Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดผู้บริโภคใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะทั่วโลก ยังโต แตะใกล้ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 8 พฤษภาคม 2566  การ์ทเนอร์ อิงค์ คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลกในปี 2566 จะเติบโตเพิ่มขึ้น 21.7% คิดเป็นมูลค่า 597.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มจาก 491 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2565 ซึ่งคลาวด์คอมพิวติ้งคือปัจจัยสำคัญขับเคลื่อนธุรกิจดิจิทัลให้เติบโตไปอีกขั้น ตามที่หลาย ๆ องค์กรกำลังปรับตัวรับมือกับการหยุดชะงักโดยนำเทคโนโลยีกำเนิดใหม่ อาทิ Generative AIWeb3 และ Metaverse มาเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจ

การ์ทเนอร์คาดว่าองค์กรธุรกิจในประเทศไทยจะมีปริมาณการใช้จ่ายในบริการคลาวด์สาธารณะปี 2566 เพิ่มขึ้น 31.7% จากปี 2565 คิดเป็นมูลค่า 54.8 พันล้านบาท โดยตลาดคลาวด์ทุกกลุ่มคาดว่าจะเติบโตในปีนี้ และบริการ Infrastructure-as-a-service (IaaS) คาดว่าจะเติบโตสูงสุดที่ 44.3%

ซิด ณาก รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลกำลังขับเคลื่อนคลาวด์เป็นวาระสำคัญ โดยปัจจุบันองค์กรต่าง ๆ มองว่าคลาวด์คือแพลตฟอร์มกลยุทธ์ขั้นสูงสำหรับทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ซึ่งองค์กรเหล่านี้ต้องการผู้ให้บริการคลาวด์ที่สามารถนำเสนอความสามารถที่ซับซ้อนได้มากขึ้น อันเป็นผลมาจากแนวโน้มการแข่งขันของบริการดิจิทัลที่กำลังร้อนระอุ

ตัวอย่างเช่น Generative AI ที่รองรับการใช้งานของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models หรือ LLMs) ซึ่งต้องการความสามารถในการประมวลผลที่มีศักยภาพและปรับขนาดได้อย่างสูงเพื่อประมวลผลข้อมูลเรียลไทม์ ซึ่งคลาวด์สามารถนำเสนอโซลูชั่นและแพลตฟอร์มได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ผู้เล่นหลักเป็นผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลที่เข้ามาแข่งขันกันในด้าน Generative AI”  ซิด ณาก กล่าวเพิ่มเติม

บริการคลาวด์ในทุกกลุ่มตลาดในปีนี้คาดว่าจะโตขึ้น

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าบริการ Infrastructure-As-A-Service (IaaS) มีมูลค่าการใช้จ่ายผู้ใช้ปลายทางเติบโตสูงสุดในปี 2566 ที่ 30.9% ตามมาด้วยบริการ Platform-As-A-Service (PaaS) ที่ 24.1% (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1. คาดการณ์มูลค่าบริการคลาวด์สาธารณะของผู้ใช้ทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

 

2022

2023

2024

Cloud Application Infrastructure Services (PaaS)

111,976

138,962

170,355

Cloud Application Services (SaaS)

167,342

197,288

232,296

Cloud Business Process Services (BPaaS)

59,861

65,240

71,063

Cloud Desktop-as-a-Service (DaaS)

2,525

3,122

3,535

Cloud Management and Security Services

34,487

42,401

51,871

Cloud System Infrastructure Services (IaaS)

114,786

150,310

195,446

Total Market

490,977

597,325

724,566

BPaaS = business process as a service; IaaS = infrastructure as a service; PaaS = platform as a service; SaaS = software as a service

เนื่องจากการปัดเศษ ทำให้ตัวเลขบางตัวเมื่อรวมกันแล้วอาจไม่ตรงกับจำนวนรวมทั้งหมด

ที่มา: การ์ทเนอร์  (เมษายน 2566)

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2569 องค์กร 75% จะนำโมเดลการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันมาใช้บนคลาวด์เป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานสำคัญ

ประสบการณ์ของลูกค้า ผลตอบรับทางดิจิทัลและธุรกิจ รวมไปถึงการก้าวไปสู่โลกเสมือนเป็นครั้งแรก จะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตระยะถัดไปของบริการ IaaS ซึ่งเทคโนโลยีเกิดใหม่ อาทิ แชทบอท (Chatbots) และฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twins) ช่วยให้ธุรกิจมีปฏิสัมพันธ์ใกล้ชิดแบบเรียลไทม์กับลูกค้า ซึ่งต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และบริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์และบริการแพลตฟอร์มเป็นปัจจัยที่กำลังขับเคลื่อนการเติบโตของปริมาณการใช้จ่ายสูงสุด ในขณะที่บริการ SaaS ยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของคลาวด์ คาดว่าจะมียอดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้ 17.9% หรือคิดเป็นมูลค่า 197 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2566

ผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลคือผู้นำในเทคโนโลยีพื้นฐานของคลาวด์คอมพิวติ้ง แต่ในระดับแอปพลิเคชันทางธุรกิจนั้นกลับมีผู้นำที่กระจัดกระจายต่างออกไป โดยผู้ให้บริการคลาวด์กำลังเผชิญกับความต้องการด้านการออกแบบข้อเสนอในบริการ SaaS ใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ใช้ประโยชน์จากความสามารถของคลาวด์เนทีฟ (Cloud Native) ปัญญาประดิษฐ์แบบฝัง (Embeded AI)  และการทำงานแบบแยกส่วน (Composability) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่องบประมาณเพิ่มขึ้นและมาจากนักธุรกิจเทคโนโลยี (Business Technologists) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะจุดประกายคลื่นการสร้างสรรค์นวัตกรรมและแทนที่ตลาดแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันบนคลาวด์” ซิด ณาก กล่าวเพิ่ม

 

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความรับผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech หรือติดตามข่าวสารและการอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ที่ Twitter และ LinkedIn


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยความปลอดภัยไซเบอร์ 8 เรื่องใหญ่ ๆ ที่จะมาระหว่างปีนี้จนถึงปีหน้า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 30 มีนาคม 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผย 50% ของผู้บริหารความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ (Chief Information Security Officers หรือ CISOs) จะใช้การออกแบบที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human Centric Design) เพื่อลดแรงต้านจากการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ โดยองค์กรขนาดใหญ่จะให้ความสำคัญกับการนำโปรแกรม Zero-Trust ไปใช้ ขณะที่ครึ่งหนึ่งของผู้บริหารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์เพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจได้

ริชาร์ด แอดดิสคอตต์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ อิงค์ กล่าวว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้บริหาร CISO และทีมงานด้านความปลอดภัยจะต้องมุ่งไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าองค์กรของพวกเขาปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่พวกเขายังต้องใช้เวลาเพื่อมองให้เห็นความท้าทายในแต่ละวันและเข้าใจรายละเอียดอย่างรอบด้านเพื่อให้รู้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้นตามมา และอาจส่งผลกระทบต่อโปรแกรมด้านความปลอดภัยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า”

“การคาดการณ์เหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณถึงบางสิ่งบางอย่างที่เราเห็นว่ามันจะเกิดขึ้น และผู้บริหาร CISO ควรนำมาพิจารณา เพื่อนำไปสร้างโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารความปลอดภัยทางไซเบอร์ต้องสร้างสมมุติฐานและวางแผนเชิงกลยุทธ์ดังต่อไปนี้ เพื่อใช้เป็นยุทธศาสตร์ด้านการรักษาความปลอดภัยในอีกสองปีข้างหน้า

ภายในปี 2570 50% ของผู้บริหาร CISO จะนำแนวทางปฏิบัติการออกแบบความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาปรับใช้ เพื่อลดแรงเสียดทานที่เกิดจากความปลอดภัยไซเบอร์และเพิ่มการควบคุมในระดับสูงสุด

ผลการวิจัยของการ์ทเนอร์พบว่า มากกว่า 90% ของพนักงานยอมรับว่าได้กระทำการที่ไม่ปลอดภัยในระหว่างการทำงานแม้ทราบดีว่าการกระทำนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงให้องค์กรแต่ก็ยังทำอยู่ดี ซึ่งการออกแบบการรักษาความปลอดภัยที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Security Design) นั้นเป็นแบบจำลองที่เน้นไปยังปัจเจกบุคคล ไม่ใช่เทคโนโลยี หรือภัยคุกคาม หรือสถานที่ โดยจะมุ่งให้ความสำคัญไปกับการออกแบบการควบคุมและการนำไปใช้เพื่อลดแรงเสียดทานให้น้อยลงมากที่สุด

ภายในปี 2567 กฎระเบียบข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวที่ทันสมัยจะครอบคลุมข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้บริโภค แต่กลับมีองค์กรไม่ถึง 10% ที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์ของความเป็นส่วนตัวให้กลายเป็นข้อได้เปรียบสำหรับการแข่งขัน

องค์กรต่าง ๆ เริ่มตระหนักว่าโปรแกรมความเป็นส่วนตัวนั้นสามารถช่วยให้พวกเขาใช้ข้อมูลได้กว้างขึ้น สร้างความต่างจากคู่แข่ง และสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า คู่ค้า นักลงทุน และหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งการ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้นำด้านความปลอดภัยบังคับใช้มาตรฐานความเป็นส่วนตัวอย่างครอบคลุม และสอดคล้องกับกฎหมาย GDPR (General Data Protection Regulation) เพื่อสร้างความต่างในตลาดที่มีการแข่งขันสูงขึ้นและเติบโตอย่างไร้ขีด

ภายในปี 2569 ประมาณ 10% ขององค์กรขนาดใหญ่จะมีโปรแกรม Zero-Trust ที่ใช้ได้อย่างสมบูรณ์และวัดผลได้เพิ่มขึ้นจากในปัจจุบันที่มีไม่ถึง 1%

การจะนำ Zero-Trust ไปใช้งานได้อย่างครอบคลุมและสมบูรณ์นั้น ต้องอาศัยการผสานรวมและการกำหนดองค์ประกอบต่าง ๆ ซึ่งอาจกลายเป็นความซับซ้อนทางเทคนิคได้ โดยองค์กรจะประสบความสำเร็จอย่างสูงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการแปลงข้อมูลให้เป็นมูลค่าทางธุรกิจ เริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ และปลูกฝัง Zero-Trust mindset ที่พัฒนาไปเรื่อย ๆ เพื่อช่วยให้เข้าใจประโยชน์ของโปรแกรมได้ดีขึ้นและจัดการความซับซ้อนบางอย่างทีละขั้นตอนได้ง่ายขึ้น

ภายในปี 2570 75% ของพนักงานจะมีส่วนในการปรับ แก้ไข หรือสร้างเทคโนโลยีที่อยู่นอกเหนือการมองเห็นของฝ่ายไอที เพิ่มขึ้นจาก 41% ในปี 2565

บทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของผู้บริหาร CISO กำลังเปลี่ยนจากการเป็นผู้ควบคุมเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการตัดสินใจด้านความเสี่ยง ซึ่งการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์นี้เป็นกุญแจสำคัญเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น การ์ทเนอร์แนะนำผู้บริหารควรคิดนอกกรอบไปกว่าแค่เรื่องของเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดกับพนักงานเพื่อให้พวกเขามีบทบาทในกระบวนการตัดสินใจ และเพื่อให้มั่นใจว่าพนักงานมีความรู้อย่างเหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมีข้อมูลเพียงพอ

ภายในปี 2568 ผู้นำด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 50% จะพยายามใช้คุณสมบัติของความเสี่ยงทางไซเบอร์มาประเมินเพื่อขับเคลื่อนการตัดสินใจขององค์กร ถึงแม้ไม่ประสบความสำเร็จ

การวิจัยของการ์ทเนอร์ชี้ว่า 62% ของผู้ที่ประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์กล่าวว่า องค์กรได้รับความน่าเชื่อถือและการรับรู้ถึงความเสี่ยงทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งใจ ประกอบด้วย การลดความเสี่ยง การประหยัดเงินหรือช่วยในการตัดสินใจได้จริง ผู้นำด้านการรักษาความปลอดภัยควรให้ความสำคัญกับพลังการป้องกันและการประเมินความเสี่ยงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจ (Decision Makers) ร้องขอมา แทนที่จะสร้างการวิเคราะห์ด้วยตนเองและต้องโน้มน้าวให้ธุรกิจหันมาสนใจ

ภายในปี 2568 เกือบครึ่งหนึ่งของผู้บริหารความปลอดภัยไซเบอร์จะเปลี่ยนงาน โดยที่ 25% จะหันไปสู่บทบาทการทำงานที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากปัจจัยกดดันที่เกี่ยวข้องกับงานหลายอย่าง

การแพร่ระบาดที่รวดเร็วและการขาดแคลนพนักงานทั่วทั้งอุตสาหกรรม แรงกดดันการทำงานของผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังเพิ่มขึ้นและกลายเป็นไม่ยั่งยืน การ์ทเนอร์แนะนำว่า แม้การขจัดความเครียดของการทำงานให้หมดไปจะดูเป็นไปไม่ได้ แต่ผู้คนก็สามารถจัดการงานที่ท้าทายและมีความกดดันได้หากพวกเขาเชื่อมั่นและสนับสนุนวัฒนธรรมองค์กรที่ทำงานอยู่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงกฎการมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจะช่วยได้

ภายในปี 2569 70% ของคณะกรรมการจะมีสมาชิกหนึ่งท่านที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์

ผู้บริหาร CISO ได้รับการตระหนักว่าเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ พวกเขาจำเป็นต้องรับทราบความต้องการ ทราบความเสี่ยงขององค์กรและคณะกรรมการ หรือหมายความว่า CISO ไม่เพียงทำให้เห็นว่าโปรแกรมความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถป้องกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ยังขยายไปถึงการช่วยเพิ่มความสามารถขององค์กรในการรับความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย การ์ทเนอร์แนะนำให้ผู้บริหาร CISO ก้าวนำหน้าการเปลี่ยนแปลง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่คณะกรรมการบริหารขององค์กรและสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มความไว้วางใจและให้การสนับสนุน

ภายในปี 2569 มากกว่า 60% ของระบบการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองต่อภัยคุกคาม (Threat Detection, Investigation and Response หรือ TDIR) จะใช้ข้อมูลการจัดการความเสี่ยงเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและจัดลำดับความสำคัญภัยคุกคามที่ตรวจพบ เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่น้อยกว่า 5% 

เมื่อพื้นที่การโจมตีขององค์กรขยายตัวอันเป็นผลมาจากการเชื่อมต่อที่เพิ่มขึ้น การใช้บริการ SaaS และแอปพลิเคชันบนคลาวด์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องการขอบเขตการมองเห็นที่กว้างขึ้นและศูนย์กลางสำหรับการตรวจสอบภัยคุกคามรวมถึงช่องโหว่อย่างต่อเนื่อง โดยความสามารถของระบบ TDIR นั้นจะรวมแพลตฟอร์มหรือระบบนิเวศครบวงจรไว้ในแพลตฟอร์มเพื่อบริหารจัดการด้านการตรวจจับ ตรวจสอบ และตอบสนองได้ ทำให้ทีมปฏิบัติการด้านความปลอดภัยเห็นภาพภัยคุกคามและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อองค์กรได้อย่างครบถ้วน

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับลำดับความสำคัญสูงสุดที่ผู้นำด้านความปลอดภัยและความเสี่ยงในปี 2566 ในรูปแบบ ebook ของการ์ทเนอร์ได้ฟรีที่ 2023 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ภายในสิ้นปี 2566 พนักงานที่มีทักษะความรู้ทั่วโลก 39% จะทำงานแบบ Hybrid

รันจิต อัตวาล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การทำงานไฮบริดไม่ใช่แค่การเติมไฟทำงานให้แก่พนักงาน แต่ยังเป็นความคาดหวังของพนักงานอีกด้วย ในปี 2565 มีพนักงานจำนวนมากทยอยกลับไปทำงานที่ออฟฟิศ โดยที่รูปแบบการทำงานไฮบริดจะยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในปีนี้และอนาคต บริษัทนายจ้างควรปรับตัวโดยการนำนโยบายการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centric Work Design) มาปรับใช้ในองค์กร รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นและการมีส่วนร่วมในงาน และมีรูปแบบการจัดการพนักงานที่ทำงานไฮบริดอย่างเข้าอกเข้าใจ”

ตัวอย่างเช่น บุคลากรไอทีมีแนวโน้มลาออกมากกว่าบุคลากรในสายงานอื่น ๆ เนื่องจากพวกเขาต้องการความยืดหยุ่นในการทำงานมากขึ้น และมีสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) และมองหาโอกาสในการทำงานที่ดีขึ้น โดยผู้บริหารไอที (หรือ CIOs) สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะความสามารถระดับหัวกะทิได้ โดยการปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่เป็นการมอบคุณค่าแก่พนักงาน (Employee Value Proposition) ที่เข้าใจความเป็นมนุษย์มากขึ้น

การ์ทเนอร์ให้คำจำกัดความ พนักงานกลุ่ม Hybrid Workers คือผู้ที่เข้าทำงานในสำนักงานอย่างน้อยหนึ่งวันต่อสัปดาห์ ส่วนพนักงานกลุ่ม Fully Remote Workers เป็นกลุ่มที่ทำงานที่บ้านตลอดเวลา และพนักงานกลุ่ม On-Site Workers คือพนักงานที่เข้าทำงานในสำนักงานเต็มเวลา

คาดว่าจำนวนพนักงานที่ทำงานผ่านระยะไกล (Remote Workers) จะลดลงทุกปี การ์ทเนอร์ประมาณการณ์ว่าภายในสิ้นปี 2566 จำนวน Remote Workers จะเหลือเพียง 9% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก (ตามภาพที่ 1)

 

ภาพที่ 1: สัดส่วนพนักงานที่มีทักษะความรู้ทั่วโลกที่ทำงานแบบ Fully Remote และ Hybrid ระหว่างปี 2564 – 2566

ที่มา การ์ทเนอร์ (มีนาคม 2566)

ตั้งแต่ปี 2562 ทุกประเทศมีสัดส่วนการทำงานแบบ Hybrid และ Fully Remote เพิ่มขึ้น โดยมีความแตกต่างกันออกไปอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละประเทศ

เมื่อการออกแบบการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางมาพบกับพื้นที่ทำงานเสมือนจริง (Virtual Workspaces) 

Human-Centric Design หรือการออกแบบการทำงานที่เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลางต้องอาศัยหลักการ บรรทัดฐานและไอเดียใหม่ ๆ ซึ่งพื้นที่ทำงานเสมือนจริง (Virtual Workspaces) ที่ประสบความสำเร็จจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการสรรหาและว่าจ้างไปจนถึงรวบรวมทีมงานไว้ได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงที่ตั้งภูมิศาสตร์ พื้นที่ทำงานเสมือนจริงยังเป็นทางเลือกใหม่ที่ช่วยลดปัญหาในเรื่องการจัดประชุมแบบพบหน้า (รวมถึงการเดินทาง) ด้วยโซลูชั่นการประชุมเสมือนจริงที่มีอยู่ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 พนักงาน 10% จะใช้พื้นที่เสมือนจริงสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การขาย การเตรียมพร้อมสำหรับพนักงานใหม่และการทำงานจากระยะไกล

คริสโตเฟอร์ ทรูแมน นักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “สำหรับองค์กรที่ทำงานแบบไฮบริดหรือทำงานจากระยะไกลนั้นพื้นที่สำนักงานจริงอาจถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ทำงานเสมือนจริงอย่างเต็มศักยภาพ จนกลายเป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมองค์กร และเป็นศูนย์กลางการทำงานที่สร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้พนักงาน อย่างไรก็ตามพนักงานไม่ควรคาดหวังว่าจะมีส่วนร่วมในพื้นที่ทำงานเสมือนจริงตลอดทั้งวัน แต่ควรใช้พื้นที่นี้สำหรับการประชุมและการสร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อพัฒนาศักยภาพให้กับตนเอง อาทิ การระดมไอเดียต่าง ๆ (Brainstorming) การทดสอบผลิตภัณฑ์ (Product Reviews)  หรือ การพบปะทางสังคม (Social Gatherings)”

ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast Analysis: Knowledge Employees, Hybrid, Fully Remote and On-Site Work Styles, Worldwide.”

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Executives

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

การ์ทเนอร์ อิงค์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดการจัดส่งอุปกรณ์ไอทีปี 2566 ลดลง 4% ทั่วโลก

กรุงเทพฯ 7 กุมภาพันธ์ 2566 – การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยยอดการจัดส่งอุปกรณ์ไอทีทั่วโลก (ประกอบด้วย พีซี แท็บเล็ต และโทรศัพท์มือถือ) คาดว่าจะเติบโตลดลง 4.4% ในปี 2566 คิดเป็นอุปกรณ์จำนวน 1.7 พันล้านยูนิต จากในปี 2565 ที่การจัดส่งอุปกรณ์ลดลง 11.9%

รันจิต อัตวาล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจะยังคงส่งผลทำให้ความต้องการอุปกรณ์เติบโตลดลงต่อเนื่องในปี 2566 สอดคล้องกับปริมาณการใช้จ่ายในกลุ่มอุปกรณ์ไอทีของผู้ใช้ปลายทางที่ลดลง 5.1% ในปีนี้ ขณะที่ความเชื่อมั่นทางธุรกิจเริ่มฟื้นตัวหลังจากการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด และตอนนี้ในหลายภูมิภาคส่วนใหญ่ลดลงอย่างมาก จากวันนี้จนถึงไตรมาสที่สี่เราไม่คาดว่าการผ่อนคลายของอัตราเงินเฟ้อและจุดต่ำสุดของภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะปรับตัวดีขึ้น”

แนวโน้มขาลงที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอุปกรณ์จะคลี่คลายในปี 2566 จากความคาดหวังของเศรษฐกิจในแง่ร้ายที่ลดลงตลอดปีนี้ ซึ่งจะส่งผลให้ยอดการใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นในที่สุด

ยอดพีซีคงคลังจะกลับมาเป็นปกติภายในครึ่งปีหลัง 2566 

ในปี 2566 ยอดการจัดส่งพีซีจะยังลดลงต่ำสุดจากทุกกลุ่มอุปกรณ์ โดยคาดว่าจะลดลง 6.8% ในปี 2566 จากเดิมในปี 2565 ที่ลดลงถึง 16% (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 ยอดการจัดส่งอุปกรณ์ไอทีทั่วโลก ระหว่างปี 2565-2566 (หน่วย: ล้านยูนิต)

Device Type 2022

Shipments

2022

Growth (%)

2023

Shipments

2023

Growth (%)

PC 287,159 -16.0 267,676 -6.8
Tablet 136,938 -12.0 132,963 -2.9
Mobile Phone 1,395,247 -11.0 1,339,505 -4.0
Total Devices 1,819,344 -11.9 1,740,143 -4.4

The PC segment includes desk-based, notebooks, ultramobile premium and Chromebooks. Tablets include all Android and iOS.

ที่มา: การ์ทเนอร์ (มกราคม 2566)

ผู้จำหน่ายพีซีจะลดจำนวนสินค้าคงคลังตลอดปี 2566 และนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์คาดว่ายอดพีซีคงคลังจะกลับมาเป็นปกติในช่วงครึ่งปีหลังปีนี้ หลังจากที่มียอดเพิ่มขึ้นอย่างมากในปีที่แล้ว เนื่องจากผู้จำหน่ายประเมินความต้องการของตลาดสูงเกินไป และเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ตกต่ำ รวมถึงอุปสงค์ที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่ในปี 2565 พีซีสำหรับธุรกิจจำนวนมากสามารถอัปเกรดเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 10 (OS) แต่ยังมีอีกมากที่อัปเกรดไม่ได้ การ์ทเนอร์คาดว่ากว่า 25% ของพีซีสำหรับธุรกิจจะอัปเกรดเป็น Windows 11 ในปี 2566 แต่ Windows 11 ไม่สามารถกระตุ้นยอดจำหน่ายให้กลับมามีปริมาณเท่าในช่วงปี 2563 – 2565 นอกจากนี้ผลของอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นและภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่กำลังคืบคลานเข้ามาจะส่งผลให้เกิดการลดการใช้จ่ายและการจัดสรรงบประมาณตามความเหมาะสมยิ่งขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในสิ้นปี 2566 กลุ่มผู้บริโภคและธุรกิจจะปรับขยายรอบการเปลี่ยนอุปกรณ์พีซีและแท็บเล็ตออกไปเป็นมากกว่า 9 เดือน

รอบการเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือจะยืดออกไปในปี 2566

ในปี 2566 การ์ทเนอร์คาดว่ายอดจัดส่งสมาร์ทโฟนทั่วโลกจะลดลง 4% โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.23 พันล้านยูนิต ลดลงจาก 1.28 พันล้านยูนิต ในปี 2565

“ผู้บริโภคจะใช้โทรศัพท์ตัวเองนานกว่าที่คาดไว้ จาก 6 เดือนเป็น 9 เดือน และเปลี่ยนจากการใช้สัญญาแบบตายตัวไปเป็นบริการที่ยืดหยุ่นในช่วงที่ยังไม่มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่จำเป็นออกมา นอกจากนี้ ผู้ขายยังผลักต้นทุนส่วนประกอบที่เพิ่มสูงขึ้นไปยังผู้ใช้ ซึ่งทำให้ความต้องการลดลงไปอีก โดยปริมาณการใช้จ่ายกับโทรศัพท์มือถือของผู้ใช้คาดว่าจะลดลง 3.8% ในปี 2566” อัตวาล กล่าวเพิ่มเติม

ลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Forecast: PCs, Tablets and Mobile Phones, Worldwide, 2020-2026, 4Q22 Update.”

เกี่ยวกับ Gartner for High Tech

Gartner for High Tech นำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดตามขอบเขตความรับผิดชอบให้แก่ผู้นำเทคโนโลยีและทีมงานไอที รวมถึงข้อมูลเชิงลึกในอุตสาหกรรม มุมมองกลยุทธ์แนวโน้มเกิดใหม่และการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของภารกิจและสร้างความสำเร็จให้แก่องค์กรในอนาคต อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.gartner.com/en/industries/high-tech

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง Twitter และ LinkedIn โดยใช้ hashtag #GartnerHT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์ บทความ เทคโนโลยี

“เปิดเหตุผลที่ ChatGPT สั่นสะเทือนโลก AI” โดย เบิร์น เอลเลียต รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์

โดย เบิร์น เอลเลียต รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ อิงค์

ไม่นานมานี้ OpenAI บริษัทวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปิดตัว ChatGPT แพลตฟอร์มสนทนา AI รูปแบบใหม่อย่างเป็นทางการ จากข้อมูลของบริษัทฯ ระบุว่ารูปแบบการสนทนาที่จัดทำโดยแพลตฟอร์มนี้ทำให้ ChatGPT สามารถ “ตอบคำถามได้ครอบคลุม ยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมนำเสนอข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อปรับเปลี่ยนข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และปฏิเสธคำร้องขอที่ไม่สมเหตุสมผล”

นับตั้งแต่ ChatGPT เปิดให้บริการ บนโลกโซเชียลมีเดียก็มีการถกเถียงกันถึงความเป็นไปได้ในการนำนวัตกรรมนี้มาปรับใช้รวมถึงอันตรายที่อาจตามมา เนื่องจากความสามารถในการวิเคราะห์หาข้อผิดพลาดของโค้ด (Debug Code) ไปจนถึงศักยภาพในการเขียนเรียงความสำหรับนักศึกษา

เพราะอะไร ChatGPT ถึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก?

ChatGPT เป็นปรากฎการณ์ Perfect Storm ที่เป็นการรวมกันของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สองเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน นั่นคือแชทบอท และ GPT3  ที่นำเสนอวิธีการสื่อสารโต้ตอบพร้อมสร้างเนื้อหาที่น่าสนใจ เสมือนการพูดคุยกับมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องสำคัญในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

แชทบอทสร้างปฏิสัมพันธ์การสนทนาแบบ ‘ชาญฉลาด’ ขณะที่ GPT3 สร้างเอาต์พุทที่ดู ‘เข้าใจ’ คำถาม เนื้อหา และบริบทของการสนทนา ซึ่งเมื่อสองสิ่งนี้รวมกันได้สร้างผลกระทบใหญ่จนเกิดคำถามว่า ‘เรากำลังสนทนากับมนุษย์หรือคอมพิวเตอร์กันแน่หรือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่เหมือนกับมนุษย์’ ซึ่งการโต้ตอบบางครั้งสร้างความขบขัน บ้างนำเสนอข้อมูลลึกซึ้งและบางทีก็เต็มไปด้วยสาระความรู้

แต่น่าเสียดายที่บางครั้ง ChatGPT ยังนำเสนอเนื้อหาได้ไม่ถูกต้องและไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความเข้าใจหรือสติปัญญาของมนุษย์ ปัญหาอาจอยู่ที่คำว่า ‘เข้าใจ’ และ ‘ความฉลาด’ ซึ่งขึ้นอยู่กับการป้อนข้อมูลของมนุษย์ที่อาจมีความหมายคลุมเครือไม่ชัดเจน ดังนั้นเมื่อนำไปใช้กับอัลกอริธึม อาจส่งผลให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างรุนแรง

ในมุมที่มีประโยชน์กว่าคือการได้เห็นว่าแชทบอทและโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น GPT ได้กลายเป็นเครื่องมือที่มีคุณค่าสำหรับการทำงานเฉพาะอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้ ที่ไม่ใช่เพื่อความบันเทิง โดยความสำเร็จจะเกิดขึ้นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ในแอปพลิเคชันที่เหมาะสมและมอบประโยชน์ต่อองค์กรอย่างแท้จริง

รูปแบบการใช้ ChatGPT ในองค์กร

สำหรับการใช้งานเทคโนโลยีแชทบอทหรือผู้ช่วยการสนทนาในเชิงธุรกิจระดับสูงนั้น จะใช้เพื่อจัดเตรียมรูปแบบการโต้ตอบด้วยการเรียบเรียงเนื้อหาจากแหล่งข้อมูล โดยแชทบอทจะมีรูปแบบการใช้งานมากมายอยู่ในระบบของตัวเองอยู่แล้ว ตั้งแต่การให้บริการลูกค้าไปจนถึงการช่วยเหลือทีมงานเทคนิคระบุปัญหาต่าง ๆ

สำหรับการใช้งาน ChatGPT ระดับสูงขึ้นไปอีก จะใช้เป็นแชทบอทที่มีความเฉพาะสำหรับ (แชท) โต้ตอบหรือ ‘สนทนา’ กับแหล่งข้อมูลของ GPT ในกรณีนี้แหล่งข้อมูล GPT จะได้รับการทดสอบโดเมนเฉพาะโดย OpenAI ซึ่งข้อมูลการทดสอบที่ใช้ในแบบจำลองนี้จะกำหนดวิธีการตอบคำถาม

อย่างไรก็ตามความสามารถของ GPT สำหรับสร้างฐานข้อมูลยังไม่สามารถคาดเดาได้ว่าข้อมูลที่ได้นั้นเป็นเท็จ นั่นหมายความว่าข้อมูลสามารถใช้ได้กับบางสถานการณ์ที่ข้อผิดพลาดสามารถยอมรับหรือแก้ไขให้ถูกต้องได้

มีรูปแบบการใช้งานโมเดลพื้นฐานมากมาย เช่น GPT ในโดเมนต่าง ๆ ประกอบด้วย Computer Vision, Software Engineering และงานวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Research and Development) เช่น มีการใช้แบบจำลองพื้นฐานสร้างรูปภาพขึ้นจากข้อความ และตรวจสอบโค้ดจากภาษาธรรมชาติ (Natural Language)  รวมถึงการทำ Smart Contracts  หรือแม้แต่ในด้านการดูแลสุขภาพ (Healthcare) เช่น การสร้างยารักษาโรคใหม่ ๆ และการถอดรหัสลำดับจีโนมเพื่อจำแนกโรค

ข้อกังวลด้านจริยธรรม

โมเดลแบบจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้าน AI จากประโยชน์เฉพาะตัวที่มอบให้ อาทิ การช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาสร้างโมเดลแบบจำลองเฉพาะโดเมน

อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดความเสี่ยงและข้อกังวลด้านจริยธรรม ซึ่งประกอบด้วย

Complexity: โมเดลจำลองขนาดใหญ่ต้องใช้พารามิเตอร์นับพันล้านหรืออาจมากถึงล้านล้าน โดยโมเดลจำลองเหล่านี้มีขนาดใหญ่เกินไปที่องค์กรจะนำมาทดสอบใช้งาน เนื่องจากต้องใช้ทรัพยากรการประมวลผลที่จำเป็นจำนวนมาก อาจทำให้มีราคาแพงและไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Concentration of power: โมเดลจำลองเหล่านี้ส่วนใหญ่สร้างขึ้นโดยบริษัทเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุด ด้วยการลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาจำนวนมหาศาล และมีความสามารถด้าน AI เป็นสำคัญ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในหน่วยงานขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง อาจสร้างความไม่สมดุลในอนาคต

Potential misuse: โมเดลจำลองพื้นฐานช่วยลดต้นทุนในการสร้างเนื้อหา ซึ่งหมายความว่าการสร้าง Deepfake ที่ใกล้เคียงกับต้นฉบับจะง่ายขึ้น รวมถึงทุก ๆ อย่าง ตั้งแต่การเลียนแบบเสียงและวิดีโอไปจนถึงผลงานศิลปะปลอม ตลอดจนการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย ซึ่งข้อกังวลด้านจริยธรรมร้ายแรงที่เกี่ยวข้องอาจทำให้เสียชื่อเสียงหรือสร้างความขัดแย้งทางการเมืองได้

Black-box nature: โมเดลจำลองเหล่านี้ยังต้องการการทดสอบอย่างถี่ถ้วนและสามารถมอบผลลัพธ์ที่ไม่น่าพอใจ เนื่องจากการทดสอบในลักษณะกล่องดำ (Black-box nature) ที่ไม่คำนึงถึงคำสั่งภายในซอฟต์แวร์ และคลุมเครือว่าฐานข้อมูลที่ตอบสนองนั้นเท็จจริงเพียงใด อาจนำเสนอผลลัพธ์ที่เอนเอียงได้จากข้อมูลที่กำหนดไว้ โดยกระบวนการทำให้ข้อมูลตรงกันของแบบจำลองดังกล่าวสามารถนำไปสู่ความล้มเหลวได้ หากคลาดเคลื่อนเพียงจุดเดียว 

Intellectual property: โมเดลแบบจำลองถูกทดสอบกับคลังข้อมูลของชิ้นงานที่สร้างขึ้น และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีกฎหมายบังคับอย่างไรสำหรับการนำเนื้อหานี้กลับมาใช้ใหม่ และหากเนื้อหานั้นมาจากทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

 แนวทางการใช้โมเดลพื้นฐานเอไออย่างมีจริยธรรม

เริ่มต้นจากการใช้งานการประมวลผลภาษาตามธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) เช่น การจัดหมวดหมู่ การสรุป และการสร้างข้อความในสถานการณ์ที่ไม่ได้เจอตัวลูกค้า และเลือกงานที่มีความเฉพาะ โดยโมเดลจำลองที่ได้รับการฝึกฝนมาแล้วจะสามารถลดต้นทุนการปรับแต่งและการทดสอบที่มีราคาแพง หรือใช้ในกรณีที่ต้องการตรวจสอบผลลัพธ์โดยมนุษย์

ใช้สร้างเอกสารเชิงกลยุทธ์ที่สรุปประโยชน์ ความเสี่ยง โอกาส และแผนงานการปรับใช้โมเดลจำลองพื้นฐาน AI เช่น GPT ซึ่งจะช่วยพิจารณาว่าได้ประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงหรือไม่ กรณีที่นำมาใช้งานเฉพาะ

ใช้ APIs บนคลาวด์สำหรับสร้างรูปแบบจำลองและเลือกแบบจำลองที่มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้มีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพตรงตามความต้องการเพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน ลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุนรวมสำหรับการเป็นเจ้าของ

จัดลำดับความสำคัญของผู้จำหน่ายที่ส่งเสริมการปรับใช้โมเดลอย่างมีความรับผิดชอบโดยการเผยแพร่แนวทางการใช้งาน การบังคับใช้ รวมถึงบันทึกช่องโหว่และจุดอ่อนที่ทราบ พร้อมเปิดเผยพฤติกรรมที่เป็นอันตรายและสถานการณ์การใช้งานในทางที่ผิดแบบเชิงรุก

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เปิด 10 เทรนด์เทคโนโลยีสำคัญในปี 2566

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 15 ธันวาคม 2565 – การ์ทเนอร์ อิงค์ ประกาศ 10 เทรนด์เทคโนโลยีมาแรงที่องค์กรธุรกิจต้องจับตาและศึกษา เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในปี 2566

ฟราสซิส คารามูซิส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “เพื่อยกระดับสถานะทางการเงินในช่วงเศรษฐกิจผันผวนขององค์กร ผู้บริหารและผู้นำด้านไอทีทั้งหลายต้องมองการณ์ไกลกว่าแค่การประหยัดต้นทุนไปสู่รูปแบบการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพใหม่ ๆ ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งการทำดิจิทัล ทรานส์ฟอร์มเมชันอย่างต่อเนื่อง โดยแนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2566 จะพัฒนาขึ้นมาจากสามธีมหลัก ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize) การปรับขยาย (Scale) และการเป็นผู้ริเริ่ม (Pioneer) ที่เทคโนโลยีสามารถช่วยองค์กรธุรกิจเพิ่มประสิทธิภาพความยืดหยุ่นในการดำเนินงานหรือสร้างความเชื่อมั่น พร้อมปรับขยายโซลูชันและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีความเฉพาะ และริเริ่มรูปแบบการมีส่วนร่วม การตอบสนองใหม่ ๆ ที่รวดเร็ว หรือสร้างโอกาสให้ธุรกิจได้”

เดวิด กรูมบริดจ์ นักวิจัยอาวุโสของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “อย่างไรก็ตามในปีหน้านี้ การส่งมอบเทคโนโลยีจะไม่เพียงพออีกต่อไป เนื่องด้วยธีมเหล่านี้ต่างได้รับผลกระทบจากความคาดหวังและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (หรือ ESG) ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน ในทุกการลงทุนทางเทคโนโลยีจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และต้องคำนึงถึงคนรุ่นต่อ ๆ ไปในอนาคต “Sustainable by Default หรือความยั่งยืนเป็นพื้นฐาน” เป็นเป้าหมายในการนำเทคโนโลยียั่งยืนมาใช้”

10 แนวโน้มเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ที่มาแรงในปี 2566 มีดังนี้

ความยั่งยืน (Sustainability)

ความยั่งยืนครอบคลุมเทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์ทั้งหมดในปี 2566 จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารไอทีมองว่าการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในขณะนี้มีความสำคัญสูงสุดติดสามอันดับแรกสำหรับนักลงทุน รองจากเรื่องของผลกำไรและรายได้ นั่นหมายความว่าผู้บริหารต้องลงทุนมากขึ้นกับนวัตกรรมโซลูชันที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับตอบโจทย์ความต้องการด้าน ESG และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน ซึ่งองค์กรธุรกิจจำเป็นต้องมีกรอบการทำงานด้านเทคโนโลยีที่ยั่งยืนใหม่ ที่เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและวัสดุอุปกรณ์ของบริการไอที ที่จะช่วยทำให้องค์กรมีความยั่งยืนผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ ความสามารถในการตรวจสอบแบบย้อนกลับ การวิเคราะห์ พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีเอไอ และปรับใช้โซลูชันไอทีเพื่อช่วยให้ลูกค้าบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนตามที่วางแผนไว้

ธีมที่ 1 การริเริ่ม (Pioneer)

เมตาเวิร์ส (Metaverse)

การ์ทเนอร์กำหนดให้ Metaverse เป็นพื้นที่จำลอง 3 มิติเสมือนจริง ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนมาใช้งานร่วมกัน สร้างขึ้นจากการผสานรวมโลกความเป็นจริงทางกายภาพและดิจิทัลไว้ด้วยกัน ซึ่ง Metaverse จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและมอบประสบการณ์ที่สมจริงยิ่งขึ้น การ์ทเนอร์คาดว่า Metaverse ที่สมบูรณ์ไม่ได้ขึ้นกับอุปกรณ์และจะไม่มีใครเป็นผู้จำหน่ายหรือเจ้าของแต่ผู้เดียว แต่จะมีระบบเศรษฐกิจเสมือนของตัวเอง โดยใช้สกุลเงินดิจิทัลและโทเค็นที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (NFTs) ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่ามากกว่า 40% ขององค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลกจะใช้เทคโนโลยีผสมผสานกัน เช่น Web3, AR Cloud และ Digital Twins ในโครงการใด ๆ บน Metaverse โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ 

ซูเปอร์แอป (Superapps)

ซูเปอร์แอปรวมคุณสมบัติของแอป แพลตฟอร์ม และระบบนิเวศไว้ในแอปพลิเคชันเดียว นอกจากมีฟังก์ชันต่าง ๆ ครบครันในแอปแล้ว ยังเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้กับบุคคลอื่นได้สร้างสรรค์พัฒนาและเปิดตัวมินิแอป ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าในแต่ละวันประชากรโลกมากกว่า 50% จะใช้ซูเปอร์แอปหลายตัว

“แม้ตัวอย่างส่วนใหญ่ของ Superapps จะเป็นแอปในมือถือ แต่แนวคิดนี้ยังสามารถนำไปใช้กับแอปพลิเคชันของลูกค้าบนเดสก์ท็อป อาทิ Microsoft Teams และ Slack ด้วยปัจจัยสำคัญก็คือ Superapp สามารถรวมและแทนที่แอปหลากหลายเพื่อให้ลูกค้าหรือพนักงานได้ใช้งาน” คารามูซิส กล่าว

AI ที่ปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive AI)

ระบบ AI ที่ปรับเปลี่ยนได้ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาโมเดลขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่องและเรียนรู้ภายในช่วงเวลาการทำหรือใช้งานและอยู่ในสภาพแวดล้อมของการพัฒนา โดยอาศัยฐานข้อมูลใหม่เพื่อปรับระบบให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามสถานการณ์จริงที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้หรือที่ไม่ได้เตรียมไว้ในระหว่างการพัฒนาครั้งแรก ซึ่งตอบโจทย์การให้ฟีดแบคแบบเรียลไทม์ สามารถปรับเปลี่ยนการเรียนรู้ได้แบบไดนามิกและตรงตามเป้าหมาย ทำให้เหมาะสมสำหรับการดำเนินงานที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมภายนอกหรือการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายขององค์กรที่ต้องการการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ธีมที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimize)

ระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัล (Digital Immune System)

76% ของทีมที่รับผิดชอบผลิตภัณฑ์ดิจิทัลในเวลานี้มีหน้าที่สร้างรายได้ให้ธุรกิจด้วยเช่นกัน ผู้บริหารไอทีกำลังมองหาแนวทางปฏิบัติและวิธีการใหม่ ๆ ที่สามารถให้ทีมงานนำมาปรับใช้เพื่อส่งมอบคุณค่าทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นได้ พร้อมลดความเสี่ยงและเพิ่มความพึงพอใจแก่ลูกค้า โดยมีระบบภูมิคุ้มกันดิจิทัลอยู่ในแผนงานดังกล่าว

ภูมิคุ้มกันดิจิทัลรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน การทดสอบอัตโนมัติและการทดสอบในสภาวะสุดขั้ว การแก้ปัญหาอัตโนมัติ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ภายในการดำเนินงานด้านไอที และการรักษาความปลอดภัยในห่วงโซ่อุปทานของแอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความเสถียรให้แก่ระบบ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 องค์กรที่ลงทุนในการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลจะลดการหยุดทำงานของระบบได้มากถึง 80% และนั่นคือการแปลงเป็นรายได้กลับมาสู่องค์กรได้สูงขึ้น

การสังเกตประยุกต์ (Applied Observability)

ข้อมูลการสังเกต (Observable Data) ได้สะท้อนถึงสิ่งประดิษฐ์ดิจิทัล เช่น บันทึก การติดตาม การเรียก API เวลาที่ใช้ไป การดาวน์โหลดและการถ่ายโอนไฟล์ ที่จะปรากฏขึ้นเมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียดำเนินการใด ๆ ความสามารถในการสังเกตประยุกต์ใช้ดึงข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ที่สังเกตได้เหล่านี้กลับมาในแนวทางที่มีการประสานและบูรณาการอย่างสูงเพื่อเร่งการตัดสินใจขององค์กรธุรกิจ

คารามูซิส กล่าวว่า “การสังเกตประยุกต์ช่วยให้องค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลสิ่งประดิษฐ์ของตนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ซึ่งมีประสิทธิภาพมาก เพราะช่วยยกระดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสม สำหรับดำเนินการอย่างรวดเร็วตามการกระทำของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ได้รับการยืนยันมากกว่าความตั้งใจ เมื่อวางแผนอย่างมีกลยุทธ์และดำเนินการได้สำเร็จ ความสามารถในการสังเกตที่นำไปใช้จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ทรงพลังที่สุดในการตัดสินใจสำหรับขับเคลื่อนธุรกิจด้วยข้อมูล”

AI Trust การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย (AI Trust, Risk and Security Management)

หลาย ๆ องค์กรยังเตรียมการได้ไม่ดีพอในการจัดการความเสี่ยงด้าน AI จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และเยอรมนี พบว่า 41% ขององค์กรต่างประสบปัญหาการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือมีเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่เกิดจาก AI อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเดียวกันนี้ยังพบว่าองค์กรที่จัดการความเสี่ยง ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย AI อย่างจริงจังนั้น ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกับโครงการ AI โดยส่วนใหญ่เปลี่ยนสถานะจากไอเดียที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (Proof of Concept) ไปสู่การผลิตและสร้างมูลค่าทางธุรกิจได้มากกว่าโครงการ AI ในองค์กรที่ไม่ได้จัดการฟังก์ชันเหล่านี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ

องค์กรต้องนำความสามารถใหม่ ๆ มาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่าแบบจำลองมีความเสถียร เชื่อถือได้ มีความปลอดภัยและการปกป้องข้อมูล โดย AI Trust การจัดการความเสี่ยงและความปลอดภัย (หรือ TRiSM) กำหนดให้ผู้เข้าร่วมจากแผนกต่าง ๆ ในองค์กรสามารถทำงานร่วมกันได้เพื่อนำมาตรการใหม่นี้มาปรับใช้

ธีมที่ 3 การปรับขยาย (Scale)

แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรม (Industry Cloud Platforms)

แพลตฟอร์มคลาวด์ของภาคอุตสาหกรรมนำเสนอบริการ SaaS แพลตฟอร์มเป็นบริการ (หรือ PaaS) และโครงสร้างพื้นฐานเป็นบริการ (IaaS) อย่างผสมผสาน ด้วยชุดการทำงานแบบแยกส่วนเฉพาะอุตสาหกรรมเพื่อรองรับการใช้งานของภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ องค์กรต่าง ๆ สามารถใช้ความสามารถที่บรรจุไว้ของแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนประกอบในการสร้างสรรค์ไอเดียทางธุรกิจดิจิทัลที่ไม่เหมือนใครและแตกต่างได้ พร้อมยังมีความคล่องตัว มีนวัตกรรมล้ำสมัย และลดระยะเวลาการนำออกสู่ตลาด โดยไม่ต้องล็อคอินเพื่อเปิดใช้งาน

ภายในปี 2570 การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าองค์กรมากกว่า 50% จะใช้แพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อเร่งการดำเนินโครงการใหม่ ๆ ของธุรกิจ

แพลตฟอร์มวิศวกรรม (Platform Engineering)

แพลตฟอร์มวิศวกรรมเป็นแนวทางการสร้างและปฏิบัติงานบนแพลตฟอร์มภายในของนักพัฒนาแบบทำได้ด้วยตนเอง เพื่อการส่งมอบซอฟต์แวร์และจัดการกระบวนการพัฒนาได้อย่างครบวงจร โดยเป้าหมายของแพลตฟอร์มวิศวกรรม คือ การเพิ่มประสิทธิภาพด้านประสบการณ์ของนักพัฒนาและเร่งการส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้าของทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า 80% ขององค์กรด้านวิศวกรรมซอฟต์แวร์จะจัดตั้งทีมดูแลแพลตฟอร์มภายในปี 2569 และ 75% จะรวมพอร์ทัลการใช้งานด้วยตนเองสำหรับนักพัฒนา

การรับรู้ถึงคุณค่าของระบบไร้สาย (Wireless Value Realization)

แม้ว่าจะไม่มีเทคโนโลยีใดเข้ามาครอบครองตลาด แต่องค์กรธุรกิจต่าง ๆ จะใช้โซลูชันไร้สายที่หลากหลายเพื่อรองรับกับทุกสภาพแวดล้อม ตั้งแต่ Wi-Fi ในสำนักงาน ผ่านบริการในอุปกรณ์พกพา ไปจนถึงบริการที่ใช้พลังงานต่ำ และแม้กระทั่งการเชื่อมต่อวิทยุ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2568 60% ขององค์กรจะใช้เทคโนโลยีไร้สาย 5 อย่างขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

เมื่อเครือข่ายพัฒนาก้าวหน้าไปไกลมากกว่าแค่การเชื่อมต่อ เครือข่ายจะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกโดยใช้การวิเคราะห์ในตัวและระบบที่ใช้พลังงานต่ำจะสะสมพลังงานไว้ได้โดยตรงจากเครือข่าย นั่นหมายความว่าเครือข่ายจะกลายเป็นแหล่งที่มาของมูลค่าทางธุรกิจโดยตรง

เทรนด์เทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์มาแรงที่เปิดเผยล่าสุดในปีนี้นั้นตอกย้ำให้เห็นแนวโน้มเทคโนโลยีที่ผลักดันให้เกิดการหยุดชะงักและสร้างโอกาสสำคัญให้ธุรกิจไปอีก 5-10 ปีข้างหน้า ลูกค้าของการ์ทเนอร์ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ใน รายงานพิเศษของการ์ทเนอร์  “Top Strategic Technology Trends for 2023.”

เกี่ยวกับ Gartner IT Symposium/Xpo

ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจะได้เรียนรู้วิธีการใช้งานระบบอัตโนมัติ รวมถึงแนวทางการปรับใช้กับเทคโนโลยีเกิดใหม่อื่น ๆ เพื่อยกระดับองค์กรไปอีกขั้น ในงาน  Gartner IT Symposium 2022 ติดตามข้อมูลข่าวสาร รูปภาพ และวิดีโอต่าง ๆ จากงานฯ ได้ที่ ผ่านทาง Twitter โดยติดแฮชแท็ก #GartnerSYM หรือที่ Gartner Newsroom หรือ LinkedIn.

รายละเอียดการจัดงานประชุมสัมมนา Gartner IT Symposium/Xpo ประกอบด้วย

October 31-November 2 | Tokyo, Japan

November 7-10 | Barcelona, Spain

November 14-16 | India

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์

แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง Twitter และ LinkedIn หรือเยี่ยมชม IT Newsroom สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์ชี้ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitical Risk) สร้างโอกาสสู่ผู้นำในบริบทใหม่แก่ผู้บริหารไอที

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 14 กันยายน 2565 – การ์ทเนอร์ชี้ผลกระทบของการกำกับดูแลทางเทคโนโลยีที่เกิดจากการเมืองระหว่างประเทศได้นำไปสู่ยุคภูมิศาสตร์การเมืองทางดิจิทัล (Digital Geopolitics) อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้บริหารไอที (CIO) ในบริษัทข้ามชาติต้องแสดงบทบาทผู้นำ

จากการสำรวจของการ์ทเนอร์ ระบุว่าคณะกรรมการบริหารขององค์กรต่าง ๆ 41% มองประเด็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจและความวุ่นวายทางภูมิศาสตร์การเมืองเป็นหนึ่งในความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อการดำเนินธุรกิจ โดยการ์ทเนอร์ยังคาดด้วยว่าภายในปี 2569 องค์กรข้ามชาติถึง 70% จะปรับทิศทางการดำเนินงานในประเทศต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงเพื่อลดการเปิดเผยข้อมูลทางภูมิศาสตร์การเมือง

ไบรอัน เพลนติส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัลเป็นหนึ่งในแนวโน้มที่สร้างความปั่นป่วนที่สุดที่ผู้บริหารไอทีต้องรับมือ โดยเวลานี้มีผู้บริหารมากมายกำลังจัดการกับข้อพิพาททางการค้า หรือกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่งที่กระทบต่อการดำเนินงานไปทั่วโลก และข้อจำกัดในการจัดหาและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนด ซึ่งผู้บริหารไอทีจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบ”

ภูมิศาสตร์การเมือง (Geopolitics) อธิบายถึงอิทธิพลทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างประเทศ อันเป็นผลจากการแข่งขันระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นการแข่งขันทาง เศรษฐกิจ การทหาร และทางสังคม เนื่องจากความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นในแต่ละพื้นที่ ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล (Digital Geopolitics) จึงเกิดขึ้นที่มีผลกระทบอย่างโดดเด่นชัดเจน

ผู้บริหารไอทีต้องแสดงบทบาทสำคัญเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อองค์กร พร้อมจัดระบบโครงสร้างสถาปัตยกรรมดิจิทัลขึ้นใหม่ถ้าจำเป็น โดยพวกเขาจะต้องจัดการหรือใช้ประโยชน์จากภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล 4 ด้านเด่น ดังนี้ (ตามภาพที่ 1)


ภาพที่
 1 ภูมิศาสตร์การเมืองดิจิทัล 4 ด้าน

ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2565)

  1. ปกป้องอธิปไตยดิจิทัล(Protect Digital Sovereignty) 

อธิปไตยดิจิทัลจะเป็นแหล่งหลักที่มีความซับซ้อน มีพลวัตและขยายตัวเรื่อยๆ ของแนวทางการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับบริษัทข้ามชาติ รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ จัดการเรื่องนี้ผ่านอำนาจนิติบัญญัติและการกำกับดูแล เช่น กฎหมายความเป็นส่วนตัว หรือ GDPR และกำลังขยายขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายนอกอาณาเขต (Extraterritorial Legislation) มากขึ้น โดยหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ที่ต้องติดต่อหรือทำธุรกรรมกับพลเมืองในเขตอำนาจศาลของประเทศหนึ่ง ๆ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายของประเทศนั้น ไม่ว่าองค์กรจะดำเนินธุรกิจที่ใดหรือพลเมืองนั้นอาศัยอยู่ที่ใด

ผู้บริหารด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต้องมีส่วนร่วมในเชิงรุกเพื่อให้แน่ใจว่ารูปแบบการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศขององค์กรและแนวทางปฏิบัติต่าง ๆ นั้นเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับในปัจจุบัน ซึ่งบทบาทของพวกเขาคือการตระหนักถึงสภาพแวดล้อมทางกฎหมายและพูดคุยกับผู้บริหารอื่น ๆ ถึงแนวทางขององค์กรว่าเอื้อต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดทั่วทั้งองค์กรอย่างไร

  1. สร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีท้องถิ่น(Build a local technology industry)

อุตสาหกรรมเทคโนโลยีอยู่ในสายตาและเป็นที่สนใจอย่างมากสำหรับผู้กำหนดนโยบายสาธารณะทั่วโลก ด้วยขนาด การเติบโต ความสำคัญเชิงกลยุทธ์ รายได้จากภาษี ความเป็นไปได้ของการจ้างงาน และไม่ค่อยมีการเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความได้เปรียบด้านทรัพยากรของประเทศในด้านใดโดยเฉพาะ

รัฐบาลหลายประเทศกำลังลงทุนในการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของตน ตัวอย่างเช่น สหรัฐฯ พยายามแก้ไขความไม่สมดุลระดับภูมิภาคของการผลิตชิปทั่วโลก ผ่านกฎหมายสร้างแรงจูงใจให้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่ออเมริกา ในชื่อกฎหมาย CHIPS for America Act (หรือ Creating Helpful Incentives to Produce Semiconductors for America Act) และรัฐบาลออสเตรเลียที่นำเสนอแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจดิจิทัลปี 2030 (Digital Economy Strategy 2030) รวมถึงการสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกิดใหม่และมีพลวัตเป็นเสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ

ความพยายามในการจัดตั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีภายในประเทศ ทำให้ผู้บริหารไอทีมีโอกาสสร้างการมีส่วนร่วมเชิงรุกกับภาครัฐฯ โดยต้องปรับแผนการดำเนินงานให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและบูรณาการระหว่างความเชี่ยวชาญระดับท้องถิ่นกับการเข้าถึงการร่วมสนับสนุนทางนวัตกรรมของรัฐบาลให้เข้ากันอย่างที่สุด

  1. บรรลุขีดความสามารถทางทหารที่จำเป็น(Achieve necessary military capability)

การเติบโตและเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นของภารกิจทางการทหารและความมั่นคงแห่งชาติจะจำกัดความพร้อมของบางเทคโนโลยีในประเทศต่าง ๆ ซึ่งองค์กรและผู้บริหารไอทีต่างได้รับผลกระทบจากสงครามไซเบอร์ใหม่ ๆ ตลอดจนการใช้ประโยชน์ทางเทคโนโลยีที่มีอยู่ในด้านการสู้รบและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย

ซีไอโอไม่สามารถพึ่งพาความพร้อมของเทคโนโลยีที่องค์กรเคยใช้ได้กับการดำเนินงานในประเทศใด ๆ ก็ได้อีกต่อไป และมีแนวโน้มว่าจะต้องเผชิญกับซัพพลายเออร์ที่ถูกจำกัดและดำเนินงานตามคำสั่งเท่านั้น ดังนั้นเพื่อลดปัญหาการหยุดชะงัก พวกเขาต้องตั้งศูนย์กลางของผู้จัดจำหน่ายและความเป็นเลิศด้านความเสี่ยงทางเทคโนโลยี เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงของซัพพลายเออร์หลักร่วมกับข้อบังคับของรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด

  1. ควบคุมโดยตรงให้ครอบคลุมธรรมาภิบาลของไซเบอร์สเปซ(Exert direct control over the governance of cyberspace)

การแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการกำกับดูแลไซเบอร์สเปซจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของบริษัทข้ามชาติ ขณะที่เทคโนโลยีดิจิทัลหลอมรวมสังคมในทุก ๆ ด้านเข้าด้วยกัน ประเทศต่าง ๆ พยายามสร้างความมั่นใจว่าเทคโนโลยีของตนเองนั้นสะท้อนและสนับสนุนค่านิยมหลักรวมถึงการดำเนินชีวิตของพลเมืองของตน ซึ่งรัฐบาลต่าง ๆ ได้ข้อสรุปเพิ่มมากขึ้นว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศที่ได้รับการป้องกันคือสิ่งที่พวกเขาต้องการ

แม้แผนงานควบคุมกำกับดูแลไซเบอร์สเปซของภาครัฐจะอยู่นอกเหนือหน้าที่ของซีไอโอ แต่ผู้บริหารไอทียังมีบทบาทสำคัญกับความสามารถของการดำเนินธุรกิจในระดับสากล ที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจให้แก่ผู้บริหารท่านอื่น ๆ เกี่ยวกับการแข่งขันระหว่างประเทศเพื่อควบคุมไซเบอร์สเปซ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อการดำเนินงานขององค์กร ด้วยการทำบรรยายสรุปประจำปีเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของไซเบอร์สเปซใหม่ ๆ

ลูกค้าการ์ทเนอร์ สามารถคลิกอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “What Forces Are Driving Digital Geopolitics and Where CIOs Should Focus” และ “3 Critical Actions for Executives to Cope With Long-Term Impacts of Geopolitical Tensions.”


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์เผยผลสำรวจ ผู้บริหาร 80% ชี้ระบบอัตโนมัติสามารถนำมาใช้กับการตัดสินใจเชิงธุรกิจใด ๆ ก็ได้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 5 กันยายน 2565 – การ์ทเนอร์เปิดผลสำรวจล่าสุด พบว่า 80% ของผู้บริหารคิดว่าระบบอัตโนมัติ (Automation) สามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจใด ๆ ก็ได้ โดยการสำรวจนี้เผยให้เห็นรูปแบบขององค์กรต่าง ๆ ที่กำลังพัฒนาการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เมื่อระบบอัตโนมัติฝังตัวอยู่ในธุรกิจดิจิทัล โดยเป็นส่วนหนึ่งในกลยุทธ์ระบบอัตโนมัติขององค์กร

เอริค เบรทเดอนิวซ์ รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “จากผลสำรวจดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าองค์กรต่าง ๆ นั้นกำลังเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์แบบเดิม ๆ ไปสู่ AI และเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้ในเชิงกลยุทธ์ขององค์กรมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น หนึ่งในสามขององค์กรกำลังนำระบบ AI ไปใช้กับแผนกต่าง ๆ ในธุรกิจ เพื่อเสริมสร้างจุดแข็งและความต่างด้านการแข่งขัน และยังใช้ AI สนับสนุนการตัดสินใจในกระบวนการทางธุรกิจ”

องค์กรยังเผชิญความท้าทายกับการย้าย AI จากสนามทดสอบไปสู่การใช้งานจริง

จากการสำรวจของการ์ทเนอร์เผยว่า โครงการต่าง ๆ ด้าน AI เฉลี่ย 54% นั้นเกิดจากโครงการทดสอบต่าง ๆ ไปสู่การดำเนินงานจริง ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 53% ในปี 2562 ตามรายงาน Gartner 2019 AI in Organizations Survey

ฟราสซิส คารามูซิส รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การปรับสัดส่วน AI ให้เหมาะสมกับการดำเนินธุรกิจยังเป็นความท้าทายสำคัญ โดยองค์กรต่าง ๆ ยังประสบปัญหาการเชื่อมต่ออัลกอริธึมที่พวกเขาสร้างขึ้นกับคุณค่าของธุรกิจที่มอบให้กับลูกค้า (Business Value Proposition) ซึ่งกลายเป็นเรื่องยากสำหรับผู้บริหารฝ่ายไอทีและผู้บริหารธุรกิจในการวิเคราะห์และพิสูจน์ความคุ้มค่าของการลงทุนที่จำเป็นต่อโมเดลการทดสอบ”

องค์กร 40% ระบุว่ามีการนำแบบจำลอง AI หลายพันรายการไปใช้งาน ซึ่งสร้างความซับซ้อนให้กับการกำกับดูแลขององค์กรและยังเป็นความท้าทายต่อความสามารถของผู้บริหารด้านข้อมูลและการวิเคราะห์เพื่อแสดงผล ROI (Return On Investment) จากแบบจำลองแต่ละแบบ

บุคลากรไม่ใช่อุปสรรคสำคัญของการใช้ AI
แม้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรจะส่งผลกระทบต่อการริเริ่มโครงการ AI แต่จากผลสำรวจกลับพบว่า บุคลากรไม่ใช่อุปสรรคสำคัญในการนำ AI มาใช้ โดยผู้บริหารถึง 72% บอกว่า พวกเขามีบุคลากรที่มีทักษะด้านนี้พร้อมอยู่ในมือหรือสามารถจัดหาบุคลากร AI ที่มีความสามารถในแบบที่องค์กรต้องการได้

“องค์กรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดผสมผสานการใช้บุคลากรที่พัฒนาขึ้นจากภายในกับการว่าจ้างบุคคลภายนอกที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญด้าน AI ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวนี้ทำให้มั่นใจได้ว่าทีมจะสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเรียนรู้ทักษะและเทคนิค AI ใหม่ ๆ รวมถึงไอเดียใหม่ ๆ ที่ได้มาจากบุคคลภายนอก” เบรทเดอนิวซ์ กล่าวเพิ่มเติม

ความกังวลด้าน AI กับความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่ผิดที่ผิดทาง
ความกังวลด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวไม่ได้ถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของเรื่องอุปสรรคสำคัญต่อการนำ AI มาใช้ โดยมีผู้บริหารเพียง 3% เท่านั้นที่ระบุว่ารู้สึกกังวลกับประเด็นนี้ อย่างไรก็ตามองค์กร 41% เผยว่าเคยพบการละเมิดความเป็นส่วนตัวหรือเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของ AI มาก่อน

เมื่อถามว่าส่วนใดขององค์กรธุรกิจที่กังวลด้านความปลอดภัยของ AI มากที่สุด ผู้ตอบแบบสอบถาม 50% กังวลเกี่ยวกับคู่แข่ง คู่ค้า หรือบุคคลที่สามอื่น ๆ และ 49% กังวลเรื่องอันตรายจากแฮ็กเกอร์ อย่างไรก็ตามกลับมีถึง 60% ขององค์กรที่เผชิญกับปัญหาความปลอดภัยหรือเหตุการณ์ความเป็นส่วนตัวของ AI  ที่เผยว่ามีการประนีประนอมในประเด็นของข้อมูลกันภายใน

“ข้อกังวลต่าง ๆ ในด้านความปลอดภัย AI ขององค์กรมักถูกเข้าใจผิด เนื่องจากการละเมิดที่เกิดจาก AI ส่วนใหญ่เกิดจากบุคคลภายใน ขณะที่การตรวจจับและป้องกันการโจมตีมีความสำคัญ ระบบความปลอดภัยของ AI ควรให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นโดยมนุษย์ด้วยเช่นกัน” เบรทเดอนิวซ์ กล่าวสรุป

ข้อมูลเชิงลึกการสำรวจเพิ่มเติมสามารถคลิกอ่านได้ที่ “The Gartner AI Survey Top 4 Findings.” และลูกค้าการ์ทเนอร์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ใน  “TechWave: Artificial Intelligence Annual Survey Findings.”

Gartner Data & Analytics Summit
นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์จะวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มด้านข้อมูลและการวิเคราะห์ในงาน Gartner Data & Analytics Summits 2022 ที่จะจัดขึ้นทั่วโลก โดยระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม จัดที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา ระหว่างวันที่ 14-16 กันยายน จัดขึ้นที่กรุงโตเกียว ระหว่างวันที่ 19-20 กันยายน จัดขึ้นที่เมืองมุมไบ และระหว่างวันที่ 7-8 พฤศจิกายน จัดที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ติดตามข่าวสารและความคืบหน้าการประชุมผ่านทาง Twitter โดยใช้แฮชแท็ก #GartnerDA

เกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของการ์ทเนอร์
แนวทางการปฏิบัติด้านไอทีของการ์ทเนอร์ช่วยให้ซีไอโอและผู้นำด้านไอทีมีข้อมูลเชิงลึกและเครื่องมือในการขับเคลื่อนองค์กรผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อนำไปสู่การเติบโตทางธุรกิจ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจากแนวปฏิบัติด้านไอทีของ Gartner บน Twitter และ LinkedIn ได้ที่ #GartnerIT

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์
บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์ชี้แนวโน้มความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยง ที่ธุรกิจต้องจับตาปีนี้

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 1 เมษายน 2565 — การ์ทเนอร์ อิงค์ เผยผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงต้องจัดการกับ 7 แนวโน้มสำคัญเพื่อปกป้องร่องรอยดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในองค์กรสมัยใหม่จากภัยคุกคามเกิดใหม่ในปี พ.ศ. 2565 และในอนาคต

ปีเตอร์ เฟิร์สบรู๊ค รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า “องค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรนซัมแวร์ที่มีความซับซ้อน มุ่งโจมตีระบบห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลและสร้างช่องโหว่ที่ฝังลึก ซึ่งการแพร่ระบาดกระตุ้นให้เกิดการทำงานแบบไฮบริดและเปลี่ยนไปใช้ระบบคลาวด์ ท้าทายผู้บริหารไอทีในการรักษาความปลอดภัยแก่องค์กรที่มีการทำงานในลักษณะกระจายศูนย์เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องรับมือกับปัญหาการขาดแคลนทีมงานความปลอดภัยที่มีทักษะ”

ความท้าทายเหล่านี้ส่งผลต่อแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 3 ประการ ดังนี้: (i) การตอบสนองใหม่ต่อภัยคุกคามที่มีความซับซ้อน (ii) วิวัฒนาการและการกำหนดรูปแบบเพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยและ (iii) การทบทวนด้านเทคโนโลยี ซึ่งแนวโน้มต่อไปนี้ก่อให้เกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในวงกว้างและครอบคลุม 3 แนวทางปฏิบัติฯ ข้างต้น ได้แก่:

แนวโน้มที่ 1: การขยายพื้นผิวการโจมตี (Attack Surface Expansion)

การโจมตีระดับพื้นผิวองค์กรกำลังแผ่ขยายมากขึ้น เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการใช้ระบบไซเบอร์ทางกายภาพและ IoT โค้ดโอเพ่นซอร์ส แอปพลิเคชันบนคลาวด์ ห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลที่ซับซ้อน, โซเชียลมีเดียและอื่น ๆ ที่พาองค์กรออกไปจากสินทรัพย์ที่ควบคุมได้ โดยองค์กรต้องมองข้ามวิธีการแบบเดิม ๆ ในการตรวจสอบ ตรวจจับ และตอบสนองความปลอดภัยเพื่อจัดการกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยวงกว้าง

บริการป้องกันความเสี่ยงดิจิทัล (Digital risk protection services หรือ DRPS) เทคโนโลยีการจัดการพื้นผิวการโจมตีภายนอก (External attack Surface Management หรือ EASM) และการจัดการพื้นผิวการโจมตีสินทรัพย์ทางไซเบอร์ (Cyber Asset Attack Surface Management หรือ CAASM) จะช่วยให้ผู้บริหารด้านความปลอดภัยมองเห็นระบบธุรกิจทั้งภายในและภายนอก พร้อมค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอย่างอัตโนมัติ

แนวโน้มที่ 2: ความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล (Digital Supply Chain Risk)

อาชญากรไซเบอร์ค้นพบว่าการโจมตีห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลให้ผลตอบแทนที่สูงในการลงมือ เนื่องจากมีช่องโหว่ต่าง ๆ เช่น ช่องโหว่ของ Log4j ที่แพร่กระจายไปทั่วห่วงโซ่อุปทาน และคาดว่าจะมีภัยคุกคามใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ.2568 องค์กรทั่วโลก 45% จะพบการโจมตีบนห่วงโซ่อุปทานเพิ่มขึ้นสามเท่าจากปี 2564

ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลต้องการแนวทางลดผลกระทบใหม่ ๆ ที่มีความละเอียดผ่านเกณฑ์การให้คะแนนและการแบ่งสัดส่วนของความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากทั้งผู้จัดจำหน่ายหรือพันธมิตร อาทิ การขอหลักฐานการควบคุมและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดด้านความปลอดภัย รวมถึงการปรับแนวคิดให้มีความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมล่วงหน้าก่อนที่กฎระเบียบใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นเพิ่มเติม

เทรนด์ที่ 3: การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามการระบุตัวตน (Identity Threat Detection and Response)

ผู้ที่เป็นภัยคุกคามและมีความช่ำชองกำลังมุ่งเป้ามาที่การยืนยันตัวบุคคลและการเข้าถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน (Identity and Access Management หรือ IAM) ซึ่งการใช้ข้อมูลประจำตัวในทางที่ผิดกลายเป็นเป้าการโจมตีหลัก การ์ทเนอร์ได้แนะนำ “การตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามการระบุตัวตน” (Identity Threat Detection and Response หรือ ITDR) เพื่ออธิบายถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่รวบรวมไว้พร้อมแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับใช้ปกป้องระบบการระบุตัวตน

“องค์กรต่าง ๆ ได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับปรุงความสามารถของ IAM แต่ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงการตรวจสอบและยืนยันตัวตนผู้ใช้งาน ซึ่งแท้จริงเป็นการเพิ่มพื้นผิวการโจมตีในส่วนโครงสร้างพื้นฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยเครื่องมือ ITDR สามารถช่วยปกป้องระบบการระบุตัวตน ตรวจจับเมื่อถูกบุกรุก และช่วยแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวเพิ่มเติม

แนวโน้มที่ 4: การกระจายการตัดสินใจ (Distributing Decisions)

ความต้องการและความคาดหวังด้านการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ขององค์กรกำลังเติบโตถึงขีดสุด และผู้บริหารต้องการระบบความปลอดภัยที่คล่องตัวท่ามกลางพื้นผิวการโจมตีที่ขยายขอบเขตมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทั้งขอบเขต ขนาด และความซับซ้อนของธุรกิจดิจิทัลจึงจำเป็นต้องใช้รูปแบบการกระจายการตัดสินใจ รวมถึงกำหนดบทบาทและความรับผิดชอบเพื่อรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ทั่วทั้งหน่วยงานในองค์กร โดยไม่ใช้การตัดสินใจแบบรวมศูนย์

“บทบาทของผู้บริหารด้านความปลอดภัย (CISO) เปลี่ยนจากผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคเป็นผู้จัดการความเสี่ยง ภายในปี พ.ศ. 2568 ฟังก์ชันความปลอดภัยทางไซเบอร์แบบรวมศูนย์เพียงฟังก์ชันเดียวจะมีความไม่คล่องตัวเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขององค์กรดิจิทัล ซึ่งผู้บริหารจะต้องกำหนดรูปแบบความรับผิดชอบของตนใหม่สำหรับให้คณะกรรมการในบอร์ดบริหาร ซีอีโอ และผู้นำธุรกิจอื่น ๆ เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับความเสี่ยงอย่างมีข้อมูล” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวว่าเพิ่มเติม

แนวโน้มที่ 5: เหนือกว่าการรับรู้ (Beyond Awareness)

ข้อผิดพลาดของมนุษย์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการละเมิดข้อมูลจำนวนมาก บ่งชี้ให้เห็นว่าแนวทางการฝึกอบรมแบบเดิม ๆ เพื่อให้ตระหนักถึงความปลอดภัยนั้นใช้ไม่ได้ผล องค์กรที่มีวิสัยทัศน์กำลังลงทุนในโครงการด้านวัฒนธรรมและพฤติกรรมการรักษาความปลอดภัยแบบองค์รวม (Security Behavior and Culture programs หรือ SBCPs) แทนที่จะจัดเป็นแคมเปญการรับรู้ด้านความปลอดภัยที่เน้นการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ล้าสมัย แต่ SBCP กลับมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมวิธีคิดและปลูกฝังพฤติกรรมใหม่ ๆ โดยมีเจตนากระตุ้นวิธีการทำงานที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นทั่วทั้งองค์กร

แนวโน้มที่ 6: รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยจากผู้จัดจำหน่าย (Vendor Consolidation)

การผสานรวมเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยได้รับแรงหนุนมาจากความต้องการลดความซับซ้อน ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการและเพิ่มประสิทธิภาพ แนวทางของแพลตฟอร์มใหม่ เช่น Extended Detection and Response (หรือ XDR), Security Service Edge (หรือ SSE) และ Cloud Native Application Protection Platforms (หรือ CNAPP) ที่กำลังมอบประโยชน์ให้แก่องค์กรด้วยการนำโซลูชันมาใช้อย่างผสมผสาน

การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2567 องค์กร 30% จะใช้เว็บเกตเวย์ที่ปลอดภัยส่งข้อมูลผ่านคลาวด์ (Secure Web Gateway หรือ SWG) ใช้ผู้ให้บริการตรวจสอบและบริหารจัดการสิทธิด้านความปลอดภัย (Cloud Access Security Broker หรือ CASB) ใช้แนวคิดด้านความมั่นคงปลอดภัยแบบใหม่ที่ถือว่าระบบเครือข่ายทั้งหมดไม่ควรเชื่อถือซึ่งกันและกัน (Zero Trust Network Access หรือ ZTNA) และการใช้ไฟร์วอลล์ของสำนักงานสาขาเพื่อปกป้องระบบเครือข่ายของตนเอง (Firewall As A Service หรือ FWaaS) จากผู้จัดจำหน่ายเดียวกัน โดยการรวมฟังก์ชันความปลอดภัยหลาย ๆ อย่างจะช่วยลดต้นทุนโดยรวมของการเป็นเจ้าของ และปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว อันนำไปสู่การรักษาความปลอดภัยโดยรวมที่ดีขึ้น

แนวโน้มที่ 7: ตาข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Mesh)

เทรนด์การใช้ผลิตภัณฑ์ด้านความปลอดภัยร่วมกันนั้นกำลังผลักดันให้เกิดการผสมผสานขององค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมด้านความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องกำหนดนโยบายความปลอดภัยให้สอดคล้องกัน เปิดใช้งานเวิร์กโฟลว์และแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโซลูชันที่นำมาใช้ด้วยกัน สถาปัตยกรรมตาข่ายความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity Mesh Architecture หรือ CSMA) ช่วยจัดเตรียมโครงสร้างและรูปแบบการรักษาความปลอดภัยแบบบูรณาการเพื่อรักษาความปลอดภัยแก่ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กร ในดาต้าเซ็นเตอร์ หรือในระบบคลาวด์

“แนวโน้มความปลอดภัยทางไซเบอร์เหล่านี้ของการ์ทเนอร์จะไม่ถูกแบ่งเป็นแนวโน้มใดแนวโน้มหนึ่ง เนื่องจากทุกแนวโน้มจะมีส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกัน เมื่อรวมกันแล้วจะช่วยให้ผู้บริหารไอทีด้านความปลอดภัยพัฒนาบทบาทเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความปลอดภัยและการจัดการความเสี่ยงในอนาคตได้ ที่สำคัญสามารถยกระดับจุดยืนภายในองค์กรได้ต่อไป” เฟิร์สบรู๊ค กล่าวสรุป

ลูกค้า Gartner สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมในรายงาน “Top Trends in Cybersecurity 2022” หรือคลิกอ่านลำดับความสำคัญสูงสุดสำหรับผู้นำด้านความปลอดภัยในปี พ.ศ.2565 ได้ที่ 2022 Leadership Vision for Security & Risk Management Leaders

เกี่ยวกับ Gartner Security & Risk Management Summit 

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์นำเสนอผลวิจัยและคำแนะนำล่าสุดสำหรับผู้บริหารด้านความปลอดภัยและจัดการความเสี่ยงที่งาน Gartner Security & Risk Management Summits 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 14-15 กุมภาพันธ์ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง และจัดขึ้นในวันที่ 7-10 มิถุนายนที่ National Harbor แมรี่แลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา, 21-22 มิถุนายนใน จัดที่ซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ระหว่าง 25-27 กรกฎาคม จัดที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ ระหว่าง 12-14 กันยายนในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ติดตามข่าวสารและการอัพเดทจากการประชุมทาง Twitter โดยใช้ #GartnerSEC

เกี่ยวกับ Gartner for Information Technology Practice

Gartner for Information Technology Executives นำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ได้จริงแก่ผู้บริหารและผู้นำด้านไอที สำหรับช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ขับเคลื่อนองค์กรก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ชมข้อมูลเพิ่มเติมคลิก www.gartner.com/en/information-technology

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดจาก Gartner for IT Executives ได้ที่ Twitter และ LinkedIn. หรือเยี่ยมชมที่ IT Newsroom


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

Gartner ชูอีริคสันเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ในรายงาน Gartner® Magic Quadrant™ ประจำปี 2565

อีริคสัน (NASDAQ: ERIC) ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการด้านสื่อสาร ตามรายงาน Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communications Service Providers ประจำปี 2565 ที่จัดทำโดยบริษัท การ์ทเนอร์ อิงค์

จากรายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาอีริคสันได้รับเลือกให้เป็นผู้นำอันดับสูงสุดในด้านความสามารถในการดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G สำหรับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร ทั้งนี้อีริคสันเคยได้รับเลือกให้เป็นผู้นำในรายงานประจำปี 2564 ปีแรกที่การ์ทเนอร์จัดทำรายงานดังกล่าว

ผู้เชี่ยวชาญของการ์ทเนอร์ได้ประเมินและวัดผลอย่างครอบคลุมและตรงไปตรงมากับบริษัทต่าง ๆ ที่นำเสนอโซลูชัน 5G แก่ผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร โดยครอบคลุมทั้งในภาพรวมวิสัยทัศน์และความสามารถในการดำเนินงานเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G เพื่อนำเสนอและสรุปเป็นภาพรวมตลาดถึงความสามารถในโครงสร้าง 5G

อีริคสันตระหนักดีว่าผู้ขายโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย 5G แบบครบวงจรถูกประเมินจากความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพแก่ผู้ให้บริการไอทีเพื่อให้แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  โดยส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างรายได้ การรักษาฐานลูกค้า และชื่อเสียง ในมุมมองการตลาดของการ์ทเนอร์ ซึ่งการประเมินดังกล่าวยังรวมถึงความสามารถในการดำเนินการด้านผลิตภัณฑ์และบริการของอีริคสันที่ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดและติดตามบันทึก การดำเนินกิจกรรมทางการตลาด ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับและภาพรวมของศักยภาพทางธุรกิจ

เฟรดริก เจดลิง รองประธานผู้บริหารและหัวหน้าเครือข่ายอีริคสัน กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่วิสัยทัศน์ด้าน 5G ของอีริคสันตั้งแต่ความเป็นผู้นำทางความคิดไปจนถึงการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพกับภาคอุตสาหกรรม และความสามารถในการดำเนินงานด้านโครงสร้าง 5G ที่โดดเด่นไม่เป็นรองใครของเราได้รับการยอมรับจากการ์ทเนอร์อีกครั้งในฐานะผู้นำของอุตสากรรม”

“การได้รับการยอมรับใน Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communications Service Providers โดยการ์ทเนอร์ตอกย้ำให้เห็นจุดยืนของบริษัทฯ และเป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเรา โดยคำนึงถึงความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญเสมอ”

ปัจจุบันอีริคสันมีสัญญา 5G เชิงพาณิชย์กับผู้ให้บริการด้านการสื่อสาร (CSPs) มากกว่า 170 ฉบับ และเปิดให้บริการ 5G แล้วถึง 114 เครือข่ายทั่วโลก พร้อมพัฒนาการให้บริการ 5G แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึง 5G RAN และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพใน Ericsson Radio System, Cloud RAN, Ericsson Silicon, 5G Core, Orchestration, BSS และ 5G สำหรับคมนาคม (5G Transport) ตลอดจนบริการระดับมืออาชีพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้แนะนำโซลูชันนวัตกรรมซอฟต์แวร์ อาทิ Ericsson Spectrum Sharing, 5G Carrier Aggregation และ Uplink Booster ที่ช่วยเพิ่มความครอบคลุมของเครือข่ายสัญญาณ สมรรถนะในการทำงานของผู้ใช้ และประสิทธิภาพของคลื่นความถี่ อย่างมีนัยสำคัญ

โซลูชันเหล่านี้สนับสนุนผู้ให้บริการในการปรับใช้และพัฒนา 5G เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้ปลายทางจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ Ericsson Radio System ที่มีจำหน่ายตั้งแต่ปี 2558 สามารถรองรับความสามารถ 5G New Radio (NR) ผ่านการติดตั้งด้วยซอฟต์แวร์จัดการจากระยะไกล

บริการ Ericsson Digital Services นำเสนอโซลูชัน 5G Core แบบดูอัลโหมดบนคลาวด์เนทีฟสำหรับเครือข่ายอัจฉริยะเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจอัจฉริยะโดยช่วยผู้ให้บริการด้านการสื่อสารสามารถนำเสนอโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ใช้มือถือและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้

โซลูชัน 5G Core ของอีริคสันรวมฟังก์ชั่น Evolved Packet Core และฟังก์ชันเครือข่าย 5G Core เข้ากับแพลตฟอร์มคลาวด์เนทีฟปกติที่รองรับ 5G NR แบบสแตนด์อโลนและแบบไม่สแตนด์อโลน เช่นเดียวกับโซลูชันรุ่นก่อนหน้าที่ช่วยประหยัดต้นทุนทั้งหมดในการเป็นเจ้าของ และการย้ายไปยังเครือข่าย 5G อย่างราบรื่น 

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่the 2022 Gartner Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communications Service Providers

 

About Gartner

Gartner delivers actionable, objective insight to executives and their teams.

Gartner Disclaimer:
Gartner does not endorse any vendor, product or service depicted in our research publications, and does not advise technology users to select only those vendors with the highest ratings or other designation. Gartner research publications consist of the opinions of Gartner’s research organization and should not be construed as statements of fact. Gartner disclaims all warranties, expressed or implied, with respect to this research, including any warranties of merchantability or fitness for a particular purpose.

Gartner and Magic Quadrant are registered trademarks of Gartner, Inc. and/or its affiliates in the U.S. and internationally and is used herein with permission. All rights reserved

Attribution: Gartner, Magic Quadrant for 5G Network Infrastructure for Communications Service Providers, 23 February 2022; Analyst(s) Kosei Takiishi, Sylvain Fabre, Frank Marsala, Peter Liu, Susan Welsh de Grimaldo, Pulkit Pandey.


Exit mobile version