Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ถอดรหัสโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี สะท้อนบทบาทโรงไฟฟ้าฐานในวิกฤตพลังงาน ตรึงต้นทุนผลิตไฟต่ำกว่า 2 บาท

ท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (LNG) ผันผวนอย่างหนักจนโลกต้องเผชิญกับภาวะ Energy Shock ขณะเดียวกันประเทศไทยก็กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบในช่วงปี 2568-2569 จากการหลั่งไหลเข้ามาของธุรกิจและการลงทุนด้าน Data Center และ การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าพุ่งทะลุสถิติใหม่ที่ระดับ 37,000 เมกะวัตต์ ในช่วงฤดูร้อนปี 2569 

คำถามสำคัญ คือ ประเทศไทยจะรับมือกับความต้องการไฟฟ้า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นได้อย่างไร?

โรงไฟฟ้าฐาน” เสาเข็มทางพลังงานที่ตรึงต้นทุนต่ำกว่า 2 บาท

ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ทำให้บทบาทของ “โรงไฟฟ้าฐาน” (Base Load Power Plant) ทวีความสำคัญขึ้น โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ (IPP) กำลังการผลิต 1,434 เมกะวัตต์ และ เป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าฐานที่สำคัญของไทย ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการเป็นเกราะป้องกันความเสี่ยงด้านราคา ด้วยการรักษาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับต่ำและคงที่ ไม่เกิน 2 บาทต่อหน่วย ต่ำกว่าประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างสิงคโปร์ ญี่ปุ่น หรือกลุ่มประเทศในยุโรป ที่ค่าไฟฟ้าทะยานไปถึง 8-15 บาทต่อหน่วย ดังนั้นการที่ประเทศไทยมีโรงไฟฟ้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอในต้นทุนที่ควบคุมได้ ถือเป็นแต้มต่อสำคัญในการดึงดูดการลงทุนระดับโลก และช่วยลดภาระค่าเอฟที (Ft) ของประชาชนไม่ให้พุ่งสูงตามภาวะสงคราม

เจาะเคล็ดลับบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างรัดกุม ไร้ผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบ

การวางกลยุทธ์ด้านเชื้อเพลิงที่รัดกุม คือ หัวใจสำคัญที่ทำให้โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็น

เส้นทางขนส่งเชื้อเพลิงที่ปลอดภัย: เชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี คือ ถ่านหินบิทูมินัสคุณภาพสูง ซึ่งนำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย ทำให้เส้นทางเดินเรือปลอดภัยและไม่ได้พาดผ่านพื้นที่ความขัดแย้ง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาการขนส่งชะงักงัน 


สัญญาระยะยาว: โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี มีการจัดทำสัญญาซื้อขายถ่านหินล่วงหน้าแบบระยะยาว (Long-term Contract) ทำให้ช่วยตรึงต้นทุนไม่ให้ก้าวกระโดด แตกต่างจากการซื้อขายเชื้อเพลิงประเภทอื่นที่ต้องอิงราคา Spot Market ที่มีความผันผวนสูง

สต๊อกเชื้อเพลิงพร้อม ทีมวิศวกรพร้อม เครื่องจักรพร้อม เดินผลิตไฟฟ้าได้อย่างไม่มีการสะดุด

นอกจากการบริหารจัดการด้านเชื้อเพลิงแล้ว เพื่อสร้างความมั่นใจสูงสุดแก่ทั้งภาคเศรษฐกิจและประชาชน โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ยังได้วางมาตรการรองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้อย่างรอบด้าน ได้แก่

การสำรองเชื้อเพลิง: มีการสำรองถ่านหินในสภาพพร้อมใช้สูงถึง 60 วัน ซึ่งเป็นระดับที่ปลอดภัยและเพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง 


ความพร้อมด้านวิศวกรรม: ด้วยทีมวิศวกรและช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ซึ่งประจำการตลอด 24 ชั่วโมง และแผนสำรองที่พร้อมปฏิบัติกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน


การสำรองอะไหล่: มีการสำรองอะไหล่เครื่องจักรสำคัญไว้ในคลังสินค้า พร้อมสำหรับการซ่อมแซมและสับเปลี่ยนได้ทันที เพื่อรักษาค่าความพร้อมจ่ายให้อยู่ในระดับสูงสุด 

ประสิทธิภาพเครื่องจักร: แม้โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องมาแล้วกว่า 17 ปี แต่ด้วยการออกแบบที่รองรับอายุการใช้งาน 30-40 ปี รวมถึงได้รับการตรวจเช็คและการดูแลรักษาอย่างสม่ำเสมอ ทำให้เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้ายังมีประสิทธิภาพสูง พร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังโดยไม่มีการหยุดซ่อมบำรุงนอกแผน

รักษาเสถียรภาพพลังงาน ร่วมก้าวต่อไปสู่ความยั่งยืน

สถานการณ์ในวันนี้จึงเป็นบทเรียนที่ย้ำเตือนถึงความสำคัญของ “การกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน” โดยการมีโรงไฟฟ้าฐานที่มั่นคงอย่างโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ทำให้สามารถช่วยรักษาเสถียรภาพและสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในช่วงการเปลี่ยนผ่าน (Energy Transition) ในอนาคต นอกจากนั้นโรงไฟฟ้า บีแอลซีพี ยังมุ่นมั่นในการเดินหน้าดำเนินงานตามหลัก ESG ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสังคม ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างยั่งยืนต่อไป

โรงไฟฟ้า บีแอลซีพี มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited 


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี เผยโครงการบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยจุลสาหร่ายประสบผลสำเร็จ ล่าสุด เจโทร และ เจร่า ร่วมนำบริษัทชั้นนำจากญี่ปุ่น เยี่ยมชมโครงการฯ

นายยุทธนา เจริญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) กล่าวถึงเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า และ ความคืบหน้าโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศว่า โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีนอกจากจะมีภารกิจหลักในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ด้วย ซึ่งการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์อย่างแท้จริงนั้น ไม่สามารถทำสำเร็จได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ดังนั้นโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงได้ดำศึกษาการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็นการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และแอมโมเนียคาร์บอนต่ำเป็นเชื้อเพลิงร่วม โครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture) รวมถึงโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตไฟฟ้า

โดยโครงการวิจัยจุลสาหร่ายเป็นความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี และ บริษัท อัลกัล ไบโอ จำกัด (Algal Bio) บริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่มีความเชี่ยวชาญด้านจุลสาหร่ายระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น ด้วยการสนับสนุนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO : เจโทร) และ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของประเทศญี่ปุ่น (Ministry of Economy, Trade and Industry : METI) เพื่อศึกษาการนำจุลสาหร่ายที่เพาะเลี้ยงในระบบปิดมาดักจับและเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นชีวมวลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยข้อดีของการนำจุลสาหร่ายมาใช้ดักจับและบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้น มีข้อได้เปรียบหลายประการ อาทิ ดูดซับก๊าซได้โดยตรงจากแหล่งกำเนิดไม่ต้องผ่านกระบวนการดักจับแบบซับซ้อน มีศักยภาพด้านต้นทุนที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น เช่น DAC (Direct Air Capture) หรือการผลิตทางชีวเคมี สามารถนำชีวมวลที่ได้จากการเพาะเลี้ยงจุลสาหร่ายมาเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value Product)  สามารถพัฒนาต่อยอดร่วมกับภาคธุรกิจและชุมชนเพื่อสร้างเป็นระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียวในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดทางเจโทร กรุงเทพฯ (JETRO, Bangkok) และ บริษัท เจร่า จำกัด (JERA) ได้นำคณะผู้บริหารจากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ อาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ ยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง อาหารสัตว์ ยานยนต์ ฯลฯ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและโครงการทดลองเพาะเลี้ยงจุลสาหร่าย พร้อมรับทราบถึงข้อมูลรายละเอียดความสำเร็จของโครงการฯ แนวทางการพัฒนาและการนำจุลสาหร่ายไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์

สำหรับผลตอบรับที่ได้รับจากผู้เข้าเยี่ยมชมนั้น มีแนวโน้มที่ดีหลายบริษัทเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของโครงการฯ พร้อมให้ความสนใจสอบถามข้อมูลและพูดคุยเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ในการร่วมมือพัฒนาต่อยอดไปสู่หลายอุตสาหกรรม ทั้งในแง่การใช้ประโยชน์จากจุลสาหร่ายในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาขยายผลในการนำจุลสาหร่ายไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

นอกจากนั้น นายยุทธนา ยังได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการสร้างความร่วมมือในการลดคาร์บอนไดออกไซด์ของผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและภาคประชาชนว่า แม้การเริ่มต้นของโครงการวิจัยนวัตกรรมจุลสาหร่ายเพื่อบำบัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะยังช่วยลดปริมาณก๊าซได้ไม่มากนัก แต่ก็เป็นการเริ่มต้นของการลงมือทำ เพื่อสร้างนวัตกรรม โดยโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี พร้อมจะร่วมมือและถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่พันธมิตร ภาครัฐ ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ชุมชน และภาคประชาชน ในการขยายความร่วมมือการลดและใช้ประโยชน์จากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นต่อไป

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) “มุ่งพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้สนใจค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.blcp.co.th/web/index หรือ Facebook : โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี – BLCP Power Limited 


Exit mobile version