบดังรูปที่ 2.2 ใช้ดินสอวาดตามแนวโค้ง แล้วตัดให้ได้ส่วนโค้งตามแนวดินสอดังรูปที่ 2.4 แล้วยึดกับส่วนโค้งของตัวหนีบด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 2.5

(3) นำพลาสวูดขนาด 3×4 ซม. ที่ตัดไว้จากขั้นตอนที่แล้วมาประกบเข้าด้วยกันด้วยสกรูขนาด 4×20 มม.และขันล็อกด้วยนอตแบบหางปลาดังรูปที่ 3.2


(4) นำตัวจับสมาร์ตโฟนมาทาบกับพลาสวูดแล้วตัดให้ได้ขนาดเท่ากับฐานของตัวจับ หรืออาจใหญ่กว่าเล็กน้อยก็ได้ จากนั้นเจาะรูขนาด 3 มม. สำหรับร้อยสกรู แล้วยึดตัวจับสมาร์ตโฟนเข้ากับแผ่นพลาสวูดด้วยสกรู 3×15 มม. และล็อกด้วยนอตจะได้ดังรูปที่ 4.4

(5) นำชุดตัวหนีบกับฐานตัวจับสมาร์ตโฟนมาประกอบกันด้วยกาวร้อนโดยวางให้คร่อมนอตดังรูปที่ 5.2 ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย จะได้อุปกรณ์ยึดสมาร์ตโฟนเข้ากับที่บังแดดหน้ารถดังรูปที่ 5.3

การใช้งาน
สำหรับคนที่ต้องการนำไปใช้เป็นกล้องติดหน้ารถ แนะนำให้ลงแอปพลิเคชั่นก่อน สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์แนะนำแอปฯที่ชื่อว่า AutoGuard กับ AutoBoy BlackBox นะครับ (ส่วน iOS ไม่รู้ครับ) เพราะมีฟังก์ชั่นที่เหมาะกับการใช้งาน ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือมีการตรวจจับการสั่นหรือกระแทกอย่างรุนแรงของสมาร์ตโฟน นั่นก็หมายความว่ารถเราอาจกำลังเกิดอุบัติเหตุและสามารถเลือกได้ว่าจะให้โทรออกไปยังเบอร์ที่เราระบุไว้หรือไม่ เมื่อลงแอปฯ และตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ก็เพียงนำไปเสียบไว้กับที่บังแดดดังรูปที่ 6 และปรับมุมก้มเงยได้ตามต้องการด้วยนอตหางปลาก็เป็นอันเรียบร้อยพร้อมเดินทางแล้วจ้า

ลองทำใช้กันดูนะครับ ง่ายๆ ประหยัดงบ ไม่ต้องดูดกระจกให้ลุ้นว่าสมาร์ตโฟนของเราจะล่วงลงมาเมื่อไหร่


เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Categories
Electronics Arts Home & Garden Lighting คุณทำเองได้ (DIY)

โคมไฟสไตล์อาร์ตๆ ปิดเปิดอัตโนมัติ

โคมไฟเก๋ๆ หน้าตาประหลาด ที่มาพร้อมกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่จะทำให้คุณลืมโคมไฟตัวเก่าที่บ้านของคุณไปเลย! ด้วยการตรวจจับความเคลื่อนไหวของคุณยามต้องลุกจากเตียงไปทำภาระกิจส่วนตัวยามดึก และเมื่อคุณกลับมานอนตามเดิมมันก็จะค่อยๆหรี่แสงลงจนเหลือเพียงแสงสีน้ำเงินกล่อมคุณนอนสักครู่และจะดับไปเอง เจ๋งมั้ยล่ะ ถ้าชอบแล้วเรามาดูอุปกรณ์ที่ต้องใช้กันเลย

รายการอุปกรณ์
1. แผงวงจร i-BOX
2. ต้วต้านทาน 22Ω 1W 2 ตัว
3. LED สีขาว ขนาด 8 มม. 21 ดวง
4. LED สีน้ำเงิน ขนาด 8 มม. 21 ดวง
5. ZX-02 แผงวงจรตรวจจับแสง(คลิกสั่งซื้อ)
6. ZX-PIR โมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหว(คลิกสั่งซื้อ)
7. แจ็กอะแดปเตอร์ตัวเมียแบบติดตั้งบนหน้าปัด
8. สวิตช์กดติดปล่อยดับแบบติดตั้งบนหน้าปัด
9. ถ้วยกระดาษจำนวน 22 ใบ
10. ลูกบอลพลาสติกแข็ง ขนาดกลาง
11. ขาตั้งกล้องถ่ายภาพขนาดกลาง (คลิกสั่งซื้อ)
12. ชิ้นต่อพลาสติกแบบฉาก 6 ชิ้น และแบบตรง 3 ชิ้น
13. กระปุกพลาสติกแบบมีฝาปิด
14. แผ่นพลาสวูดขนาดขึ้นกับขนาดของกระปุกพลาสติก
15. นอต 6 มม.
16. สกรูเกลียวปล่อยตัวเล็ก
17. ปืนยิงกาวร้อน(คลิกสั่งซื้อ)
18. กาวแท่ง
19. สายไฟขนาดเล็ก
20. เทปพันสายไฟหรือท่อหด
21. กาวสองหน้าอย่างหนา
22. อะแดปเตอร์ไฟตรง 4.5 หรือไม่เกิน 6V

การสร้าง
(1) คว้านลูกบอลให้มีขนาดเท่ากับกระปุกพลาสติกจะได้ช่องวงกลมที่สามารถใส่กระปุกพลาสติกเข้าไปได้ดังรูปที่ 1


(2) นำก้นถ้วยกระดาษมาวางทาบแล้วใช้ดินสอวาดลงไปบนลูกบอลให้ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนทั่วลูกบอล โดยให้ขอบของรูปวงกลมชิดกัน เมื่อวาดจนทั่วแล้วเราก็จะได้จำนวนของถ้วยกระดาษและ LED ที่ต้องใช้จริง โดยใช้ LED สีขาวกับสีน้ำเงินอย่างละครึ่งของจำนวน LED ทั้งหมด จากนั้นทำการเจาะรูบริเวณกึ่งกลางของรูปวงกลมทั้งหมดที่วาดไว้ ดังรูปที่ 2.1 เสร็จแล้วมาเจาะรูขนาดเล็กที่ก้นถ้วยกระดาษ 2 รู พอให้ขา LED สอดเข้าไปได้ดังรูปที่ 2.2 จากนั้นเสียบ LED เข้าไปด้านในของถ้วยดังรูปที่ 2.3 แล้วยึด LED เข้ากับถ้วยกระดาษด้วยปืนกาวดังรูปที่ 2.4

(3) บัดกรีสายไฟเส้นเล็ก 2 เส้นเข้ากับขา LED และใช้ปากกาเมจิกแต้มสีไว้ที่ปลายข้างหนึ่งของสายไฟข้างที่เป็นขั้วลบดังรูปที่ 3.1 จากนั้นใช้เทปพันสายไฟพันจุดบัดกรีเพื่อป้องกันการลัดวงจรดังรูปที่ 3.3

(4) สอดปลายสายไฟเข้าไปในรูของลูกบอล แล้วยึดถ้วยกระดาษที่ติดตั้ง LED เข้ากับลูกบอลด้วยปืนยิงกาวร้อนดงรูปที่ 4 สำหรับการติดตั้งถ้วยบนลูกบอลนั้นให้สลับสีของ LED ทั้งสองสีไปมา

(5) เมื่อสอดสายเข้าลงมาในลูกบอลและติดตั้งถ้วยจนครบแล้ว ให้แบ่งสายไฟออกเป็น 2 ชุด โดยเป็นของ LED สีขาว 1 ชุด อีกชุดเป็นของ LED สีน้ำเงิน แล้วปอกสายเพื่อบัดกรีสายของแต่ละชุดแยกกันไว้ นำตัวต้านทาน 22Ω 1W บัดกรีคั่นระหว่างขาแอโนด (ขั้วบวก) ของ LED กับสายต่อมอเตอร์ดังรูปที่ 5

(6) ตัดแผ่นพลาสวูดหนา 5 มม. ให้มีขนาดพอดีกับฝาของกระปุกพลาสติก จากนั้นเจาะรูตรงกลางแผ่นพลาสวูดให้มีขนาดเท่ากับนอต 6 มม. ใส่นอตเข้ากับแผ่นพลาสวูดแล้วยึดด้วยปืนยิงกาว

(7) เจาะรูที่แผ่นพลาสวูดเพื่อติดตั้งแจ็กอะแดปเตอร์และเจาะรูที่ฝาของกระปุกพลาสติกให้มีขนาดใหญ่กว่าแจ็กอะแดปเตอร์เล็กน้อย จากนั้นยึดแจ็กอะแดปเตอร์เข้ากับแผ่นพลาสวูดด้วยปืนกาวดังรูปที่ 7

(8) ประกอบชิ้นต่อพลาสติกแบบฉากและแบบตรงเข้าด้วยกัน จำนวน 3 ชิ้น เพื่อเป็นฐานรองแผงวงจร i-BOX 3.0 จากนั้นยึดชิ้นต่อพลาสติกเข้ากับฝากระปุกด้านในด้วยสกรูเกลียวปล่อยตัวเล็ก จากนั้นยึดแผ่นพลาสวูดที่มีแจ็กอะแดปเตอร์กับนอต 6 มม. ติดตั้งอยู่เข้ากับฝากระปุกพลาสติกด้านนอก ดังรูปที่ 8

(9) ต่อสายสวิตช์ RUN ของแผงวงจร i-BOX 3.0 ออกมาด้านนอกเพื่อความสะดวกในการใช้งาน โดยบัดกรีสายไฟเส้นเล็กเข้ากับสวิตซ์กดติดปล่อยดับดังรูปที่ 9.1 จากนั้นบัดกรีปลายสายไฟอีกด้านคร่อมกับสวิตช์ RUN บนแผงวงจร i-BOX 3.0 ดังรูปที่ 9.2 เจาะรูลูกบอลให้มีขนาดพอดีกับสวิตซ์กดติดปล่อยดับแล้วติดตั้งลงไปดังรูปที่ 9.3 และ 9.4

(10) ติดตั้งแผงวงจร i-BOX 3.0 เข้ากับฐานรองด้วยกาวสองหน้าดังรูปที่ 10.1 จากนั้นเจาะรูด้านข้างของกระปุกพลาสติกเพื่อสอดสายของแผงวงจรตรวจจับเข้ามาดังรูปที่ 10.2

(11) เจาะรูลูกบอลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ซม. จำนวน 2 รู เพื่อติดตั้งแผงวงจรตรวจจับแสง (ZX-02) และโมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหว (ZX-PIR) โดยให้สายสัญญาณลอดรูลงไปแล้วสอดเข้ากับรูด้านข้างของกระปุกพลาสติกดังรูปที่ 11.1 จากนั้นเสียบสายของแผงวงจรตรวจจับแสงเข้ากับช่อง sensor0 และเสียบสายของโมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหวเข้ากับช่อง sensor3 เสียบสายต่อ LED สีขาวกับช่อง MotorA และสีน้ำเงินกับช่อง MotorB เชื่อมต่อสายไฟเลี้ยงจากแจ็กอะแดปเตอร์เข้ากับเทอร์มินอลบล็อกให้อยู่ในลักษณะบวกในลบนอก ดูการเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดได้ในรูปที่ 12 สุดท้ายเปิดสวิตช์เพาเวอร์บนแผงวงจร i-BOX 3.0 ไว้ ปิดฝากระปุกพลาสติกให้เรียบร้อย สอดกระปุกพลาสติกเข้าไปในตัวโคมไฟ

(12) เจาะก้นถ้วยกระดาษนำไปครอบโมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหวดังรูปที่ 13 เพื่อจำกัดทิศทางในการตรวจจับความเคลื่อนไหว หากไม่ครอบเอาไว้เวลาเรานอนดิ้นไปมาตัวโมดูลจะตรวจพบความเคลื่อนไหวของเราได้

(13) ติดตั้งโคมไฟเข้ากับขาตั้งกล้องโดยการประกบแป้นขาตั้งกล้องเข้ากับนอตที่ฝังไว้ที่แผ่นพลาดวูดแล้วขันล็ฮกให้แน่นดังรูปที่ 14

ดาวน์โหลดโปรแกรม
เริ่มจากการเปิดโปรแกรม Logo Blocks ขึ้นมา แล้วลากบล็อกตามรูปที่ 15 เสร็จแล้วเสียบอะแดปเตอร์ไฟตรง 4.5V จ่ายไฟให้กับระบบ จากนั้นเสียบสาย CX-4 เข้ากับแผงวงจร i-BOX 3.0 เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมลงไป กดสวิตช์ RUN โคมไฟก็จะเริ่มทำการตรวจสอบเงื่อนไขของโปรแกรม แล้ว

การทำงานของโปรแกรม
เนื่องจากเจ้า Afro Lighting มีการตรวจจับที่สำคัญอยู่ 2 ส่วนด้วยกันคือ ตรวจสอบสภาพแสงว่ามืดหรือไม่ และตรวจสอบความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ดังนั้นการตรวจสอบจึงแบ่งได้เป็น 2 ส่วนหลักดังนี้

ส่วนที่ 1
เริ่มด้วยการตรวจสอบสภาพแสงด้วยแผงวงจรตรวจจับแสง ที่จุดต่อ sensor0 ว่ายังมีแสงสว่างอยู่หรือไม่ หากยังมีแสงสว่างโปรแกรมจะไปทำงานที่บล็อกคำสั่ง ab, off และวนตรวจสอบไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพบว่าสภาพแสงมืดลง ในส่วนนี้บางบ้านอาจมีระบบตั้งเวลาปิดไฟอัตโนมัติหากตรวจสอบแค่มืดแล้วโคมไฟติดก็จะทำให้โคมไฟสว่างโดยไม่จำเป็น จึงมีการตรวจสอบเงื่อนไขเพิ่มเติมก็คือมีความเคลื่อนไหวที่จุดต่อ sensor3 หรือไม่ หากพบการเคลื่อนไหวด้วยก็แสดงว่าเงื่อนไขเป็นจริง โปรแกรมจึงสั่งให้มีการจ่ายไฟออกมาที่พอร์ตของมอเตอร์ a และ b ในขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญเพราะเราจะใช้เทคนิคการตั้งค่ากำลังไฟฟ้า ที่จ่ายออกมาทางช่องต่อมอเตอร์นี้มีระดับพลังงานที่สอดคล้องกับการหน่วงเวลา โดยให้ค่อยๆ ลดกำลังไฟฟ้าลงจน LED ดับลงในที่สุด ระยะเวลาในการขับ LED สามารถแก้ไขค่าหน่วงเวลาได้ตามต้องการเลยค่ะ

ส่วนที่ 2
เป็นการตรวจสอบความเคลื่อนไหวเพียงอย่างเดียว เพราะหลังจากโปรแกรมทำงานในส่วนการตรวจจับที่ 1 จบลงแล้ว จะยังไม่วนไปตรวจสอบส่วนที่ 1 เพราะติดคำสั่ง waituntil เพื่อรอจนกว่า sensor3 ตรวจพบความเคลื่อนไหว โปรแกรมจึงสั่งให้จ่ายไฟออกทางช่องต่อมอเตอร์ โดยในส่วนนี้จะให้ความสำคัญกับกำลังไฟฟ้าและการหน่วงเวลาติดสว่างของ LED เป็นพิเศษ เพื่อให้คุณได้รับแสงสว่างในช่วงเวลาที่กำลังเดินออกจากห้องไปทำธุระ และเมื่อคุณกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง โมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหวก็จะทำงานอีกครั้ง โคมไฟก็จะติด เพื่อให้คุณได้กลับมายังเตียงนอนอย่างสะดวกสบาย จากนั้นโปรแกรมจะหยุดอยู่ที่คำสั่ง waituntil เพื่อรอตรวจจับความเคลื่อนไหวอีกครั้ง

นี่คืออีกหนึ่งไอเดียในการประยุกต์แผงวงจร i-BOX ที่มากับชุดหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก Robo-Circle จากบริษัท อินโนเวตีฟ เอ็กเพอริเมนต์ จำกัด


เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Categories
Home & Garden Lighting คุณทำเองได้ (DIY)

Glow Buddha Shelf

ออกแบบหิ้งพระสไตล์โมเดิร์นที่มีไฟส่องนำทางในยามค่ำคืน แบบเดินผ่านปุ๊บ ติดปั๊บ กับวงจรง่ายๆ ไม่ต้องใช้ไมโครฯ
 
ปัญหาอย่างหนึ่งในยามค่ำคืนที่หลายคนต้องพบเจอก็คือ ความมืด แน่นอนว่าทำให้คุณมองทางและข้าวของที่วางอยู่บนพื้นไม่เห็น ตอนแรกตั้งใจจะทำไฟส่องทางเดินธรรมดาๆ แต่พอชายตาเห็นพระพุทธรูปในบ้านที่วางไว้บนหลังตู้หนังสือที่ดูไม่ค่อยดีเอาเสียเลย งานนี้เลยต้องมิกซ์แอนด์แมทช์กันหน่อย จึงนำไอเดียไฟส่องทางมาผสานกับงานออกแบบหิ้งพระใหม่ ที่มีระบบไฟเปิดปิดอัตโนมัติคอยให้แสงสว่างเราได้ไปในตัว

โดยรูปแบบหิ้งพระที่เราจะสร้างกันก็จะมีลักษณะดังรูปที่ 1 ใช้แผ่น
พลาสวูดขนาด A4 จำนวน 7 แผ่น รองรับพระพุทธรูปที่มีหน้าตักกว้าง 17 ซม. ได้พอดี แต่แนวคิดนี้คงไม่เหมาะกับบ้านที่มีห้องพระแบบเป็นกิจลักษณะนะครับ แต่เหมาะสำหรับบ้านเล็กๆ หรือห้องพักคอนโดฯ ที่มีพื้นที่จำกัด เรียกว่า รุกยืนปุ๊บ ไฟติดปั๊บ


รูปที่ 1 หิ้งพระที่ต้องการสร้าง

การทำงานของวงจร
จากวงจรรูปที่ 2 เริ่มจากเมื่อ ZX-PIR V2.0 ตรวจจับคนเดินผ่านได้ จะส่งกระแสไฟฟ้าไปจ่ายให้กับทรานซิสเตอร์ Q1 ส่งผลให้รีเลย์ต่อหน้าสัมผัสที่ตำแหน่ง C (commond) และ NC (normal close) เข้าด้วยกัน ทำให้ LED ทั้งชุดส่องพระและชุดส่องแจกันหลอดแก้วติดสว่าง โดยจะติดสว่างไปจนกว่าจะครบการหน่วงเวลาที่ปรับไว้ของ ZX-PIR V2.0 และเมื่อครบเวลาการหน่วงหาก ZX-PIR V2.0 ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ ZX-PIR V2.0 ก็จะหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ Q1 รีเลย์จะหยุดการต่อหน้าสัมผัส C และ NC ทำให้ LED ทั้งสองชุดดับ

สร้างแผงวงจรควบคุมระบบไฟส่องสว่าง
เริ่มด้วยการเสียบอุปกรณ์ลงแผ่นวงจรพิมพ์อเนกประสงค์รุ่น uPCB02C ในตำแหน่งตามรูปที่ 3 จุดที่เป็นวงกลมสีแดงคือจุดติดตั้งขาอุปกรณ์ โดยให้ทำการคว้านรูติดตั้ง รีเลย์ และ IC1 ด้วยดอกสว่านขนาด 1 มม. หากไม่มีดอกสว่านอาจใช้ตะปูกดลงไปทั้งด้านบนและด้านล่างของแผ่นวงจรพิมพ์จนสามารถเสียบอุปกรณ์ได้ ทำการบัดกรีแล้วเชื่อมต่อจุดเชื่อมต่อต่างๆ บนแผ่นวงจรพิมพ์ให้ครบ จากนั้นให้จัดเตรียมและเชื่อมต่อสายอุปกรณ์ต่อพ่วงต่อไปนี้
สายแจ๊กอะแดปเตอร์ตัวเมีย ใช้สายไฟ 2 เส้น ยาวเส้นละ 10 ซม.
สายต่อ ZX-PIR V2.0 ใช้สาย IDC1MF จำนวน 3 เส้น
สายไฟเลี้ยง LED ส่องพระ 2 เส้น ยาวเส้นละ 10 ซม.
สายไฟเลี้ยง LED ส่องหลอดแก้ว 2 เส้น ยาวเส้นละ 30 ซม. (2 ชุด)
สุดท้ายเชื่อมต่อจุดบัดกรีของอุปกรณ์ด้านล่างเข้าด้วยกันดังรูปที่ 4

รูปที่ 2 วงจรของหิ้งพระเรืองแสง

 

รูปที่ 3 การจัดวางอุปกรณ์ด้านบนและการเชื่อมต่อด้านล่างของแผ่นวงจรพิมพ์

รูปที่ 4 แผ่นวงจรพิมพ์ที่ติดตั้งอุปกรณ์เรียบร้อยแล้ว

ลงมือสร้างหิ้งพระ
เริ่มจากนำแผ่นพลาสวูดขนาด A4 จำนวน 7 แผ่น มาตัดให้ได้ชิ้นส่วนตามแบบ (ดาวน์โหลดแบบ) ด้วยคัตเตอร์ให้ครบทุกชิ้น จากนั้นลงมือประกอบตามขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลย
(1) นำพลาสวูด L1 และ R1 ประกบกับ T1 ด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 5.1 จากนั้นนำ F1 และ B1 ประกบเข้าไปจะได้ส่วนของฐานบนสำหรับวางองค์พระดังรูปที่ 5.3

(2) นำพลาสวูดแผ่น C1 และ C2 มาตัดทำมุม 45 องศาด้วยคัตเตอร์ ดังรูปที่ 6.2 จากนั้นใช้ไดร์เป่าลมร้อนดัดให้โค้งเป็นซุ้ม แล้วติดด้านที่ตัด 45 องศาเข้าด้วยกันด้วยกาวร้อนดังรูปที่ 6.3

คลิกเพื่อชมวิดีโอตัวอย่างการดัดพลาสวูด

(3) นำซุ้มที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 มาติดบนฐานพระดังรูปที่ 7.1 และ 7.2

(4) นำ L2 และ R2 ประกบเข้ากับแผ่น T2 เพื่อสร้างเป็นฐานด้านล่างของหิ้งดังรูปที่ 8.1

(5) เจาะช่องแจกันหลอดแก้วบนแผ่น T2 โดยการนำหลอดแก้วมาทาบและเจาะเป็นช่องด้วยวงเวียนคัตเตอร์ โดยทำทั้งสองข้างของฐานหิ้งดังรูปที่ 9.1 และ 9.2

(6) จับฐานหิ้งหงายขึ้น ติดตั้งแผ่น i1 และ i2 และแผ่น B2 เข้ากับแผ่น T2 ดังรูปที่ 10

(7) บัดกรีสายไฟเส้นเล็กยาว 30 ซม. เข้ากับ LED 8 มม. สีขาว ทั้งสองดวงดังรูปที่ 11.1 จากนั้นใช้สว่านเจาะรูที่แผ่น T2 ขนาด 2 มม. แล้วสอดสายไฟออกไปอีกด้าน

(8) นำเศษพลาสวูดทรงกลมที่ถูกตัดจากขั้นตอนที่ 5 มาเจาะรูให้พอดีกับ LED 8 มม. จากนั้นติดตั้งเข้ากับแผ่น B2 โดยให้ LED หงายขึ้นสำหรับส่องหลอดแก้วดังรูปที่ 12.3 ทำเหมือนกันทั้งสองข้างดังรูปที่ 12.3 ยึดพลาสวูดเข้าด้วยกันด้วยกาวร้อน

(9) ทำไฟส่ององค์พระพุทธรูป โดยบัดกรีสายไฟเส้นเล็กยาว 10 ซม. เข้ากับ LED แถบอ่อนดังรูปที่ 13.1 ลอกกาวที่แถบ LED ออก แล้วติดที่ฐานของซุ้มดังรูปที่ 13.2 เจาะรู 2 มม. สอดสายไฟเข้าไปด้านในดังรูปที่ 13.3

(10) เจาะรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.3 ซม. ที่ด้านหน้าฐานซุ้มสำหรับติดตั้ง ZX-PIR V2.0 จากนั้นเจาะรูติดตั้งแจ็กอะแดปเตอร์ไว้ด้านหลัง นำชุดแผงวงจรตรวจจับลงติดตั้งในกล่อง สำหรับแผงวงจรให้ใช้สกรูเกลียวปล่อยตัวเล็กขันยึดรูของแผ่นวงจรพิมพ์เข้ากับพลาสวูด ส่วน ZX-PIR V2.0 ยึดด้วยปืนยิงกาว แล้วเชื่อมต่อสายไฟของชุด LED ส่ององค์พระ ส่วนไฟส่องหลอดแก้วให้ต่อตัวต้านทาน 450 โอห์ม คั่นไว้ดวงละ 1 ตัว การต่อดูจากรูปวงที่ 2 ประกอบ เมื่อต่อเสร็จแล้วใช้เทปพันสายไฟพันหุ้มขาและตัวต้านทานให้เรียบร้อยดังรูปที่ 14.5

(11) สุดท้ายประกอบชุดลิ้นชัก เริ่มจากนำแผ่นฝาข้างลิ้นชัก 2 ชิ้น แผ่นฝาท้าย และแผ่นพื้นลิ้นชัก มาประกอบเข้ากับแผ่น F2 ดังรูปที่ 15.1 จะได้ลิ้นชักสำหรับเก็บหนังสือพระธรรม หรือเก็บข้าวของอื่นๆ ดังรูปที่ 15.2

(12) นำแจกันหลอดแก้วเสียบลงในรูทั้งสองด้าน แล้วทำการทดสอบ เริ่มจากเสียบอะแดปเตอร์ไฟตรง 9 หรือ 12 V แต่ผู้เขียนแนะนำให้ใช้ 9 V จะได้แสงสว่างกำลังดี ลองใช้มือเคลื่อนผ่านหน้าหิ้งไฟจะต้องติด และจะดับลงตามการปรับค่าการหน่วงเวลาที่ตัว ZX-PIR V2.0 ก็เป็นอันเสร็จจากนั้นก็นำองค์พระพุทธรูปมาวางได้เลย

รายการอุปกรณ์
ตัวต้านทาน 1/4 วัตต์
R1 : 1 kΩ
R2.R3 : 450 Ω 2 ตัว
ตัวเก็บประจุอิเล็กทรอไลต์
C1 : 47 µF 25 V
C2 : 220 µF 25 V
อุปกรณ์สารกึ่งตัวนำ
IC1 : LM2940
Q1 : BC337
D1,D2 : 1N4001 2 ตัว
LED สีขาวแบบแถบอ่อน 2 ชุด (3 ดวง/ชุด)
LED สีขาว 8 มม. 2 ดวง
อื่นๆ
โมดูลตรวจจับความเคลื่อนไหว ZX-PIR V2.0
รีเลย์ 5 โวลต์
แจ็กอะแดปเตอร์แบบยึดแท่น
สาย IDC1MF 3 เส้น
หลอดแก้วหรือหลอดทดลอง 2 หลอด
พลาสวูดขนาด A4 หนา 5 มม. 7 แผ่น
แผ่นวงจรพิมพ์ uPCB02C
เครื่องมือ
กาวร้อน
มีดคัตเตอร์
ปืนยิงกาว
หัวแร้งและตะกั่วบัดกรี
หมายเหตุ : ZX-PIR V2.0, แผ่นวงจรพิมพ์อเนกประสงค์ uPCB02C และพลาสวูดขนาด A4 หนา 5 มม. มีจำหน่ายที่ www.inex.co.th สอบถามเพิ่มเติมโทร 0-2747-7001-4

แล้วเราก็ได้ของแต่งบ้านชิ้นใหม่ ขั้นตอนอาจจะดูยุ่งยากไปหน่อยแต่ถ้าลงมือปฏิบัติแล้วจะรู้ว่าง่ายมากๆ

อย่างไรก็ตามการบูชาพระพุทธรูปนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อการบนบานสานกล่าวนะครับ เรามีติดบ้านไว้เพื่อระลึกถึงพระธรรมวินัย ที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนให้เรานำมาปฏิบัติ เพื่อรู้ตามเห็นตามซึ่งอริยสัจ 4 ยังประโยชน์ให้ถึงซึ่งวิมุตติ ขอให้เจริญในธรรมและสนุกกับการประดิษฐ์ครับ


เรื่องที่คุณอาจสนใจ

Categories
รีวิว

หัวแร้งไร้สายพลังงานแบตเตอรี่

เครื่องมือตัวนี้ เห็นหน้าตาก็ทายไม่ยากว่ามันคืออะไร? ใช่แล้วครับ นี่คือ หัวแร้ง ที่นักอิเล็กทรอนิกส์ทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีแต่เคยมั้ยที่เวลาทำงานภาคสนามแล้วจำเป็นต้องใช้หัวแร้งขึ้นมา ไฟฟ้าก็ไม่มีจะทำอย่างไร

Categories
สิ่งประดิษฐ์ สิ่งประดิษฐ์ต่างแดน

Emotional Backpack For Cyclists

นักปั่นจักรยานส่วนใหญ่ต้องมีกระเป๋าสะพายหลังคู่ใจไว้ใส่สัมภาระไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำดื่ม ผ้าเช็ดหน้า และอื่นๆ อีกมากมายตามแต่ความจำเป็นของแต่ละคน นั่นจึงเป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบผู้นี้ได้ออกแบบ Gadget โดนใจชิ้นนี้ขึ้นมา

Categories
บทความ สิ่งที่นักประดิษฐ์ควรรู้

แนวคิดการรวบรวมไอเดียตอนที่2

ความเดิมตอนที่แล้วที่ได้ลองผลิตไอเดียกันไป ตอนนี้มาแนะนำการเก็บเกี่ยวไอเดียที่ถูกผลิตขึ้นมา ซึ่งบางครั้งผลิตขึ้นมาโดยไม่จำเป็นหรือโดยบังเอิญไม่ให้สูญเปล่ากันนะครับ

โดยไอเดียการจดบันทึกนี้ ผมได้มาจากหนังสือไอเดียมาราธอน ซึ่งเป็นหนังสือที่เขียนโดยชาวญี่ปุ่นชื่อว่า : ทาเคโอะ ฮิกูชิ และได้รับการแปลโดยคุณเกรียงศักดิ์ กำลังสินเสริม ซึ่งนับว่าเป็นหนังสือที่มีประโยชน์มากๆ อีกเล่มหนึ่ง และเหมาะสำหรับนักสร้างสรรค์หรือ Creative ทุกวงการที่ควรจะมีไว้ศึกษา เนื้อหาในเล่มมีการอธิบายหลักทางวิชาการเกี่ยวกับการจดจำและหลักการทำงานของสมองเอาไว้เป็นอย่างดี

แต่ในที่นี้ ผมขอแนะนำถึงเฉพาะส่วนที่ผมนำมาใช้ประโยชน์จนทุกวันนี้ เอาที่เกี่ยวเนื่องกับเทคนิคการจดบันทึกเจ้าไอเดียของเราที่พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายก็แล้วกัน

จากรูปเป็นตัวอย่างสมุดบันทึกประจำกายของผมเอง และผมก็รู้สึกสนุกทุกครั้งเมื่อผมได้จดไอเดียใหม่ๆ ไม่ว่าไอเดียนั้นจะเป็นเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์หรือแนวคิดการจัดการเรื่องงานและเรื่องชีวิตประจำวันก็ตาม เพราะมันรู้สึกว่าได้แข่งกับตัวเอง ว่าในแต่ละวันเราจะต้องคิดไอเดียใหม่ๆ แล้วบันทึกเอาไว้

เตรียมตัวจดบันทึก

ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมอุปกรณ์กันก่อนครับ อุปกรณ์ที่สำคัญอย่างยิ่งและต้องพิถีพิถัน พอสมควรเลยก็คือสมุดบันทึกที่มีขนาดไม่ใหญ่เทอะทะจะได้พกติดตัวไปได้ทุกที่ และหากเป็นไปได้เนื้อกระดาษควรจะเป็นกระดาษเปล่าที่ไม่มีเส้นบรรทัด เผื่อเวลาวาดรูปจะได้ไม่มีเส้นมารบกวนสายตาหรืออาจหาสมุดที่เป็นกระดาษกราฟเลยก็ยิ่งดีเพราะจะทำให้เราวาดสัดส่วนต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

หลักในการจดบันทึกก็มีง่ายๆ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ครับ


(ลำดับ) (วัน/เดือน/ปี) (ลำดับที่ของไอเดียในวันนี้) (Thinking Number) (เกี่ยวกับ)


งงมั้ยครับจะเห็นว่ามีทั้งหมด 5 วงเล็บ นั่นคือสิ่งที่เราต้องระบุลงไปได้แก่

(ลำดับ) หมายถึงให้คุณใส่ลำดับไล่ลงมาเรื่อยๆ

(วัน/เดือน/ปี) ก็ใส่วันที่คุณบันทึกไอเดีย

(ลำดับที่ของไอเดียวันนี้) หมายถึงให้คุณใส่ลำดับของไอเดียเฉพาะในวันที่คุณบันทึกหากเปลี่ยนวันที่แล้ว ลำดับนี้จะต้องถูกไล่ลำดับใหม่ เพื่อให้เรารู้ว่าวันนี้เราผลิตไปแล้วกี่ไอเดีย

(Thinking Number) หมายถึงลำดับของไอเดียรวมทั้งหมดตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน โดยจดบันทึกไล่มาเรื่อยๆ

(เกี่ยวกับ) หมายถึงให้คุณบันทึกเอาไว้ด้วยว่าไอเดียนี้เกี่ยวข้องหรือนำไปใช้ประโยชน์เกี่ยวกับอะไร เช่น ของแต่งบ้าน, การบริหาร, ของเล่น เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือการกำหนดหมวดหมู่ให้ไอเดียนั่นเองครับ

ก็มีเท่านี้ล่ะครับ แล้วรับรองว่าหากคุณทำตามนี้ ชีวิตคุณจะเปลี่ยนแน่นอน โดยอันที่จริงผมมีการดัดแปลงเทคนิคการจดบันทึกจากหนังสือเล็กน้อย แต่ก็ยังใช้หลักการเรียงลำดับคล้ายๆ เดิมอยู่

 

ท้ายนี้ขอให้ทดลองทำดูนะครับ สักเดือนก็จะเห็นผล แล้วคุณจะรู้ว่าคุณหยุดคิดไม่ได้อีกแล้ว


 

Categories
บทความ สิ่งที่นักประดิษฐ์ควรรู้

ก้าวแรกของนักประดิษฐ์

ก้าวสำคัญของความคิดสร้างสรรค์ และการพัฒนาที่ไม่ยอมหยุดนิ่ง กับเรื่องใกล้ๆ ตัวที่ดูเหมือนว่าเราจะมองข้ามไป เป็นคำถามที่อยากให้คุณตอบ “วันนี้เราจะเป็นนักประดิษฐ์กันดีไหม”

ความเข้าใจที่ถูกต้องของคำว่านักประดิษฐ์และนักนวัตกรรม
หลายท่านเข้าใจว่า “นวัตกรรม” และ “สิ่งประดิษฐ์” เป็นเรื่องเดียวกัน จริงๆ แล้ว คำสองคำนี้เป็นญาติกัน เรียกได้ว่า “สิ่งประดิษฐ์” เป็นญาติผู้พี่เพราะเกิดก่อน ส่วน “นวัตกรรม” นั้น อาศัยการประดิษฐ์ให้เกิดตัวของมันขึ้นมาจึงนับเป็นญาติผู้น้องครับ

แล้วเจ้านวัตกรรมนี่มีความหมายอย่างไร คำตอบก็คือ “นวัตกรรม” คือสิ่งประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จจากการเป็นที่รู้จัก และใช้งานกันอย่างแพร่หลายในสังคมนั่นเองครับ

นักประดิษฐ์ต้องรู้จักสังเกตสิ่งที่อยู่รอบๆ
หลายคนอาจไม่เชื่อว่าสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่คิดขึ้นมาได้นั้น ล้วนประยุกต์มากจากสิ่งรอบตัวที่มีอยู่ก่อนทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น เครื่องบิน เราจะเห็นว่า เราเลียนแบบมาจากนก

นักประดิษฐ์ต้องพกสมุดบันทึก
นักประดิษฐ์มือสมัครเล่นหลายคน ที่เลิกล้มโครงการประดิษฐ์ของตัวเองอยู่บ่อยๆ ก็เพราะไม่มีการจัดระเบียบความคิดให้เป็นระบบนั่งเอง คนที่จะอยู่เก็บเกี่ยวความหอมหวานแห่งความสำเร็จบนโลกใบนี้ คือคนที่ยืนระยะในสิ่งที่ตนสนใจได้นานกว่าคนอื่นเท่านั้น โดยสิ่งที่ทำให้เรายืนระยะอยู่ได้ก็คือการจดบันทึก อาจเป็นแผนงาน ไอเดีย ลำดับการทำงาน ประสบการณ์ ความรู้ใหม่ หรือสิ่งต่างๆ ที่เกี่ยวกับงานประดิษฐ์

นักประดิษฐ์เต็มขั้นต้นค้นหาเวทีแสดงความสามารถ
หากเราเป็นคนมีความสามารถแต่เก็บซ่อนไว้ตลอด แล้วเมื่อไหร่ล่ะ ที่เราจะได้แสดงความสามารถนั้นให้เป็นประโยชน์และประจักรต่อสังคมอาจเป็นเว็บไซต์ inventor.in.th แห่งนี้ก็ได้ (ท่านสามารถส่งผลงานของท่านมาเผยแพร่กับเราได้เลยทาง e-mail : webmaster@inventor.in.th ) หรือกระทั่งการนำเสนอตัวเองกับองค์กรต่างๆ

ท่านผู้อ่านครับ อย่างน้อยที่สุด นักประดิษฐ์ควรมีคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการข้างต้นอย่างครบถ้วน จึงจะสามารถเรียกตัวเองได้ว่าเป็นนักประดิษฐ์


 

Categories
บทความ สิ่งที่นักประดิษฐ์ควรรู้

องค์ประกอบที่ 10 : แผนฉุกเฉิน

องค์ประกอบที่ 10 : แผนฉุกเฉิน

แผนฉุกเฉินเป็นการเตรียมแนวทางการดำเนินงานไว้ล่วงหน้า ในกรณีที่สถานการณ์หรือผลลัพธ์จากการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ หรือมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนเป็นผลกระทบในทางลบกับกิจการ ซึ่งโดยทั่วไปผู้ประกอบการควรอธิบายลักษณะความเสี่ยงทางธุรกิจที่อาจส่งผล ให้การดำเนินธุรกิจไม่เป็นไปอย่างราบรื่นตามแผนธุรกิจที่ได้กำหนดไว้

ตัวอย่างของประเด็นความเสี่ยงทางธุรกิจและการเตรียมพร้อมที่ควรระบุไว้ในแผนฉุกเฉิน ได้แก่กรณีดังต่อไปนี้

– ยอดขายหรือการเก็บเงินจากลูกหนี้ไม่เป็นไปตามคาดหมาย จนทำให้เงินสดหมุนเวียนขาดสภาพคล่อง
– ธนาคารไม่ให้เงินกู้หรือลดวงเงินกู้
– คู่แข่งตัดราคาหรือจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่องระยะยาว
– มีคู่แข่งรายใหม่ที่มีขนาดใหญ่กว่า ทันสมัยกว่า มีสินค้าครบถ้วนกว่า ราคาถูกกว่า เข้าสู่อุตสาหกรรม หรือมาตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
– สินค้าถูกลอกเลียนแบบและขายในราคาที่ถูกกว่า
– มีปัญหากับหุ้นส่วนจนไม่สามารถร่วมงานกันได้
– สินค้าผลิตไม่ทันตามคำสั่งซื้อเนื่องจากขาดแคลนวัตถุดิบ
– สินค้าผลิตมากจนเกินไป ทำให้มีสินค้าในมือเหลือมาก
– เกิดการชะงักการเติบโตของทั้งอุตสาหกรรม
– ต้นทุนการผลิต/การจัดการสูงกว่าที่คาดไว้
ฯลฯ

ข้อมูลจาก :สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

Exit mobile version