Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดปี 2570 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 35% จะถูกจำกัดให้ใช้แพลตฟอร์ม AI เฉพาะภูมิภาค

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย, 9 มีนาคม 2569 — การ์ทเนอร์ อิงก์ บริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาด้านธุรกิจและเทคโนโลยีชั้นนำ เปิดเผยว่าในปี 2570 ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกกว่า 35% จะเข้าสู่ภาวะถูกจำกัดให้ใช้แพลตฟอร์ม AI เฉพาะภูมิภาค หรือ Region-Specific AI Platforms ที่ใช้ข้อมูลบริบทเฉพาะตัว โดยการ์ทเนอร์ยังคาดว่าภายในปีหน้าภาวะการถูกผูกขาดแพลตฟอร์มนี้จะเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 35%

กอราฟ กุปตา รองประธานฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ประเทศที่มีเป้าหมายสร้างอธิปไตยทางดิจิทัล หรือ Digital Sovereignty กำลังเพิ่มการลงทุนกับโครงสร้าง AI ภายในประเทศ หรือ Domestic AI Stacks มากขึ้น เพื่อมองหาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากโมเดลที่เป็นระบบปิดของสหรัฐฯ ซึ่งประกอบไปด้วย ประสิทธิภาพการประมวลผล ดาต้าเซ็นเตอร์ โครงสร้างพื้นฐาน และโมเดลที่ทำงานสอดคล้องกับกฎหมาย วัฒนธรรม และภูมิภาคของตน ซึ่งความเชื่อมั่นและความเข้ากันได้ทางวัฒนธรรมกลายเป็นเกณฑ์สำคัญ โดยผู้มีอำนาจตัดสินใจให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์ม AI ที่สอดคล้องกับค่านิยมท้องถิ่น กรอบการกำกับดูแล และความคาดหวังของผู้ใช้งาน มากกว่าแพลตฟอร์มที่มีเพียงชุดข้อมูลการฝึกฝนขนาดใหญ่ที่สุด”

โมเดลที่ปรับให้เข้ากับท้องถิ่น หรือ Localized Models ให้คุณค่าเชิงบริบทมากกว่า โดยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ระดับภูมิภาคมีประสิทธิภาพเหนือกว่าโมเดลระดับโลกในแอปพลิเคชันต่าง ๆ เช่น การศึกษา การปฏิบัติตามกฎหมายและบริการสาธารณะ โดยเฉพาะในภาษาอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

หลายประเทศต้องลงทุน 1% ของ GDP ภายในปี 2572 เพื่อสร้าง AI Sovereignty 

จากการที่ลูกค้าที่อยู่นอกฝั่งตะวันตกเริ่มเปลี่ยนจุดยืน เนื่องจากพวกเขากังวลเกี่ยวกับอิทธิพลของตะวันตกที่แพร่เข้ามามากเกินไป ทำให้ AI Sovereignty กลายเป็นตัวชี้นำไปสู่การลดความร่วมมือลงและเกิดการทำงานที่ซ้ำซ้อน ด้วยเหตุนี้ การ์ทเนอร์จึงคาดการณ์ว่าประเทศที่สร้างโครงสร้าง AI ของตนเอง หรือ Sovereign AI stack จะต้องใช้จ่ายอย่างน้อย 1% ของ GDP กับโครงสร้างพื้นฐาน AI ภายในปี 2572

อธิปไตยทาง AI หรือ AI Sovereignty หมายถึงความสามารถของประเทศหรือองค์กรในการควบคุมวิธีการพัฒนา แนวทางการติดตั้งนำไปใช้งาน และการใช้ AI ภายในขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของตนได้อย่างอิสระ

แรงกดดันด้านกฎระเบียบ ภูมิรัฐศาสตร์ การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ในประเทศ ภารกิจ AI ระดับชาติ ความเสี่ยงต่าง ๆ ที่องค์กรเผชิญ และความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ ล้วนเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ทำให้รัฐบาลและองค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งลงทุนใน Sovereign AI นอกจากนี้ความกลัวที่จะกลายเป็นผู้ตามในการแข่งขันทางเทคโนโลยี AI ยังผลักดันให้ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งสร้างนวัตกรรมและลงทุนเพื่อเป้าหมายในการบรรลุการพึ่งพาตนเองในทุกภาคส่วนของโครงสร้าง AI

“ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานในโรงงาน AI ถือเป็นกระดูกสันหลังที่สำคัญของ AI stack ที่ช่วยให้เกิดอธิปไตยทาง AI ส่งผลให้ดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะมีการขยายตัวและการลงทุนอย่างมหาศาลในอนาคต ผลักดันให้บริษัทไม่กี่แห่งที่ควบคุมโครงสร้าง AI มีมูลค่าบริษัทเติบโตในระดับเลขสองหลักถึงล้านล้านดอลลาร์” กุปตา กล่าวเสริม 

ด้วยเหตุทั้งหมดนี้ ผู้บริหารไอที (CIOs) จะต้อง:

  • ออกแบบเวิร์กโฟลว์ที่ไม่ยึดติดกับโมเดลใด ๆ โดยใช้เลเยอร์การจัดการต่างๆ ช่วยให้สามารถสลับไปมาระหว่าง LLM ในภูมิภาคต่าง ๆ และผู้ให้บริการที่แตกต่างกันได้
  • มีการกำกับดูแล AI และจัดเก็บข้อมูลในประเทศ และการปรับแต่งโมเดลเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย วัฒนธรรม และภาษาเฉพาะของแต่ละประเทศ
  • สร้างสัมพันธ์กับผู้ให้บริการคลาวด์ระดับชาติ ผู้ให้บริการ LLM ระดับภูมิภาค และผู้นำด้าน Sovereign AI ในตลาดสำคัญ ๆ พร้อมจัดทำรายชื่อพันธมิตรที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว 
  • คอยติดตามกฎหมาย AI กฎระเบียบด้านอธิปไตยทางข้อมูล และมาตรฐานใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานที่และวิธีการติดตั้งใช้งานโมเดล AI รวมถึงการประมวลผลข้อมูลของผู้ใช้

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ซิสโก้เปิดตัวนวัตกรรมสุดล้ำสำหรับยุค AI ที่งาน CISCO LIVE EMEA ปี 2026 ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม

CISCO LIVE EMEA, อัมสเตอร์ดัม – 11 กุมภาพันธ์ 2026 – ซิสโก้ประกาศความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งในยุค AI ในงานประชุม Cisco Live ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ท่ามกลางผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 21,000 คน บริษัทได้เปิดตัวชุดนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถต่อยอดเป้าหมายการใช้งาน Agentic AI ที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ ผลิตภัณฑ์ใหม่เหล่านี้ตอกย้ำความแข็งแกร่งของซิสโก้ในการส่งมอบโซลูชันด้านเครือข่าย ความปลอดภัย การตรวจสอบระบบ และอธิปไตยทางดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์มเทคโนโลยีแบบครบวงจร

นายจีทู พาเทล ประธานและหัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ ซิสโก้ กล่าวว่า “นวัตกรรม AI กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นมา เราจึงมุ่งมั่นส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญเพื่อให้ลูกค้าสามารถขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และนำ AI มาใช้ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย การประกาศในวันนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของซิสโก้ในฐานะแพลตฟอร์มที่ครบวงจร โดยนำนวัตกรรมด้านชิปซิลิคอนและระบบ, AgenticOps, ความปลอดภัย และการตรวจสอบสถานะมาผสานรวมกันเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับลูกค้า ตั้งแต่ในดาต้าเซ็นเตอร์ไปจนถึงสถานที่ทำงาน และครอบคลุมไปถึงส่วนอื่นๆ ในองค์กร”

นวัตกรรมสำคัญที่ประกาศที่งาน Cisco Live EMEA ได้แก่

Silicon One G300 ช่วยให้ลูกค้าสามารถขยายขนาดคลัสเตอร์ AI ได้อย่างมหาศาล โดย G300 มาพร้อมกับระบบ Intelligent Collective Networking ที่เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานเครือข่าย 33% และลดเวลาการทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น 28% เมื่อเทียบกับทราฟฟิกทั่วไป นอกจากนี้ซิสโก้ยังนำเสนอระบบ N9100 และ 8000 ที่ขับเคลื่อนด้วย G300 ซึ่งออกแบบมาสำหรับผู้สร้างเครือข่าย AI โดยเฉพาะทั้ง hyperscalers, neoclouds, ระบบคลาวด์ส่วนตัวที่มีความปลอดภัยสูง (sovereign private deployments), ผู้ให้บริการเครือข่าย และองค์กรต่างๆ ไม่เพียงแค่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น ซิสโก้ยังนำเสนอ Nexus One unified management plane เพื่อลดความซับซ้อนในการดำเนินงานทั้งในส่วนของดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งแบบ On-premises และบนคลาวด์เป็นเรื่องง่าย นวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐาน AI ของซิสโก้ช่วยให้มั่นใจว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ลดความซับซ้อน และทำให้ลูกค้าได้รับผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุน AI

New AgenticOps จะครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ในพอร์ตโฟลิโอของซิสโก้ ช่วยให้การดำเนินงานด้าน IT เป็นไปโดยอัตโนมัติ ขยายขนาดได้ และลดความซับซ้อนในยุค โดย AgenticOps อาศัยข้อมูลเชิงลึกจากระบบ Telemetry (cross-domain) ที่ครอบคลุมที่สุดในอุตสาหกรรม ทั้งจาก Cisco Networking, Security Cloud Control, Cisco Nexus One, Splunk และอื่นๆ ความสามารถใหม่นี้รวมถึงการยกระดับเครื่องมือ ทักษะ และประสิทธิภาพของแพลตฟอร์มทั้งในด้านเครือข่าย ความปลอดภัย และการตรวจสอบ

การอัปเดตครั้งใหญ่ที่สุดของ Cisco AI Defense มาพร้อมกับการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทาน AI (AI supply chain governance) และการป้องกันในขณะประมวลผล (runtime protections) เมื่อใช้เครื่องมือ agentic เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกเจาะระบบหรือการบิดเบือนข้อมูล นอกจากนี้ ยังมีการยกระดับ Cisco Secure Access Service Edge (SASE) ด้วยระบบตรวจสอบทราฟฟิกที่รับรู้ถึงเป้าหมาย (intent-aware inspection) โดยการวิเคราะห์ “เหตุผล” และ “วิธีการ” ของทราฟฟิก agentic เพื่อป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่ องค์กรต่างๆ สามารถใช้ประโยชน์จากความสามารถที่ช่วยนำเทคโนโลยี AI มาใช้ได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งรักษา agent integrity และควบคุม agentic interactions

ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้น ลูกค้าที่ใช้งานใน sovereign environmentจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ทีม Cisco Customer Experience (CX) พร้อมให้บริการรองรับความต้องการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งในรูปแบบ Air-gapped, On-premise หรือแบบ Hybrid

นอกจากนี้ ซิสโก้ได้เปิดตัว Cisco Critical National Services Centers (CNSCs) ในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสเปน เพื่อสนับสนุนองค์กรที่มีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด ศูนย์เหล่านี้ดำเนินงานภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด โดยมีสิ่งอำนวยความสะดวกเฉพาะทาง แยกกระบวนการดำเนินงานอย่างชัดเจน และบริหารจัดการโดยบุคลากรที่ผ่านการตรวจสอบ นอกเหนือจากช่องทางศูนย์ช่วยเหลือทางเทคนิค (Technical Assistance Center หรือ TAC) ตามมาตรฐานของซิสโก้แล้ว ศูนย์ CNSC ยังช่วยให้ลูกค้าสามารถแก้ไขปัญหาทางเทคนิคผ่านช่องทางที่ได้รับอนุมัติและมีความปลอดภัยสูง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจัดการข้อมูลที่เข้มงวดของแต่ละองค์กร จากความสำเร็จและประสบการณ์กว่า 15 ปีในเยอรมัน ปัจจุบันซิสโก้มีศูนย์ CNSC รวม 4 แห่งทั่วยุโรป และกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาศูนย์เพิ่มเติมในอิตาลี

ประกาศอื่นๆเพิ่มเติมจากงานครั้งนี้:

และสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของซิสโก้ได้ที่ Cisco Newsroom

เกี่ยวกับซิสโก้ (Cisco)

Cisco (NASDAQ: CSCO) ผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกที่ปฏิวัติวิธีการเชื่อมต่อและการรักษาความปลอดภัยให้กับองค์กรในยุค AI เป็นเวลากว่า 40 ปีที่ซิสโก้ได้เชื่อมต่อโลกอย่างปลอดภัย ด้วยโซลูชันและบริการที่ขับเคลื่อนด้วย AI ชั้นนำในอุตสาหกรรม ซิสโก้ช่วยให้ลูกค้า พันธมิตร และชุมชนสามารถปลดล็อกนวัตกรรม เพิ่มประสิทธิภาพ และเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางดิจิทัล ด้วยจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ซิสโก้ยังคงมุ่งมั่นสร้างอนาคตที่เชื่อมต่อและครอบคลุมให้มากขึ้นสำหรับทุกคน


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

การ์ทเนอร์คาดปี 69 ยอดใช้จ่าย AI ทั่วโลกพุ่งแตะ 2.5 ล้านล้านดอลลาร์

กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 มกราคม 2569 – การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทให้ข้อมูลเชิงลึกด้านธุรกิจและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ยอดการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ในปี 2569 จะมีมูลค่ารวมสูงถึง 2.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้น 44% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

จอห์น-เดวิด เลิฟล็อค (John-David Lovelock) รองประธานฝ่ายวิจัย การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “การนำ AI มาใช้ให้ประสบความสำเร็จนั้น หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความพร้อมของบุคลากรและกระบวนการทำงานภายในองค์กร โดยองค์กรที่มีประสบการณ์และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีมากขึ้น จะเริ่มเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการลงทุนตามกระแส ไปสู่การให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้จริงมากกว่าแค่ศักยภาพที่คาดหวัง

“ในปี 2569 นี้ AI จะเข้าสู่ช่วง Trough of Disillusionment หรือ ช่วงที่ความน่าสนใจเริ่มถดถอยลง ส่งผลให้องค์กรส่วนใหญ่เลือกซื้อโซลูชัน AI จากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายเดิมที่ใช้งานอยู่ แทนที่จะลงทุนในโครงการใหม่ที่ซับซ้อนและมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ความชัดเจนในการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) คือปัจจัยตัดสินสำคัญก่อนที่องค์กรจะขยายการใช้งาน AI ไปสู่วงกว้าง” นายเลิฟล็อค กล่าวเสริม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เพียงอย่างเดียว สามารถผลักดันยอดการใช้จ่ายในกลุ่มเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่รองรับ AI (หรือ  AI-Optimized Servers)ในปี 2569 เติบโตขึ้นถึง 49% คิดเป็น 17% ของมูลค่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั้งหมด นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐาน AI จะช่วยเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายอีกกว่า 401 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่เหล่าผู้ให้บริการเทคโนโลยีเร่งขยายรากฐาน AI อย่างต่อเนื่อง (ดูตารางที่ 1)

ตารางที่ 1 มูลค่าการใช้จ่ายด้าน AI ทั่วโลก จำแนกตามตลาด ระหว่างปี 2568-2570 (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ)


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

ผลสำรวจการ์ทเนอร์ชี้องค์กรที่ประเมินระบบ AI สม่ำเสมอมีแนวโน้มจะได้รับคุณค่าจากการใช้ GenAI สูงถึง 3 เท่า

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 20 พฤศจิกายน 2568 – การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี เผยผลสำรวจพบว่า องค์กรที่ตรวจสอบและประเมินประสิทธิภาพของระบบ AI รวมถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างสม่ำเสมอ มีโอกาสได้รับมูลค่าจากการใช้ GenAI มากกว่าองค์กรที่ไม่ได้ดำเนินการถึง 3 เท่า

การสำรวจดังกล่าวจัดทำขึ้นระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2568 จากผู้ตอบแบบสอบถาม 360 ราย เป็นองค์กรที่มีพนักงานประจำตั้งแต่ 250 คนขึ้นไป ครอบคลุมทุกอุตสาหกรรม (ยกเว้นซอฟต์แวร์ไอที) ในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียแปซิฟิก

Kjell Carlsson รองประธานนักวิเคราะห์การ์ทเนอร์ กล่าวว่า “ธรรมาภิบาล AI เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทำดีเพื่อผลลัพธ์ที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาลที่เลือกใช้ บางแนวปฏิบัติช่วยลดความเสี่ยงและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น ขณะที่บางแนวปฏิบัติยังช่วยเพิ่มมูลค่าที่องค์กรได้รับจากโครงการ GenAI อีกด้วย” 

องค์กรที่มีการประเมินอย่างสม่ำเสมอ ให้คำแนะนำที่ปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม กำหนดนโยบายการใช้งาน AI ที่ชัดเจน นำฟีเจอร์ธรรมาภิบาลมาใช้ และขยายการใช้งาน GenAI อย่างปลอดภัย มีแนวโน้มที่จะได้รับมูลค่าทางธุรกิจสูงสุดจาก GenAI มากกว่าองค์กรที่ไม่ได้ดำเนินการหลายเท่า (ดูรูปที่ 1)

รูปที่ 1. โอกาสการบรรลุมูลค่าในระดับสูงจากการใช้ GenAI จำแนกตามแนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล (อัตราส่วนความน่าจะเป็น)


ที่มา:
 การ์ทเนอร์ (พฤศจิกายน 2568)

การ์ทเนอร์แนะนำองค์กรควรให้ความสำคัญกับ 5 แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล เพื่อเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจจาก GenAI ดังนี้

  • ประเมินระบบ AI อย่างสม่ำเสมอ: ผู้บริหารควรนำกระบวนการประเมินและติดตามผลมาใช้ รวมถึงใช้แพลตฟอร์มธรรมาภิบาล AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประเมิน การตรวจสอบ และการแก้ไขปัญหา
  • ให้คำแนะนำและฝึกอบรม AI โดยปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้แต่ละกลุ่ม: ผู้บริหารต้องจัดการฝึกอบรมที่ตรงจุดเพื่อเพิ่มความสำเร็จของโครงการ GenAI โดยองค์กรที่ให้คำแนะนำตามบุคลิกและบทบาทงานของผู้ใช้ มีแนวโน้มได้รับมูลค่าที่สูงขึ้นถึง 2 เท่า ส่วนองค์กรที่จัดอบรมด้านจริยธรรม GenAI มีแนวโน้มได้รับมูลค่าสูงขึ้น 1.7 เท่า
  • กำหนดนโยบายการใช้งาน AI ที่ชัดเจน: ผู้บริหารควรกำหนดนโยบาย AI ที่ทั้งส่งเสริมการใช้งานอย่างรับผิดชอบและลดความเสี่ยงที่สำคัญ ๆ
  • ลงทุนในฟีเจอร์และผลิตภัณฑ์ธรรมาภิบาล: ผู้บริหารต้องสนับสนุนการลงทุนเพิ่มเติมกับความสามารถด้านธรรมาภิบาลในเครื่องมือและระบบ AI โดยองค์กรที่ลงทุนในผลิตภัณฑ์ธรรมาภิบาล AI จากผู้ให้บริการภายนอกมีโอกาสได้รับมูลค่าสูงขึ้นถึง 1.9 เท่า
  • ขยายการใช้งาน GenAI อย่างปลอดภัย: แม้ว่าการจำกัดการใช้ GenAI ให้กับผู้ใช้ที่มีความเสี่ยงต่ำและเชื่อถือได้จะเป็นแนวปฏิบัติที่จำเป็น แต่องค์กรที่สามารถขยายการใช้งานไปยังผู้ใช้กลุ่มอื่น ๆ ได้อย่างปลอดภัย มีโอกาสได้รับมูลค่าสูงสุดจาก GenAI มากกว่า 3.3 เท่า

เกี่ยวกับการ์ทเนอร์ 

บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ขยาย Dell AI Factory ด้วย NVIDIA ช่วยให้ใช้งาน AI ได้เร็วราวกับติดเทอร์โบ

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ขยายศักยภาพ Dell AI Factory ด้วย NVIDIA เสริมความล้ำหน้าทั้งในส่วนเซิร์ฟเวอร์ใหม่ เอดจ์ เวิร์กสเตชัน โซลูชันและบริการต่างๆ เพื่อช่วยให้นำนวัตกรรม รวมถึง AI ไปใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

“องค์กรต่างๆ กำลังเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อคว้าโอกาสจาก AI  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การร่วมมือกับ NVIDIA มีความสำคัญมาก” ไมเคิล เดลล์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เดลล์ เทคโนโลยีส์ กล่าว “การขยาย Dell AI Factory ด้วย NVIDIA ยังคงเป็นภารกิจร่วมกันของเรา ซึ่งเรากำลังช่วยให้องค์กรต่างๆ นำ AI ไปใช้งานได้ง่าย เพื่อให้องค์กรเหล่านี้สามารถก้าวสู่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีได้อย่างเต็มขั้น”

“Generative AI ต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลรูปแบบใหม่ เพื่อใช้เป็นโรงงาน AI ที่สร้างความฉลาด” เจนเซ่น หวง ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ NVIDIA กล่าว “NVIDIA และ Dell กำลังมอบบริการ Dell AI Factory ด้วย NVIDIA อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งเรื่องการประมวลผล เครือข่าย และซอฟต์แวร์ ที่ช่วยให้ใช้ copilots โปรแกรมช่วยเขียนโค้ด ระบบให้บริการลูกค้าผ่านออนไลน์ได้แบบเสมือนจริง (virtual customer service agents) รวมถึงระบบ digital twins ในอุตสาหกรรมสำหรับองค์กรดิจิทัล”

Dell AI Factory with NVIDIA เปลี่ยนข้อมูลธรรมดาให้เป็นข้อมูลเชิงลึกพร้อมมอบผลลัพธ์

Dell AI Factory with NVIDIA ผสานรวมสายผลิตภัณฑ์ด้าน AI ชั้นนำของเดลล์ เข้ากับซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ที่ใช้ GPU NVIDIA Tensor Core โครงสร้างการเชื่อมต่อเครือข่าย NVIDIA Spectrum-X Ethernet และ NVIDIA Bluefield DPUs ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถซื้อความสามารถแบบผสมผสานที่ตรงต่อความต้องการ หรือโซลูชันในชุดสมบรูณ์เพื่อเริ่มใช้ AI สำหรับกรณีการใช้งานที่ต้องการเร่งประสิทธิภาพให้เร็วขึ้น เช่น RAG, การฝึกโมเดล (model training) และการอนุมาน หรือการทำinferencing  ความล้ำหน้าของ Dell AI Factory with NVIDIA ช่วยองค์กรในเรื่องต่อไปนี้

ใช้พลังการประมวลผลขั้นสูงเพื่อรองรับการใช้งาน AI ในสเกลใหญ่

  • เซิร์ฟเวอร์Dell PowerEdge XE9680L ใหม่ ให้ประสิทธิภาพสูงพร้อมรองรับ GPU สถาปัตยกรรม NVIDIA Blackwell 8 ด้วยตัวเครื่อง 4U ในขนาดที่เล็กลง โดยเป็นเซิร์ฟเวอร์ที่ให้ความหนาแน่นสูงสุดในการขยายแร็คสำหรับ GPU NVIDIA Blackwell ตามขนาดมาตรฐานอุตสาหกรรม ให้ความหนาแน่นของ GPU มากขึ้น 33% ต่อแร็ค โดยให้พื้นที่ในการขยายมากถึง 50% สำหรับ I/O และ throughput ที่เพิ่มขึ้น

การระบายความร้อนด้วยของเหลวโดยตรง (DLC) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวม ด้วยความสามารถในการระบายความร้อนมากขึ้นสำหรับ CPU และ GPU ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ PowerEdge XE9680L ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้สามารถบำรุงรักษาได้ง่าย และพร้อมใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ เพราะมีการตั้งค่าการใช้งานขั้นสูงมาจากโรงงานเพื่อรองรับการขยายแร็คและติดตั้งใช้งานในสถานที่ได้ทันที

นอกจากนี้ เดลล์ ยังเสนอโซลูชัน rack-scale แบบ turnkey ที่ให้ความหนาแน่นมากที่สุดและให้ประสิทธิภาพพลังงานมากที่สุดในอุตสาหกรรม ช่วยเร่งการใช้ GPU ขนาดใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว ให้ทางเลือกการใช้งานได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะดีไซน์ที่ระบายความร้อนด้วยอากาศที่รองรับ GPU 64 ตัวในแร็คเดียว หรือรูปแบบที่ระบายความร้อนด้วยของเหลวที่มี GPU Blackwell NVIDIA 72 ตัวในแร็คเดียว

เร่งการนำแอปพลิเคชัน AI มาใช้ได้เร็วขึ้นด้วย Dell NativeEdge and NVIDIA

  • Dell NativeEdge เป็นเครื่องมือประสานการทำงานร่วมกับเอดจ์ตัวแรก ที่ช่วยให้ใช้ซอฟต์แวร์ NVIDIA AI Enterprise ได้แบบอัตโนมัติ ช่วยให้นักพัฒนาและผู้ดำเนินงาน IT สามารถใช้แอปพลิเคชัน AI และโซลูชันที่เอดจ์ได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้บรรดาธุรกิจตั้งแต่ผู้ผลิตตลอดจนผู้ค้าปลีกสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่เอดจ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำด้วยการใช้ต้นแบบ Dell NativeEdge ใหม่ที่ครอบคลุมการวิเคราะห์วิดีโอ NVIDIA Metropolis  และความสามารถด้านการพูดและแปลของ NVIDIA Riva รวมถึงไมโครเซอร์วิส NVIDIA NIM inference

พัฒนาและใช้แอปพลิเคชัน AI ได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ได้รับคุณค่าเร็วขึ้น

  • โซลูชันDell Generative AI Solutions for Digital Assistants ใหม่ช่วยให้ใช้งานระบบผู้ช่วยดิจิทัลได้เร็วขึ้น โดยช่วยให้ผู้ใช้ได้ประสบการณ์ในการให้บริการที่ตรงความต้องการได้ด้วยตัวเอง ด้วยการใช้โซลูชันเต็มรูปแบบของ Dell และ NVIDIA โดย Implementation Services for Digital Assistants ซึ่งเป็นบริการติดตั้งเพื่อใช้งานผู้ช่วยดิจิทัล จะช่วยให้องค์กรออกแบบ วางแผน ทดสอบ และปรับขยายการใช้โซลูชันได้อย่างเหมาะสมได้ด้วยตัวเอง
  • โซลูชันDell AI Factory with NVIDIA ช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสภาพแวดล้อม AI ได้อย่างรวดเร็วสำหรับกรณีการใช้งานที่หลากหลายด้วยการปรับใช้ระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบซึ่งเป็นการวางวิศวกรรมร่วมกับ NVIDIA โดยระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบจะช่วยลดเวลาลูกค้าได้สูงสุดถึง 86%  และเมื่อใช้ร่วมกับ NVIDIA Inferencing Microservices (NIMs) ก็จะช่วยลดเวลาโดยรวมไปได้อีกในการทำอนุมานเพื่อหาข้อสรุป หรือการทำ inferencing
  • บริการDell Accelerator Services ใหม่ สำหรับ RAG บนเวิร์กสเตชัน AI ช่วยลดระยะเวลาการพัฒนา AI และช่วยให้ใช้แอปพลิเคชัน AI ได้ผลดียิ่งขึ้น ด้วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่จำลองให้ตรงต่อความต้องการ ด้วยการใช้ RAG บนเวิร์กสเตชัน Dell Precision พร้อมด้วยชุดเครื่องมือ  เพื่อทำการสร้างต้นแบบเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว

“การวิจัยของเราพบว่า หลายองค์กรต้องการให้ระบบไอทีใช้งานง่าย แต่ยังประสบปัญหาอยู่ ซึ่งแม้ว่า AI จะให้ความเรียบง่ายในการใช้งานได้ก็ตาม แต่ในตัวมันเองก็มีความซับซ้อนอยู่ เช่น ทางเลือก คุณภาพของข้อมูล ความเสถียร และความปลอดภัย การมีร้านค้าแบบ one-stop shop ที่ได้รับการยอมรับมาช่วยดูแลเรื่องระบบโครงสร้าง ซอฟต์แวร์ และการบริการ ต้องเข้าใจถึงคุณค่าของ AI ในการช่วยลดความเสี่ยงและลดค่าใช้จ่ายได้” เดฟ เวลลานเต้ หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ theCUBE Research กล่าว “ความสามารถที่ครบวงจรของเดลล์ คือจุดที่สร้างความแตกต่างที่ทำให้เรามั่นใจในการเปลี่ยนไปใช้ AI  ซึ่ง Dell AI Factory with NVIDIA คือตัวอย่างชั้นเยี่ยมของโซลูชัน AI ที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายสำหรับเวิร์กโหลด AI ที่เกิดขึ้นใหม่” 

การวางจำหน่าย

  • เซิร์ฟเวอร์Dell PowerEdge XE9680L จะวางจำหน่ายในครึ่งหลังของปี 2024
  • แบบจำลองการใช้Dell NativeEdge สำหรับ NVIDIA จะพร้อมให้ใช้งานได้ทั่วโลกตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2024
  • Dell Generative AI Solutions for Digital Assistants และ Implementation Services for Digital Assistant พร้อมใช้งานในอเมริกาเหนือแล้วตอนนี้
  • ความสามารถในการใช้งานDell AI Factory with NVIDA แบบอัตโนมัติ จะให้บริการผ่าน Dell professional services ในช่วงครึ่งหลังของปี 2024 สำหรับ NVIDIA NIMs พร้อมให้บริการแล้วในปัจจุบัน
  • Dell Accelerator Services สำหรับ RAG บน Precision AI Workstations พร้อมให้บริการปลายเดือนพฤษภาคมเฉพาะบางประเทศในอเมริกาเหนือ ยุโรป ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น

เกี่ยวกับเดลล์ เทคโนโลยีส์

เดลล์ เทคโนโลยีส์ ช่วยให้องค์กรธุรกิจและปัจเจกบุคคลสามารถสร้างอนาคตทางดิจิทัล พร้อมทั้งช่วยในการปฏิรูปทั้งรูปแบบการทำงาน การดำเนินชีวิตและการพักผ่อน เดลล์ เทคโนโลยีส์ ให้การดูแลสนับสนุนลูกค้าด้วยสายผลิตผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและการบริการที่กว้างที่สุดและมีความเป็นนวัตกรรมอย่างสูงสุดในยุคของข้อมูล


Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

วิศวะ พีไอเอ็ม ขึ้นเวทีเด่น ด้านปัญญาประดิษฐ์ ร่วมแชร์วิชาการผลักดัน AI ประเทศไทย พร้อมรับรางวัลแห่งความภูมิใจ Super AI Engineer Season1

นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) รับรางวัลเหรีญทองผู้มีความสามารถดีเด่นในโครงการ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer) ปี 2020” โครงการซึ่งเป็นศูนย์รวมนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สายพันธ์ุใหม่ สำหรับผู้สนใจพิสูจน์ความสามารถของตัวเองเพื่อพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ จัดโดย สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (Artificial Intelligence Association of Thailand: AIAT) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธรมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) และ คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานร่วมในพิธีพร้อมกันนี้ในช่วงบ่ายมีเวทีเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ในหัวข้อ“การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” โดย รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี พีไอเอ็ม และ และ อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย ร่วมเป็นหนึ่งในวิทยากร แลกเปลี่ยนความรู้เพื่อยกระดับนวัตกรรม AI ให้ดียิ่งขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัด อว.

โครงการพัฒนานวัตกร-วิศวกร-นักวิจัย-วิสาหกิจเริ่มต้น ด้านปัญญาประดิษฐ์” หรือ “สุดยอดวิศวกรปัญญาประดิษฐ์ (Super AI Engineer)” ดำเนินการเพื่อพัฒนาผู้ที่มีแรงบันดาลใจทำผลงาน AI หรือผู้ที่ต้องการ Upskill Reskill ในสาขาอาชีพ วิศวกร นวัตกร นักวิจัย Startup เข้าอบรมและ Workshop ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงระดับสูงกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวง AI โดยเฉพาะ พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ ระหว่างเพื่อนสมาชิกหลากหลายอาชีพ โดยในปี 2020 ที่ผ่านมามีผู้พิสูจน์ความเป็นสุดยอดนักปัญญาประดิษฐ์ผ่านการประเมิน ได้แก่กลุ่มเหรียญทอง คน เหรียญเงิน 19 คน และเหรียญทองแดง 45 คน ซึ่งนายณัฐพร หงษ์เจริญ บัณฑิตสาขาวิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ ปัจจุบันเป็นนักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) ได้รับรางวัลในกลุ่มเหรียญทอง

นายณัฐพร กล่าวว่า “การที่ได้เข้าร่วมโครงการ Super AI Engineer ถือเป็นโอกาสดีในชีวิต ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างนอกเหนือจากในมหาวิทยาลัย เรียนรู้หลากหลายวิชาและได้รับความรู้ใหม่ ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ  อีกทั้งยังได้มีโอกาสเข้าฝึกงานในองค์กรและได้ทำหัวข้อที่ไม่เคยทำมาก่อน ส่วนตัวผมถนัดในด้าน Image แต่ได้ทำในด้าน NLP ซึ่งเป็นด้านที่เพิ่งเริ่มศึกษาจากในโครงการนี้ ทุกอย่างที่ได้รับมาจากการเรียนและการทำกิจกรรมต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้เราพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ภายในงานมีเสวนา “การผลักดันปัญญาประดิษฐ์ในประเทศไทย” ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจาก ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคงานวิจัย ได้แก่ ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)รศ.ดร. ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกดร.สุพจน์ เธียรวุฒิ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม)อุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย และ ศ.ดร. ธนารักษ์ ธีระมั่นคง นายกสมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยเนื้อหาการเสวนาพูดถึงความต้องการที่จะยกระดับนวัตกรรม ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งถือเป็นศาสตร์ทางดิจิทัลที่ประเทศให้ความสำคัญและนำมาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ โดยการอาศัยเครื่องมือดิจิทัลในการทำงาน อีกทั้งยังอยากผลักดันให้โครงการ Super AI Engineer เป็นแหล่งที่สามารถพัฒนาคนให้มีทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์มากขึ้น

ทางด้าน รศ.ดร. พิสิษฐ์ ชาญเกียรติก้อง คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ (พีไอเอ็ม) และอุปนายก สมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโยลีสารสนเทศประเทศไทย กล่าวว่า บทบาทการศึกษาสำหรับปัญญาประดิษฐ์ คือ การสร้างคน พัฒนาทักษะและองค์ความรู้แก่นักศึกษา พร้อมทั้งสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาคนสู่ภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสร้างหลักสูตรที่ตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรม อาทิ AI Engineer, Robotics Engineer, Data science ให้เป็นไปตามเป้าหมายของประเทศที่จะสร้างบุคลากรและพัฒนาการศึกษาด้านปัญญาประดิษฐ์ภายใต้แผนแม่บทฯ ประมาณ 700,000 คนต่อปี ด้านพันธกิจของสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตดีมีคุณภาพ มีประสบการณ์ทำงานแบบมืออาชีพ ด้วยรูปแบบ Work-based Education นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ใช้ได้จริงกับภาคธุรกิจและสังคม เช่น เครื่องผลิตซาลาเปา เซเว่นอีเลฟเว่นโรบอท และหุ่นยนต์ทางการแพทย์ ในขณะเดียวกันการบริการวิชาการ มีการจัดอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องเพื่อ Upskill, Reskill และ New-skill ส่งเสริมความรู้แก่ชุมชนและอุตสาหกรรม โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) สถาบันการศึกษา 12 สถาบัน และภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ จัดโครงการฝึกอบรมเพื่อชะลอการว่างงานภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ แก่บุคลากรให้ทำงานสอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0 และเตรียมความพร้อมให้กับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์หลังวิกฤต COVID-19”

โครงการ Super AI Engineer ถือว่าเป็นโอกาสนำไปสู่การสร้างชุมชนนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์อย่างแท้จริง และเป็นการเพิ่มศักยภาพของคนไทย ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือศาสตร์อื่นๆ จะเห็นได้ว่าคนรุ่นใหม่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญหลายด้าน เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่จุดสูงสุดในระดับสากล และยกระดับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของไทยให้ทัดเทียมกับต่างชาติได้

สำหรับโครงการดังกล่าวได้จัดขึ้นใน 2 รูปแบบ ทั้ง On site และ Online สามารถชมย้อนหลังได้ที่ Facebook; สมาคมปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย

คลิก https://www.facebook.com/aiat2015/videos/150187127312735


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

‘ไอบีเอ็ม’ เปิดตัวเครื่องมือ AI ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยองค์กรตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและปัญหาสภาพภูมิอากาศ

วันนี้ ไอบีเอ็ม (NYSE:IBM) ได้ประกาศเปิดตัวชุดเครื่องมือที่ให้ข้อมูลอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อม ที่ใช้ความสามารพของ AI ในการช่วยให้องค์กรเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านอากาศและสภาพภูมิอากาศที่อาจดิสรัปท์ธุรกิจ พร้อมสามารถประเมินผลกระทบที่องค์กรสร้างขึ้นต่อโลกได้ง่ายขึ้น และลดความซับซ้อนในการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่กำกับดูแลและการจัดทำรายงานที่เกี่ยวข้อง

วันนี้หลายบริษัทกำลังเผชิญกับความเสียหายต่อทรัพย์สินอันเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศ การหยุดชะงักของซัพพลายเชนและการปฏิบัติงาน รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นจากทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน ที่กดดันให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อม รายงาน “Global Risks Report 2021” โดย World Economic Forum ระบุว่าสภาพอากาศอันรุนแรง ความล้มเหลวจากการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ และความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ คือความเสี่ยงสูงสุดสามอันดับแรกสำหรับธุรกิจในช่วง10 ปีข้างหน้า วันนี้ธุรกิจต้องการมุมมองเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อจัดการกับความท้าทายเหล่านี้ แต่วิธีการที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นมีความยุ่งยากและซับซ้อน เนื่องจากเป็นการทำงานแบบแมนวลที่ใช้คนจำนวนมาก ต้องอาศัยคนที่มีทักษะด้านสภาพอากาศและวิทยาศาสตร์ข้อมูล รวมถึงต้องใช้พลังประมวลผลจากคอมพิวเตอร์

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ที่ประกาศในวันนี้ จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระบวนการดำเนินการที่รองรับอยู่ได้โดยอัตโนมัติ อาทิ การทำบัญชีและลดการใช้คาร์บอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ชุดเครื่องมือดังกล่าวใช้ประโยชน์จากข้อมูลสภาพอากาศจากไอบีเอ็ม ซึ่งเป็นผู้ให้บริการพยากรณ์อากาศที่แม่นยำที่สุดในภาพรวม ร่วมกับข้อมูลการวิเคราะห์ภูมิสารสนเทศขั้นสูง และนวัตกรรมใหม่จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม โดยนับเป็นครั้งแรกของการผสานศักยภาพของ AI ข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเชิงลึก และความสามารถในการจัดทำบัญชีคาร์บอน เข้าด้วยกัน ช่วยให้องค์กรใช้ทรัพยากรในการบริหารจัดการข้อมูลที่ซับซ้อนเหล่านี้น้อยลง และมีเวลาในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อปรับปรุงการดำเนินการมากขึ้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite มาพร้อมกับเลเยอร์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ให้ข้อมูลและภาพอธิบายถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มการเกิดน้ำท่วม เป็นต้น

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite เป็นโซลูชัน SaaS ที่ได้รับการออกแบบเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถ
• มอนิเตอร์สภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น สภาพอากาศที่รุนแรง ไฟป่า น้ำท่วม และคุณภาพอากาศ พร้อมส่งการแจ้งเตือนเมื่อมีการตรวจพบ
• คาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและสภาพภูมิอากาศ โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
• ดึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการหยุดชะงักของการดำเนินงานที่อาจเกิดขึ้นได้ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของเรื่องที่ต้องตอบสนอง
• วัดผลและจัดทำรายงานเกี่ยวกับตัวชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อมและการทำบัญชีคาร์บอน ซึ่งจะเป็นการลดภาระในการจัดทำรายงานสิ่งแวดล้อมของทีมจัดซื้อและทีมปฏิบัติการ

ชุดเครื่องมือดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมผ่านทาง API แดชบอร์ด แผนที่ และการแจ้งเตือน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดการความท้าทายด้านการดำเนินงานได้ทันท่วงที พร้อมวางแผนและกลยุทธ์ในระยะยาวเพื่อรับมือ ตัวอย่างเช่น ผู้ค้าปลีกสามารถเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับการขนส่งสินค้าในจุดที่มีสภาพอากาศรุนแรงและประสบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง หรือทราบถึงปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับจุดที่ตั้งคลังสินค้าในอนาคต สำหรับบริษัทด้านพลังงานและสาธารณูปโภค เครื่องมือนี้จะช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่าควรตัดแต่งต้นไม้ที่อยู่บริเวณรอบสายไฟในจุดไหน หรืออุปกรณ์สำคัญชิ้นใดที่มีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากไฟป่าอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เครื่องมือดังกล่าวยังสามารถช่วยให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ เห็นภาพมากขึ้นว่าระบบทำความเย็นกำลังมีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนในภาพรวมอย่างไร ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงในเรื่องดังกล่าวได้

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ช่วยให้องค์กรสามารถมอนิเตอร์และตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน โดยผู้ใช้สามารถปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ เกณฑ์ หรือการแจ้งเตือนพนักงาน ลูกค้า และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เมื่อมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุขึ้น พร้อมสามารถสเกลการใช้งานได้

“อนาคตของธุรกิจและสิ่งแวดล้อมมีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง เพราะไม่เพียงบริษัทต่างๆ จะต้องรับมือกับผลกระทบจากสภาพอากาศที่รุนแรงที่อาจมีต่อการดำเนินงาน แต่ยังต้องสามารถอธิบายต่อผู้ถือหุ้นและหน่วยงานที่กำกับดูแลได้ว่าการดำเนินงานของตนส่งผลกระทบต่อโลกอย่างไร” นายคารีม ยูซุฟ กรรมการผู้จัดการ IBM AI Applications กล่าว “ไอบีเอ็มได้ผนึกพลังของ AI และ Hybrid Cloud เข้าด้วยกัน เพื่อให้มุมมองอัจฉริยะเชิงลึกด้านสิ่งแวดล้อมแก่ธุรกิจ ที่จะช่วยปรับปรุงการจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการเพื่อลดการใช้ทรัพยากร และการวางแผนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้เร็ว โดยเฉพาะในยามที่ต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ”

วันนี้หลายบริษัททั่วโลกได้เริ่มใช้งานเทคโนโลยีสภาพอากาศและ AI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีหลักใน IBM Environmental Intelligence Suite แล้ว อาทิ BP Bunge Bioenergia ซึ่งเป็นบริษัทด้านเอธานอล พลังไฟฟ้าชีวภาพ และน้ำตาล ของบราซิล ที่ได้ใช้ข้อมูลสิ่งแวดล้อมและการวิเคราะห์ภูมิศาสตร์สารสนเทศเชิงลึก เพื่อช่วยให้เข้าใจการผลิตอ้อยและเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ตลาดในแง่ที่เกี่ยวกับการผลิตน้ำตาลทั่วโลก นอกจากนี้ Cajamar ซึ่งเป็นผู้นำด้านธุรกิจการเกษตร ก็ได้นำข้อมูลดังกล่าวเข้าช่วยชาวไร่สเปนในการเพิ่มผลผลิตและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ผ่านเครื่องมือดิจิทัล Plataforma Tierra

เครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite ยังได้ใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI จากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม เพื่อช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศและข้อมูลสามารถวิเคราะห์ชุดข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่มีขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น พร้อมด้วยแบบจำลองความเสี่ยงด้านสภาพอากาศแบบใหม่ที่ช่วยให้บริษัทต่างๆ คาดการณ์ความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ชุดเครื่องมือดังกล่าวยังใช้เทคโนโลยีจากศูนย์วิจัยไอบีเอ็ม ที่ใช้ความสามารถของการประมวลผลภาษาธรรมชาติและออโตเมชัน เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถคาดการณ์ปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอน พร้อมระบุได้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรเพื่อลดการปล่อยก๊าซในระหว่างการดำเนินงานและการทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์ต่างๆ

ชุดเครื่องมือ IBM Environmental Intelligence Suite มาพร้อมกับเลเยอร์ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศที่ให้ข้อมูลและภาพอธิบายถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น แนวโน้มการเกิดไฟป่า เป็นต้น

องค์กรยังสามารถใช้เครื่องมือ Environmental Intelligence Suite ร่วมกับซอฟต์แวร์อื่นๆ ของไอบีเอ็ม เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้งานปฏิบัติการทางธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น IBM Maximo Application Suite เพื่อช่วยให้องค์กรปกป้องและเพิ่มอายุการใช้งานอุปกรณ์สำคัญๆ หรือ IBM Supply Chain Intelligence Suite เพื่อช่วยสร้างซัพพลายเชนที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวได้ไวขึ้น

นอกจากนี้องค์กรยังสามารถได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในมุมอุตสาหกรรมของ IBM Global Business Services เพื่อออกแบบ ติดตั้ง และเร่งเครื่องสู่การทรานส์ฟอร์มธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับรูปแบบการดำเนินงาน ซัพพลายเชน การบริหารจัดการการปล่อยมลพิษ หรือ ESG รวมถึงการจัดทำรายงานความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศโดยอาศัยเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IBM Environmental Intelligence Suite สามารถดูได้ที่ ibm.biz/environmental-intelligence และสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำนวัตกรรมของไอบีเอ็มเข้าช่วยสร้างอนาคตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นฟื้นตัวไวยิ่งขึ้นให้กับองค์กรต่างๆ สามารถดูได้ที่ ibm.com/sustainability


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มจธ. จับมือ หัวเว่ย สร้างบุคลากร AI ป้อนตลาดแรงงานทักษะสูง พร้อมมอบอุปกรณ์ระบบคลาวด์เพื่อเสริมทัพการเรียนการสอน ภายใต้โครงการ Huawei ICT Academy

กรุงเทพฯ — เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2563 บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมทักษะความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านไอซีทีในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งป้อนแรงงานทักษะสูงเข้าตลาดแรงงาน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีขั้นสูงมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในโลกยุคดิจิทัล โดยมี รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายเจสัน เผิง รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้แทนในการลงนาม

บรรยายภาพ: รศ. ดร. สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี (กลางซ้าย) อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายเจสัน เผิง (กลางขวา) รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้าน AI โดยมี ผศ. ดร. ประเสริฐ คันธมานนท์ (ที่ 2 จากซ้าย) รองอธิการบดีอาวุโสฝ่ายบริหาร, ผศ. ดร. มณฑิรา นพรัตน์ (ซ้ายสุด) รองอธิการบดีฝ่ายอุตสาหกรรมและภาคีความร่วมมือ, นายชูโกะ ลี (ที่ 2 จากขวา) ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด และนายคมเดช เรืองเดชวรชัย (ขวาสุด) ผู้อำนวยการฝ่ายขายอุตสาหกรรมการศึกษา กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมทั้งคณะผู้บริหารทั้งสองฝ่าย ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีลงนาม

ภายใต้เอ็มโอยูดังกล่าว หัวเว่ยจะทำงานร่วมกับมจธ. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเรียนการสอนด้าน AI ของนักศึกษา คณาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัย รวมถึงดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีอันล้ำสมัยอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและสร้างรากฐานทักษะและองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีขั้นสูง เตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสามารถนำทักษะที่ได้ฝึกฝนผ่านโครงการไปใช้ในการทำงานจริงในอนาคต ตอบสนองความต้องการแรงงานทักษะสูงในตลาดเกิดใหม่ เพื่อเร่งให้เกิดนวัตกรรมและส่งเสริมการใช้ AI อย่างแพร่หลายในประเทศไทย

นอกจากนี้ ภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ นายเจสัน เผิง ยังได้ส่งมอบอุปกรณ์ระบบคลาวด์คอมพิวติ้ง (Huawei Cloud Computing Lab Equipment) เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ภายใต้โครงการ Huawei ICT Academy โดยมี รศ. ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย ให้เกียรติเป็นผู้รับมอบอุปกรณ์ดังกล่าว


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

มช. ผุดนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วง หนุนเกษตรกรรมยุคดิจิทัล ขับเคลื่อนด้วย AI

หากพูดถึงผลไม้ที่ขึ้นแท่นเป็นผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ มะม่วง ซึ่งได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ในแต่ละปีสามารถสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศได้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้ที่มีขั้นตอนและวิธีการดูแลที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนสายพันธุ์อื่น นั่นคือการห่อผลมะม่วงให้ได้ผลเป็นสีเหลืองทองและสวยงาม แต่ปัญหาของเกษตรกรที่พบคือ การห่อที่มีความคลาดเคลื่อน ทำให้ผลมะม่วงเกิดเชื้อราและมีแมลงเข้าไปทำลายเปลือกและเนื้อ ทำให้เกิดความไม่สวยงามของตัวผลมะม่วง ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้ จึงได้ทำการพัฒนาหุ่นยนต์ระบบ AI ในการช่วยห่อมะม่วงขึ้นมา เพื่อความแม่นยำ ลดการสูญเสียและเพิ่มความสะดวกให้แก่เกษตรกร

หุ่นยนต์ห่อมะม่วงระบบ AI เป็นการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์โรโบติกส์เข้ามาใช้ในสวน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยากต่อการทำงาน เพราะฉะนั้นหุ่นยนต์ต้องมีเรื่องของระบบการเซนเซอร์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องในการรับรู้เรื่องสภาพแวดล้อมภายนอก รวมทั้งหุ่นยนต์ต้องหาผลมะม่วงได้ด้วยตัวเอง โดยหุ่นยนต์จะถูกควบคุมด้วยระบบ AI ผสานกับเทคโนโลยีการตรวจจับวัตถุเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถตรวจจับสีของมะม่วงได้ว่าตรงไหนเป็นสีเขียวหรือสีเหลือง มีการติดกล้องขนาดเล็กไว้ที่ตัวหุ่นยนต์ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปที่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีการวัดระยะความห่างของมะม่วงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การห่อมะม่วงแต่ละครั้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์การห่อที่ถูกต้อง เพียงแค่นำถุงคาร์บอนไปติดตั้งที่ปลายแขนของหุ่นยนต์ เครื่องก็จะใช้การตรวจจับของระบบ AI สั่งการได้ทันที

ในอนาคตสามารถที่จะนำหุ่นยนต์ไปทดลองกับผลไม้ชนิดอื่นๆ ได้ รวมถึงการพัฒนาให้หุ่นยนต์มีความสามารถในการช่วยตัดแต่งกิ่งที่มีขนาดเล็ก ไปจนถึงเรื่องของการเก็บข้อมูลทางสถิติว่าจำนวนผลมะม่วงที่เก็บได้ในแต่ละต้นแต่ละปีเป็นเท่าไหร่ สำหรับนวัตกรรมชิ้นนี้ถือว่ามีความแม่นยำที่สูงมากในการห่อมะม่วง ช่วยลดปัญหาการห่อของชาวสวน ทั้งในเรื่องการจ้างแรงงาน ซึ่งลักษณะแรงงานโดยทั่วไปต้องอยู่กลางแดด เผชิญกับความเหนื่อยล้า ความเร่งรีบในการห่อ และเรื่องของการห่อผิดขนาด จากนวัตกรรมหุ่นยนต์ห่อมะม่วงนี้ ถือเป็นความสำเร็จที่พัฒนาและต่อยอดมากจากการประกวดแข่งขันหุ่นยนต์เคลื่อนที่อัตโนมัติ สำหรับการเกษตรอัจฉริยะ โดยสมาคมวิชาการหุ่นยนต์ไทยและองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดครั้งนี้และนำไปสู่การพัฒนางานวิจัยให้สามารถใช้งานได้จริง รวมถึงเพิ่มมูลค่าทางการผลิตให้กับเกษตรกรได้ในอนาคต

ด้วยศักยภาพและความเชี่ยวชาญของอาจารย์ นักวิจัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมที่จะสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร อันจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระตุ้นกลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย และเพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทั้งในแง่ของการยกระดับคุณภาพผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงส่งเสริมอุตสาหกรรมการเกษตรให้มีความทันสมัย และสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ


 

Categories
ข่าวประชาสัมพันธ์

อัลทิมาไลฟ์ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI สุดอัจฉริยะ “ธิมา เลขาอัจฉริยะ

อัลทิมาไลฟ์ เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี AI สุดอัจฉริยะ “ธิมา เลขาอัจฉริยะ” กระตุ้นธุรกิจการตลาดและการขายอย่างแท้จริง ผลิตโดยฝีมือคนไทย เพื่อให้สมาชิกชาวอัลทิมาไลฟ์ได้ใช้ระบบที่ทันสมัยที่สุดก่อนใคร

นายธานัท จารุฤทธิไกร ผู้บริหารฝ่ายการตลาดบริษัท อัลทิมาไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆโดยใช้ระบบ AI สุดอัจฉริยะ “ธิมา เลขาอัจฉริยะ” โดยฝีมือคนไทย โดย “ธิมา” จะเป็นเทคโนโลยีทางการตลาดและการขายสินค้า สามารถทลายกำแพงทางด้านภาษาและทำให้การขายสินค้า สามารถเชื่อมต่อกันได้ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น โดยที่คุณไม่ต้องออกคำสั่ง แต่ “ธิมา” อัจฉริยะถึงขนาดที่ว่าเธอจะทักลูกค้าของคุณไปเอง ส่วนแนวความคิดในการประดิษฐ์ “ธิมา” ขึ้นมาเพราะต้องการนำธุรกิจให้กลายเป็นระดับ Global และขยายตลาดไปสู่ระดับโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนทั่วโลกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

“ธิมา” จะเป็นเสมือนเลขาอัจฉริยะประจำตัวที่ไม่เพียงแค่รายงานราคาทองคำ ราคาน้ำมันหรือแม้กระทั่งสีเสื้อมงคล แต่รวมไปถึงการติดตามสมาชิก หากคุณมีสายงานที่ต้องการติดตาม ซึ่งจุดนี้ทำให้การประสานงานต่าง ๆ ง่ายมากยิ่งขึ้นไม่ว่าสมาชิกจะอยู่ประเทศอะไร เป็นคนเชื้อชาติไหน โดยระบบนี้เปิดใช้บริการแล้วกับสมาชิกอัลติมาไลฟ์ เพื่อเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ทั้งข้อมูลของบริษัทและข้อมูลสินค้า มากไปกว่านั้น “ธิมา” ยังสามารถคำนวนการสั่งสินค้าและบอกเตือนข้อมูลการรับประทานอาหารเสริมเพื่อสุขภาพได้อย่างถูกต้อง รวมไปถึงเตือนความจำวันสำคัญต่าง ๆ ในกลุ่มสมาชิกซึ่ง “ธิมา”เปรียบเสมือนเป็นเพื่อนที่สามารถพูดคุยในเรื่องราวต่าง ๆได้อย่างครบครัน

สำหรับระบบ AI หรือ Artificial Intelligence เป็นระบบคอมพิวเตอร์มีความสามารถคล้ายมนุษย์ หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ มีความฉลาดที่จะสามารถคิดและวิเคราะห์ รวมไปถึงการแยกแยะวิธีการจัดการในหลาย ๆ เรื่อง เปรียบเสมือนเลขาที่รู้เรื่องทุกอย่าง โดยมีฐานข้อมูลทุกอย่างบันทึกไว้ที่ AI และยังเป็นกลไกของกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดมนุษย์ เช่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การเรียนรู้ ที่ช่วยในการหาคำตอบ และเป็นระบบที่สามารถส่งต่อได้อย่างง่ายดาย ก้าวผ่านข้อจำกัดต่าง ๆ ในการทำธุรกิจ ประหยัดเวลาในการเรียนรู้ระบบ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยขับเคลื่อน การทำงานภายใต้ธุรกิจเครือข่ายอัลทิมา ไลฟ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายธานัทกล่าวทิ้งท้ายว่า ในอนาคต“ธิมา” จะสามารถโต้ตอบได้อีกหลายภาษา เพื่อรองรับการขยายธุรกิจไปต่างประเทศ ทลายกำแพงภาษาและทำให้การทำธุรกิจง่ายและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น


 

Exit mobile version