Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจพ. TOP 10 ม.ไทย จากการจัดอันดับ THE Ranking 2022

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ติดอันดับ TOP 10 มหาวิทยาลัยไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก Times Higher Education World University Rankings 2022 กลับมาติดอับดับอย่างสมศักดิ์ศรีอีกครั้ง สืบเนื่องจากปี 2563 มจพ. ถูกจัดอันดับที่ 13 โดยคิดคะแนนจากผลคะแนนดิบ ซึ่งปีนี้มีมหาวิทยาลัยไทยติดอับดับรวม 17 มหาวิทยาลัย Times Higher Education หรือ THE สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ชื่อดังจากประเทศอังกฤษ  ได้เผยแพร่ผลการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings 2022 โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นอันดับที่ 6 ร่วมของไทย

(คิดเป็นอันดับที่ 10 ของไทยจากผลคะแนนดิบ) จากทั้งหมด 17 มหาวิทยาลัย และจัดอยู่ในอันดับที่ 1201+ ของโลก จากมหาวิทยาลัยทั่วโลก 2,100 กว่าแห่ง

ทั้งนี้เกณฑ์การพิจารณาจากตัวชี้วัด  Times Higher Education University Rankings 2022 ในการจัดอันดับพิจารณาจากตัวชี้วัด 5 ด้าน ประกอบด้วย การเรียนการสอน (Teaching) ร้อยละ 30, การวิจัย (Research) ร้อยละ 30, การอ้างอิงงานวิจัย (Citations) ร้อยละ 30, รายได้ทางอุตสาหกรรม (Industry Income) ร้อยละ 2.5 และความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ร้อยละ 7.5 โดยเมื่อนำผลคะแนนมาดูรายละเอียดตามรายตัวชี้วัด จะพบว่า มจพ. ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นจากปีก่อน คือ อันดับที่ 10 ของประเทศ โดยตัวชี้วัดที่ทำได้ดีและเด่นชัดที่สุดคือ ด้านการอ้างอิงงานวิจัย (Citations) ซึ่งจัดเป็นอันดับที่ 6 ของประเทศ สูงขึ้นจากปีก่อนที่เป็นอันดับที่ 9 บ่งบอกถึงการที่มหาวิทยาลัยมีการพัฒนางานวิจัยที่มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติเพิ่มมากขึ้น

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) ขอขอบคุณบุคลากร นักวิจัย และนักศึกษาทุกท่านที่ร่วมมือกันพัฒนามหาวิทยาลัยอย่างรอบด้านและต่อเนื่อง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในเวทีโลก  ดังวิสัยทัศน์ของการเป็น ‘มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ’

ข้อมูลเว็บที่จัดอันดับ https://bit.ly/3BKvUaa

ขวัญฤทัย ข่าว


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

หัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ เดินหน้าจับมือมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทย เร่งเสริมแกร่งระบบนิเวศดิจิทัล

หัวเว่ยสนับสนุนการพัฒนาอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรไอซีที ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0  ส่งเสริมความร่วมมือเชิงรุกกับสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย

[กรุงเทพ, 3 กันยายน 2564] – บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลของไทย ด้วยการขยายเครือข่ายและกระชับความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยทั่วประเทศผ่านโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ (Huawei ICT Academy Program) ซึ่งริเริ่มขึ้นในปี 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันการพัฒนาทักษะดิจิทัล และบ่มเพาะบุคลากรในอนาคตให้มีทักษะความสามารถด้านดิจิทัลตรงกับความต้องการของตลาด ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ ประเทศไทย ได้เดินหน้าลงนามบันทึกความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยระดับชั้นนำของไทย เพื่อสร้างระบบนิเวศด้านบุคลากรที่แข็งแกร่ง และส่งเสริมการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คนในพื้นที่ได้มากขึ้น   ปัจจุบันมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยกว่า 25 แห่งในประเทศไทย ได้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านไอซีทีให้แก่นิสิตและนักศึกษา กระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้และเพิ่มทักษะด้านนวัตกรรม ตลอดจนพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองและการแก้ไขปัญหา หัวเว่ยมุ่งมั่นพัฒนาหลักสูตรและบริการที่มีคุณภาพ ร่วมพัฒนาหลักสูตรและสร้างห้องปฏิบัติการที่ครบครันด้วยเทคโนโลยีไอซีทีของบริษัท เช่น 5G, คลาวด์ คอมพิวติ้ง, ไอโอทีและบิ๊กดาต้า เพื่อให้นิสิตนักศึกษาได้สัมผัสประสบการณ์การใช้โซลูชันจริง ที่จะช่วยส่งเสริมความคิดในเชิงสร้างสรรค์

มหาวิทยาลัยชั้นนำต่าง ๆ ที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ฯลฯ ล้วนมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างบุคลากรคุณภาพที่สามารถเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศและร่วมผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากการเรียนรู้ในห้องเรียนสู่การรับรองที่ได้มาตรฐาน

สำหรับผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมผ่านโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ จะได้รับประกาศนียบัตรมาตรฐานวิชาชีพของหัวเว่ย ซึ่งเป็นการรับรองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสในการสมัครงานของนิสิตนักศึกษา รวมไปถึงโอกาสฝึกงานกับบริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย ตลอดจนอาจได้เป็นพนักงานของหัวเว่ยหรือบริษัทในเครือพันธมิตรอีกด้วย

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังให้การสนับสนุนด้วยการมอบบัตรกำนัลสำหรับการเข้าสอบประกาศนียบัตรระดับ HCIA มูลค่า 200 ดอลลาร์สหรัฐ ให้แก่นิสิตนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโครงการหัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ รวมถึงอุปกรณ์อันล้ำสมัยสำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการให้แก่สถาบันการศึกษา เพื่อประโยชน์แก่นิสิตนักศึกษาในรุ่นต่อ ๆ ไป

นายอาเบล เติ้ง ประธานกรรมการบริหารบริษัท หัวเว่ย ประเทศไทย กล่าวว่า “หัวเว่ยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร เพราะพวกเขาคือทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในอุตสาหกรรมไอซีที  ดังนั้นโครงการหัวเว่ย ไอซีที
อะคาเดมี่ จึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสามารถของนักศึกษาและยกระดับวงการไอซีทีของไทยให้พร้อมขับเคลื่อนอีโคซิสเต็มบุคลากรอย่างมั่นคงในอนาคต”

นายอาเบล กล่าวเสริมว่า “ผมอยากเชิญชวนวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยในไทยให้เข้าร่วมโครงการ หัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์หลักสูตรที่สอดรับกับความต้องการของตลาดไอซีทีที่มีการพัฒนาตลอดเวลา  ความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคการศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอีโคซิสเต็มบุคลากรด้านไอซีทีที่เปิดกว้าง ร่วมกันคิดสร้างสรรค์ และเอื้อประโยชน์ต่อทุกภาคส่วน เพื่อช่วยส่งเสริมการเปลี่ยนเเปลงสู่ยุคดิจิทัลและก้าวสู่ประเทศไทย 4.0”

ภายใต้วิสัยทัศน์ของหัวเว่ย ประเทศไทย ในการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด โครงการ หัวเว่ย ไอซีที อะคาเดมี่ มุ่งที่จะสร้างมาตรฐานการศึกษาด้านเทคโนโลยี พัฒนาความสามารถทางเทคนิค ส่งเสริมการบ่มเพาะนวัตกรรม รวมถึงการสร้างสรรค์ธุรกิจให้มากขึ้น เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

สถาบันการศึกษาที่สนใจโครงการการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 088-841-4386 หรือเยี่ยมชมเพจเฟซบุ๊ก Huawei ICT Academy  https://www.facebook.com/HuaweiICTAcademyTH)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วว. ชูผลสำเร็จวิจัยพัฒนา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวจากสาหร่ายพันธุ์ไทย

กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ชูผลสำเร็จงานวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวจากสาหร่ายพันธุ์ไทย”

ระบุอุดมด้วยสารที่มีคุณประโยชน์  พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ มุ่งหวังให้เป็นต้นแบบในการนำสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ให้หลากหลาย สร้างความแข็งแกร่งแก่เศรษฐกิจประเทศจากความหลากหลายทางชีวภาพ

ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา   เอี่ยมโชติชวลิต   ผู้ว่าการ วว.  กล่าวว่า   วว. นับเป็นหน่วยงานแห่งเดียวในประเทศที่มีการดำเนินงานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ตั้งแต่การมีคลังเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่าย เพื่อรวบรวมและเก็บรักษาสายพันธุ์สาหร่ายน้ำจืดและน้ำเค็มขนาดเล็กจากแหล่งต่างๆ ทั่วประเทศพร้อมทั้งจัดทำฐานข้อมูล กว่า 1,000 สายพันธุ์ มีห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยง วิเคราะห์ และทดสอบ ที่สำคัญและโดดเด่น คือ วว. มีระบบการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกลางแจ้งระดับการเพาะเลี้ยงต่อเนื่องและครบวงจร ปริมาตรรวม 400,000 ลิตร  ผ่านการดำเนินงานโดย   ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. (TISTR Algal Excellent Center, TISTR ALEC) ในสังกัด ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ  ซึ่งมีภารกิจเพื่อพัฒนาทรัพยากรชีวภาพด้านสาหร่าย  ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ   พร้อมทั้งดำเนินการวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และนวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ รวมทั้งให้บริการที่เกี่ยวข้องกับสาหร่ายแก่ภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเน้นการผลิตชีวมวลสาหร่ายเพื่อเป็นวัตถุดิบ ในการนำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตร  อาหาร เภสัชกรรม สิ่งแวดล้อม และพลังงานอย่างยั่งยืน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในระดับอาเซียน

ขณะนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. ประสบผลสำเร็จในการเพิ่มมูลค่าสาหร่ายพันธุ์ไทย โดยการวิจัยและพัฒนาเป็นต้นแบบในกระบวนการผลิตสู่ระดับอุตสาหกรรม  ได้แก่  “ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว” เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของศักยภาพสาหร่ายที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านต่างๆ เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ   ดังนี้

ครีมกันแดดผสมสารกลุ่มแซนโทฟิลล์จากสาหร่าย   (Coelastrum  morus)  SPF50 PA++++  ช่วยป้องกันผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือรังสียูวีในแสงแดด ป้องกันการเกิดริ้วรอย ช่วยไม่ให้ผิวหนังเหี่ยวย่นหรือดูแก่ก่อนวัย ผิวแห้งกร้าน ป้องกันการเกิดฝ้า กระ ปัญหาผิวคล้ำเสีย และมะเร็งผิวหนัง  ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนังมนุษย์  การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเมลานินในเซลล์เพาะเลี้ยง ฤทธิ์กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน  ความคงตัวของผลิตภัณฑ์ครีมกันแดด และค่าประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและยูวีบี

ชุดผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบำรุงผิวกายจากสาหร่ายมุกหยก (Nostoc   communeประกอบด้วยสบู่   แอลกอฮอล์เจล  และครีมบำรุงผิว  ผลิตภัณฑ์ทั้งสามชนิดมีคุณสมบัติในการกักเก็บความชุ่มชื้นและบำรุงผิวได้ดีด้วยคุณสมบัติโพลีแซคคาไรด์จากสาหร่าย ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบด้านความระคายเคืองต่อผิวหนังในกลุ่มอาสาสมัคร ความเป็นพิษต่อเซลล์ ประสิทธิภาพของสารกันเสีย  การปนเปื้อนยีสต์  ราและแบคทีเรีย

“…ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิวดังกล่าว  เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ วว. นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรที่มีคุณค่าของประเทศเรา ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพ  ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและผลักดันเป็นนโยบายด้านเศรษฐกิจฐานชีวภาพ วว. โดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย พร้อมสนับสนุนการยกระดับงานวิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการด้านสาหร่าย อย่างครบวงจรกับทุกภาคส่วน และร่วมเป็นกำลังหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ ความมั่นคง เข้มแข็งทางเศรษฐกิจ…” ผู้ว่าการ วว. กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย วว. ให้บริการแก่ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม  ในการผลิตสารสกัดและพัฒนาสูตรตำรับ  กระบวนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายจนถึงกระบวนการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการที่สนใจเพื่อต่อยอดการผลิตสู่เชิงพาณิชย์ต่อไป

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและขอรับคำแนะนำปรึกษาจาก ศูนย์ความเป็นเลิศสาหร่าย  วว. ติดต่อได้ที่  โทรศัพท์ 0 2577 9000 ต่อ 9805   โทรสาร 0 2577 9000 ต่อ 9804  มือถือ 096 3958713 E-mail : alec@tistr.or.th


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

IBM จับมือ Adobe เปิดคอร์สสอนหลักการออกแบบเบื้องต้นให้นักเรียน-นักศึกษา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ไอบีเอ็ม (NYSE: IBM) เปิดเผยถึงความร่วมมือกับอะโดบีในการเปิดหลักสูตรออนไลน์พร้อมมอบประกาศนียบัตรดิจิทัล (digital badge) เมื่อเรียนจบ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับนักเรียน-นักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรด้านการเรียนรู้ ให้พร้อมประสบความสำเร็จทั้งในด้านการเรียนและการทำงาน ด้วยความรู้เกี่ยวกับหลักการออกแบบเบื้องต้นและเครื่องมือเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่นายจ้างให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในปัจจุบัน โดยนักเรียน-นักศึกษาที่สนใจสามารถเข้าเรียนหลักสูตรเหล่านี้ได้ฟรี ผ่านโครงการ SkillsBuild for Students ของไอบีเอ็ม
“ไอบีเอ็มต้องขอขอบคุณอะโดบีที่ร่วมพัฒนาเนื้อหาเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนทุกกลุ่ม ให้มีความพร้อมสำหรับการทำงานในสายอาชีพต่อไป” จัสตินา นิกซันเซนทิล รองประธานและหัวหน้างานกิจกรรมเพื่อสังคมทั่วโลกของไอบีเอ็ม กล่าว “นักเรียน-นักศึกษาที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่โลกการทำงานไม่ว่าในอุตสาหกรรมใด จำเป็นต้องมีความพร้อมทั้งทักษะเชิงเทคนิคและทักษะด้านคน ความร่วมมือระหว่างอะโดบีและไอบีเอ็มในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการคิดสร้างสรรค์ และช่วยให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารและทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น ก่อนที่จะเข้าสู่โลกการทำงานจริง”
ตัวอย่างของหลักสูตร visual design ที่เปิดให้เยาวชนได้เรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ IBM SkillsBuild for Students อาทิ คอร์ส “หลักการออกแบบเบื้องต้น” ที่อะโดบีและไอบีเอ็มร่วมกันพัฒนา เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจว่าการออกแบบที่ดีเป็นอย่างไร ได้เรียนรู้จากนักออกแบบมืออาชีพที่มากประสบการณ์ และสามารถเข้าถึงทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการนำหลักการออกแบบต่างๆ มาใช้ในโครงการจริงได้ โดยผู้เรียนจะได้เรียนรู้ประโยชน์ของการออกแบบ visual ที่มีความกลมกลืน สมดุล และได้สัดส่วน อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงคอร์สเกี่ยวกับเครื่องมือออกแบบงานสร้างสรรค์ที่ใช้จริงในโลกธุรกิจอย่าง Adobe Photoshop, Adobe Illustratorและ Adobe InDesign
“ความคิดสร้างสรรค์และคอนเทนท์คือสิ่งที่จุดพลังให้กับเศรษฐกิจโลก” มาลา ชาร์มา VP & GM, Creative Cloud Product Marketing & Community ของอะโดบี กล่าว “ไม่ว่าแต่ละคนจะเลือกเดินในสายอาชีพใด การสื่อออกมาอย่างสร้างสรรค์และการเล่าเรื่องจะไม่เพียงแต่เป็นทักษะที่จำเป็น แต่เป็นสิ่งที่องค์กรคาดหวังให้ทุกคนต้องมี และนี่คือเหตุผลว่าทำไมทักษะเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์จะมีความสำคัญยิ่งยวดสำหรับคนทำงานในอนาคต อะโดบีมีความภูมิใจที่ได้ร่วมกับไอบีเอ็มผ่านโครงการ SkillsBuild for Students เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ที่จำเป็นอย่างยิ่งนี้ และเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียน-นักศึกษา ให้พร้อมประสบความสำเร็จในโลกที่กำลังเปลี่ยนไป”
ทักษะที่มีความสำคัญอย่างมากสำหรับคนทำงานในสายอาชีพและการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่โลกการทำงานในอนาคตให้กับผู้เรียนนี้ จะมีโปรแกรมการเรียนที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถนำเสนอไอเดียแก่ผู้อื่นและลูกค้าได้ พร้อมมัดใจผู้ฟังผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจ โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตร ผู้เรียนจะได้รับแบดจ์ Basic Principles of Design ที่สามารถบรรจุลงในเรซูเมสำหรับการสมัครงานได้ต่อไป
ความร่วมมือกับอะโดบียังครอบคลุมถึงกิจกรรมการเรียนรู้แบบอินเตอร์แอคทีฟและการประเมินความรู้ด้วยตนเอง เช่น การให้ผู้เรียนศึกษาบุคลิกภาพด้านความริเริ่มสร้างสรรค์ต่างๆ และถ่ายทอดผ่านชิ้นงานทัศนศิลป์ โดยแบบฝึกหัดที่พัฒนาขึ้นจากงานวิจัยเชิงจิตวิทยาเหล่านี้ จะช่วยให้ผู้เรียนได้ปลดล็อคศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ ในทุกมิติของทั้งการใช้ชีวิตและการทำงาน
การทดสอบจะประเมินนิสัยและลักษณะเฉพาะของผู้เรียน ว่ามีการคิด การกระทำ และการมองโลกอย่างไร โดยผู้เรียนสามารถค้นพบว่าตัวเองมีแนวโน้มเป็นศิลปิน นักคิด นักผจญภัย เมเกอร์ โปรดิวเซอร์ นักฝัน นวัตกร หรือผู้ที่มีหัวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งคนแต่ละประเภทล้วนมีบทบาทเฉพาะในกลุ่มของตน ทั้งที่โรงเรียน ที่บ้าน และที่ทำงาน
ผลวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าความคิดสร้างสรรค์และ “4 Cs” ซึ่งประกอบด้วยการคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยให้เยาวชนสามารถพัฒนาตนเองทั้งในแง่การเรียน การเป็นพลเมือง และการทำงาน โดยรายงานจากองค์การกองทุนเพื่อศิลปะแห่งชาติ ระบุว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ขาดโอกาส แต่ได้สัมผัสกับศิลปะและงานทัศนศิลป์ต่างๆ จะประสบความสำเร็จเมื่อโตขึ้น มากกว่ากลุ่มที่ไม่ได้มีโอกาสเรียนศิลปะเลย
หลักสูตรของอะโดบีได้รับการจัดทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษ บราซิล โปรตุเกส และสเปน โดยผู้เรียนสามารถเข้าถึงทั้งหลักสูตรข้างต้นและหลักสูตรอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ คอร์สเกี่ยวกับเทคโนโลยีและทักษะการทำงานต่างๆ ได้ที่ https://skillsbuild.org/students
ผู้สอนที่ต้องการใช้คอร์สหลักการออกแบบเบื้องต้นในการเรียนการสอน สามารถรับหลักสูตรที่จะช่วยปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียนเหล่านี้ได้ที่ Adobe Education Exchange https://edex.adobe.com
Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค รุดหน้าดำเนินการด้านสภาพอากาศ ด้วยบริการลดคาร์บอนในซัพพลายเชนทั่วโลก

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค(Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านการจัดการพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และความยั่งยืน ประกาศเปิดตัวบริการล้ำหน้าในการลดก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชนทั่วโลก ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ แก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมากในแวร์ลูเชน (value chain) ขององค์กร การประกาศดังกล่าวออกมาเพื่อดำเนินการตามจุดมุ่งหมายใหม่ของบริษัทฯ ในการเพิ่มความมุ่งมั่นพยายามในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชนขององค์กรฯ โดยมุ่งมั่นลดการปล่อยคาร์บอนจากการดำเนินการของซัพพลายเออร์ชั้นนำจำนวน 1,000 แห่งให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2025

สำหรับหลายบริษัท คาร์บอนฟุตพริ้นท์หลักๆ จะอยู่ในส่วนของซัพพลายเชนและแวร์ลูเชน (value chain) ทั้งนี้ CDP รายงานว่าตามข้อมูลในปี 2020 จากบริษัทกว่า 8,000 แห่ง มีการปล่อยคาร์บอนในซัพพลายเชนโดยเฉลี่ยจะสูงกว่าการปล่อยคาร์บอนในการดำเนินการทั่วไปมากกว่า 11 เท่า ซึ่งปริมาณเหล่านี้จะยิ่งมากขึ้นในภาคอุตสาหกรรมเช่น ค้าปลีก อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องแต่งกาย รวมถึงการบริการ

การนำเสนอของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่อยู่ในภายใต้การบริการ Climate Change Advisory Service ที่ครอบคลุมของบริษัทฯ ช่วยให้องค์กรต่างๆ รับมือกับตัวเลขที่น่าตกใจนี้ ด้วยการผสานรวมทั้งในเรื่องของการร่วมมือกับซัพพลายเออร์ เกณฑ์การวัด การกำหนดกลยุทธ์ และนำมาใช้งานผ่านการจัดหาพลังงานหมุนเวียนที่มีประสิทธิภาพ และการชดเชยคาร์บอน การนำเสนอดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของโซลูชันซัพพลายเชนที่พัฒนาเพื่อลูกค้าอยู่แล้ว เช่น Wallmart, Maple Leaf Foods และ Takeda Pharmaceuticals

“แรงผลักดันอย่างต่อเนื่องของการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศในระดับองค์กรนั้นมากมาย ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนจากความกดดันของผู้ลงทุนที่เพิ่มขึ้นในเรื่องความโปร่งใสและการเปิดเผยถึงความเสี่ยงทั้งเรื่องสภาพแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล” สตีฟ วิลไฮท์ รองประธานอาวุโส ชไนเดอร์ อิเล็คทริค กล่าว “สำหรับบริษัทส่วนใหญ่ ขอบเขตถัดไปจากเรื่องของการดำเนินการคือเรื่องซัพพลายเชน ข่าวดีก็คือการดึงซัพพลายเออร์ให้เข้ามามีส่วนร่วมในความมุ่งมั่นในการดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากจะช่วยให้บริษัทตอบสนองต่อแรงกดดันเหล่านั้นได้แล้ว ยังช่วยบ่งชี้ถึงการประหยัดค่าใช้จ่าย พัฒนานวัตกรรม และเพิ่มคุณค่าในสัมพันธภาพกับซัพพลายเออร์”

ในเดือนมกราคม ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้รับการยกย่องจาก Corporate Knights ในฐานะองค์กรที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก ซึ่งเป็นการยกย่องที่สะท้อนมาจากความมุ่งมั่นในแนวทางปฏิบัติในการสร้างความยั่งยืนของบริษัทฯ มานานกว่า 15 ปี รวมถึงเป้าหมายในการพัฒนาความยั่งยืนของ U.N.  นอกจากการตั้งเป้าของบริษัทฯ ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชนของบริษัทให้ได้ภายในปี 2025 ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังมุ่งมั่นในการทำงานอย่างจริงจังร่วมกับซัพพลายเออร์ในเชิงกลยุทธ์ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงบรรลุการเป็นซัพพลายเชนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เช่นกัน

เรียนรู้เกี่ยวกับบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในซัพพลายเชน โดยอ่านได้ที่ https://perspectives.se.com

ศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พัฒนาความยั่งยืนไปสู่อีกระดับ รวมถึงโปรแกรมใหม่ในการสร้างผลกระทบด้านความยั่งยืนระหว่างปี 2021-2025 ได้ที่นี่


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ออฟฟิศเมท พลัส ยืนหนึ่งคว้ารางวัล “Best Retail Franchise” แฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยมแห่งปี 2021

ออฟฟิศเมท พลัส ในเครือเซ็นทรัล รีเทล แฟรนไชส์ร้านสะดวกซื้อเพื่อภาคธุรกิจแห่งแรกในไทย คว้ารางวัล สุดยอดแฟรนไชส์ไทยค้าปลีกยอดเยี่ยมแห่งปี “Best Retail Franchise” การันตีคุณภาพ จากงาน Thailand Franchise Award 2021 จัดโดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ แฟรนไชส์ที่มีความโดดเด่นได้รับความนิยม มีสินค้าที่มีคุณภาพ มีชื่อเสียงภาพลักษณ์ที่ดี และระบบการบริหารจัดการธุรกิจที่ดีได้มาตรฐาน ตอบรับการทำงานของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง

นางสาว วิลาวรรณ ฤกษ์เกรียงไกร กรรมการผู้จัดการใหญ่  ออฟฟิศเมท พลัส กล่าวว่า ออฟฟิศเมท พลัส ได้มุ่งมั่นและพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์จากรูปแบบเดิม ปลดล็อกการสร้างรายได้แฟรนไชส์ซี ด้วยโมเดลค้าปลีกแบบ Omnichannel  ที่เหนือกว่าแค่หน้าร้าน ผ่านช่องทางการขายออนไลน์ โซเชียลมีเดีย โทรสั่งซื้อ และพนักงานขายที่เข้าถึงผู้ประกอบการโดยตรง แม้ในสถานการณ์ช่วงโควิด-19 ได้มีการปรับแผนสร้างรายได้เพิ่มเติม ด้วยสินค้าที่ทันต่อเหตุการณ์และสถานการณ์ ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถสร้างรายได้และผลกำไรต่อเนื่องแบบไม่สะดุด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า SME ภาคธุรกิจและหน่วยงานราชการ ในการจัดส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และแม่นยำ

ในปี 2021 ออฟฟิศเมท พลัส ยังคงเดินหน้าขยายสาขาอย่างต่อเนื่องสู่ทุกภูมิภาคทั่วไทย โดยนำสินค้ากว่า 60,000 รายการ พร้อมระบบจัดการค้าปลีกแบบมืออาชีพมาตรฐานสากล  ทำให้ผู้ลงทุนสามารถเริ่มกิจการได้ไวใน 3 เดือน สร้างกำไรหลักแสนได้ทุกเดือน และคืนทุนใน 3 ปี* มาร่วมเป็นเจ้าของร้านออฟฟิศเมท พลัส พูดคุยกับที่ปรึกษาแฟรนไชส์ โทร. 099-128-5000 หรือ โทร. 1281 กด 6 หรือพูดคุยผ่านช่องทาง Line Official Account : @OFM_Plus


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

N Health ส่งบริการ “UVC Disinfection Service” สุดยอดนวัตกรรมเพื่อการดูแล ความสะอาดขั้นสุด ฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียด้วยแสง UVC สูงสุดถึง 99.99%

กรุงเทพฯ – (27 สิงหาคม 2564) – เอ็นเฮลท์ (N Health) ผู้นำการให้บริการทางการแพทย์และการสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แนะนำบริการใหม่ล่าสุด UVC Disinfection Service” บริการฆ่าเชื้อภายในพื้นที่ปิดเพื่อการดูแลความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดดเด่นด้วยความสามารถในการฆ่าเชื้อไวรัสแบคทีเรียด้วยแสง UVC สูงสุดถึง 99.99% โดยเป็นการนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านงานปราศจากเชื้อครบวงจร (Comprehensive Sterile Processing) ภายในโรงพยาบาลกว่า 20 ปีจาก N Health มาสู่การบริการให้กับบ้านพักอาศัย หน่วยงานราชการ และสถานประกอบการทุกประเภท อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม สถานเสริมความงาม คลินิกเวชกรรม ออฟฟิศสำนักงาน สถาบันการศึกษา ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า คลังสินค้า รวมถึงโรงงาน และสายการผลิตในพื้นที่ปิด เป็นต้น

บริการ UVC Disinfection Service” ช่วยสร้างเกราะปกป้องต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้กับสมาชิกในครอบครัว พนักงาน และลูกค้าของคุณได้อย่างมั่นใจ โดยเป็นกระบวนการฆ่าเชื้อโรคเพื่อสร้างความสะอาดขั้นสุดด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตซี หรือ UVC ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานที่มีความเข้มข้นแสงในระดับสูง ให้อานุภาพกำจัดเชื้อโรคที่เกาะอยู่ตามพื้นผิวได้ลึกถึงระดับ DNA และ RNA ทำให้เชื้อตายสนิทและไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้* อีกทั้งยังปลอดภัยกับคนและสัตว์เลี้ยง ปราศจากสารเคมีตกค้าง สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการบริการ ทั้งนี้ ลำแสง UVC ได้รับการยอมรับทั่วไปทางการแพทย์ว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้จริงภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากนี้ N Health ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในด้านคุณภาพการบริการอย่างเต็มที่ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มากประสบการณ์ ผ่านการฝึกอบรมทักษะอย่างเป็นเลิศ และปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพให้กับพื้นที่ในบ้านและสถานประกอบการอย่างแท้จริงได้แล้ววันนี้ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการฆ่าเชื้อสูงสุดถึง 99.99% UVC Disinfection Service” และนัดหมายเพื่อประเมินพื้นที่กับทีมงาน N Health ได้ที่:

โทรศัพท์: 02-762-4099 (เวลาทำการ 7.00 – 19.00 น.)
แอดไลน์ : @csbiomedical
อีเมล์ : nhcsbiomedical@nhealth-asia.com
เว็บไซต์ : www.nhealth-asia.com
และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ N Health Thailand

*ข้อมูลจากการทดสอบทางจุลวิทยาด้วยวิธีการเพาะเชื้อ โดยการนับจำนวนปริมาณเชื้อที่หลงเหลืออยู่จนถึงขั้นประเมินโอกาสในการฟักตัวของเชื้อ (Swab Culture)

เกี่ยวกับบริษัท เนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็มส์ จำกัด (N Health)

N Health ผู้นําด้านบริการตรวจสุขภาพ การวิเคราะห์ทางการแพทย์โดยนักเทคนิคการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และการให้บริการทางการแพทย์เพื่อสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาล โดยมีหน่วยงานคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีอันเป็นนวัตกรรมที่ทันสมัย อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของโรงพยาบาลชั้นนำมากมายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ N Health ยังเป็นเป็นผู้นำการให้บริการงานปราศจากเชื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาล องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ สถานประกอบการ และบ้านพักส่วนบุคคล ด้วยเทคโนโลยีงานปราศจากเชื้อที่ทันสมัยและได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001:2015


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ครบรอบ 35 ปี สแกนเนียส่งมอบรถรุ่นพิเศษ “Yak Edition”

เมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ  35 ปี สแกนเนีย สยาม ก้าวสู่การบริการเพื่อลูกค้าอย่างยั่งยืน บริษัท สแกนเนีย สยาม จำกัด ได้ทำการส่งมอบรถรุ่นพิเศษที่มีชื่อว่า Yak Edition ซึ่งเป็นความลงตัวจากการผสมผสานงานศิลปวัฒนธรรมไทย กับสุดยอดงานวิศวกรรมของสแกนเนีย ให้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดสักทอง ทรานสปอร์ต โดยมีนายสมเอก น้อยสมมิตร กรรมการผู้จัดการ หจก.สักทอง ทรานสปอร์ต เป็นผู้รับมอบ

สำหรับรถรุ่น Yak Edition หรือ R410A6x2NA  เป็นหัวเก๋งขนาดใหญ่ (R-series) ที่มีเครื่องยนต์ขุมกำลังขนาด 410 แรงม้า ขับเคลื่อน 6×2 เกียร์ออพติครูส ระบบช่วงล่างถุงลมหน้าหลังให้สัมผัสนุ่มสบายแต่มั่นใจ มาพร้อมระบบความปลอดภัยแบบจัดเต็ม กับถุงลมนิรภัยผู้ขับขี่ ดิสก์เบรกพร้อมเบรกเสริม สำหรับทางลาดชันรีทาร์เดอร์ ระบบรักษาเสถียรภาพ (ESP) เบรกอัตโนมัติ (AEB) ระบบเตือนออกนอกเลน (LDW) และพิเศษสุดกับระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามความเร็วคันหน้า (ACC) เพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่ ความปลอดภัย และเทคโนโลยีอัจฉริยะนี้ ยังทำให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นด้วย มั่นใจได้กับทุกงานในการขนส่ง และเมื่อสั่งจองรถรุ่นพิเศษ Yak Edition รับเงื่อนไขสุดพิเศษที่สอดคล้องไปกับเลข 35 ปี สแกนเนียในประเทศไทย โดยฟรีค่าซ่อม 3 ปีและฟรีค่าบำรุงรักษา 5 ปีลูกค้ามั่นใจได้ในการใช้รถขับเคลื่อนธุรกิจ สร้างงาน สร้างกำไร สร้างชื่อเสียงได้อย่างคุ้มค่าแน่นอน


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค อัดฟีเจอร์ใหม่ให้ TeSys™ island ระบบการบริหารจัดการโหลดดิจิทัลล้ำยุค พร้อมความสามารถในการใช้งานร่วมกับโปรโตคอล PROFIBUS และ PROFINET รองรับการทำงานครบถ้วนในยุค 4.0

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันด้านการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชัน ประกาศถึงการเพิ่มฟีเจอร์ครั้งสำคัญใน TeSys™ island โซลูชันระบบบริหารจัดการโหลดดิจิทัลได้หลากหลาย

TeSys island ได้รับการแนะนำว่าเป็นนิยามใหม่ของแนวทางในการบริหารจัดการโหลด พร้อมศักยภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน ที่ให้ประสิทธิภาพในการออกแบบเครื่องจักร และการติดตั้งรวมไปถึงขั้นตอนการบริการ โดย TeSys island เป็นทั้งระบบบริหารจัดการโหลดแบบอ็อบเจ็กต์ และดำเนินการด้วยระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้งรองรับการทำงานสอดคล้องกับผู้ให้บริการข้อมูลสำหรับอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยความพร้อมในเรื่องของพลังงานขั้นสูงและข้อมูลในการวินิจฉัย จึงช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพและการควบคุมโหลดเพื่อจำกัดการเกิดดาวน์ไทม์  ด้วยการออกแบบที่มีประสิทธิภาพของ TeSys island ในลักษณะของโมดูลที่ปรับขยายขีดความสามารถได้ตามต้องการ จึงช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการประกอบแบบ OEM เนื่องจากช่วยลดการเดินสายไฟได้มาก และประหยัดค่าใช้จ่ายในการผสานรวมการทำงาน เพราะเชื่อมต่อได้ง่ายในสภาพแวดล้อมที่ใช้หลากหลายแบรนด์ผู้ผลิต ช่วยประหยัดการบำรุงรักษาเนื่องจากสามารถบำรุงรักษาจากระยะไกลได้ ผู้ใช้จะได้รับประโยชน์จากชุดฟังก์ชันมากมาย ที่ขับเคลื่อนประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นอกจากนี้ทั้งผู้ใช้และ ผู้ผลิต OEM ยังได้รับประโยชน์จากการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ที่ช่วยลดการดาวน์ไทม์ได้

ง่ายในการใช้ควบคุมมอเตอร์

ปัจจุบันแอปพลิเคชันอวาตาร์สของ TeSys island ได้ถูกเพิ่มไว้ในไลบรารีของฟังก์ชันที่เป็นอวาตาร์ส ซึ่งเป็นดิจิทัลอ็อบเจ็ค ที่ผสานรวมฟังก์ชันการทำงานที่ตั้งโปรแกรมล่วงหน้าได้ แอปพลิเคชันอวตาร์ 2 ตัวใหม่ที่กำหนดค่าได้ ตัวหนึ่งสำหรับแอปพลิเคชันด้านการสูบน้ำ อีกตัวสำหรับแอปพลิเคชันด้านการขนถ่ายลำเลียง ต่างได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ความมั่นใจเรื่องการผสานการทำงานเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานของระบบที่มีอยู่ปัจจุบันได้ง่าย ผ่านการเชื่อมต่อกับ bus coupler และโมดูล I/O ของ TeSys island ผู้ใช้สามารถเลือกโหมดการควบคุมว่าจะให้เป็นแบบรีโมต (ขับเคลื่อนด้วย PLC) ระบบอัตโนมัติ (ขับเคลื่อนด้วยตัวแปรกระบวนการ) หรือเป็นแบบ local (ขับเคลื่อนด้วยผู้ดำเนินการ)

ฟีเจอร์ของแอปพลิเคชั่นอวาตาร์สให้ศักยภาพการดำเนินงานที่ยืดหยุ่นของระบบบริหารจัดการโหลดดิจิทัล TeSys island ด้วยวิธีใหม่หลายแนวทางด้วยกัน

  • โหมดควบคุมอัตโนมัติ (Autonomous control mode) โหมดอัตโนมัติช่วยให้ TeSys island ควบคุมโหลดได้โดยอิสระจาก PLC  ซึ่ง TeSys อวาตาร์ส สามารถตรวจสอบค่าลอจิกที่มาจากเซ็นเซอร์ (เช่น ความดัน, การไหล) และดูให้ตรงกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าโหลดทำงานในรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด ตัวอย่างเช่น ในโหมดนี้ แอปพลิเคชันสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะไม่มีการเชื่อมต่อกับ PLC ก็ตาม
  • การแจ้งเตือนเชิงพยากรณ์ (Predictive alarms) ระบบ TeSys island สามารถสร้างสัญญาณเตือนและแจ้งเตือนเมื่อกำลังจะเกิดความล้มเหลวในระดับโหลด ก่อนที่ความล้มเหลวจะเกิดขึ้น จึงช่วยลดการดาวน์ไทม์แบบฉับพลัน การแจ้งเตือนเชิงพยากรณ์จะถูกกระตุ้นจากฟังก์ชันการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันที่ผสานรวมอยู่ในระบบ (สร้างขึ้นจากค่าเซ็นเซอร์เช่นอุณหภูมิหรือความหนืดของของเหลว) และเงื่อนไขการป้อนตัวแปรของกระบวนการแอปพลิเคชันของอุปกรณ์ (เช่นระดับของเหลวและความดันการไหลในปั๊ม) ตัวอย่างเช่นระบบสามารถเอาคำเตือนทั้งสองเรื่องมารวมกันและระบุว่ามีโอกาสสูงที่ปั๊มจะไม่มีน้ำ หากไม่รีบดำเนินการแก้ไข

การเพิ่มโปรโตคอลการสื่อสาร การยกระดับการป้องกัน และการวินิจฉัยที่สมบูรณ์

นอกจากการอ้างอิงปัจจุบัน ถึงความสามารถในการสื่อสารภายในสภาพแวดล้อม EtherNet / IP และ Modbus-TCP แล้ว ปัจจุบัน TeSys island สามารถใช้งานร่วมกับ PROFIBUS และ PROFINET ได้ นอกจากนี้ ยังมีอวาตาร์สสำหรับการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์เพื่อการป้องกันโดยเฉพาะ การวินิจฉัยที่ล้ำหน้า ยังช่วยตรวจจับความล้มเหลวของอุปกรณ์ที่อยู่ภายในแผงควบคุม หรือความล้มเหลวของโหลดที่เชื่อมต่อ

การผสานรวมพอร์ทัล TIA (Totally Integrated Automation)

ปัจจุบัน TeSys island ทำหน้าที่ดำเนินงานเสมือนเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในพอร์ทัล TIA  ซึ่งจะมีการกำหนดค่า TeSys island ด้วยเครื่องมือกำหนดค่า SoMove ที่สามารถอิมพอร์ตผ่าน AML file interface  นอกจากนี้ยังมีไลบรารีของ function blocks ให้ใช้ภายในพอร์ทัล TIA  โดยจะช่วยให้ธุรกิจ OEM และผู้ใช้งานปลายทาง ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาในการเขียนโปรแกรม และพัฒนาไลบรารีซึ่งช่วยลดกระบวนการทางวิศวกรรมได้

ด้วยคุณสมบัติใหม่เหล่านี้ จึงทำให้ TeSys island ได้รับรางวัลอันดับสามในหมวด Automation ของ SPS Nürnberg ในปี 2019

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมของ TeSys island ได้ทาง videoweb site หรือ e-guide.  โดยการฝึกอบรมสำหรับพาร์ทเนอร์ OEMs และผู้ประกอบการเครื่องจักร สามารถเข้าไปดูได้ที่ Partner portal.


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

บางจากฯ รุกโมเดลธุรกิจใหม่ “บางจาก Food Truck” ร่วมมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ คัดสรรความอร่อยจากเชฟระดับมิชลินและสินค้าไลฟ์สไตล์รับวิถีชีวิตในยุค New Normal

บางจากฯ รุกโมเดลธุรกิจใหม่ “บางจาก Food Truck” จับมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเปิดให้บริการในปั๊ม คัดสรรความอร่อยจากเชฟระดับมิชลินและสินค้าไลฟ์สไตล์มาไว้ในจุดเดียว สะดวกสบายในรูปแบบ Grab & Go  ตอบรับวิถีชีวิตคนเมืองในยุค New Normal  ตั้งเป้าปีนี้เปิด 15 สาขา ทั่วกรุงเทพฯ

นายสมชัย เตชะวณิช ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจการตลาด บริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ด้วยแนวคิด Greenovative Destination  บางจากฯ  มีเป้าหมายพัฒนาให้สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายปลายทางที่จะเติมเต็มความต้องการของลูกค้ามากกว่าผลิตภัณฑ์น้ำมันคุณภาพสูง  แต่ยังตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ปรับเปลี่ยนไปของผู้บริโภค  ล่าสุดนี้ บริษัทฯ ได้สร้างรูปแบบธุรกิจ  “บางจาก Food Truck” จับมือหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเข้ามาเปิดให้บริการในรูปแบบ Grab & Go  ได้แก่  A&W,  Bar B Q Plaza, Crop-pul,  Dairy Queen, Ka nom, Milk Land, อโณไทย by Arno’s  รวมทั้งอาหารจานเด็ด ผัดไทยไฟทะลุ โดยแอนดี้ หยาง เชฟระดับมิชลินชาวไทยคนแรก, QQ โดยเชฟวิลเมนท์ ลีออง กรรมการท็อป เชฟ ไทยแลนด์ ตลอดจนสินค้าไลฟ์สไตล์ได้แก่  B2S และ Jaymart ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกค้าที่นอกจากจะเข้ามาเติมน้ำมัน ยังสามารถเลือกซื้ออาหารอร่อยและสินค้าสำหรับชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ในที่เดียว ทั้งยังได้มาตรฐานด้านความสะอาดและคุณภาพดี เป็นรูปแบบธุรกิจที่ตอบรับชีวิตยุค New Normal ที่ต้องมีการเว้นระยะห่าง (Social Distancing) เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโควิด 19

ขณะนี้ได้เปิด “บางจาก Food Truck” แล้วที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาถนนศรีนครินทร์ และสาขาถนนกาญจนาภิเษก กม.41 โดยเปิดบริการทุกวันเวลาประมาณ 9.30  – 18.30 น. ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และวางแผนจะขยาย “บางจาก Food Truck”  อีกกว่า 15 สาขาภายในปีนี้

นายสมชัยกล่าวว่า จุดแข็งของธุรกิจรูปแบบ Truck ในสถานีบริการน้ำมันบางจาก คือ ผู้ประกอบการสามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว เพราะมีความพร้อมด้านสถานที่และสิ่งอำนวยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จอดรถ ห้องน้ำ ฯลฯ อีกทั้งยังเลือกพื้นที่ให้เหมาะสมกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เพราะสถานีบริการน้ำมันบางจากมีสาขาจำนวนมากครอบคลุมถนนสายหลักทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ที่ตั้งอยู่ทั้งบนถนนใหญ่และชุมชน ทำให้รูปแบบธุรกิจนี้ได้รับความสนใจและตอบรับเป็นอย่างดีจากแบรนด์ชั้นนำ    และมั่นใจว่ารูปแบบ Food Truck ในสถานีบริการน้ำมันบางจากจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคและเติบโตได้ในระยะยาว


 

Exit mobile version