Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เอเซอร์ เปิดตัว Altos BrainSphereTM P555 F5 ไฮเอนด์เวิร์กสเตชั่น มาพร้อมซีพียู AMD EPYC 7003 Series เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและประหยัดพลังงานด้วยเทคโนโลยี Liquid Cooling

17 พฤษภาคม 2564 : อัลทอส คอมพิวติ้ง (Altos Computing Inc.) บริษัทในเครือบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดตัว Altos BrainSphereTM P555 F5 ไฮเอนด์เวิร์กสเตชั่นมาพร้อมพลังประมวลผลล่าสุด AMD EPYCTM 7003 Series และเทคโนโลยี PCI 4.0 รองรับกราฟิกการ์ดประสิทธิภาพสูงเพื่องานประมวลผลขั้นสูงที่มีความซับซ้อน เช่น AI, VR, การสร้างแบบจำลอง 3D, การเรนเดอร์งานกราฟิก ยกระดับเสถียรภาพการใช้งานด้วยการออกแบบวัสดุทั้งหมดภายในเครื่องให้รองรับการทำงานต่อเนื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง เสริมเทคโนโลยีระบบระบายความร้อนแบบ Liquid Cooling ที่ช่วยลดอุณหภูมิของ CPU และ GPU แก้ปัญหาความร้อนสูงรวมถึงลดเสียงรบกวนที่เกิดจากพัดลมระบายความร้อน สามารถเลือกใช้งานได้ทั้งแบบ Air Cooling และ Liquid Cooling ช่วยประหยัดพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้กับเวิร์กสเตชั่นได้อย่างสมบูรณ์แบบ Altos BrainSphereTM P555 F5 มาพร้อมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการ Altos Smart Server Manager ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการของผู้ดูแลระบบ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรเวิร์คสเตชั่นได้จากส่วนกลาง ลดความยุ่งยากในการจัดการที่เกิดขึ้น

สนใจผลิตภัณฑ์ / สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่  +66 (0) 2153 9600 ติดตามและค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ได้ที่ www.acerthailand.com/aceresg ติดตามข่าวสารผ่านเฟสบุ๊คแฟนเพจได้ที่ www.facebook.com/aceresg


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

MSC รับรางวัล 2021 IBM Geography Excellence Award ASEAN Thailand Partner of the Year

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทคู่ค้าไอบีเอ็มจากประเทศไทยเพียงรายเดียวได้รับรางวัล 2021 IBM Geography Excellence Award ASEAN – Thailand Partner of the Year” จากงาน IBM Think 2021 โดยจัดขึ้นในวันที่ 11-12 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นงานที่เผยแพร่ผ่านสื่อ Digital Online สู่บริษัทคู่ค้า และลูกค้า IBM ทั่วโลก

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้รับรางวัลดังกล่าวจากการคัดเลือกโดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับบริษัทคู่ค้าไอบีเอ็มในแต่ละภูมิภาคที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ และมีความสามารถขยายตลาด โดยใช้นวัตกรรมจากไอบีเอ็มสร้างความสามารถในการแข่งขัน และการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างเหนือความคาดหมายอย่างดียิ่งในปี 2020 ที่ผ่านมา

โดยกว่า 3 ทศวรรษ, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้บริการโซลูชั่นเพื่อสนับสนุนการทำธุรกิจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และเลือกใช้เทคโนโลยีหลากหลายจากไอบีเอ็ม อาทิเช่น IBM Hybrid-Cloud, Big Data, AI และ IBM Infrastructure Solution เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิทัล และมีส่วนร่วมในความสำเร็จของลูกค้าด้วยดีตลอดมา

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), [โปรดไปที่ URL ของเรา: www.metrosystems.co.th]

บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2528 เริ่มต้นธุรกิจด้วยการเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไอบีเอ็มรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากนั้นขยายธุรกิจด้วยการจัดจำหน่าย IT Solutions และการให้บริการทางด้าน IT ครบวงจรจากบริษัทชั้นนำอื่น ๆ เพื่อให้บริการที่มีให้ครอบคลุมและตรงตามความต้องการของลูกค้า

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ กลุ่ม Digital Solutions Group “DSG”, บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อีเมล์ : dsgmkt@metrosystems.co.th Website : https://www.metrosystems.co.th/ Facebook : https://www.facebook.com/metrosystemscorp/


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

SUSCO สุดปลื้ม ผลประกอบการไตรมาสแรก 2564 มีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท

SUSCO ปลื้มผลประกอบการ ไตรมาสแรก 2564 ทำกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท จากการบริหารจัดการที่ดี ในภาวะสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด 19 พร้อมยังเดินหน้าเร่งขยายปั๊มน้ำมันให้ครบ 300 สาขา ตามเป้าหมายที่ได้วางไว้

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO เปิดเผยว่า ผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2564 ปรากฏว่า SUSCO มีกำไรสุทธิ 99 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2563 ที่มีผลขาดทุนจำนวน 24.26 ล้านบาท เป็นจำนวน 123.26 ล้านบาท ถึงแม้ว่าจะมียอดขายรวมลดลงจากปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 แต่การบริหารจัดการต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ที่ไม่จำเป็น ทำให้ SUSCO ยังสามารถทำกำไรได้สูงเท่ากับไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเดินหน้าขยายสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อรองรับการใช้น้ำมันของลูกค้าที่จะกลับมาหลังสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด 19 คลี่คลายลง


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มจพ. ปราจีนบุรี การประชุมวิชาการ “COCEAM 2021” รูปแบบออนไลน์

คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี กำหนดจัดการประชุมวิชาการ The 5th Consortium of Cooperative Education in Agro-Industry and Management 2021 (COCEAM 2021) ระหว่างวันที่ 8-9 กรกฎาคม 2564 ในรูปแบบออนไลน์ เพื่อเป็นเวทีนำเสนอผลงานสหกิจศึกษาด้านอุตสาหกรรมเกษตร วิทยาศาสตร์การอาหาร วิศวกรรมอาหาร การจัดการธุรกิจเกษตร กำหนดการส่งผลงานบทคัดย่อและบทความฉบับเต็ม (Proceeding) ภายในวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ค่าลงทะเบียน ประเภท อาจารย์/บุคลากร และผู้นำเสนอผลงาน วันที่ 1 มีนาคม – 15 มิถุนายน 2564 จำนวน 500 บาท และ วันที่ 16 มิถุนายน – 8 กรกฎาคม 2564 จำนวน 800 บาท ส่วนนักศึกษาที่เข้าร่วมงาน ไม่มีค่าใช้จ่าย ภายในงานยังมีรางวัลในการประชุมวิชาการระดับชาติ 2 ประเภท ได้แก่ รางวัลการแข่งขันการนำเสนอผลงาน (แบบปากเปล่า) และรางวัลการแข่งขันการนำเสนอผลงาน (แบบโปสเตอร์)

สอบถามรายละเอียดได้ที่ ผศ.ดร.เกตินันท์ กิตติพงศ์พิทยา โทร. 093-3151919 อ.ดร.เปรมศักดิ์ พวงพลอย โทร. 063-0541379) อ.ดร.โกศล น่วมบาง โทร. 080-9956441 และ อ.ดารัตน์ เดชอำไพ โทร.088-3209010 ติดตามและสมัครเข้าร่วมงาน COCEAM ได้ที่ Website: www.agro.kmutnb.ac.th/coceam
E-mail: coceam.a@agro.kmutnb.ac.th และที่ Facebook page: Coceam

ขวัญฤทัย ข่าว-ภาพ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ ร่วมปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ สู้ภัย COVID-19 มอบหน้ากากอนามัย แก่โรงพยาบาลราชวิถี

กรุงศรี คอนซูมเมอร์ นำโดย กัญจมา ศรีอรุณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด ร่วมปกป้องบุคลากรทางการแพทย์สู้ภัยโควิด-19 ส่งพลังใจและสนับสนุนความช่วยเหลือให้ถึงมือบุคลากรฯ มอบหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ชนิด KN-95  จำนวน 4,320 ชิ้น โดยมี นพ.อุดม เชาวรินทร์ กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี เป็นตัวแทนรับมอบ ณ โรงพยาบาลราชวิถี เมื่อเร็วๆ นี้

จากภาพ (ซ้ายไปขวา) 

  1. นงเยาว์ เติมศิริเลิศ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
  2. อุษณีย์ นิธิยานนทกิจ     เจ้าหน้าที่ธุรการ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี
  3. นพ.อุดม เชาวรินทร์       กรรมการผู้จัดการ มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี
  4. กัญจมา ศรีอรุณ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด
  5. พิชญา ปิตาภรณ์สกุล ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บริษัท อยุธยา แคปปิตอล เซอร์วิสเซส จำกัด

 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยปัญหาชิปขาดแคลนทั่วโลกจะลากยาวจนถึงไตรมาส 2 ปี 2565

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 13 พฤษภาคม 2564 – การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์ว่าปัญหาขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกจะส่งผลกระทบตลอดทั้งปีนี้ และจะกลับคืนสู่ภาวะปกติช่วงไตรมาส 2 ปี 2565

คานิสกัส ชัวฮาน นักวิเคราะห์หลัก ฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ปัญหาการขาดแคลนเซมิคอนดักเตอร์จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อห่วงโซ่อุปทานและการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลาย ๆ ประเภทในปีนี้ ขณะที่โรงงานผลิตขึ้นราคาแผ่นเวเฟอร์ที่เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตชิป และมีผลต่อเนื่องไปถึงบริษัทผู้ผลิตชิปก็ขึ้นราคาตามไปด้วย”

ปัญหาการขาดแคลนชิปเริ่มเกิดกับอุปกรณ์ประเภทต่าง ๆ ก่อน อาทิ อุปกรณ์สำหรับการจัดการพลังงาน จอแสดงผล และไมโครคอนโทรลเลอร์ ที่ผลิตจากบนโหนดการทำงานแบบเดิม ๆ ของโรงงานผลิตชิปขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 นิ้ว ซึ่งมีวัตถุดิบจำกัด เวลานี้ปัญหาการขาดแคลนส่งผลต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ และมีข้อจำกัดด้านความจุ รวมถึงขาดสารตั้งต้นในการผลิต กระบวนการเชื่อมลวดทองคำ  ส่วนประกอบแบบพาสซีฟ วัสดุและการทดสอบ ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่กำลังเป็นปัญหานอกจากเรื่องโรงงานผลิตชิป เนื่องจากส่วนประกอบเหล่านี้เป็นสินค้าในอุตสาหกรรมโภคภัณฑ์ขั้นสูงและมีความยืดหยุ่นน้อย และส่งผลต่อความสามารถในการเพิ่มการลงทุนเชิงรุกในระยะเวลาสั้น ๆ

การ์ทเนอร์คาดว่าปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์แทบทุกหมวดหมู่จะกระทบต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 ปี 2565 (ดูรูปภาพที่ 1) ในขณะที่ข้อจำกัดด้านปริมาณของสารตั้งต้นในการผลิตชิปอาจใช้เวลาไปถึงไตรมาส 4 ปี 2565


ภาพที่ 
1. Gartner Index of Inventory Semiconductor Supply Chain Tracking – คาดการณ์การเคลื่อนไหวของดัชนีสินค้าคงคลังเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกปี 2564-2565

Note: ข้อมูลไตรมาส 1 ปี 2564 เป็นแบบจำลองการคาดการณ์ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงตามฐานข้อมูลการเงินตามรายงานของผู้จำหน่ายช่วงไตรมาส 2 ปี 2564 และแถบดัชนีชี้วัดไตรมาส 1 ปี 2564 – ไตรมาส 4 ปี 2565 เป็นเพียงการคาดการณ์ทิศทางที่จะเกิดขึ้นเท่านั้น

ที่มา: การ์ทเนอร์ (พฤษภาคม 2564)

นักวิเคราะห์การ์ทเนอร์แนะนำ 4 แนวทางการดำเนินธุรกิจให้แก่บริษัทผู้ผลิต OEM ที่พึ่งพาเซมิคอนดักเตอร์ทั้งจากทางตรงและทางอ้อม สำหรับลดความเสี่ยงและการสูญเสียรายได้ในช่วงภาวะขาดแคลนชิปทั่วโลก ดังนี้

  • ขยายมุมมองในห่วงโซ่อุปทาน – ภาวะการขาดแคลนชิปทำให้ผู้นำห่วงโซ่อุปทานจำเป็นต้องขยายมุมมองด้านห่วงโซ่อุปทาน โดยมองข้ามช็อตไปจนถึงระดับซิลิคอนนอกเหนือจากระดับซัพพลายเออร์ ซึ่งจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการคาดการณ์ข้อจำกัดด้านอุปทานและปัญหาคอขวด หรือแม้แต่ช่วยคาดการณ์สถานการณ์วิกฤตว่าจะฟื้นกลับมาอยู่ในภาวะปกติได้เมื่อไร
  • รับประกันการจัดหาด้วยโมเดลธุรกิจร่วม และ/หรือ เพิ่มการลงทุนล่วงหน้า – ธุรกิจ OEM ที่มีขนาดเล็กกว่าและต้องการส่วนประกอบสำคัญต้องมองหาพันธมิตรที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกัน และร่วมมือกับผู้ผลิตชิป และ/หรือ ผู้เล่นในธุรกิจบริการเข้าแพ็กเกจชิป (Outsourced Semiconductor Assembly and Test or OSAT) ในฐานะพันธมิตรเพื่อรับผลประโยชน์ร่วมกัน นอกจากนี้หากเป็นไปได้ เพิ่มการลงทุนล่วงหน้าในส่วนที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ของห่วงโซ่อุปทานชิป และ/หรือโรงงานผลิตชิปเพื่อรับประกันว่าบริษัทจะมีสินค้าสำรองในระยะยาว
  • การติดตามตัวชี้วัด – แม้ไม่มีพารามิเตอร์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์การขาดแคลนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่การนำพารามิเตอร์หลาย ๆ ตัวที่เกี่ยวข้องมาใช้ร่วมกัน สามารถนำองค์กรไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

กัวราฟ กุปต้า รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนชิปมีความผันผวนอยู่ตลอด ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจว่าสถานะของชิปเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร การติดตามตัวชี้วัด เช่น การลงทุนในสินทรัพย์ประเภททุน ดัชนีสินค้าคงคลังและการคาดการณ์การเติบโตรายได้ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะเป็นตัวบ่งชี้สถานการณ์ในช่วงเริ่มแรก ที่สามารถช่วยองค์กรให้ได้รับข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับปัญหาและเห็นว่าอุตสาหกรรมโดยรวมนั้นเติบโตขึ้นอย่างไร”

  • สร้างฐานซัพพลายเออร์ให้หลากหลาย – การคัดสรรชิปจากแหล่งที่มาแตกต่างกัน และ/หรือ พาร์ทเนอร์ในธุรกิจบริการเข้าแพ็กเกจชิป (OSAT) ต้องมีการทำงานและการลงทุนเพิ่มเติม แต่ในระยะยาวจะช่วยลดความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ยังต้องสร้างความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นและเชิงกลยุทธ์กับผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีกและผู้ค้าทั่วไป เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสรรหาส่วนประกอบในปริมาณไม่มากในช่วงที่ต้องการเร่งด่วนได้

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านรายงานเพิ่มเติมได้ที่ “Semiconductor Inventory Analysis Worldwide, 1Q21 Update,” “Expert Insight Video: Global Chip Shortage Impacting the Automotive Sector,” และ “Quick Answer: What Supply Chains at OEMs Dependent on Semiconductors Must Do in Wake of Current Chip Shortages.”

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก และมีรายชื่ออยู่ในดัชนี S&P 500 บริษัทฯ ให้ข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต

การ์ทเนอร์นำเสนองานวิจัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญ และใช้แหล่งข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อชี้นำลูกค้าสำหรับการตัดสินใจที่ถูกต้องเหมาะสมในเรื่องที่สำคัญที่สุด การ์ทเนอร์ทำหน้าที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นที่ปรึกษาที่ได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 14,000 แห่งในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทุกส่วนงานสำคัญ ๆ ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรมและองค์กรทุกขนาด

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มประกาศความก้าวหน้าศักยภาพไฮบริดคลาวด์และเอไอ ช่วยองค์กรเร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ในงานใหญ่ประจำปี Think 2021

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศความก้าวล้ำด้านปัญญาประดิษฐ์​(เอไอ) ไฮบริดคลาวด์ และควอนตัม คอมพิวติ้ง ในงาน Think ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำปีของบริษัทฯ นวัตกรรมเหล่านี้ตอกย้ำถึงบทบาทของไอบีเอ็มในการเข้าช่วยลูกค้าและพาร์ทเนอร์เร่งเครื่องสู่ก้าวย่างดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน และสร้างอิโคซิสเต็มเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยขับเคลื่อนผลลัพธ์ที่ดีขึ้นให้กับธุรกิจ

“เราจะมองย้อนกลับมายังปีนี้และปีที่แล้ว ว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกก้าวเข้าสู่ศตวรรษแห่งดิจิทัลอย่างเต็มตัว ” นายอาร์วินด์ กฤษณะ ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็มกล่าว “ในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจะใช้ไฮบริดคลาวด์และผสานเอไอเข้ากับซอฟต์แวร์และระบบต่างๆ ในแบบเดียวกับที่เราต่อไฟฟ้าเข้าไปยังโรงงานและเครื่องจักรในศตวรรษที่ผ่านมา และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ อนาคตข้างหน้าจะต้องถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของความร่วมมือเชิงลึกในมุมอุตสาหกรรม ซึ่งไม่มีใครที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้ดีกว่าไอบีเอ็ม และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ไอบีเอ็มเร่งการลงทุนในอิโคซิสเต็มพาร์ทเนอร์เต็มที่ นอกจากนี้ ในงาน Think 2021 ไอบีเอ็มยังได้เปิดเผยถึงนวัตกรรมไฮบริดคลาวด์และเอไอล่าสุด ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เป็นพื้นฐานของสถาปัตยกรรมทางไอทีรูปแบบใหม่ของธุรกิจต่อไป”

ไอบีเอ็มทุ่มเทกับไฮบริดคลาวด์และเอไอเต็มที่เพราะทราบดีว่าธุรกิจต่างๆ ต้องการแนวทางที่ชัดเจนและเชื่อถือได้ในก้าวย่างของการปรับระบบ mission-critical ต่างๆ ให้มีความทันสมัย ผลการศึกษาล่าสุดของไอบีเอ็มเกี่ยวกับการนำเอไอเข้ามาใช้ในธุรกิชี้ให้เห็นว่าความจำเป็นในการผสานเอไอเข้าสู่กระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ถูกเร่งให้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนในช่วงของการแพร่ระบาด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีที่สำรวจ 43% ระบุว่าองค์กรของตนได้เร่งการนำเอไอมาใช้ ขณะที่เกือบครึ่งระบุว่าเหตุผลหลักในการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการด้านเอไอ คือการเลือกจากความสามารถในการทำออโตเมชันกระบวนการต่างๆ และนี่คือสาเหตุที่ไอบีเอ็มลงทุนเต็มที่ในการสร้างความสามารถที่ครอบคลุมและทรงพลังให้กับเอไอสำหรับธุรกิจ

วันนี้ไอบีเอ็มช่วยลูกค้าหลายพันรายในทุกอุตสาหกรรมในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยพลังของแพลตฟอร์มไฮบริดคลาวด์และเอไอ ด้วยนวัตกรรมที่ได้รับการออกแบบสำหรับธุรกิจเพื่อรองรับก้าวต่อไปของเส้นทางดิจิทัล

ความสามารถใหม่ที่ผสานศักยภาพของข้อมูลและเอไอเข้าด้วยกัน
เอไอจะเข้ามาช่วยให้การเข้าถึง รวมกลุ่ม และบริหารจัดการข้อมูล ทำจากที่ไหนก็ได้โดยอัตโนมัติ ผ่าน Cloud Pak for Data: ความสามารถใหม่ของ Cloud Pak for Data ที่ใช้เอไอเข้ามาช่วยให้ลูกค้าได้รับคำตอบจากคำถามกว่าเดิมถึงแปดเท่า ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเกือบครึ่งเมื่อเทียบกับโซลูชัน data warehouse ที่นำมาเปรียบเทียบ โดย AutoSQL(Structured Query Language) นี้ จะช่วยออโตเมทการเข้าถึง ผนวกรวม และบริหารจัดการข้อมูลของลูกค้า โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายข้อมูล ไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ที่ใด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสำคัญที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้ เมื่อต้องเลือกข้อมูลสำหรับเอไอ ขณะที่ต้องลดค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายข้อมูลที่ค่อนข้างสูงไปพร้อมๆ กัน ช่วยให้ลูกค้าได้รับข้อมูลเชิงลึกที่มีความถูกต้องยิ่งขึ้นจากการคาดการณ์ด้วยเอไอ โดย AutoSQLที่เปิดตัวในครั้งนี้ จะมาพร้อมกับ IBM Cloud Pak for Data ที่มีระบบ data warehouse ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดในตลาด (ผลจากการศึกษาเปรียบเทียบโดยไอบีเอ็ม)ที่สามารถทำงานได้อย่างไร้รอยต่อบนทุกสภาพแวดล้อม hybrid multi-cloud ไม่ว่าจะเป็น private cloud ระบบ on-premise ที่อยู่ภายในองค์กร หรือบน public cloud ทั่วไป AutoSQL จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีใหม่ที่ผสานเข้ากับฟีเจอร์ดาต้าแฟบริคอัจฉริยะใหม่บน Cloud Pak for Data ที่จะช่วยออโตเมทการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน ด้วยการใช้เอไอเข้ามาช่วยในการค้นหา ทำความเข้าใจ เข้าถึง และปกป้องข้อมูลแบบกระจายที่อยู่บนสภาพแวดล้อมต่างๆ พร้อมทั้งรวมแหล่งข้อมูลต่างๆ ไว้บนพื้นฐานข้อมูลเดียวกัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Cloud Pak for Data และ Data Fabric ใหม่

• Watson Orchestrate ช่วยออโตเมทงานต่างๆ และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน: Watson Orchestrate เป็นหนึ่งในความสามารถใหม่ด้านเอไอที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้กับทีมต่างๆ ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทีมขาย ทีมทรัพยากรบุคคล ทีมปฏิบัติการ ฯลฯ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านไอที ทีมต่างๆ ในองค์กรสามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ผ่านอีเมลหรือแชทแอพอย่าง Slack โดยระบบยังสามารถเชื่อมต่อกับแอพธุรกิจอย่าง Salesforce, SAP และ Workday®ได้ Watson Orchestrate ใช้เอนจิ้นเอไอที่ทรงพลังในการเลือกและจัดลำดับชุดทักษะที่ต้องใช้ในงานแต่ละชนิดโดยอัตโนมัติ พร้อมเชื่อมต่อกับแอพ เครื่องมือ ข้อมูล หรือข้อมูลย้อนหลังต่างๆ ไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถทำงานที่เป็นกิจวัตรซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการนัดประชุม การอนุมัติ หรือแม้แต่งานที่สำคัญอย่างการเตรียมโครงการนำเสนอหรือแผนธุรกิจต่างๆ เป็นการช่วยประหยัดเวลาในการทำงานต่างๆ Watson Orchestrate ได้รับการพัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม และเปิดให้ใช้บริการได้แล้วผ่าน IBM Automation Cloud Pak ก่อนที่จะเปิดให้ใช้ในวงกว้างต่อไปภายในปีนี้ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 5 เรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ Watson Orchestrate

Maximo Mobile พลิกรูปแบบการทำงานของช่างเทคนิคที่ต้องลงพื้นที่จริง: ไอบีเอ็มเปิดตัว Maximo Mobile แพลตฟอร์มโมบายล์ที่เปิดใช้งานได้ง่ายๆ โดยมีโซลูชันบริหารจัดการทรัพย์สินชั้นนำอย่าง Maximo ของไอบีเอ็มเป็นหัวใจหลัก Maximo Mobile ได้รับการออกแบบมาสำหรับช่างเทคนิคที่ต้องทำงานในพื้นที่จริงอย่างถนน สะพาน ไลน์การผลิต โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน เพื่อซ่อมแซมอุปกรณ์หรือทรัพย์สินต่างๆ โดยใช้ Watson AI ร่วมกับข้อมูลองค์กรเชิงลึก ในการดึงข้อมูลการปฏิบัติการของแต่ละอุปกรณ์ให้แก่ช่างทันทีที่ช่างต้องการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อน แม้เมื่ออยู่ในพื้นที่ห่างไกล การผนวกความสามารถอันทรงพลังของเอไอ เวิร์คโฟลวอัจฉริยะ ระบบช่วยเหลือระยะไกล และดิจิทัลทวินเข้าด้วยกัน ช่วยให้ช่างสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่สั่งสมมานานนับทศวรรษได้ง่ายๆ ทันที นำสู่การปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่วิดีโอ Empowering the Technician of the Future with Maximo Mobile

ศักยภาพใหม่ของเอไอกับการยกระดับการพัฒนาและใช้งานระบบไอทีและแอพใหม่ๆ
โครงการชุดข้อมูล CodeNet ยกระดับความสามารถของเอไอในการเข้าใจและแปลโค้ด: ศูนย์วิจัยไอบีเอ็มได้เปิดตัวโครงการ CodeNet ซึ่งเป็นชุดข้อมูลโอเพนซอร์สขนาดใหญ่ที่มีตัวอย่างโค้ดถึง 14 ล้านชุด รวมแล้ว 500 ล้านบรรทัด ในภาษาโปรแกรมที่แตกต่างกันไปกว่า 55 ภาษา ซึ่งนับเป็นชุดข้อมูลที่ใหญ่และมีความหลากหลายมากที่สุด โดยมุ่งแก้สามปัญหาหลักของการเขียนโค้ดในปัจจุบัน ประกอบด้วย การค้นหาโค้ด (สามารถแปลงโค้ดจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่งให้อัตโนมัติ แม้แต่ภาษาเลกาซีอย่าง COBOL) การเปรียบเทียบความเหมือน/แตกต่างของโค้ด (สามารถระบุความคล้ายคลึงหรือแตกต่างของโค้ดในภาษาต่างๆ ได้) และข้อจำกัดด้านโค้ด (สามารถปรับ constraint ต่างๆ ได้โดยอิงจากความต้องการและพารามิเตอร์ของนักพัฒนา) ไอบีเอ็มเชื่อมันว่า CodeNet จะเป็นเกณฑ์มาตรฐานของชุดข้อมูลสำหรับการแปลงภาษาและการเปลี่ยนผ่านจากโค้ดแบบเลกาซีสู่ภาษาโค้ดที่มีความเป็นปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถเร่งการพัฒนาแอพด้านเอไอได้ต่อไป ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก Kickstarting AI for Code: Introducing Project CodeNet

Mono2Micro ช่วยลดภาระปวดหัวในการทำ Cloud Migration: ไอบีเอ็มได้เพิ่มความสามารถใหม่ให้กับ WebSphere Hybrid Editionที่ช่วยให้องค์กรสามารถ optimize และ modernize แอพต่างๆ เพื่อรองรับไฮบริดคลาวด์ Mono2Micro ใช้เอไอที่ก้าวล้ำที่พัฒนาโดยศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ในการวิเคราะห์แอพขององค์กรที่มีจำนวนมาก พร้อมให้คำแนะนำที่เหมาะสมสำหรับการย้ายแอพเหล่านั้นไปยังคลาวด์ ซึ่งช่วงทำให้กระบวนการที่เกิดการผิดพลาดได้ง่ายเป็นไปอย่างง่ายดายและรวดเร็วขึ้น ช่วยลดต้นทุนและเพิ่ม ROI ให้กับองค์กร Mono2Micro เป็นหนึ่งในชุดผลิตภัณฑ์และบริการบนพื้นฐานของเอไอของไอบีเอ็มที่จะช่วยติดสปีดให้กับการไมเกรทสู่คลาวด์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Mono2Micro: สามสิ่งที่ต้องรู้

แบรนด์ชั้นนำเลือกใช้โซลูชันไฮบริดคลาวด์และเอไอของไอบีเอ็
IBM Watson Assistant เบื้องหลังสนับสนุนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับโควิดของ CVS Health: ปัจจุบันไอบีเอ็มกำลังร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านสุขภาพชั้นนำอย่าง CVS Health ในการช่วยบริษัทเฮลธ์แคร์ต่างๆ รับมือกับปริมาณสายเรียกเข้าที่พุ่งสูงขึ้นถึงสิบเท่า หลังจากที่สหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวโปรแกรมวัคซีนโควิด-19 โดยไอบีเอ็ม โกลบอล เซอร์วิสเซส หรือ GBS และ CVS Health ได้ร่วมกันพัฒนาโซลูชันสำหรับงานดูแลลูกค้าด้วย IBM Watson Assistantบน IBM Public Cloud ภายในระยะเวลาเพียงสี่สัปดาห์ การผสานเอไอและการประมวลผลภาษาธรรมชาติเข้ากับเวิร์คโฟลวของระบบโทรศัพท์ของทีมงานดูแลลูกค้า ทำให้ CVS สามารถตอบคำถามตั้งแต่เรื่องการเทสต์โควิด-19 ไปจนถึงการฉีดวัคซีน หลักฐานการฉีดวัคซีน ค่าใช้จ่าย ฯลฯ ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถหันไปรับมือกับคำถามที่มีความซับซ้อนมากกว่าแทน นอกจากนี้ยังได้มีการเพิ่มความสามารถให้เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลสามารถดึงข้อมูลและให้คำตอบโดยอิงจากสถานะของการฉีดวัคซีนที่แตกต่างกันออกไปใน 50 รัฐทั่วประเทศ นับตั้งแต่เปิดตัวเมื่อต้นเดือนมกราคม เจ้าหน้าที่เวอร์ชวลได้รับมือสายที่โทรเข้ามาแล้วกว่าล้านสาย โดยที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องให้เจ้าหน้าที่บุคคลเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการพูดคุยกับแต่ละสายลงได้อย่างเห็นได้ชัด

อีวายและไอบีเอ็มจับมือสร้าง Financial Services Center of Excellence สำหรับไฮบริดคลาวด์: อีวายและไอบีเอ็มร่วมกันจัดตั้ง Center of Excellence ที่ให้บริการโซลูชันไฮบริดคลาวด์แบบโอเพน ที่พัฒนาขึ้นบน Red Hat OpenShift สำหรับ IBM Cloud for Financial Services โดยโซลูชันต่างๆ จะเน้นที่การปฏิบัติอย่างสอดคล้องกับกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลอยู่ ความน่าเชื่อถือของดิจิทัลและซิเคียวริตี้ ถือเป็นการผนึกเทคโนโลยีของไอบีเอ็มเข้ากับประสบการณ์ของอีวายในการช่วยสถาบันการเงินต่างๆ เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและเพิ่มการใช้คลาวด์ โดยศูนย์ฯ ดังกล่าวได้รับการออกแบบให้ตอบโจทย์ความต้องการของสถาบันการเงินที่เฉพาะเจาะจงและปรับเปลี่ยนเป็นระยะในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่คลาวด์และการทรานส์ฟอร์มกระบวนการทางธุรกิจต่างๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมและอ่านประกาศจากอีวายได้ที่อีวายและไอบีเอ็มประกาศสร้าง Center of Excellence เร่งเครื่องดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันสถาบันบริการทางการเงิน

การลงทุนในพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็มอย่างต่อนื่อง
สิทธิประโยชน์ใหม่ๆ เพื่อช่วยสร้างความสำเร็จให้กับพาร์ทเนอร์: ภายใต้การลงทุน 1 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนพาร์ทเนอร์อิโคซิสเต็ม ไอบีเอ็มได้เปิดตัวชุดองค์ความรู้ การพัฒนาทักษะ และสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้พาร์ทเนอร์ประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมที่มีการแข่งขันสูง เช่น ไอบีเอ็มได้สร้าง competency framework ใหม่เพื่อเพิ่มความเชี่ยวชาญ ทักษะเชิงเทคนิค และแนวทางการขายให้ประสบความสำเร็จให้แก่พาร์ทเนอร์ โดยเน้นด้านโครงสร้างพื้นฐานแบบไฮบริดคลาวด์ ออโตเมชัน และซิเคียวริตี้ ปัจจุบัน ทาทา คอนซัลแทนซี เซอร์วิสเซส (TCS) ซึ่งเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ของไอบีเอ็ม ได้ประสบความสำเร็จในการนำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาเป็นโซลูชันเอไอสำหรับอุตสาหกรรมและการผลิตสำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและนักพัฒนาด้านเอไอ นอกจากนี้ไอบีเอ็มยังได้ขยาย Cloud Engagement Fund (CEF) ให้ครอบคลุมพาร์ทเนอร์ทุกประเภท เพื่อเพิ่มทรัพยากรด้านเทคนิคและคลาวด์เครดิตให้กับพาร์ทเนอร์ที่ต้องเข้าไปช่วยลูกค้าไมเกรทเวิร์คโหลดสู่สภาพแวดล้อมไฮบริดคลาวด์ ความร่วมมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Siemens Digital Industries Softwareคือหนึ่งในตัวอย่างที่ CEF เข้าไปมีส่วนช่วยให้พาร์ทเนอร์สามารถสเกลได้ โดยภายใต้โครงการดังกล่าว ซีเมนส์จะใช้แนวทางไฮบริดคลาวด์แบบโอเพนของไอบีเอ็ม ที่สร้างขึ้นบน Red Hat OpenShift ในการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการใช้งาน MindSphere ซึ่งเป็นโซลูชัน IoT-as-a-service สำหรับอุตสาหกรรมของซีเมนส์ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Announces New Benefits to Drive Partner Success as Ecosystem Momentum Accelerates

ไอบีเอ็มผลักดันควอนตัมคอมพิวติ้งให้เข้าใกล้การใช้งานในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ซอฟต์แวร์ Qiskit Runtime ช่วยเร่งความเร็วการประมวลผล Quantum Circuit ถึง 120 เท่า: ไอบีเอ็มได้ทำให้การใช้ซอฟต์แวร์ควอนตัมเป็นเรื่องง่ายขึ้นสำหรับนักพัฒนา ด้วย Qiskit Runtime ที่เป็นรูปแบบคอนเทนเนอร์และโฮสต์อยู่บนไฮบริดคลาวด์ แทนที่จะต้องรันโค้ดบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ การเพิ่มศักยภาพทั้งด้านซอฟต์แวร์และพลังการประมวลผลทำให้ Qiskit Runtime สามารถเร่งความเร็วของ quantum circuits ที่ถือเป็นอุปสรรคของอัลกอริธึมควอนตัมในปัจจุบัน ได้ถึง 120 เท่า Qiskit เป็นเฟรมเวิร์คโอเพนซอร์สสำหรับควอนตัมคอมพิวติ้งที่ไอบีเอ็มได้พัฒนาขึ้นสำหรับชุมชนนักพัฒนาทั่วโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงควอนตัมคอมพิวติ้งได้ Qiskit Runtime จะช่วยให้ระบบควอนตัมสามารถรันการคำนวณที่ซับซ้อนอย่างโมเดลทางเคมีหรือการวิเคราะห์ความเสี่ยงทางการเงินได้ในไม่กี่ชั่วโมง แทนที่จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ ที่ผ่านมาไอบีเอ็มได้โชว์ศักยภาพของ Qiskit Runtime ผ่านการโมเดล lithium hydride molecule (LiH) ซึ่งสามารถทำบนอุปกรณ์ควอนตัมได้ภายในเก้าชั่วโมง จากเดิมที่ต้องใช้เวลา 45 วัน ก้าวย่างการพัฒนาเหล่านี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยสเกลการประมวลผลควอนตัมไปสู่รูปแบบการใช้งานใหม่ๆ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บล็อก IBM Quantum Delivers 120x speedup of quantum workloads with Qiskit Runtime


การประกาศต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงาน Think มีขึ้นหลังจากการเผยโฉมชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลก ที่จะช่วยให้การประมวลผลตั้งแต่ที่ดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงเอ็ดจ์เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น, การเปิดตัว Cloud Engineซึ่งเป็นแพลตฟอร์มฟรอนท์เอนด์ที่จจะช่วยให้นักพัฒนาสามารถ deploy แอพ cloud-native ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องมีทักษะเหล่านั้น และไม่ต้องปวดหัวกับการกำหนดค่าโค้ดที่มีความซับซ้อน, การเปิดตัว Spectrum Fusionซึ่งเป็นเวอร์ชัน container แบบเต็มตัวของซอฟต์แวร์ด้านสตอเรจและการปกป้องข้อมูลของไอบีเอ็ม ที่ได้รับการออกแบบมาให้ช่วย streamline การจัดการข้อมูลทั่วทั้งองค์กร, รวมถึงการจับมือระหว่างไอบีเอ็มกับ Zscaler ในด้าน Zero Trustที่จะช่วยผนวกรวมเทคโนโลยีซิเคียวริตี้ของ Zscaler เข้ากับความเชี่ยวชาญในการให้บริการด้านซิเคียวริตี้ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้แนวทาง secure access service edge (SASE) ได้แบบ end-to-end นำสู่ระบบซิเคียวริตี้และการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลที่เหนือชั้นยิ่งขึ้น


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ไอบีเอ็มเผยโฉมชิป 2 นาโนเมตรตัวแรกของโลก ก้าวสำคัญวงการไอที-เซมิคอนดักเตอร์

วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) ประกาศถึงความก้าวหน้าล่าสุดด้านเซมิคอนดักเตอร์ กับความสำเร็จในการพัฒนาชิปขนาด 2 นาโนเมตร (nm) ตัวแรกของโลก เซมิคอนดักเตอร์มีบทบาทสำคัญในเกือบทุกเทคโนโลยีที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงระบบขนส่ง และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญๆ

ที่ผ่านมา ความต้องการชิปที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ามากขึ้น ยังคงทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคของไฮบริดคลาวด์ เอไอ และอินเตอร์เน็ตอ็อฟธิงส์ในปัจจุบัน ชิปขนาด 2 นาโนเมตรของไอบีเอ็มนี้ถือเป็นความก้าวล้ำสำคัญของวงการเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะช่วยตอบโจทย์ความต้องการชิปที่เพิ่มสูงขึ้น ภายใต้ประสิทธิภาพที่คาดว่าจะสูงขึ้น 45% และใช้พลังงานน้อยลง 75% เมื่อเทียบกับชิปขนาด 7 นาโนเมตรในปัจจุบัน [1]

ชิป 2 นาโนเมตรจะนำสู่คุณประโยชน์หลักๆ อาทิ

• ช่วยเพิ่มอายุแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือสี่เท่าทำให้ผู้ใช้สามารถชาร์จโทรศัพท์มือถือทุกๆ สี่วัน [3] แทนที่จะต้องชาร์จทุกวัน
ลดปริมาณคาร์บอนฟุตปรินท์ลงอย่างก้าวกระโดดทุกวันนี้ดาต้าเซ็นเตอร์ต่างๆ ใช้พลังงานคิดเป็น 1% ของการใช้พลังงานทั่วโลก [2] ดังนั้นการเปลี่ยนเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดให้เป็นระบบประมวลผล 2 นาโนเมตร จะช่วยลดปริมาณการใช้พลังงานได้อย่างมหาศาล
เร่งสปีดฟังก์ชันต่างๆ บนแล็ปท็อป นับตั้งแต่ระบบประมวลผลที่เร็วขึ้น ระบบช่วยแปลภาษาที่เร็วขึ้น รวมถึงการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เร็วขึ้น
เพิ่มความสามารถในการตรวจจับวัตถุให้รวดเร็วขึ้น เพิ่มความเร็วในการตอบสนองของยานพาหนะไร้คนขับอย่างรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง

“นวัตกรรมของไอบีเอ็มที่อยู่ในชิป 2 นาโนเมตรตัวใหม่นี้ มีความสำคัญยิ่งยวดต่ออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และไอที” นายแดริโอ จิล รองประธานอาวุโสและผู้อำนวยการศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม กล่าว “ชิปนี้เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นของไอบีเอ็มในการต่อกรกับความท้าทายด้านเทคโนโลยี รวมถึงการจับมือร่วมกันลงทุนและสร้างสรรค์นวัตกรรมก้าวล้ำอย่างยั่งยืนที่กลุ่มอีโคซิสเต็มด้านการวิจัยและพัฒนาได้แสดงให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง”

ศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม แถวหน้าแห่งนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์
ความก้าวล้ำล่าสุดนี้ถือเป็นผลผลิตจากการเป็นผู้นำนวัตกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของไอบีเอ็มมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ โดยมีห้องปฏิบัติการวิจัยอัลบานี นิวยอร์ค เป็นกำลังหลักในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ และเป็นที่ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ของไอบีเอ็มทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อทะลายขีดจำกัดของนวัตกรรม logic scaling และเซมิคอนดักเตอร์

การจับมือร่วมกันพัฒนานวัตกรรมในรูปแบบดังกล่าว ทำให้ห้องปฏิบัติการวิจัยอัลบานีของไอบีเอ็มกลายเป็นอิโคซิสเต็มชั้นนำของโลกสำหรับการวิจัยเซมิคอนดักเตอร์ และไปป์ไลน์สำคัญของเส้นทางการสร้างนวัตกรรม ที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการด้านการผลิตและเร่งการเติบโตของอุตสาหกรรมชิปทั่วโลก

เส้นทางความก้าวล้ำในการพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ที่ผ่านมาของไอบีเอ็ม ยังรวมถึงการนำเทคโนโลยีประมวลผล 7 นาโนเมตรและ 5 นาโนเมตรมาใช้เป็นครั้งแรก, การพัฒนาเทคโนโลยี DRAM แบบเซลล์เดี่ยว, กฎ Dennard Scaling Laws, สารไวแสงที่ได้รับการขยายทางเคมีให้ทนทานต่อการกัดกร่อน, การเดินสายเชื่อมต่อระหว่างทองแดง, ซิลิคอนบนเทคโนโลยีฉนวน, ไมโครโปรเซสเซอร์แบบมัลติคอร์, ประตู High-k ไดอิเล็กทริก, DRAM แบบฝังในตัว และการซ้อนชิป 3D เป็นต้น โดยเทคโนโลยีที่ไอบีเอ็มได้มีการเปิดให้ใช้เชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก อาทิ ชิป 7 นาโนเมตร ที่จะเริ่มนำมาใช้ในปีนี้บนระบบ IBM Power บนพื้นฐานของ IBM POWER10

ห้าหมื่นล้านทรานซิสเตอร์บนชิปขนาดเท่าเล็บมือ  
การเพิ่มจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อชิปจะทำให้ทรานซิสเตอร์มีขนาดเล็กลง แต่เร็วขึ้น เสถียรขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น การออกแบบชิป 2 นาโนเมตรแสดงให้เห็นความก้าวล้ำด้านการพัฒนาประสิทธิภาพของเซมิคอนดักเตอร์โดยใช้เทคโนโลยีนาโนชีทของศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ซึ่งช่วยให้สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ห้าหมื่นล้านตัวลงบนชิปที่มีขนาดเล็กเพียงเท่าเล็บมือ ด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรก และในเวลาเพียงไม่ถึงสี่ปีนับจากที่ไอบีเอ็มได้มีการประกาศไมล์สโตนในการพัฒนาชิป 5 นาโนเมตรออกมา

การมีจำนวนทรานซิสเตอร์บนชิปมากขึ้น ยังหมายถึงการที่นักออกแบบระบบประมวลผลจะมีตัวเลือกในการผนวกความสามารถของนวัตกรรมระดับ core-level ต่างๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถให้กับเวิร์คโหลดอย่างเอไอ คลาวด์คอมพิวติ้ง รวมถึงเทคโนโลยีซิเคียวริตี้และการเข้ารหัสที่บังคับใช้บนฮาร์ดแวร์ โดยไอบีเอ็มได้เริ่มผสานความสามารถใหม่นี้เข้ากับระบบอย่าง IBM POWER10 และ IBM z15 แล้ว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ทำความรู้จัก “ข้อมูลส่วนบุคคล” และ “การล่อลวงแบบฟิชชิ่ง”

ปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลมีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตตั้งแต่เราลืมตาตื่นจนเข้านอน หลายคนใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อติดต่อสื่อสารและทำธุรกรรมผ่าน e-Money อยู่เป็นประจำ ข้อมูลจาก ธปท. ระบุจำนวนบัญชี e-Money ณ ธันวาคม 2563 มีมากกว่า 107 ล้านบัญชี ยิ่งเทคโนโลยีดิจิทัลและกระแสการใช้จ่ายผ่านออนไลน์มีความสะดวกและเติบโตมากขึ้นเท่าไร กลโกงของมิจฉาชีพก็เพิ่มความแนบเนียนและมีความหลากหลายมากขึ้นเท่านั้น จนเกิดกรณีที่มีผู้ตกเป็นเหยื่ออยู่บ่อย ๆ ซึ่งสิ่งที่มิจฉาชีพต้องการจากเราหลัก ๆ นอกจาก “เงิน” แล้ว ก็ยังมี “ข้อมูลส่วนบุคคล” ที่มักใช้กลลวงให้ได้มาโดยวิธีที่เรียกว่า ‘ฟิชชิ่ง’ (Phishing) ซึ่งก็คือการเอาเหยื่อล่อให้เราหลงเชื่อและทำตาม โดยใช้ชั้นเชิงปลอมแปลงแม้กระทั่งชื่อผู้ส่งข้อความ SMS ไปที่เบอร์ของเหยื่อพร้อมแนบลิงค์ไปยังเว็บที่ทำขึ้นปลอมและแสร้งเป็นผู้ให้บริการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องมีสติและใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อได้รับการติดต่อในรูปแบบดังกล่าว

ข้อมูลส่วนบุคคล คืออะไร?

ข้อมูลส่วนบุคคล คือข้อมูลที่ใช้ระบุตัวตนหรืออัตลักษณ์ของบุคคลนั้น ๆ ได้ ซึ่งรวมถึงข้อมูลที่จะทำให้คนที่ได้ข้อมูลชุดนั้นไปสามารถเข้าถึงโปรไฟล์ของบริการต่าง ๆ ของเจ้าของข้อมูล อาทิ บัตรประชาชน ใบขับขี่ ทะเบียนบ้าน รูปภาพใบหน้า ลายนิ้วมือ เลขบัญชีธนาคาร เลขบัตรเครดิตรวมถึงเลขหลังบัตร เบอร์มือถือ ชื่อผู้ใช้ (Username) รหัสผ่าน (Password) และอาจรวมถึงรหัสผ่านแบบใช้ได้ครั้งเดียวหรือ OTP (One Time Password) ที่อาจผูกอยู่กับบริการหรือแอปฯ ทางการเงินต่าง ๆ ของเรา เป็นต้น ซึ่งมิจฉาชีพพอได้ไปแล้วก็สามารถเอาไปทำธุรกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เสมือนเป็นเจ้าของข้อมูล โดยที่เจ้าของไม่รู้ตัว

การล่อลวงฟิชชิ่ง (Phishing) อันตรายแค่ไหน จะระวังหรือป้องกันตัวอย่างไร?

Phishing หากแปลจากเสียงอ่านก็เหมือนกับ “การตกปลา” ซึ่งการจะตกปลาให้ได้นั้นต้องใช้ “เหยื่อล่อ” ซึ่ง Phishing เป็นหนึ่งในกลโกงที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน โดยวิธีที่มิจฉาชีพมักใช้เพื่อล่อเอาข้อมูลส่วนบุคคลของเรานั้นหลากหลายและบางครั้งก็แนบเนียนมาก ตั้งแต่การส่งอีเมล ข้อความทางแชต หรือ SMS พร้อมลิงก์ปลอมโดยแอบอ้างชื่อหรือโลโก้แบรนด์อื่น รวมถึงปลอมแปลงเอกสารทางการเกี่ยวกับบริษัทเพื่อให้ดูเหมือนน่าเชื่อถือก็มีมาแล้ว จากนั้นก็นำเสนอสินค้าหรือบริการ อาทิ เล่มเกม ลงทุน เสนอเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ฯลฯ หรือแม้แต่สวมรอยเป็นหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่สถาบันทางการเงินที่น่าเชื่อถือ ติดต่อเราโดยการโทร ส่งข้อความ อีเมลสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ จนเราหลงเชื่อและลวงให้เราทำตามขั้นตอน เช่น คลิกลิงค์ บอกข้อมูลส่วนตัวสำคัญ ๆ  จนไปถึงให้ OTP แล้วก็ใช้ข้อมูลของเราล็อกอินเข้าบัญชีแอปฯ การเงินเพื่อเปลี่ยนการแจ้งเตือน รวมถึงดูดเงินออกจากบัญชี

ด้วยความห่วงใยความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินของผู้ใช้ ทรูมันนี่ ในฐานะผู้ให้บริการอีวอลเล็ทชั้นนำในประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญสูงสุดในเรื่องความปลอดภัยและมี 4 มาตรการเชิงรุกเพื่อป้องกันความปลอดภัยและดูแลผู้ใช้อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการทรูมันนี่ได้อย่างสบายใจ ได้แก่

  1. ระบบความปลอดภัยระดับโลก เพื่อสร้างมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดให้สอดคล้องกับนโยบาย Digital ID ทรูมันนี่ได้นำเทคโนโลยีการยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า Biometric Facial Recognition (e-KYC) มาใช้ เพื่อช่วยป้องกันการฉ้อโกงทางออนไลน์และทำให้ผู้ใช้งานมั่นใจในการทำธุรกรรมต่าง ๆ นอกจากนี้ การยืนยันตัวตนในระดับสูงสุด เช่น การไปเสียบบัตรประชาชนที่หน่วยให้บริการและสแกนใบหน้า ยังช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงบริการใหม่ ๆ เช่น การฝากเงินดอกเบี้ยสูงผ่านแอปฯ ซึ่งสอดคล้องกับระดับการยืนยันตัวตนที่ภาครัฐกำหนดในการใช้บริการดังกล่าว
  2. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้บริการจะถูกจัดเก็บตามมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยระดับสากลตามที่กฏหมายกำหนด โดยข้อมูลดังกล่าวนั้นจะนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์การให้บริการเท่านั้น
  3. ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง ที่ได้รับใบรับรอง Professional Security Certifications ร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำระดับโลกที่ได้รับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชั่นและดูแลป้องกันการฉ้อโกงโดยร่วมมือกับหน่วยงานป้องกันและปราบปราม รวมถึงหน่วยงานภาครัฐฯ นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการ “Service Monitoring Center” เพื่อคอยตรวจสอบคุณภาพบริการและระบบเครือข่ายต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชั่วโมง
  4. TrueMoney Customer Care คอยดูแลอำนวยความสะดวกผู้ใช้งานให้อุ่นใจในการทำธุรกรรมการเงิน พร้อมให้คำแนะนำและช่วยเหลือเมื่อพบปัญหา หรือมีข้อสงสัยในการใช้งาน สามารถติดต่อได้ทั้งช่องทาง Live Chat บนแอปพลิเคชั่น และ Call Center 1240 ตลอด 24 ชั่วโมง

โดย ทรูมันนี่ นำเสนอแนวทางป้องกันการถูกล่อลวงโดยยึดหลัก “3ร” ดังนี้

  • ร – ระมัดระวัง… ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวใด ๆ แก่ผู้ติดต่อเข้ามาทั้งที่ไม่แน่ใจและไม่ได้ตรวจสอบก่อน ให้สังเกตความผิดปกติต่าง ๆ จากการติดต่อสื่อสารที่ได้รับ อาทิ ชื่อลิงค์เว็บไซต์ไม่ตรงกับแบรนด์ที่แอบอ้าง การขอข้อมูลที่จะทำให้ผู้ขอสามารถเข้าถึงเงินในบัญชีเราได้ เป็นต้น
  • ร – รอบคอบ… อย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจ ไม่ว่าข้อเสนอที่ได้จะดีแค่ไหน สามารถขอติดต่อกลับในช่องทางติดต่ออย่างเป็นทางการ หรือขอข้อมูลผู้ติดต่ออย่างละเอียด เช่น ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร และตรวจสอบโดยตรงผ่านช่องทางทางการของแบรนด์นั้น ๆ อาทิ อีเมลที่ระบุใน Official Website และ Call Center เป็นต้น
  • ร – รอบรู้… อัปเดทข่าวสารกลโกงมิจฉาชีพทั้งสำหรับความปลอดภัยของตนเอง และไว้เตือนคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ และเยาวชน ให้เข้าใจถึงความสำคัญของข้อมูลส่วนบุคคล และฉลาดใช้เทคโนโลยีโดยไม่เสี่ยงตกเป็นเหยื่อ

ทั้งนี้ ทรูมันนี่ ขอให้ผู้ใช้โปรดใช้ความระมัดระวังมิจฉาชีพแอบอ้าง ชื่อ และโลโก้ทรูมันนี่ หรือ บริษัทในเครือ อย่าง แอสเซนด์ นาโน และมี “สติ” ตรวจสอบก่อนทำธุรกรรมทุกครั้ง หรือหากมีข้อสงสัยโปรดติดต่อช่องทางสื่อสารทางการของทรูมันนี่ หรือ โทร 1240

เกี่ยวกับ TrueMoney (ทรูมันนี่)

TrueMoney คือผู้นำด้านบริการอิเล็กทรอนิกส์เพย์เมนท์ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มุ่งเน้นให้บริการทางการเงินแก่ผู้คนซึ่งรวมไปถึงผู้ที่เข้าไม่ถึงบริการของสถาบันทางการเงิน โดยให้บริการใน 6 ประเทศในภูมิภาคได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

TrueMoney ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2546 และเข้าเป็นธุรกิจหนึ่งของบริษัท Ascend Money ในปี พ.ศ. 2557 และเป็นพันธมิตรกับบริษัท Ant Financial Services Group ใน พ.ศ. 2559 ปัจจุบัน ทรูมันนี่ ให้บริการด้านการเงินที่หลากหลายผ่าน TrueMoney Wallet แอปพลิเคชั่นอีวอลเล็ทที่ได้รับความนิยมสูงสุดที่ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งตอบโจทย์กับทุกไลฟ์สไตล์ นอกจากนี้ ทรูมันนี่ ยังมีเครือข่ายตัวแทนที่ครอบคลุมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการบริการรับชำระเงินแบบออฟไลน์ทั้งหมดนี้เพื่อมอบความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับหลายล้านคนเพื่อก้าวล้ำไปสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ส.ธุรกิจรับสร้างบ้าน เร่งหาช่องทางเพิ่มโอกาสช่วยสมาชิก หลังโดนพิษโควิด-19 รอบที่ 3ทุบตลาดรับสร้างบ้านอ่วม

นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน “วรวุฒิ กาญจนกูล” โอดโควิด-19 รอบ 3 ทุบตลาดรับสร้างบ้านในช่วงไตรมาส ที่ 2 ของปี ลูกค้าขอเลื่อนทำสัญญาออกไปก่อน อีกทั้งยังเผชิญภาวะแคลนแรงงาน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของวัสดุก่อสร้างประเภทเหล็กเส้น ชี้หากไม่มีการระบาดรอบที่ 4 เกิดขึ้นทางสมาคมมองว่าครึ่งปีหลังตลาดรับสร้างบ้านน่าจะกลับมาปกติ พร้อมเร่งสร้างโอกาสช่วยเหลือบริษัทสมาชิกด้วยการปรับปรุงช่องทางการโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับจัดทำโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพและยกระดับบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น ผ่านโครงการอบรมทั้งแบบoff lineและแบบ on line เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ สามารถเข้าถึงการอบรมได้ โดยง่ายแบบ new normal โดยความร่วมมือกับ Builk Group และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายวรวุฒิ กาญจนกูล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA) เปิดเผยว่า สถานะการณ์ของรับสร้างบ้านในไตรมาสที่ 1 ของปี 2564 มีแววที่จะกลับมาสดใสอีกครั้ง โดยดูจากยอดจองสร้างบ้านในงาน “รับสร้างบ้าน FOCUS 2021” เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2564 ที่ผ่านมาที่มียอดจองเข้ามามากจนเป็นที่น่าพอใจ โดยตลอด 5 วันที่จัดงาน (ระหว่างวันที่ 10-14 มีนาคม 2564) มีคนลงทะเบียนและเข้าชมงานทั้งสิ้นประมาณ 12,000 ราย มียอดจองปลูกสร้างบ้านบนที่ดินรวมทั้งสิ้น 2,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นยอดจองที่มากกว่าเป้าที่ตั้งไว้อยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท

“ภาพธุรกิจที่เกิดในช่วงไตรมาสแรกเรามั่นใจว่าตลาดเริ่มที่จะฟื้นกลับมาทุกอย่างกำลังไปได้สวยหลายบริษัทโต กว่าเป้า จนกระทั่งมีการระบาดของโควิด19ในรอบที่3 เกิดขึ้นทำให้เกิดการชะลอตัวของกำลังซื้ออย่างชัดเจน หลายบริษัทที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯนั้นมีลูกค้าขอเลื่อนการเซ็นต์สัญญาออกไปก่อน ส่วนงานที่ทำสัญญาแล้ว ลูกค้าก็ขอให้ขยับการก่อสร้างออกไป ขณะที่ลูกค้าที่กำลังศึกษาข้อมูลก็ต้องชะงัก” นายวรวุฒิ กล่าว

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิกล่าว ยังสะท้อนถึงภาพรวมตลาดรับสร้างบ้านที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 ที่ระบาดรอบที่ 3 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงไตรมาสที่ 2 ของปีที่การระบาดอย่างหนักรอบนี้มีคนเสียชีวิตเยอะ ความเชื่อมั่นใน การบริโภคลดลงคาดว่าตลาดน่าจะชะลอตัวอย่างชัดเจน ซึ่งกว่ารอบนี้จะสงบก็ต่อเมื่อมีการกระจายฉีดวัคซีนที่ทั่วถึง ซึ่งจะเริ่มที่ไตรมาสที่ 3 และหากไม่มีการระบาดรอบที่4เกิดขึ้นทางสมาคมมองว่าครึ่งปีหลังตลาดรับสร้างบ้านน่าจะ กลับมาเกือบเป็นปกติ ซึ่งต้องรอดูสถานะการณ์ว่ารัฐบาลจะควบคุมการระบาดได้ดีเพียงไร

“ต้นทุนเหล็กเพิ่ม—ขาดแคลนแรงงาน”ซ้ำเติมปัญหา

นอกจากความเชื่อมั่นในการบริโภคลดลงหรือชะลอตัวอย่างชัดเจนแล้วบริษัทรับสร้างบ้านประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้มีอยู่ 2 เรื่อง ก็คือ

1.การเพิ่มขึ้นของราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็กเส้นและเหล็กรูปพรรณเนื่องจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี2563ที่ผ่านมาและไม่มีทีท่าว่าจะลงมาอยู่ในราคาเดิมที่เคยเป็นอยู่

2.การขาดแคลนแรงงานเนื่องจากภาวะโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 แรงงานต่างด้าวที่กลับไปประเทศไม่สามารถกลับมาทำงานได้อีก ซึ่งจะสามารถแก้ได้ด้วยการที่รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้แรงงานสามารถเดินทางเข้ามาได้ อย่างถูกกฎหมายเมื่อสถานะการณ์โควิดดีขึ้น ส่วนแรงงานคนไทยเองที่กลับต่างจังหวัด (ตจว.) เมื่อช่วงสงกรานต์ก็ไม่เดินทางกลับมาทำงานที่กรุงเทพฯเนื่องจากพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ถูกยกระดับเป็นสีแดงเข้ม

“ราคาบ้านในช่วงนี้บริษัทรับสร้างบ้านในสมาคมฯส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับขึ้น เพราะยังต้องการตรึงราคาให้กับผู้บริโภคโดยบริษัทรับสร้างบ้านเป็นผู้รับภาระดังกล่าวไว้แต่จะตรึงได้นานแค่ไหนคงต้องพิจารณากันอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส 2 นี้” นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านกล่าว

สำหรับนโยบายที่รัฐบาลต้องการให้คนที่มีเงินนำเงินมาใช้เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงนี้ ซึ่งธุรกิจรับสร้างบ้านเป็น ธุรกิจที่จะสามารถสนองนโยบายนี้ได้อย่างชัดเจนเพราะช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ผู้ที่มีเงินจะนำเงินออมมาสร้างบ้านใหม่ หรือปรับปรุงบ้านเก่าเนื่องจากมีความคุ้มค่าทั้งทางด้านราคาและยังมีเวลาที่จะดูบ้าน เนื่องจากการที่บริษัทต่างๆ องค์กรต่างๆ เลือกให้พนักงานสามารถทำงานที่บ้านหรือนอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องเข้าออฟฟิศ (Work from Home :WFH) ในขณะนี้

ด้วยภาวะที่ภาคธุรกิจรับสร้างบ้านรวมถึงผู้บริโภคที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆอยู่อย่างหนักหน่วงนี้ สิ่งที่สมาคมธุรกิจนับสร้างบ้านทำให้บริษัทสมาชิกของสมาคมฯในช่วงที่เจอกับพิษโควิด-19 ผ่าน 3 แนวทางหลักๆ คือ

แนวทางที่ 1. ปรับปรุงช่องทางการเข้าถึงระหว่างสมาชิกกับผู้บริโภคผ่านทางเว็บไซต์สมาคมรับสร้างบ้าน คือ www.hba-th.org เพื่อให้เว็บไซต์ของสมาคมฯเป็นศูนย์กลางให้กับผู้ที่สนใจจะสร้างบ้านได้เข้ามาหาข้อมูล และเข้าถึงแบบบ้านต่างๆพร้อมโปรโมชั่นของสมาชิกของสมาคมได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น อีกทั้งมีการโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อสมาชิกและผู้บริโภค

แนวทางที่ 2. ทำโครงการที่จะพัฒนาศักยภาพและยกระดับบริษัทรับสร้างบ้านให้ได้มาตรฐานมากขึ้น โดย เตรียมโครงการอบรมทั้งแบบ Off lineและแบบ On line เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงการอบรมได้โดยง่าย แบบ New Normal โดยความร่วมมือกับ Builk Group และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ ได้มีการดำเนินการกันในระดับหนึ่งแล้ว

และแนวทางที่ 3. โดยในไตรมาสที่3 ซึ่งช่วงนั้นคนไทยน่าจะได้รับวัคซีนกันไปมากแล้วสมาคมฯ ได้เตรียมจัด งานรับสร้างบ้านเป็นใหญ่ประจำปีที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ นั่นคือ “รับสร้างบ้านและวัสดุ Home Builder & Materials Expo 2021” ซึ่งจะตอบสนองความต้องการของผู้ที่ต้องการจะสร้างบ้านก่อนสิ้นปี

พร้อมกันนี้ นายวรวุฒิ ยังกล่าวย้ำในตอนท้ายด้วยว่า วัคซีนคือความจำเป็นที่จะทำให้ธุรกิจของประเทศรวมถึงธุรกิจ รับสร้างบ้านจะเดินต่อไปได้ เพื่อให้ถึงเป้า GDP ที่รัฐบาลวางเอาไว้


 

Exit mobile version