Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท ชวนช้อปรับปีใหม่ ลุ้น iPhone11 รวม 20 เครื่อง กับแคมเปญใหญ่ “Lucky Bill Lucky Bonus”

ออฟฟิศเมท จัดแคมเปญใหญ่ต้อนรับปีใหม่ เอาใจ SME จัดซื้อองค์กร และเหล่านักช้อป ให้ช้อปคุ้มกับสินค้าลดราคาแรงโดนใจ แล้วลุ้นฟินขั้นสุดรับเทศกาลแห่งความสุข กับ “Lucky Bill Lucky Bonus” #ออฟฟิศเมทใจดีแจกiPhone11ฟรี20เครื่อง ช้อปสินค้าอุปกรณ์สำนักงาน ไอที แก็ดเจ็ท เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ รวมถึงสินค้าเพื่อธุรกิจรายการใดก็ได้จากออฟฟิศเมททุกช่องทางการขาย ทุกใบเสร็จรับสิทธิ์ลงทะเบียนลุ้นรับ iPhone 11 (64 GB) รวมจำนวนทั้งสิ้น 20 รางวัล มูลค่ารวม 498,000 บาท ช้อปเท่าไหร่ก็มีสิทธิ์ลุ้น เพียงเก็บใบเสร็จเพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ โดย Add Line: @OfficeMate และกรอกข้อมูลลงทะเบียนให้ถูกต้องครบถ้วน ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 63 ประกาศรายชื่อผู้โชคดี ในวันที่ 18 กพ. 63 ที่ Facebook: OfficeMate

คุ้มแบบนี้ห้ามพลาด!…รีบช้อปได้ที่ร้านออฟฟิศเมท และออฟฟิศเมท พลัส ทุกสาขาทั่วไทย, Contact Center 1281 หรือ ผ่านช่องทางออนไลน์ที่เว็บไซต์ officemate.co.th, OfficeMate e-Procurement, Mobile App และ Chat & Shop ที่Line: @OfficeMate พร้อมบริการส่งฟรีถึงที่ เพียงช้อปครบ 499 บาทขึ้นไป (ตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด)


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

นศ. CIBA_มธบ. นำองค์ความรู้พลิกฟื้นชุมชนคลองศาลากุลเกาะเกร็ด สร้างเงิน สร้างรายได้ ชุมชนยั่งยืน

นศ. CIBA_มธบ. นำองค์ความรู้พลิกฟื้นชุมชนคลองศาลากุลเกาะเกร็ด สร้างเงิน สร้างรายได้ ชุมชนยั่งยืน

ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นองค์ความรู้และเทคนิคที่นำมาใช้ในการแก้ปัญหาและการตัดสินใจ สืบทอดและเชื่อมโยงจากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน การสั่งสมความรู้ ประสบการณ์มาเป็นระยะเวลายาวนาน จะช่วยให้คนในรุ่นถัดไปปรับตัวและอยู่รอดได้ เฉกเช่นชุมชนคลองศาลากุล ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี พื้นที่ชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งกับชุมชนปากเกร็ด ชาวบ้านในชุมชนประกอบอาชีพ ทำไร่ ทำสวน เป็นหลัก บางครัวเรือนผลิตสินค้าพื้นถิ่น รวมถึงทำขนมไทยขายเป็นอาชีพเสริม บ้างก็นำสมุนไพรพื้นบ้านมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากชุมชนอีกฟากของเกาะที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทำเครื่องปั้นดินเผา เดิมสินค้าที่ผลิตขึ้นในชุมชนคลองศาลากุลจะขายให้นักท่องเที่ยวเป็นหลัก ในพื้นที่วัดปรมัยยิกาวาส แต่ปัจจุบันไม่สามารถไปวางสินค้าขายได้ดังเดิม เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายประการ

เมื่อช่องทางขายสินค้าในเกาะถูกตัดขาด ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตั้งวิสาหกิจชุมชนขึ้น เพื่อสร้างเป็นศูนย์เรียนรู้และพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยผลิตภัณฑ์ของกลุ่มถูกคิดค้นมาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน อาทิ ชาสมุนไพรหน่อกะลา ชาสมุนไพรรางแดง เป็นต้น นอกจากนี้ชาวบ้านยังช่วยกันหาช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า โดยส่วนใหญ่จะเป็นการออกร้านตามห้างสรรพสินค้า หรือตามมหกรรมแสดงสินค้าต่างๆ แต่ด้วยอุปสรรคที่สำคัญคือ การเดินทางลำบากเพราะต้องนั่งเรือข้ามฟาก ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ไม่ยั่งยืน เนื่องจากไม่มีพื้นที่ขายประจำส่งผลให้การค้าขายไม่ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ชาวบ้านยังขาดองค์ความรู้และการจัดการสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ชุมชนไม่สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนได้

จากปัญหาข้างต้นทำให้ธนาคารออมสินเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว จึงร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ผ่านโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ส่งเสริมให้นักศึกษานำองค์ความรู้ที่ได้เรียนจากภาคทฤษฎีมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาศักยภาพชุมชน อันจะนำไปสู่การพัฒนารายได้และความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้ส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพ ผลิตภัณฑ์และบริการของวิสาหกิจชุมชนคลองศาลากุล ประกอบด้วย ชุมชนกระเป๋าผ้า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปสมุนไพรและเบเกอรี่ 2 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านนางรำ จำนวน 2 ผลิตภัณฑ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนดอกไม้ผ้าใยบัว และกลุ่มเกษตรกรทำสวนเกาะเกร็ด จากการลงพื้นที่เพื่อสำรวจและรับทราบปัญหา พบว่าชุมชนต้องการให้พัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์สินค้าให้มีความทันสมัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลาย ยกระดับสินค้าชุมชนให้มีความน่าสนใจมากขึ้น รวมไปถึงสินค้าประเภทบริการ และการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกัน เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับชุมชนด้วย

นางสาวธันย์ชนก ทองนิ่ม (พัฟ) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy :CIBA) ตัวแทนกลุ่มสมุนไพรชารางแดง เล่าว่า จากการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาพบว่า ชารางแดง เป็นสินค้าที่มีคุณภาพราคาไม่แพง แต่ขายไม่ค่อยได้จึงต้องการให้ช่วยหาช่องทางจัดจำหน่าย ทางทีมจึงนำข้อมูลต่างๆกลับมาวิเคราะห์ เพื่อหาสาเหตุและหาวิธีแก้ไข พบว่าชารางแดงมีกลิ่นที่ฉุนเกินไป จึงได้คิดค้นในการปรับปรุงกระบวนการผลิต ด้วยการลดไฟในการคั่ว วัดอุณหภูมิและเพิ่มการนวดใบชา จนได้สูตรที่ลงตัว ได้กลิ่นชาที่หอมละมุน หลังจากปรับสูตรและออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่ ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น จึงรู้สึกดีใจที่ได้นำความรู้ที่เรียนมา มาช่วยชาวบ้านได้จริง ทั้งนี้สิ่งที่ได้รับคือประสบการณ์หลายด้าน ตั้งแต่กระบวนการผลิต การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การหาช่องทางการตลาด รวมถึงการทำงานเป็นทีม ซึ่งประสบการณ์และความรู้จากการลงพื้นที่จริงจะช่วยต่อยอดการทำงานหลังจบการศึกษาได้

นายธนกร พ่วงกลิ่น(ออม) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการตลาด วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลาบ้านนางรำ กล่าวว่า โจทย์คือช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น 50% ทางทีมได้รับมอบหมายให้ดูแลการออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลา เนื่องจากแพ็กเกจเดิมใช้ต้นทุนสูง เราจึงช่วยกันออกแบบบรรจุภัณฑ์ใหม่โดยใช้โทนสีที่เรียบง่ายใช้วัสดุที่เป็นกระดาษและนำรูปเจดีย์เอียงที่เป็นสัญลักษณ์ของเกาะเกร็ดมาเป็นจุดขาย หลังจากนั้นยังช่วยทำเพจและบูทเพจให้คนเห็นมากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด ผลที่ได้รับหลังจากแก้ไขบรรจุภัณฑ์และบูทเพจกว่า 1 เดือนพบว่า มีการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์และหน้าร้านเพิ่มขึ้น 40% ซึ่งเป็นผลที่น่าพึงพอใจเป็นอย่างมาก จากการสะท้อนปัญหาของชาวบ้านที่ไม่มีหน้าร้านประจำ ทำให้พวกเราช่วยหาช่องทางขายใหม่ขึ้นจนประสบความสำเร็จและตลอดระยะเวลากว่า 1 ปีที่ได้ไปคลุกคลีกับชาวบ้านทำให้นักศึกษาที่ร่วมโครงการได้ประสบการณ์ที่ดี จึงอยากให้มีโครงการนี้ต่อไป

“ต้องขอบคุณโครงการนี้ ที่เปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปสัมผัสงานจริง เรียนรู้วิธีแก้ปัญหาและพัฒนาไปพร้อมกับชุมชน จากผลงานที่ช่วยกันสร้างขึ้น ทำให้ทางทีมงานได้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เพื่อไปร่วมโชว์ผลงาน ในพิธีส่งมอบโครงการออมสินยุวพัฒนรักษ์ถิ่นด้วย ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่ง”นายธนกรกล่าว

นางสาวธนภรณ์ เลิศศรีเทียนทอง (นุ่น) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการตลาด วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบบรรจุภัณฑ์ชาหน่อกะลา บ้านนางรำ กล่าวเสริมว่า บรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ออกแบบใหม่นั้นวัตถุดิบที่นำมาผลิตสามารถลดต้นทุนได้ประมาณ 7-8 บาทต่อห่อ ส่งผลให้มีกำไรต่อชิ้นเพิ่มขึ้น สำหรับโครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น เป็นโครงการที่น่าสนใจมาก ทำให้มีโอกาสได้นำความรู้ที่เรียนมาช่วยเหลือชุมชนได้จริง และชาวบ้านในชุมชนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงอยากให้มีโครงการนี้ต่อไป

นางสาวกนิษฐา เรืองฉาง(มุก) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการจัดการ วิทยาลัย CIBA ตัวแทนกลุ่มออกแบบผลิตภัณฑ์พลาสติกจักสาน กล่าวว่า การลงพื้นที่สำรวจผู้ประกอบการทำให้ทราบถึงปัญหาที่เขาต้องการให้ช่วย ส่วนปัญหาที่พบ ได้แก่ 1.ไม่มีสถานที่ขายสินค้า 2.รูปแบบของสินค้ายังไม่ตอบโจทย์ และ3.การจัดการขายยังไม่เป็นระบบ ทางทีมจึงนำความรู้ในสาขาการจัดการมาช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยการออกแบบคู่สีให้อยู่ในโทนเดียวกัน พร้อมแนะนำระบบการขายผ่านระบบออนไลน์ และจัดจำหน่ายสินค้าหน้าร้าน โดยช่วยปรับภูมิทัศน์ให้กับศูนย์จักสานบนเกาะเกร็ด เพิ่มพื้นที่โชว์สินค้า ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาดูวิธีการจักสานและซื้อสินค้าเป็นของที่ระลึก ถือเป็นการสร้างจุดขายสินค้าในระยะยาวได้ หลังจากแนะนำวิธีแก้ปัญหาด้วยการบูรณาการวิทยาการสมัยใหม่ร่วมกับภูมิปัญญาดั้งเดิม เกิดจุดเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งดูได้จากยอดขายและการสั่งสินค้าเข้ามาเป็นระยะ รวมถึงการสั่งสินค้าเป็นของชำร่วยในงานมงคลด้วย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เตรียมแผนธุรกิจของท่านให้พร้อมรับมือ “6 เทคโนโลยีเปลี่ยนโลก แห่งปี 2020”

“สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วมกับบริษัท เทค อี-บิสสิเนส เซ็นเตอร์ จำกัด ต้อนรับรองอธิบดีกรมอีคอมเมิร์ซและสารนิเทศ กระทรวงพาณิชย์จีน ผนึกกำลังวงการอีคอมเมิร์ซภาคเอกชนสนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายตลาดสู่จีน คาดโต 30% ในปี 2020”

กรุงเทพฯ 9 ธันวาคม 2562 – – สมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทยร่วมกับบริษัท เทค อี-บิสสิเนส เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ Thailand e-Business Center (TeC) นำโดยนายสมเกียรติ ไชยศุภรากุลและนายปฐม อินทโรดม ให้การต้อนรับ MS. JIA SHUYING รองอธิบดีกรมอีคอมเมิร์ซและสารนิเทศ กระทรวงพาณิชย์จีนพร้อมด้วยคณะ เพื่อประชุมหารือในเรื่องของสภาพตลาดอีคอมเมิร์ซไทย-จีน และด้านความร่วมมือไทย-จีนที่ผ่านมา และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา นับเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาและการส่งเสริมการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจีน ภายใต้การขับเคลื่อนจากกลจักรสำคัญอย่างภาครัฐบาลจีน เช่นเดียวกันกับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความนิยมสินค้าไทยของนักท่องเที่ยวชาวจีนและยอดการส่งออกสินค้าไทย-จีน ตั้งแต่ปี 2018 ที่มากถึง 47,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และด้วยความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของทั้งสองประเทศ กระทรวงพาณิชย์จีนและกระทรวงพาณิชย์ไทยจะทำข้อตกลงความร่วมมือ MOU ในปี 2020 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเร่งอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซของทั้งสองประเทศได้มากกว่าสามเท่า

นายธนาวัฒน์ มาลาบุปผา นายกสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า “การพัฒนาตลาด อีคอมเมิร์ซในประเทศไทยให้เติบโตอย่างรวดเร็วและประสบความสำเร็จ สามารถศึกษาวิธีคิดและบทเรียนจากประเทศจีนได้ เช่น การผลักดันทั้งส่วนรัฐบาลใหญ่และรัฐบาลท้องถิ่น การศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการคิดค้นสินค้าและบริการใหม่ ๆ อยู่เสมอ”

ด้านนายปฐม อินทโรดม กรรมการ ครีเอทีฟ ดิจิทัลอีโคโนมี สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการบริหาร TeC ได้ให้แง่มุมด้านความสำคัญของเทคโนโลยีต่อตลาดอีคอมเมิร์ซจีนว่า “ประเทศไทยขาดดีมานด์ในการสร้างดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นอาวุธหลักในการแข่งขันทางธุรกิจใน 1-2 ปีข้างหน้า รวมถึงเราเชี่ยวชาญเพียงแค่การเปิดรับและใช้งานเทคโนโลยี ซึ่งต่างจากประเทศจีนที่ให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง อันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนี่อาจเป็นโอกาสดีที่เราจะสร้างความร่วมมือไทย-จีน เพื่อเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ เรียนรู้ ดูตัวอย่างความสำเร็จจากจีน สร้างความเข้าใจและนำมาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง”

ด้านนางสาวกุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TeC และคณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย กล่าวว่า “อีคอมเมิร์ซไทยในปี 2017-2018 มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 17-18 % ซึ่งถือเป็นอับดับที่ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และในปี 2018-2019 มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 20 % กอปรกับนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลปัจจุบันซึ่งให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซเป็นอย่างมาก และหากอาศัยโมเดลสวนอุตสาหกรรม “e-Industrial Park” หรือที่จีนเรียกว่า “e-Commerce Park” มาประยุกต์ใช้ในไทย โดยนำร่องที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการผลิต ส่งเสริมและพัฒนาสินค้า ผ่านการสนับสนุนจากภาครัฐ ตลอดจนการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซไปยังต่างประเทศ ก็จะยิ่งทำให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซไทยเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ปัจจัยเร่งที่ทำให้อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซจีนเติบโตได้อย่างรวดเร็ว คือ การเติบโตของตลาดผู้บริโภค (consumer goods) ที่เติบโตถึง 20 % ในช่วง 10 ปี ด้วยการมียอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซในปี 2019 ประมาณ 480,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.4 ล้านหยวน ส่วนด้านการค้าปลีกออนไลน์ในปี 2019 มีมูลค่าประมาณ 140,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือประมาณหนึ่งล้านหยวน ซึ่งอีคอมเมิร์ซมีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภคถึง 40% และทำให้เกิดการจ้างงานมากถึง 47 ล้านคนในปี 2018 และ 50 ล้านคนในปี 2019 ช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และเกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นมากขึ้น

ข้อมูลจากกรมศุลกากรจีน ระบุว่า ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2019 สินค้าภูมิภาคและสินค้าการเกษตรของจีน มียอดการค้าปลีกออนไลน์สูงถึง 40,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ มีตัวเลขการนำเข้าและส่งออกจีนกับต่างประเทศ ประมาณ 17,600 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งหากพิจารณา cross border ไทย-จีน พบว่ามีมูลค่าประมาณ 220 ล้านดอลล่าห์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้นถึง 82.4% ทั้งสองทาง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในกลุ่มอีคอมเมิร์ซที่เป็น cross border มีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว เนื่องจากการนำอีคอมเมิร์ซมาเป็นใช้เครื่องมือทางเทคโนโลยี ที่ช่วยให้วิสาหกิจทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม (S&M) สามารถประหยัดต้นทุนทั้งในด้านการผลิต (Production Cost) และด้านต้นทุนทางการตลาด (Marketing Cost)

จากการหารือพบว่าบทเรียนความสำเร็จในการพัฒนาอีคอมเมิร์ซในประเทศจีนเกิดจากปัจจัยหลายๆด้านดังต่อไปนี้

1. ผู้ประกอบการจีนมีความกล้าลองในสิ่งใหม่ คิดค้นนวัตกรรม และมีกลุ่ม online consumers ที่กล้าลองสินค้าและบริการใหม่ๆ และการมีอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มขนาดกลางและเล็ก เช่น ซูหลิง หลิงเพ้ย เกิดขึ้นจำนวนมาก นอกเหนือจากอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ อย่าง อาลีบาบา หรือ JD

2. ตลาดจีนมีประชากรมากถึง 14,000 ล้านคน โดยรัฐบาลจีนกลางและท้องถิ่น ให้การสนับสนุนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยคามสะดวก และด้านเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ทำให้มีการจัดซื้อผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ หรือ online shopping ถึง 639 ล้านคน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้สูงอายุซึ่งมีประสบการณ์ในการซื้อสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ต

3. มีมาตราการสนับสนุนผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซในประเทศจีน เช่น e-commerce park อย่างต่อเนื่อง และนโยบายการสนับสนุนผู้ประกอบการขนาดต่าง ๆ รวมทั้งการการทำกฎหมายอีคอมเมิร์ซฉบับแรกของโลก ซึ่งเริ่มบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2019 ที่ผ่านมา

4. การพัฒนาและปรับปรุงอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ โดยพิจารณาถึงปัญหาและอุปสรรค เพื่อทางรัฐบาลสามารถวิเคราะห์สาเหตุและออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาและเกิดพัฒนาให้ดีมากยิ่งขึ้น

หลังจากที่ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสมาคมฯ และผู้แทนจากรัฐบาลจีน ทางสมาคมฯ ได้เสนอแนวทางความร่วมมือของภาครัฐบาลจีนและเอกชนไทยไว้ดังนี้

1. ความร่วมมือในการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Best practice) และกรณีศึกษา จากทั้งอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มขนาดใหญ่และของท้องถิ่น เนื่องจากภายในปี 2020 Huawei ได้นำเทคโนโลยี 5G มาลองใช้ในประเทศไทย และจะเกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะยกระดับธุรกิจไทย เช่น เทคโนโลยี AI, Big data มาใช้มากขึ้น

2. ประเทศไทยทดลองนำโมเดล e-commerce park ที่มีมากถึง 4,000 แห่งทั่วประเทศจีน และโมเดลอีคอมเมิร์ซท้องถิ่นที่มี อีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มของตนเอง เช่น ฝั่งตะวันตกของจีน เฉินตู เฉฉวน ซี่งมีอัตราการเติบโตสูงมากมาปรับใช้ เพื่อเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซไทยได้การเข้าสู่ตลาดจีนและท้องถิ่นจีนมากขึ้น

ด้าน MS. JIA SHUYING รองอธิบดีกรมอีคอมเมิร์ซและสารนิเทศ กระทรวงพาณิชย์จีนและคณะจากหน่วยงานจีน ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการไทยไว้ว่า

1. ในส่วนการส่งออกเครื่องสำอางไทย ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่นผ่านไปยังประเทศจีน ต้องผ่านหน่วยงานควบคุมมาตรฐานเครื่องสำอาง สังกัดกระทรวงพาณิชย์จีน ให้ถูกต้องตามกฎหมาย (SDA) โดยทางคณะรัฐบาลจีนแนะนำ ผู้ประกอบการสามารถทดลองขายปลีกผ่านเว็บไซต์ไทย หรือนำเข้าเพื่อนำมาใช้ส่วนตัว ซึ่งทางประเทศจีนยังไม่มีนโยบายที่เข้มงวด แต่มีต้นทุนการขนส่งสูง

2. กลยุทธ์ในการเข้าอีคอมเมิร์ซแพลตฟอร์มระดับท้องถิ่นในประเทศจีน ต้องพิจารณาความต้องการของผู้บริโภค การเรียนรู้ปรับปรุง พัฒนาและการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ให้เหมาะสม รวมทั้งสร้างความร่วมมือทั้งในระดับรัฐบาล-รัฐบาล เอกชนและรัฐบาล รังสรรค์โครงการและกิจกรรมใหม่ ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งระบบสาธิตอีคอมเมิร์ซของจีน 3,000 แห่งทั่วประเทศนั้น รัฐบาลท้องถิ่นให้การสนับสนุนทั้งเชิงนโยบายและมาตรการต่าง ๆ อาทิ ด้านการขนส่ง ด้านการเงิน และด้านเทคโนโลยี

3. ทุก ๆ ปี ประเทศจีนจะมีการประชุม e-commerce expo ครั้งใหญ่ ซึ่งจะมีทั้งการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากทั้งฝั่งรัฐบาลกลาง รัฐบาลท้องถิ่น และผู้ประกอบการจีนทั่วประเทศ ซึ่งผู้ประกอบไทยสามารถเข้าร่วมเพื่อเก็บเกี่ยวความรู้ ประสบการณ์ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนความเห็น และแง่มุมทางธุรกิจ อันจะนำไปสู่การต่อยอดเพื่อพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โอกาสนี้ TeC และสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้อย่างมืออาชีพ และพร้อมสนับสนุนให้เหล่าผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาให้ธุรกิจของตัวเองได้อย่างก้าวกระโดด เล็งเห็นช่องทางและโอกาสที่จะได้ทำการตลาดกับการตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน ผ่านบริการด้านต่าง ๆ ของ TeC ซึ่งมีความพร้อมและยินดีช่วยเหลือผู้ประกอบการอย่างเต็มความสามารถ

สามารถติดต่อ TeC ได้ที่ www.tec.work ทางเพจ Facebook : Thailand e-business centre – Tec ทาง Line@ : @tecworld ทางโทรศัพท์ 02-115-8124 หรือทางอีเมล info@tec.work


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท เปิดตัวแคตตาล็อกปี 2020 ให้ขอรับได้ฟรี! สินค้าครบ สิทธิประโยชน์คุ้ม

ออฟฟิศเมท เปิดตัวแคตตาล็อกเล่มใหม่ล่าสุดประจำปี 2020 ให้ขอรับฟรีได้แล้ววันนี้…การันตีความพึงพอใจ ให้คุณมั่นใจได้ทุกคำสั่งซื้อ โดยรวบรวมสินค้าเพื่อธุรกิจจากแบรนด์ชั้นนำมาตรฐานสากลกว่า 20,000 รายการไว้ในที่เดียว พร้อมเพิ่มสินค้าไอเทมใหม่ๆ แบบจัดเต็ม ให้คุณอัพพลัง เพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจได้ตลอดปี ทั้งอุปกรณ์สำนักงาน ไอที เฟอร์นิเจอร์ สินค้าโรงงาน สินค้าเพื่อธุรกิจร้านอาหาร คาเฟ่ อุปกรณ์ทำความสะอาด และบริการสั่งผลิตสินค้าพรีเมียมและสื่อสิ่งพิมพ์เพื่อการสร้างแบรนด์ของ SME เรียกได้ว่า เล่มเดียวครบครัน พร้อมตอบโจทย์ธุรกิจทุกประเภทและทุกขนาดกิจการ

เพิ่มความคุ้มค่าในการช้อปให้ทุกธุรกิจ ออฟฟิศเมทเริ่มฉลองครบรอบ 25 ปี มอบสิทธิประโยชน์แทนคำขอบคุณสุดเซอร์ไพรซ์ในเล่มแคตตาล็อกใหม่นี้ให้ติดตามได้ตลอดทั้งปี ทั้งโปรโมชั่นพิเศษทุกวันที่ 25 ของเดือน, โปรโมชั่นพิเศษทุกวันศุกร์ของสัปดาห์ และโค้ดส่วนลดสำหรับช้อปออนไลน์สุดคุ้มอีกมากมาย นอกจากนี้ยังจัดเต็มสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าองค์กร ด้วยสินค้าราคาคุ้มค่า พร้อมจัดส่งฟรี *เพียงช้อปครบ 499 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) และเพิ่มสภาพคล่องให้ลูกค้าองค์กรสมัครรับเครดิตเทอมนาน 30 วัน สมัครง่าย เอกสารครบ อนุมัติทันที พร้อมด้วยสิทธิพิเศษจากบัตรเครดิตธนาคารชั้นนำและ The1

ติดต่อขอรับแคตตาล็อกฟรี! ได้แล้ววันนี้ที่ OfficeMate Contact Center โทร. 1281, Line: @OfficeMate หรือที่ร้านออฟฟิศเมททุกสาขาทั่วประเทศ พิเศษ! ลงทะเบียนขอรับแคตตาล็อก หรือ ดาวน์โหลด e-Catalog ผ่านออนไลน์ได้ง่ายและรวดเร็วที่เว็บไซต์ officemate.co.th #ออฟฟิศเมทการันตีพร้อมเคียงข้างทุกเส้นทางธุรกิจ #บอสเลือกแล้วต้องออฟฟิศเมท


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SEED ประเทศไทย ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการ “SEED Symposium Bangkok 2020”

SEED ประเทศไทย ขอเชิญร่วมงานประชุมวิชาการ “SEED Symposium Bangkok 2020” การรวมตัวกันของกว่า 150 องค์กร ทั้งกิจการขนาดเล็กและกลาง ภาคธุรกิจ สถาบันการเงิน ผู้วางนโยบาย ผู้บริจาค ผู้ให้บริการพัฒนาธุรกิจและอื่น ๆ เพื่อพัฒนานวัตกรรมทั้งเชิงความคิดและความร่วมมือในการส่งเสริมผู้ประกอบกิจการทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบสนองวาระเศรษฐกิจสีเขียว โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2563 ที่ ทรู ดิจิตอล พาร์ค กรุงเทพฯ

สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่อีเมล symposium@seed.uno หรือลงทะเบียนร่วมงานได้ที่ http://bit.ly/38MhA33


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มิวเซียมสยามชวนหนูน้อยนักประดิษฐ์คิดแบบไทย ร่วมกิจกรรมวันเด็ก ตอน “ไทยบรรเจิด : เกิดไอเดีย”

มิวเซียมสยามขอเชิญชวนคุณน้องๆ หนูๆ และครอบครัวมาร่วมเป็นนักคิด นักประดิษฐ์ถอดรหัสความเป็นไทยในกิจกรรมวันเด็ก ตอน “ไทยบรรเจิด : เกิดไอเดีย” โดยในปีนี้มิวเซียมสยามได้หยิบยกความเป็นไทยในห้องนิทรรศการ “ไทย Only” มาให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ความเป็นไทยจากการเป็นคนช่างคิด ช่างประดิษฐ์ สามารถนำสิ่งของใกล้ตัวมาปรับปรุง ดัดแปลง เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินชีวิต ผ่านฐานกิจกรรมสนุกๆ 4 ฐานกิจกรรม คือ

1. สารลับเครื่องบินกระดาษ

2. พิชิตภัยแล้ง

3. ปฏิบัติการคลายร้อน

4. มิวเซียมพาณิชย์

รวมถึงกิจกรรมสำหรับเด็กเล็กๆ ที่ไม่ต้องแข่งขันกัน เช่น

1. LandLab กิจกรรมทดลองดอกไม้พันธุกรรม

2. YF Culture กิจกรรมลากเส้นเขาวงกต พร้อมรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมจาก FLOCK LEARNING และ Bangkok Expressway and Metro Public Company Limited (BEM) ที่จะมาร่วมสร้างความสนุกให้กับเด็กๆ และครอบครัวกันแบบเต็มพื้นที่มิวเซียมสยาม พร้อมเข้าชมนิทรรศการถาวรชุด “ถอดรหัสไทย” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2563 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ มิวเซียมสยาม ท่าเตียน กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หรือwww.facebook.com/museumsiamfan


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

สัมมนาฟรีอัพเดทเทรนสินค้าแบรนด์หรูปี 2563 Luxellence Center

สัมมนาฟรีอัพเดทเทรนสินค้าแบรนด์หรูปี 2563 Luxellence Center เชิญท่านร่วมฟังสัมมนาอัพเดทเทรนสินค้าแบรนด์หรู What’s New in the Luxury World 2020

When: พุธที่ 22 มกราคม 2563, เวลา 13:00 – 16:00 น
Where: Luxellence Learning Center (สาทรใต้)

• Topic 1: แนวโน้มในอนาคตของตลาดสินค้าลักชัวรี่ในปี 2020
(Global Foresight Outlook in Luxury 2020)
Speaker: ดร.ฐิติพร สถาวรมณี, ผู้อำนวยการ Luxellence Center
• Topic 2: เจาะลึกข้อมูลผู้บริโภคหนุ่มสาวสินค้าลักชัวรี่ในประเทศไทย
(A Look into Young Thai Luxury Consumers)
Speaker: ปัทมา จอมศิริวัฒนา, ผู้อำนวยการ, Stamina Asia
• Topic 3 (Panel Discussion): การประยุกต์เทรนด์ธุรกิจโลกให้เข้ากับธุรกิจในประเทศได้อย่างไร
(How do Business Approach Global Trends with Local Implications?)
Speaker: สุธีรพันธุ์ สักรวัตร, EVP Head of Marketing ธนาคารไทยพาณิชย์
Moderator: ขวัญตา ศิริวัจนางกูร, Managing Partner, Luxellence Center
——–
• • รายละเอียดเพิ่มเติม: Website: https://www.luxellencecenter.com/what-s-new-in-the-luxury-world-2020
• • สำรองที่นั่งออนไลน์เท่านั้นที่:
https://www.eventbrite.com/e/luxellence-seminar-series-whats-new-in-the-luxury-world-in-2020-tickets-86644511065

• • สถานที่อบรม
Luxellence Learning Center อาคารปัญจภูมิ 1 ชั้น 3
MAP: https://goo.gl/maps/L154iYbfj7B2

• • หมายเหตุ
ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการอบรม
บรรยายเป็นภาษาไทย


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค บรรลุเป้าหมายโครงการสร้างความยั่งยืน ระหว่างปี 2561-2563 ล่วงหน้าหนึ่งไตรมาส ด้วยคะแนน 7.08/10

• ความก้าวหน้าของเสาหลักด้านสภาพภูมิอากาศ จะช่วยสนับสนุนพันธสัญญาใหม่เรื่องของสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง ตามที่ได้มีการเปิดเผยในงาน Climate Action Summit ณ กรุงนิวยอร์ก
• ภายในไม่กี่วันหลังงาน Global Safety Day กลุ่มธุรกิจของชไนเดอร์ ได้ประกาศอัตราการรักษาอุบัติเหตุจากการทำงานซึ่งอยู่ที่ 0.70 ดีขึ้นจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ในปี 2562 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์
• ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการคัดเลือกจากดัชนี DJSI World เป็นปีที่ 7 ในทำเนียบท็อป 100 บริษัททั่วโลกของ Equileap ที่มุ่งสร้างความเสมอภาคทางเพศ และท็อป 10 อันดับใน Change the World ของฟอร์จูน

นับเป็นปีที่ 5 แล้วที่ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ได้มีการประกาศผลการดำเนินงานพร้อมกันทั้งด้านการเงิน และที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งในแต่ละไตรมาส ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้มีการตีพิมพ์ ตัวบ่งชี้ 21 รายการจากโครงการสร้างผลลัพธ์จากความยั่งยืนของชไนเดอร์ หรือ Schneider Sustainability Impact ที่จะมีการวัดความก้าวหน้าเกี่ยวกับการดำเนินงานตามพันธสัญญาด้านการสร้างความยั่งยืนที่มุ่งมั่นสำหรับปี 2561-2563 ให้สอดรับกับพันธสัญญาของ COP21 และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้งกลุ่มธุรกิจสามารถทำคะแนนรวมตั้งแต่ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 ได้ 7.08 จาก 10 นับเป็นการบรรลุเป้าหมายโครงการสร้างผลลัพธ์จากความยั่งยืนที่ตั้งเป้าอยู่ที่ 7 จาก 10 ภายในสิ้นปี 2562 นับว่าบรรลุเป้าหมายล่วงหน้าได้ก่อนถึงหนึ่งไตรมาส

กิลเลส เวอร์มอท เดสโรชส์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายความยั่งยืน ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้ความเห็นว่า “ในไตรมาสนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เพิ่มพันธสัญญาต่อเป้าหมายในการพัฒนาความยั่งยืนของสหประชาชาติได้อย่างมีนัย เริ่มจากการเข้าร่วมใน Business for Inclusive Growth ในการทำธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง (Business for Inclusive Growth) โดยร่วมมือกับบริษัทอื่นอีก 33 แห่ง เพื่อนำทางไปสู่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำพร้อมทั้งส่งเสริมความหลากหลายในสถานที่ทำงานและซัพพลายเชนทั้งในระยะกลางและระยะยาว ทั้งนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค จะนำโซลูชัน EcoStruxureTM มาช่วยให้บรรลุเป้าหมายขององค์กรพร้อมช่วยให้ลูกค้าอีกจำนวนมากลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน โดยนับตั้งแต่มีการเปิดตัวโครงการสร้างผลลัพธ์จากความยั่งยืน Schneider Sustainability Impact บริษัทฯ ก็ได้ช่วยให้ลูกค้าหลายรายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ได้มากถึง 88 ล้านตัน ซึ่งการที่กลุ่มธุรกิจนำเสนอแนวทางใหม่ในการเข้าถึงพลังงาน ก็จะช่วยให้อีกหลายล้านคนทั่วโลกในประเทศที่กำลังพัฒนาสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านพลังงานได้ด้วยเช่นกัน”

ผลงานโดดเด่นในไตรมาส
สภาพภูมิอากาศ
– ตัวบ่งชี้เรื่อง “การคืนทุนที่เพิ่มขึ้น ในส่วนบริการด้านพลังงานและความยั่งยืนของเรา” แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่แข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้น +20.2 เปอร์เซ็นต์ ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 การเติบโตที่สูงมาจากธุรกิจด้านประสิทธิภาพพลังงานร่วมกับภาคเอกชนในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยธุรกิจการจัดหาพลังงาน มีส่วนสำคัญที่สร้างการเติบโตเช่นกัน โดย Energy & Sustainability Services มุ่งเป้าเพื่อเพิ่มยอดขาย 25 เปอร์เซ็นต์ในปี 2563 จากยอดขายในปี 2560

เศรษฐกิจหมุนเวียน
– สำหรับไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 96 เปอร์เซ็นต์ของกระดาษแข็ง และแท่นวางสินค้า เพื่อการแพ็คสำหรับขนส่ง ล้วนมาจากแหล่งรีไซเคิล หรือสถานที่ที่ได้รับการรับรองในเรื่องดังกล่าว ผลลัพธ์ของประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมมาจากทีมงานที่ดี ซึ่งมุ่งเน้นการสื่อสารที่ชัดเจนกับซัพพลายเออร์ในภูมิภาคและมีการปรับ part numbers ในระบบภายในของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้เป็นแบบเรียลไทม์ บางภูมิภาคมีการปรับได้อย่างเหมาะสมอยู่แล้ว ในขณะที่ภูมิภาคที่เหลือก็แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงที่ดีขึ้น มีการดำเนินการภายในภูมิภาคได้อย่างถูกต้องเหมาะสมโดยมุ่งเน้นที่ KPI เช่นเพิ่มการใช้ไม้รีไซเคิล พร้อมการศึกษาเพื่อเพิ่มอายุการใช้งานของแท่นวางสินค้า เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการซื้อของดังกล่าวเพิ่ม

สุขภาพ และความเสมอภาค
– MIR ของไตรมาสที่ 3 อยู่ที่ 0.70 ดีขึ้นกว่าเป้าที่ตั้งไว้สำหรับปี 2562 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ และดีขึ้นกว่าปี 2561 ถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ศักยภาพที่โดดเด่นมาจากความพยายามร่วมกันของพนักงานชไนเดอร์ อิเล็คทริค ทั้งหมดและการปรับปรุงเรื่องของกิจกรรมจากทีมดูแลความปลอดภัยทั่วองค์กร นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมีแคมเปญประจำปีชื่อ Global Safety Day เพื่อโปรโมทความสำคัญของความปลอดภัยทั้งในสถานที่ทำงานและที่บ้าน ซึ่งได้มีการเฉลิมฉลองไปเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม หัวข้อสำหรับปีนี้คือ “S.A.F.E. First บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน” ทั้งนี้ Global Safety Day จะดึงพนักงานเข้ามามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองพันธสัญญาเรื่องของวัฒนธรรมด้านความปลอดภัย โดยในปีนี้ แคมเปญดังกล่าวได้สร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ฉุกเฉินในแต่ละประเภทที่แตกต่างกันไป พร้อมกับสอนเกี่ยวกับความร่วมมือในการเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มว่าอาจเกิดขึ้นและสร้างความเสียหายได้

จรรยาบรรณ
– ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 ได้มีการตรวจสอบซัพพลายเออร์ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวังเรื่องของสิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม (Human Rights & Environment) ซึ่งเป็นโปรแกรม 3 ปี และเพิ่มเป้าในการตรวจประเมินที่ไซต์งานจาก 300 เป็น 350 แห่ง พร้อมกับที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้มีการติดตามอย่างดีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในภาพรวม และเพื่อให้สอดคล้องกับงานวิสัยทัศน์และงานด้านกลยุทธ์ของกลุ่มธุรกิจ รวมถึงสอดรับกับกฎหมาย 2017-French law ว่าด้วยเรื่องของเฝ้าระวังภัยขององค์กร Corporate Duty of Vigilance ซึ่งชไนเดอร์ อิเล็คทริค ให้คำมั่นสัญญาว่าจะติดตั้งแผนงานการเฝ้าระวัง เรื่องดังกล่าวยังรวมถึงการระบุและบริหารจัดการซัพพลายเออร์ที่สุ่มเสี่ยงมากที่สุดในแง่ของแนวทางปฏิบัติเรื่องแรงงาน สุขภาพและความปลอดภัย รวมถึงสิ่งแวดล้อม ซึ่งการทำแผนที่เชื่อมโยงความเสี่ยง (risk mapping) ของซัพพลายในแต่ละปี จะใช้เครื่องมือในการทำ mapping ของผู้เชี่ยวชาญค่ายอื่นซึ่งได้รับการยอมรับ โดยกระบวนการในการบริหารจัดการความเสี่ยงของกลุ่มธุรกิจ ชไนเดอร์นั้นจะรวมถึงการดำเนินงานเพื่อควบคุมหลังจากที่มีการตรวจสอบ โดยเน้นที่การปรับปรุงและหยุดยั้งการดำเนินการที่ไม่สอดคล้องตามเกณฑ์

การพัฒนา
– ไตรมาส 3 ของปี 2562 มีผู้ด้อยโอกาสจำนวน 236,491 คนได้รับการฝึกอบรมเรื่องการบริหารจัดการพลังงาน ในกว่า 45 ประเทศ อีกทั้งยังมุ่งเป้าการฝึกอบรมให้ได้ 1 ล้านคนภายในปี 2568 ซึ่งโปรแกรมจะเน้นความสำคัญในเรื่องของ การเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurship) การรวมผู้หญิงไว้ในสายอาชีพด้านพลังงาน และการฝึกอบรมให้กับผู้อบรม (training of trainers) โดยช่วยให้ผู้เข้าร่วมโปรแกรมเข้าถึงการสร้างธุรกิจหรืองานที่มีความชำนาญได้ดีขึ้นในอนาคต ความท้าทายหลักอยู่ที่การดำเนินรอยตามนโยบายในการเป็นพันธมิตรระยะยาว ร่วมกับผู้เล่นทั้งในระดับประเทศและระดับโลกที่สามารถจัดทำโครงการหลายๆ โครงการซ้ำได้ ทั้งนี้ NGO ADEI (Action Development-Education-International) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงผลกำไร ที่ดูแลเรื่องของการพัฒนาการศึกษานานาประเทศ หลังจากที่ได้จัดทำศูนย์พัฒนาขึ้น 2-3 แห่งในประเทศแทนซาเนีย และสาธารณรัฐบุรุนดี ก็ได้ยืนยันถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในการจัดทำหลักสูตรระยะสั้นในศูนย์แห่งใหม่ 3 แห่งในประเทศรวันดา

สาระสำคัญ
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ประกาศพันธสัญญาการดำเนินการด้านภูมิอากาศขึ้น 3 ฉบับในงาน Climate Week NYC ด้วยการสาธิตถึงความเป็นกลางด้านคาร์บอนในการขยายระบบนิเวศ ภายในปี 2568 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการปลดปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินงานเป็นศูนย์ ภายในปี 2573 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายตามฐานทางวิทยาศาสตร์บนหลักของเหตุและผล พร้อมกับดึงซัพพลายเออร์ให้เข้ามามีส่วนร่วมในซัพพลายเชนที่ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (net-zero supply chain) ภายในปี 2593
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นหนึ่งใน 99 ผู้ลงนามในสัญญา French Business Climate Pledge 2019
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้ให้คำมั่นสัญญาในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้วยการเข้าร่วมการประชุม G7 ในความริเริ่ม “การทำธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างทั่วถึง” หรือ “Business for Inclusive Growth” ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างองค์กรข้ามชาติ 34 แห่งที่ขับเคลื่อนโดย OECD
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้เปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการเข้าถึงพลังงาน (Access to Energy products) ได้แก่ Mobiya Lite, Mobyia Front และ Homoya Pay As You Go เพื่อมาเสริมสายผลิตภัณฑ์ที่นำเสนอ เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้านพลังงานของชุมชนชนบทในประเทศกำลังพัฒนา
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นส่วนหนึ่งใน DJSI World Index ติดต่อกันเป็นปีที่ 7
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อยู่ในทำเนียบท็อป 100 ของการจัดอันดับ Equileap’s Ranking 2019 ซึ่งออกแบบมาเพื่อส่งเสริมความโปร่งใสเรื่องความเสมอภาคทางเพศในสถานที่ทำงาน ซึ่งกลุ่มธุรกิจชไนเดอร์ฯ ได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งในภาคอุตสาหกรรม และเป็นที่ 5 ในกลุ่มบริษัทสัญชาติฝรั่งเศส
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 9 ใน Fortune’s Change the World list 2019 โดยได้รับการยอมรับในเรื่องของเทคโนโลยีด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน รวมถึงนวัตกรรมธุรกิจหมุนเวียนในการคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้ยาวนาน สามารถซ่อมและนำกลับมาผลิตใหม่ได้เมื่อครบอายุการใช้งาน
– โปรแกรม Global Mobility ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยอมรับด้วยรางวัลเหรียญทองแดงในการประกาศรางวัลยอดเยี่ยม Human Capital Management Excellence Awards ของ Brandon Hall Group ในประเภท Best Unique หรือ Innovative Workforce Management Program
– ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการจัดให้เป็นสถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในปี 2562 (2019 Best Workplaces) ในสาย Manufacturing & Production โดย Great Place to Work และ Fortune


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ประธานคณะกรรมการของหัวเว่ยคาดรายได้ปี 2019 โตขึ้น 18% แม้ต้องเผชิญกับการแบนของสหรัฐฯ

“แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เราเป็นรอง แต่สุดท้ายเราก็ยังหาทางรอดออกมาได้” มร. อีริค สวี กล่าว

กรุงเทพฯ/ 3 มกราคม 2563 — มร. อีริค สวี ประธานคณะกรรมการ หมุนเวียนตามวาระของหัวเว่ย ได้เผยแพร่ข้อความอวยพรปีใหม่แก่พนักงานของบริษัท พร้อมขอบคุณสำหรับการทำงานหนักอย่างทุ่มเทในช่วงปีแห่งความท้าทาย อีกทั้งยังย้ำให้พนักงานเตรียมพร้อมหากต้องเผชิญความยากลำบากในปีที่จะมาถึง “รัฐบาลสหรัฐฯ จะพยายามยับยั้งการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ของเรา แต่หัวเว่ยจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จ” เขากล่าวย้ำ หัวเว่ยยังคาดการณ์ว่ารายได้ของบริษัทในปี 2562 จะอยู่ที่ 850 พันล้านหยวน (3.6 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นราว 18% จากปีก่อนหน้า

มร. สวี ได้กล่าวว่า ธุรกิจหลักของบริษัททุกกลุ่มมีการเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สำหรับกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคม หัวเว่ยเป็นผู้นำในการติดตั้งใช้งานเทคโนโลยี 5G เชิงพาณิชย์ระดับโลก ด้วยการคว้าสัญญาเชิงพาณิชย์เพื่อติดตั้งเครือข่าย 5G ไปแล้วกว่า 50 ฉบับทั่วโลก ธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ยังคงช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลให้แก่หลากหลายอุตสาหกรรม กว่า 700 เมืองและบริษัทชั้นนำในลิสต์ Fortune Global 500 ถึง 228 แห่ง ได้เลือกหัวเว่ยเป็นพันธมิตรในการทรานสฟอร์มด้านดิจิทัล และจากการส่งมอบสมาร์ทโฟนตลอดทั้งปีกว่า 240 ล้านเครื่อง มร. อีริค สวี กล่าวว่าธุรกิจคอนซูมเมอร์ของหัวเว่ยก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นอกเหนือจากสถิติยอดขายสมาร์ทโฟนที่น่าประทับใจแล้ว ยอดขายอุปกรณ์ Wearables ในปี 2019 ของบริษัทยังเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 243% ด้วยยอดการจัดส่ง 5.9 ล้านชิ้น และครองส่วนแบ่งทางการตลาด 13% ทั่วโลก

ในข้อความอวยพร มร. สวี ยังได้กล่าวว่าตนรู้สึกซาบซึ้งที่พนักงานทุกคนตั้งใจทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน และยังได้กล่าวชื่นชมทีมงานที่ต้องทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืนเพื่อ “อุดรูรั่วบนเครื่องบินที่ผ่านศึกสงครามมาอย่างโชกโชนลำนี้” เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โฆษกของหัวเว่ยได้ประกาศว่าบริษัทจะให้โบนัสมูลค่ารวม 2 พันล้านหยวน (8.6 พันล้านบาท) แก่พนักงาน แทนคำขอบคุณที่ได้ช่วยให้บริษัทผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบาก หลังจากที่สหรัฐฯ ได้ประกาศแบนหัวเว่ย

ในช่วงท้ายของข้อความอวยพร มร. สวี ได้กล่าวย้ำว่า ปี 2563 จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะเขาคาดว่า ชื่อของหัวเว่ยจะยังอยู่ในบัญชีดำของสหรัฐฯ ต่อไป “ความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการโจมตีหัวเว่ยถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว” เขากล่าว พร้อมย้ำว่า หัวเว่ยมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ “ปีนี้ถือเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของเราในการพัฒนาตนเองและเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเคย” เขากล่าวให้กำลังใจพนักงาน

ในอีก 5 ปีข้างหน้า หัวเว่ยจะมุ่งมั่นพัฒนาศักยภาพและได้เตรียมงบประมาณไว้ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (60,000 ล้านบาท) เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันคุณภาพที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

“เซีอีโอหัวเว่ยกล่าว “ถ้ากูเกิลไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานกับหัวเว่ยเราก็มีแผนสำรองรอไว้อยู่แล้ว

มร. เหริน เจิ้งเฟย ผู้ก่อตั้งและประธานคณะกรรมการบริหารของหัวเว่ย กล่าวกับ CNN เมื่อเร็ว ๆ นี้ ว่า หากกูเกิลไม่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ให้กลับมาทำธุรกิจกับหัวเว่ย เทคโนโลยี่ ซึ่งจะเป็นการกีดกันไม่ให้ดีไวซ์รุ่นใหม่ ๆ ของหัวเว่ยใช้ Google Mobile Services (GMS) บริษัทก็จำเป็นต้องเอาอีโคซิสเต็มของตัวเองมาใช้แทน “ผมเชื่อว่าในอีก 2 – 3 ปีข้างหน้า เราจะสร้างอีโคซิสเต็มที่จะใช้ร่วมกันทั่วโลกเองได้สำเร็จ” มร. เหริน กล่าว

มร. เหรินในวัย 75 ปีแสดงความคิดเห็นว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากๆ ไม่ใช่แค่สำหรับหัวเว่ย แต่สำหรับพวกเราทุกคนด้วย เขาหวังว่ารัฐบาลสหรัฐฯ จะ “พักเรื่องการเมืองไว้ก่อน” และคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทอเมริกันเป็นหลัก หัวเว่ยเชื่อมั่นในระบบโกลบอลซัพพลายเชนที่ทุกประเทศเกื้อหนุนกันเพื่อประโยชน์แก่ทุกฝ่าย มร. เหริน กล่าวว่าเขานับถือสหรัฐอเมริกาในฐานะชาติที่ยิ่งใหญ่และทุกคนที่หัวเว่ยได้เรียนรู้อะไรมากมายจากความสำเร็จของสหรัฐฯ ความนับถือนั้นจะยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง แต่เพื่อความอยู่รอด บริษัทจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมในกรณีที่บริษัทอเมริกันไม่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งชิ้นส่วนให้หัวเว่ย “หากบริษัทอเมริกันไม่ได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจกับเรา เราก็ยังมีออปชั่นอื่น” มร. เหริน กล่าวยืนยันและเสริมว่า “และเมื่อเราพบว่าทางเลือกใหม่แข็งแกร่งพอและไว้วางใจได้ ผมคิดว่าเราอาจจะไม่กลับไปหาบริษัทอเมริกันแล้วก็ได้”

หลังจากสหรัฐฯ ประกาศแบนหัวเว่ยในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา หัวเว่ยมุ่งมั่นพัฒนาและดำเนินธุรกิจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันที่จะเป็นอิสระจากเทคโนโลยีของอเมริกาแบบ 100% เมื่อเดือนกรกฏาคม มร. จาง หมิงกัง รองประธานกรรมการบริหารของหัวเว่ย ประเทศฝรั่งเศส ได้คาดการณ์ว่า วันประกาศอิสรภาพจะมาถึงในปี 2564 แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าหัวเว่ยจะบรรลุเป้าหมายนั้นเร็วกว่าที่คาดไว้มาก รายงานของ UBS และ Fomalhaut Techno Solutions พบว่า Huawei Mate 30 สมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุดของหัวเว่ย ไม่ใช้ชิ้นส่วนอุปกรณ์จากอเมริกาเลย เช่นเดียวกับสถานีฐาน 5G อันล้ำสมัยของหัวเว่ย มร. เหริน กล่าวย้ำเมื่อเดือนกันยายนว่า ขณะนี้หัวเว่ยผลิตสถานีฐาน 5G ที่ปราศจากชิ้นส่วนของอเมริกาได้เดือนละ 5,000 ชุด เป็นการตอกย้ำว่าบริษัทอยู่ได้สบาย ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

เมื่อผู้สื่อข่าว CNN ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกูเกิลไม่ได้ใบอนุญาตให้ทำธุรกิจกับหัวเว่ย ซีอีโอของหัวเว่ย กล่าวว่า “เรามีแผนสำรองรอไว้อยู่แล้ว” พร้อมเสริมว่าหัวเว่ยมีความตั้งใจและมีศักยภาพมากพอที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนอันดับ 1 ของโลก แต่ขั้นตอนดังกล่าวอาจ “ต้องใช้เวลาสักพัก” เขาได้เปิดเผยข้อมูลว่าบริษัทจะเร่งเครื่องวางกลยุทธ์เพื่อกลับเข้าสู่ตลาดต่างประเทศในปี 2563 โดย CNN ยังได้ขอความเห็นของ มร. เหริน เรื่องที่สหรัฐฯ พยายามล็อบบี้ไม่ให้ประเทศพันธมิตรในยุโรปใช้เทคโนโลยีของหัวเว่ยในเครือข่าย 5G มร. เหริน ได้กล่าวทิ้งท้ายว่าตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า “ทุกประเทศจะเห็นและตัดสินใจเลือกได้เอง”


 

Exit mobile version