<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เทคโนโลยี | INVENTOR.IN.TH</title>
	<atom:link href="https://www.inventor.in.th/home/category/article/technology/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.inventor.in.th/home</link>
	<description>Magazine online for thai inventor</description>
	<lastBuildDate>Wed, 06 Aug 2025 08:14:20 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.2.9</generator>

<image>
	<url>https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2018/08/cropped-icon-inventor-32x32.png</url>
	<title>เทคโนโลยี | INVENTOR.IN.TH</title>
	<link>https://www.inventor.in.th/home</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>แนวทางรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์การใช้คลาวด์</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/navigating-geopolitical-risks-of-cloud-deployments/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 06 Aug 2025 08:14:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=13203</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/navigating-geopolitical-risks-of-cloud-deployments/">แนวทางรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์การใช้คลาวด์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>โดย Lydia Leong รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโส การ์ทเนอร์ สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันทำให้ภูมิทัศน์ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแป</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/navigating-geopolitical-risks-of-cloud-deployments/">แนวทางรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์การใช้คลาวด์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/navigating-geopolitical-risks-of-cloud-deployments/">แนวทางรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์การใช้คลาวด์</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><em>โดย </em><a href="https://www.gartner.com/en/experts/lydia-leong" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/experts/lydia-leong&amp;source=gmail&amp;ust=1754553649449000&amp;usg=AOvVaw2AkfT76GEdhxAgb7DIFHfq"><em>Lydia Leong</em></a></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><em>รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโส การ์ทเนอร์</em></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบันทำให้ภูมิทัศน์ของโครงสร้างพื้นฐานไอทีทั่วโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง มีความไม่แน่นอน ซับซ้อนและคลุมเครืออย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในช่วงสภาวะอ่อนไหวเช่นนี้ หลายองค์กรแสดงความกังวลมากขึ้นต่อการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ซึ่งทำให้ต้องหันกลับมาประเมินการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์อีกครั้ง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เป็นเวลาหลายปีที่องค์กรเผชิญกับปัญหาเดิม ๆ อาทิ การผูกขาดการเป็นผู้จำหน่าย (Vendor Lock-In) การสูญเสียอำนาจการต่อรองกับผู้จำหน่าย (Loss of Vendor Negotiation Power) และความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักครั้งใหญ่ของบริการ (Major Outage) เช่นที่เกิดขึ้นกับ <a href="https://www.gartner.com/en/information-technology/topics/minimize-disruptions-crowdstrike-outage" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/information-technology/topics/minimize-disruptions-crowdstrike-outage&amp;source=gmail&amp;ust=1754553649449000&amp;usg=AOvVaw2beLR-BcfJDsJpaqQiJ4Y8">Crowdstrike</a> เมื่อปีก่อน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายแต่ยังเป็นเรื่องที่รับมือจัดการได้และมองว่าเป็นการยอมแลกที่รับได้เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรม ความคล่องตัว และประสิทธิภาพของคลาวด์ที่ปรับขนาดได้ <strong>ผลวิจัยการ์ทเนอร์เผยให้เห็นว่าอธิปไตยคลาวด์ (</strong><strong>Cloud Sovereignty) เคยเป็นเรื่องที่ลูกค้าให้ความสำคัญต่ำ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปแล้ว</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้ระบบนิเวศไอทีสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์ แต่ความเสี่ยงที่เกิดจากความปั่นป่วนทางภูมิรัฐศาสตร์ ณ ปัจจุบันขยายไปไกลกว่าการสูญเสียบริการจากการคว่ำบาตรหรือข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงศักยภาพในการโจรกรรมข้อมูลผ่านการเข้ายึดอำนาจโดยรัฐบาลหรือการกระทำนอกเหนือกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีความกังวลเกี่ยวกับราคาคลาวด์ที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งเกิดจากภาษีนำเข้า เงินเฟ้อ และความผันผวนของสกุลเงิน <strong>ทั้งหมดนี้กำลังผลักดันให้กลยุทธ์คลาวด์ถูกยกกลับมาหารืออีกครั้งในห้องประชุมในฐานะที่เป็นปัญหาสำคัญด้านความยืดหยุ่นทางธุรกิจ</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงในสภาพแวดล้อมนี้ องค์กรต้องมองภาพให้กว้างขึ้น หมายถึงกลับมาประเมินใหม่ ที่ไม่เพียงแต่ด้านการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์ระดับไฮเปอร์สเกลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการใช้ระบบคลาวด์ทั้งหมดในสภาพแวดล้อมไอที</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>ประเมินการพึ่งพาผู้ให้บริการระบบคลาวด์</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">หากในช่วงเวลาที่ผ่านมาองค์กรยังไม่ได้ประเมินเรื่องการพึ่งพาผู้จำหน่ายคลาวด์หรือความเสี่ยงสำคัญ ๆ ที่อาจเกิดจากบุคคลที่สามตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องลงมือแล้ว โดยสามารถเริ่มจากการทำ Mapping ที่ไม่เพียงแต่เรื่องของการพึ่งพาคลาวด์อย่างเดียวโดยตรง แต่รวมถึงโครงข่ายที่กว้างขึ้นของบริการและเทคโนโลยีที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ทั้งจากภายในและภายนอกเครือข่าย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">หมายความว่าองค์กรต้องมองไกลกว่าโซลูชันบนคลาวด์ที่มีอยู่ทั่วไป เพราะระบบภายในจำนวนมากดูเหมือนจะพึ่งพาความสามารถที่เชื่อมโยงกับคลาวด์แบบ On-Premises รวมถึงโซลูชันด้านความปลอดภัยที่ต้องอาศัยข้อมูลภัยคุกคามบนคลาวด์ หรือฮาร์ดแวร์ อาทิ พวกอุปกรณ์เครือข่ายหรืออินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) ที่กำหนดค่าและจัดการผ่านคลาวด์</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบดั้งเดิมจำนวนมากได้รับอนุญาตให้ใช้งานผ่านระบบคลาวด์ ซึ่งทำให้มีจุดเชื่อมกันที่ซ่อนอยู่ อาจมีความสำคัญในเหตุที่เกิดการหยุดชะงัก</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เมื่อเขียนภาพแสดงการพึ่งพาคลาวด์ออกมาได้แล้ว จำเป็นต้องพิจารณาพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ของบริการและผู้ขายแต่ละราย นั่นหมายถึงการทำความเข้าใจเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง เช่น ตำแหน่งที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของผู้ขาย พื้นที่ที่ระบุในสัญญาบริการ และส่งมอบจากที่ใด เป็นต้น การเข้าใจเรื่องเหล่านี้ทำให้องค์กรสามารถระบุว่าส่วนใดของสภาพแวดล้อมไอทีที่อาจเผชิญกับความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ความต่อเนื่องของการตระหนักรู้เกี่ยวกับการพึ่งพากันถือเป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จ <strong>ผลวิจัยการ์ทเนอร์ระบุว่าการติดตามความสัมพันธ์ของบุคคลที่สามอย่างต่อเนื่องมีประสิทธิภาพมากกว่าการติดตามแค่ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>ตัวเลือกที่เป็นไปได้สำหรับการพึ่งพาที่สำคัญ</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้องค์กรหลายแห่งจะซื้อความสามารถระบบคลาวด์มากเกินไป แต่ความจริงก็คือใช้เป็นโซลูชันทางเลือกหลากหลาย โดยเฉพาะใช้สำหรับเวิร์กโหลดงานสำคัญ ที่บางครั้งอาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจที่มีความสำคัญที่สุดได้เต็มที่ เหตุเพราะไม่มีโซลูชันอื่นให้เลือก</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การเปลี่ยนโซลูชันหรือระบบนิเวศบนคลาวด์มักต้องแลกสิ่งหนึ่งเพื่อให้ได้อีกสิ่งหนึ่งเสมอ อาทิ ต้นทุนที่สูงขึ้น ระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ความซับซ้อนที่เพิ่มมากขึ้น และความต้องการด้านทักษะขององค์กรที่มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แค่การตัดสินใจทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจอีกด้วย สิ่งสำคัญคือต้องให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียด้านความเสี่ยงจากทั่วทั้งองค์กรมีส่วนร่วม เพื่อพิจารณาว่าการเสียสละใด ๆ ที่ยอมรับได้เพื่อแสวงหาความยืดหยุ่น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ทางเลือกที่เป็นไปได้ที่ควรพิจารณาอาจรวมถึงโซลูชันอธิปไตยคลาวด์ (Sovereign Cloud Solutions) ที่ส่งมอบผ่านกิจการร่วมทุน หรือ เป็นพันธมิตรกันเพื่อทำ Geopatriation หรือการกำหนดภูมิรัฐศาสตร์สำหรับย้ายงานและแอปพลิเคชันจากผู้ให้บริการต่างประเทศไปยังผู้ให้บริการในระดับภูมิภาคหรือในประเทศ หรือการกำจัดการพึ่งพาคลาวด์บางส่วนออกไป</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การวิเคราะห์ช่วยให้องค์กรสามารถกำหนดได้ว่าสามารถทำอะไรได้ รวมถึงต้นทุน ความพยายาม ความเสี่ยงในการดำเนินการ และปริมาณความเสี่ยงที่เหลืออยู่หลังดำเนินการ ควรระวังไม่ให้ความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มขึ้นจากการสลับเปลี่ยนโซลูชัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>วางแผนปรับใช้ตามสถานการณ์</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาคล้ายกันหมด และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อองค์กรในแบบเดียวกัน ผลกระทบของเหตุการณ์ขึ้นอยู่กับเขตอำนาจศาลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงลักษณะเหตุการณ์และขอบเขตการพึ่งพาระบบคลาวด์</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การวางแผนตามสถานการณ์ช่วยให้มั่นใจว่ากลยุทธ์การจัดการเหตุการณ์ฉุกเฉินบนคลาวด์นั้นสอดรับกับสถานการณ์เฉพาะที่มักเกิดขึ้น รวมถึงสถานการณ์ที่แตกต่างกันจะส่งผลต่อ Timelines การคุ้มครองตามสัญญา การเข้าถึงข้อมูล ความร่วมมือของผู้ให้บริการ ทรัพยากร งบประมาณ และทางเลือกที่เป็นไปได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อบริการคลาวด์ ได้แก่ การพุ่งขึ้นของราคาที่เกิดจากสภาวะเศรษฐกิจ การกำหนดเป้าหมายที่มีแรงจูงใจทางการเมือง การหยุดชะงักทางการค้า หรือการปิดพรมแดน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>การ์ทเนอร์ระบุว่าองค์กรส่วนใหญ่มักต้องใช้เวลาอย่างน้อย </strong><strong>2 ปี ในการสลับใช้ระหว่างโซลูชันบนคลาวด์ภายใต้สถานการณ์ปกติ</strong> ดังนั้นการเตรียมการล่วงหน้าจึงมีความจำเป็นอย่างมากเพื่อให้สลับไปมาได้อย่างรวดเร็ว อาจมีกรณีที่จะดีกว่าถ้าไม่เพิ่มโซลูชันที่ใช้ระบบคลาวด์ที่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ในอนาคต</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การนำขั้นตอนเหล่านี้มาใช้จะทำให้องค์กรวางแผนรับมือเหตุการณ์ที่สร้างผลกระทบสูง ซึ่งอาจส่งผลเชิงลบต่อการพึ่งพาระบบคลาวด์ได้ </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong><em>เกี่ยวกับผู้เขียน</em></strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><a href="https://www.gartner.com/en/experts/lydia-leong" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/experts/lydia-leong&amp;source=gmail&amp;ust=1754553649450000&amp;usg=AOvVaw1DpxhttdV5RiJph5Gu1hRd"><em>Lydia Leong</em></a><em> รองประธานนักวิเคราะห์อาวุโสของการ์ทเนอร์ เน้นวิจัยกลยุทธ์คลาวด์คอมพิวติ้งและโครงสร้างพื้นฐาน</em></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong><em>เกี่ยวกับการ์ทเนอร์</em></strong><strong><em> </em></strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><em>บริษัท การ์ทเนอร์ (</em><em>Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ </em><a href="http://gartner.com/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://gartner.com/&amp;source=gmail&amp;ust=1754553649450000&amp;usg=AOvVaw2FbMeKsC4kAXgiZIjcJf1F"><em>gartner.com</em></a></span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/navigating-geopolitical-risks-of-cloud-deployments/">แนวทางรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์การใช้คลาวด์</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เส้นทาง Net Zero สู่ Sustainable IT</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/net-zero-path-to-sustainable-it/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 05 Jun 2024 13:57:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=12614</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/net-zero-path-to-sustainable-it/">เส้นทาง Net Zero สู่ Sustainable IT</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>โดย ออทัมน์ สแตนนิช ผู้อำนวยการฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้าง Net Zero Economy โดยมีเป้าหมายห</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/net-zero-path-to-sustainable-it/">เส้นทาง Net Zero สู่ Sustainable IT</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/net-zero-path-to-sustainable-it/">เส้นทาง Net Zero สู่ Sustainable IT</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><em>โดย ออทัมน์ สแตนนิช ผู้อำนวยการฝ่ายนักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์</em></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ประเทศไทยกำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้าง Net Zero Economy โดยมีเป้าหมายหลัก คือ บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 รวมทั้งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 นอกจากนี้ได้มีการปรับเป้าหมาย NDC ให้เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการปล่อยมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ <a href="https://unfccc.int/sites/default/files/NDC/2022-11/Thailand%202nd%20Updated%20NDC.pdf" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://unfccc.int/sites/default/files/NDC/2022-11/Thailand%25202nd%2520Updated%2520NDC.pdf&amp;source=gmail&amp;ust=1717681752612000&amp;usg=AOvVaw2sn9SJGwMpc0lp25znzCYt">โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30-40% ภายในปี 2030</a> ซึ่งองค์กรต่าง ๆ ในไทยต้องคำนึงถึงพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Autumn-Stanish_rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-12616 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Autumn-Stanish_rs.jpg" alt="" width="900" height="600" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Autumn-Stanish_rs.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Autumn-Stanish_rs-300x200.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Autumn-Stanish_rs-768x512.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เนื่องจากการใช้พลังงานไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับด้าน ICT (เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาระผูกพันเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากขึ้น ข้อมูลจากองค์กรวิจัยด้านเซมิคอนดักเตอร์ (SRC) และสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าตอนที่องค์กรเพิ่งเริ่มต้นยุคดิจิทัลเมื่อทศวรรษ 2010 นั้น งานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ICT ใช้พลังงานทั่วโลกแค่ 0.1% แต่คาดว่าภายในปี 2030 จะพุ่งไปถึง 6.4% เพราะเทรนด์ AI, อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดาต้า ชิป และเซ็นเซอร์ รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">หลายองค์กรมักมองข้ามผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แต่แท้จริงแล้ว Sustainable IT หรือ ไอทีที่เป็นมิตรต่อโลกคือหัวใจสำคัญเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (GHG) การบริหารจัดการการใช้น้ำ การจัดการขยะและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับความหลากหลายทางชีวภาพ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แผนแม่บทสำหรับไอทีที่ยั่งยืนเป็นความจำเป็นเพื่อช่วยให้ผู้บริหารฝ่ายจัดการโครงสร้างพื้นฐานและฝ่ายปฏิบัติการ (I&amp;O) บรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้ในช่วงทศวรรษ 2020 แต่เทคโนโลยีที่อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนาจะช่วยเร่งความคืบหน้าในช่วงทศวรรษ 2030 </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เป้าหมายขององค์กรคือการ Bend the Curve หรือการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขปัญหาไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ที่ต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากไอทีให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นก็ตาม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การประเมินค่าพื้นฐานของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG ของไอทีและแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของ GHG เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ผู้บริหารฝ่าย I&amp;O ควรวางแผนพัฒนากลยุทธ์ Sustainable IT ให้ครอบคลุมทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ดิจิทัลเวิร์กสเปซ และแผนส่งเสริมการตัดสินใจด้านข้อมูลและซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Sustainable-IT-3-rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-12617 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Sustainable-IT-3-rs.jpg" alt="" width="900" height="506" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Sustainable-IT-3-rs.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Sustainable-IT-3-rs-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2024/06/Gartner-Sustainable-IT-3-rs-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">องค์กรส่วนใหญ่มีสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ ซึ่งรวมถึงพับลิกคลาวด์ ไพรเวทคลาวด์ และดาต้าเซ็นเตอร์ภายในองค์กร ทำให้มีโอกาสมากมายที่จะทำให้ Hybrid Cloud ยั่งยืนยิ่งขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มต้นแนวคิดความยั่งยืน การดำเนินการในศูนย์ข้อมูลภายในองค์กร ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ การตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น การจัดการเวิร์กโหลดที่ไม่จำเป็น การใช้พลังงานสำหรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลอย่างคุ้มค่า การกำจัดอุปกรณ์ที่ไม่ได้ใช้งานหรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตที่ถูกแฮกเกอร์โจมตีผ่านไวรัสคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า อุปกรณ์ซอมบี้ (Zombie Equipment) </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้จะมีอีกหลายวิธีที่จะช่วยปรับปรุงความยั่งยืนของดาต้า เซ็นเตอร์ แต่สิ่งที่ดีที่สุดที่องค์กรสามารถทำได้ในตอนนี้คือ การเปลี่ยนจาก &#8220;ประสิทธิภาพของอุปทาน &#8211; Efficiency of Supply&#8221; ไปเป็น &#8220;การจัดการกับอุปสงค์ &#8211; Demand Management&#8221; กล่าวอีกนัยหนึ่งคือการเปลี่ยนจากระบบที่เปิดอยู่ตลอดเวลา ไปเป็นระบบพร้อมใช้งานตลอดเวลา เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความต้องการเวิร์กโหลดและการกำกับดูแลข้อมูล หรือ Data Governance</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ไม่มีองค์กรใดย้ายไปใช้คลาวด์ด้วยเหตุผลเพียงเพื่อความยั่งยืน แต่ผู้บริหารบางรายกำลังเร่งการย้ายข้อมูลขึ้นไปบนคลาวด์ เนื่องจากมีศักยภาพอย่างมากในการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ซึ่งองค์กรเหล่านี้สามารถลดการปล่อยก๊าซได้มากถึง 70% ในระยะยาว โดยการย้ายจากศูนย์ข้อมูลภายในองค์กรไปใช้บริการพับลิกคลาวด์สาธารณะ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้ว่าผู้ให้บริการจะมีหน้าที่ในการทำให้คลาวด์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่การใช้คลาวด์อย่างยั่งยืนก็เป็นความรับผิดชอบขององค์กรเช่นกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ดิจิทัลเวิร์กสเปซ</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ดิจิทัลเวิร์กสเปซเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญที่สุด เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าอื่น ๆ ซึ่งการปล่อยมลพิษเกิดขึ้นตั้งแต่แหล่งกำเนิดไปจนถึงกระบวนการต่าง ๆ (ตั้งแต่การผลิตถึงการจัดจำหน่าย) ตลอดจนการใช้เทคโนโลยี</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ผู้บริหารด้านการปฏิบัติงานและเทคโนโลยี (I&amp;O) สามารถยกระดับความยั่งยืนของดิจิทัลเวิร์กสเปซได้ด้วยการยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ โดยซื้ออุปกรณ์ที่ผ่านการปรับสภาพ (Refurbished) และตั้งค่าอุปกรณ์ให้อยู่ในโหมดประหยัดพลังงานโดยอัตโนมัติ แต่ฝ่าย IT มีหน้าที่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น พนักงานเองก็จำเป็นต้องมีส่วนร่วมในการลดดิจิทัลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของตนเองด้วย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การยกระดับความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมของพนักงานถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เนื่องจากพนักงานส่วนใหญ่มักมองข้ามผลกระทบที่ตนเองมีต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไอที ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นการสร้างประสบการณ์การทำงานดิจิทัลที่ยั่งยืนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งต้องมุ่งเน้นไปที่การเสริมความรู้ให้พนักงานสามารถใช้เทคโนโลยีในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ข้อมูล &#8211; </strong><strong>Data</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้ว่าผู้บริหารฝ่าย I&amp;O จะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในการบริหารจัดการดาต้าขององค์กร แต่ว่าพวกเขามีบทบาทสำคัญในการประเมินผลกระทบของดาต้าต่อพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในดาต้าเซ็นเตอร์ โดยการทำงานร่วมมือกับผู้บริหารฝ่ายวิเคราะห์และจัดการข้อมูล หรือ D&amp;A พวกเขาสามารถช่วยออกแบบวิธีลดการใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ไม่จำเป็น รวมถึงยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บข้อมูล เพื่อลดผลกระทบต่อความยั่งยืนในภาพรวม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง (Competitive Differentiation) แต่ในขณะเดียวกัน ข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น ปัญหานี้ยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อข้อมูลถูกส่งผ่านเครือข่าย การเคลื่อนย้ายข้อมูลภายในเครือข่าย การเข้าออกคลาวด์ ล้วนใช้พลังงานมหาศาล</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การย้ายข้อมูลไปบนคลาวด์ ไม่ใช่การแก้ปัญหาข้อมูลอย่างยั่งยืน วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือ การแก้ไขที่ต้นเหตุด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนย้ายข้อมูล การลบข้อมูลที่ซ้ำซ้อนหรือข้อมูลที่ไม่ได้ใช้งานนานแล้ว การจัดเก็บข้อมูลกับผู้ให้บริการคลาวด์ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกับผู้ใช้ และเหตุผลอื่น ๆ </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ซอฟต์แวร์</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เรื่องของความยั่งยืนไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ฮาร์ดแวร์เท่านั้น ซอฟต์แวร์เองก็มีจุดด้อยในเรื่องประสิทธิภาพที่มักจะส่งผลกระทบไปยังทีมฮาร์ดแวร์ด้วยเช่นกัน โดยซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานและสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังเป็นหัวข้อที่ซับซ้อนมาก โดยมีประเด็นย่อยที่ต้องคำนึง อาทิ การออกแบบระบบใหม่ให้คำนึงถึงความยั่งยืน การหาพันธมิตรทางธุรกิจที่คำนึงถึงความยั่งยืน บริการโฮสต์ข้อมูลที่คำนึงถึงความยั่งยืนจากคลาวด์และศูนย์ข้อมูล รวมทั้งผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าที่ปล่อยคาร์บอนต่ำหรือปลอดคาร์บอน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การรันซอฟต์แวร์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ต้องคำนึงถึงทั้งสถานที่ เวลา และฮาร์ดแวร์ที่ประหยัดพลังงาน ความเข้มของคาร์บอนในระบบไฟฟ้าของแต่ละพื้นที่นั้น ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ประเทศ หน่วยงานที่ผลิตไฟฟ้า เวลา สภาพอากาศ ข้อตกลงในการซื้อขาย / ถ่ายโอนไฟฟ้า เทคโนโลยีที่ใช้ผลิตไฟฟ้า แหล่งพลังงาน และยังมีอีกหลาย ๆ ปัจจัยที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากนี้ ยิ่งซอฟต์แวร์ทำงานใกล้ชิดกับฮาร์ดแวร์มากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น วิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์มักจะมุ่งเน้นไปที่การย้ายออกจากฮาร์ดแวร์ ซึ่งช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชันซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ส่งผลให้ฮาร์ดแวร์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อใช้พลังงานในการทำงานมากขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>เกี่ยวกับการ์ทเนอร์</strong><strong> </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ <a href="http://gartner.com/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://gartner.com/&amp;source=gmail&amp;ust=1717681752613000&amp;usg=AOvVaw1vfWuewL1gDVFSdEgc_DQe">gartner.com</a></span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/net-zero-path-to-sustainable-it/">เส้นทาง Net Zero สู่ Sustainable IT</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์เปิด 5 เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลขององค์กร</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/5-tech-that-will-transform-your-digital-future/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 18 Oct 2023 14:05:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11976</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/5-tech-that-will-transform-your-digital-future/">การ์ทเนอร์เปิด 5 เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลขององค์กร</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 ตุลาคม 2566 – การ์ทเนอร์ เผย 5 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตดิจิทัลของภาคองค์กร ได้แก่ มนุษย์ดิจิทัล (Digital Human), การสื่อสา</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/5-tech-that-will-transform-your-digital-future/">การ์ทเนอร์เปิด 5 เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลขององค์กร</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/5-tech-that-will-transform-your-digital-future/">การ์ทเนอร์เปิด 5 เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลขององค์กร</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;"><b>กรุงเทพฯ ประเทศไทย 18 ตุลาคม 2566 –</b> การ์ทเนอร์ เผย 5 เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงอนาคตดิจิทัลของภาคองค์กร ได้แก่ มนุษย์ดิจิทัล (Digital Human), การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communication), <span class="s1">อุปกรณ์</span> IoT โดยรอบขนาดจิ๋ว (Tiny Ambient IoT), การประมวลผลที่ปลอดภัย (Secure Computation) และหุ่นยนต์อัตโนมัติ (Autonomic Robots)</span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;"><span class="s2"><a href="https://www.gartner.com/en/experts/nick-jones" target="_blank" rel="noopener"><b>นิค โจนส์</b></a></span><b> </b><b>รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า</b> “<span class="s4">เทคโนโลยีทั้งห้านี้มีศักยภาพในการเปลี่ยนโฉม</span>ขององค์กรธุรกิจได้และควรได้รับการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนในตอนนี้เลย เนื่องจากเทคโนโลยีเหล่านี้มีขอบเขตที่กว้างมากและมีความสามารถเปิดโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ หรือ ความสามารถสำคัญ ๆ (ดูรูปที่ 1)</span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;">“คำจำกัดความคำว่า Disruptive ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นให้ประเมินจากมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ขององค์กรและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากนั้นให้พิจารณาถึงโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดจากเทคโนโลยีแต่ละอย่าง รวมถึงแนวทางการเชื่อมผสานเทคโนโลยีเหล่านี้เข้าด้วยกัน”</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Gartner-pic-4-rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11979 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Gartner-pic-4-rs.jpg" alt="" width="900" height="491" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Gartner-pic-4-rs.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Gartner-pic-4-rs-300x164.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Gartner-pic-4-rs-768x419.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">รูปที่ 1: 5 เทคโนโลยีสำคัญที่จะทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลองค์กร<br />
</span><span style="font-family: Sarabun;">ที่มา: Gartner (กันยายน 2566)</span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Kanit;"><b>1. การสื่อสารผ่านดาวเทียม (Satellite Communications)</b></span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;"><span class="s4">การสื่อสารผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ</span> (Low Earth Orbit หรือ LEO) ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น และกำลังได้รับแรงผลักดันจากการทำให้ห้วงอวกาศเป็นพื้นที่เสรี (Democratization of Space) และการใช้ห้วงอวกาศเป็นเชิงพาณิชย์ (Commercialization of Space) ด้วยประสิทธิภาพความเร็วในด้านการสื่อสาร (Low Latency) ทำให้ดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เป็นเทคโนโลยีสำคัญขององค์กรในการปฏิวัติการสื่อสารกับผู้คนและสิ่งของต่าง ๆ </span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ LEO จะให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ที่ครอบคลุมทั่วโลกและมีประสิทธิภาพรับ-ส่งสัญญาณรวดเร็วเพียงพอต่อการใช้งานที่หลากหลาย ซึ่งการเชื่อมต่อดาวเทียมโดยตรงสำหรับอุปกรณ์ IoT ขนาดเล็กให้ความครอบคลุมทั่วโลกในราคาไม่แพง โดยไม่ต้องใช้ซิม หรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม และการโรมมิ่งที่ยุ่งยาก รวมถึงบริการด้านเสียงและข้อมูลจากดาวเทียมไปยังสมาร์ทโฟน 4G ที่ไม่มีการดัดแปลงเพื่อขยายความครอบคลุมไปยังสถานที่ห่างไกล</span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">“อุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น คาดว่าจะมีวิวัฒนาการอีกมาก ดังนั้นควรระมัดระวังในการนำ LEO มาใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ในตลาดที่ซับซ้อน” <b>โจนส์ กล่าวเพิ่มเติม</b></span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Kanit;"><b>2. Tiny Ambient IoT</b></span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">IoT โดยรอบขนาดจิ๋ว ช่วยให้สามารถติดแท็ก ติดตาม และตรวจจับทุกสิ่งได้โดยไม่ต้องใช้ความซับซ้อนหรือต้นทุนของอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ผลลัพธ์ที่ได้คือความสามารถในการรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น ในรูปแบบหลากหลายมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าในอดีต </span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">สิ่งนี้จะทำให้เกิดระบบนิเวศใหม่ โมเดลธุรกิจใหม่โดยอาศัยการรู้ตำแหน่งหรือพฤติกรรมของวัตถุ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้นพร้อมพฤติกรรมใหม่ และค่าใช้จ่ายในการติดตามที่ต่ำกว่ามาก IoT ขนาดเล็กจะขยายโอกาสให้กับธุรกิจที่หลากหลาย แต่การ์ทเนอร์แนะนำให้ประเมินปัญหาทางสังคมและกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นก่อนนำไปใช้</span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Kanit;"><b>3. การประมวลผลที่ปลอดภัย (Secure Computation)</b></span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">การประมวลผลที่ปลอดภัยกำลังมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อสิ่งต่าง ๆ เชื่อมโยงกันมากขึ้นและในขณะที่ระบบนิเวศเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้นทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้โดยไม่กระทบต่อความเป็นส่วนตัว</span></p>
<p class="p5"><span style="font-family: Sarabun;">แม้ว่าหลักการหลายประการของการประมวลผลที่ปลอดภัยได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่การนำไปใช้งานก็เป็นเรื่องที่ท้าทายด้วยเหตุผลด้านต้นทุน ทักษะ ประสิทธิภาพ และความพร้อมใช้งาน การ์ทเนอร์แนะนำว่า<span class="s4">เทคโนโลยีเกิดใหม่</span> เช่น Optical Accelerators จะมีความสำคัญต่อการเปิดใช้งาน</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Digital-Humans.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11977 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Digital-Humans.jpg" alt="" width="900" height="506" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Digital-Humans.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Digital-Humans-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Digital-Humans-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Kanit;"><b>4. มนุษย์ดิจิทัล (Digital Humans)</b></span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;"><span class="s4">Digital Humans</span> เป็นการนำเสนอเชิงโต้ตอบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เลียนแบบลักษณะเฉพาะ บุคลิกภาพ ความรู้ และกรอบความคิดของมนุษย์ ตั้งแต่การเลียนแบบทางกายภาพ (เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์) ไปจนถึงเลียนแบบเสมือนจริง (เช่น ป๊อปสตาร์เสมือนจริง) หรือการเลียนแบบที่ควบคุมโดยมนุษย์ (เช่น การเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์) ไปสู่การควบคุมด้วย AI โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนมนุษย์ทุกด้าน (เช่น Digital Twin หรือ Chatbot)</span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;">แม้มนุษย์ดิจิทัลจะมีศักยภาพ แต่กลับเผชิญกับความท้าทายมากมาย รวมถึงการใช้งานที่ผิดจรรยาบรรณ พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การสร้างอคติและแบบแผนที่ขาดกฎระเบียบ มีความเสี่ยงต่อการขับเคลื่อนทางสังคม ทัศนคติทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และอื่น ๆ การ์ทเนอร์แนะนำให้ประเมินประเด็นทางสังคมและกฎระเบียบที่อาจเกิดขึ้นก่อนนำไปใช้</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Drones.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11978 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Drones.jpg" alt="" width="900" height="506" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Drones.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Drones-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/Drones-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Kanit;"><b>5. โดรนและหุ่นยนต์อัตโนมัติแบบปรับเปลี่ยนได้ (Adaptive Autonomic Drones and Robots)</b></span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;">ระบบอัตโนมัติคือระบบกายภาพหรือซอฟต์แวร์ที่สามารถจัดการตนเอง โดยสามารถปฏิบัติงาน เรียนรู้ และเข้าใจเป้าหมายได้อย่างมีอิสระ ระบบเรียนรู้และระบบปรับตัวอัตโนมัติจะมีความสำคัญหากเทคโนโลยีเช่น<span class="s2">หุ่นยนต์</span>ได้รับการสเกลเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด</span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;">อย่างไรก็ตาม มีความท้าทายมากมายเกิดขึ้น เนื่องจากยังมีความไม่ชัดเจนว่า หุ่นยนต์หรือระบบ AI ได้เรียนรู้อะไร หรือสิ่งที่หุ่นยนต์สามารถทำได้ (หรือไม่สามารถทำได้) การ์ทเนอร์แนะนำให้เริ่มทดสอบสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการนำไปใช้ตั้งแต่เนิ่น ๆ จะมอบความคล่องตัวและเป็นประโยชน์ในด้านประสิทธิภาพ แต่ต้องรับมือกับความเสี่ยงที่เกิดจากการวิเคราะห์ธุรกิจ ทั้งทางกฎหมายและจริยธรรม</span></p>
<p class="p1"><span style="font-family: Sarabun;">ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง <a href="https://twitter.com/Gartner_inc" target="_blank" rel="noopener"><span class="s4">X</span></a> และ<span class="s3"> <a href="https://www.linkedin.com/showcase/gartner-for-it-leaders/" target="_blank" rel="noopener"><span class="s5">LinkedIn</span></a> </span>โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม <a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/topics/information-technology" target="_blank" rel="noopener"><span class="s4">IT Newsroom</span></a> สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม</span></p>
<hr />
<p class="p1">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/5-tech-that-will-transform-your-digital-future/">การ์ทเนอร์เปิด 5 เทคโนโลยีทรานส์ฟอร์มอนาคตดิจิทัลขององค์กร</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุดทางแล้ว &#8220;รัฐบาลดิจิทัล&#8221; เมื่อโลก &#8220;หลังยุคดิจิทัล&#8221; เริ่มขึ้น</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/gartner-article-231012/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Oct 2023 14:06:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ทเนอร์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11958</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-article-231012/">สุดทางแล้ว “รัฐบาลดิจิทัล” เมื่อโลก “หลังยุคดิจิทัล” เริ่มขึ้น</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>บทความโดย ดีน ลาเชก้า รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์ เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้เป็นตัวกำหนดแนวทางหรือวิธีการการให้บริการขององค์กรภาครัฐฯ อีกต่อไป เนื่องจากม</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-article-231012/">สุดทางแล้ว “รัฐบาลดิจิทัล” เมื่อโลก “หลังยุคดิจิทัล” เริ่มขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-article-231012/">สุดทางแล้ว “รัฐบาลดิจิทัล” เมื่อโลก “หลังยุคดิจิทัล” เริ่มขึ้น</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun; font-size: 14px;"><em>บทความโดย ดีน ลาเชก้า รองประธานฝ่ายวิจัยการ์ทเนอร์</em></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ได้เป็นตัวกำหนดแนวทางหรือวิธีการการให้บริการขององค์กรภาครัฐฯ อีกต่อไป เนื่องจากมีสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด คือ ผลลัพธ์ภารกิจ ที่ถูกนำมาพิจารณา หลังองค์กรรัฐฯ มุ่งลงทุนเทคโนโลยีดิจิทัลมากว่า 20 ปี ถึงเวลาแล้วที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง เมื่อการทำ “ดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน” ไม่ใช่ปัจจัยขับเคลื่อนอีกต่อไป</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (หรือ Digital Government) ดำเนินไปอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และรัฐบาลหลายแห่งกำลังก้าวเข้าสู่โลกหลังยุคดิจิทัล (หรือ Post-Digital) ซึ่งเป็นช่วงที่เคสทางธุรกิจ (Business Case) เกิดขึ้นเพื่อเน้นกระตุ้นการลงทุนเพิ่มเติมมากกว่าผลตอบแทนที่ลดลง (Diminishing Returns) โดยเกิดจากความพยายามปรับปรุงประสบการณ์ของประชาชนหรือส่งมอบประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเพิ่มเติม เคสทางธุรกิจต่าง ๆ จะต้องสามารถมอบประโยชน์ที่เชื่อมโยงกับภารกิจหรือเป้าหมายด้านสาธารณะของแผนกหรือหน่วยงานของรัฐฯ ได้โดยตรง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">จากข้อมูลของการ์ทเนอร์ ระบุว่าองค์กรภาครัฐมากถึง 90% กำลังอยู่ในกระบวนการขยายรัฐบาลดิจิทัล หรือ มีการขยายส่วนงานหลักขององค์กรไปเป็นดิจิทัลแล้ว ดังนั้นจึงเกิดเป็นคำถามว่าทำไมถึงควรต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มกับเทคโนโลยีอีก?</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">รัฐบาลหลังยุคดิจิทัล (หรือ <a href="https://www.gartner.com/en/webinar/476180/1122074" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/webinar/476180/1122074&amp;source=gmail&amp;ust=1697203948622000&amp;usg=AOvVaw1rd8F__79qQOOXYsKKM-V7">Post-Digital Government</a>) กำหนดให้องค์กรต่าง ๆ รีเซ็ตความตั้งใจใหม่และมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายสาธารณะ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2569 รัฐบาลทั่วโลกมากกว่า 75% จะวัดความสำเร็จในการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นด้วยการวัดผลกระทบของภารกิจที่ยั่งยืน แทนการพิจารณาเพียงแค่จำนวนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น หรือความพึงพอใจของประชาชนเท่านั้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การตั้งเป้าหมายที่สูงขึ้น ในช่วงเวลาที่ต้องรัดเข็มขัดในการใช้จ่ายและหนี้ทางเทคนิค (Technical Debt) ที่เพิ่มขึ้น บังคับให้องค์กรภาครัฐฯ ต้องมองหาความสามารถและแนวทางที่ใช้ในปัจจุบันให้ต่างออกไป หากต้องการบรรลุผลภารกิจที่ยั่งยืนพวกเขาต้องค้นหาช่วงเวลาสำคัญ (The Moments That Matter) หมายถึงต้องเข้าใจมุมมองของผู้อื่นเพื่อตอบสนองความต้องการของภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">รัฐบาลต้องใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกเพื่อคาดการณ์การมีส่วนร่วมที่เหมาะสมที่สุดและรับมือกับสิ่งที่ไม่คาดคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังต้องมองหาการพัฒนาระบบนิเวศของพันธมิตรที่เน้นผลลัพธ์ร่วมกัน</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/KV-Digital-Government-Is-Over-TH-rs_0.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11960 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/KV-Digital-Government-Is-Over-TH-rs_0.jpg" alt="" width="900" height="506" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/KV-Digital-Government-Is-Over-TH-rs_0.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/KV-Digital-Government-Is-Over-TH-rs_0-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/10/KV-Digital-Government-Is-Over-TH-rs_0-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เปิดใจรับฟังเสียงและความคิดของผู้อื่น</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เราจะเข้าถึงหัวใจสำคัญที่แท้จริงของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องได้อย่างไร? นอกจากการให้บริการดิจิทัลหรือการมีส่วนร่วมทางธุรกรรม คำตอบคือ การพัฒนาความสามารถในการเข้าใจมุมมองของผู้อื่น สร้างความเข้าใจครบถ้วนและแม่นยำยิ่งขึ้นในหมู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจช่วงเวลาสำคัญที่กำลังจะสร้างความต่างและวิธีการที่รัฐบาลได้รับผลกระทบต่อสิ่งเหล่านั้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ รัฐบาลจะต้องระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งทางตรงและทางอ้อม และเข้าใจ Journey ที่พวกเขากำลังประสบระหว่างการทำธุรกรรมหรือการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการทำความเข้าใจกระแสทางธุรกรรม โดยจะช่วยให้พวกเขาจัดทำแผนผังว่าความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีการเปลี่ยนแปลงในจุดต่าง ๆ อย่างไรและอะไรทำให้เกิดความคับข้องใจ ไม่ไว้วางใจ ไม่สบายใจ หรือมีส่วนร่วม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แนวทางที่ขับเคลื่อนด้วยความต้องการ (Need-Driven Approach) จะต้องดำเนินการสำหรับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องและตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งแนวทางนี้ช่วยให้สามารถระบุช่วงเวลาสำคัญ เพิ่มประสิทธิภาพการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และให้ความรู้ว่าเมื่อใดควรปรับเป็นเชิงรับหรือเชิงรุก</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การออกแบบที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง (Human-Centered Design หรือ HCD) เป็นแนวทางสรุปสิ่งนี้ โดยเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาโดยใช้ความเข้าใจเป็นรากฐานสำคัญ โดยให้ประชาชนเป็นหัวใจของการแก้ปัญหา</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>ดึงศักยภาพข้อมูลเชิงลึกมาปรับใช้</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เพื่อขับเคลื่อนประสบการณ์ไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด รัฐบาลหลังยุคดิจิทัลต้องนำเสนอบริการเฉพาะบุคคลขั้นสูง (Hyper-Personalized Services) ที่รวมข้อมูลเชิงลึกด้านความเข้าใจผนวกเข้ากับข้อมูลเชิงลึกการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์และนำไปปฏิบัติได้ในระหว่างกระบวนการตัดสินใจ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่าภายในปี 2567 กว่า 60% ของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูลขององค์กรภาครัฐฯ จะใช้เพื่อการตัดสินใจและสร้างผลลัพธ์แบบเรียลไทม์ </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การสำรวจของการ์ทเนอร์ ช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2566 จากองค์กรภาครัฐทั่วโลก 161 แห่ง แสดงให้เห็นว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้านี้ 70% ขององค์กรภาครัฐฯ จะนำ Generative AI ไปปรับใช้ หรือ อยู่ในขั้นวางแผนนำไปใช้ </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การนำ AI มาปรับใช้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการสร้างช่องทางข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ซึ่งรัฐบาลกำลังใช้ AI เพื่อรวบรวมข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่และเพิ่มคุณค่าให้กับข้อมูลเดิมที่มีอยู่ แต่เพื่อให้เกิดผลกระทบอย่างแท้จริง ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ใหม่จะต้องนำไปปฏิบัติเป็นแนวทางการทำงาน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ภาครัฐฯ จะต้องสามารถจัดทำผังการไหลเวียนของข้อมูล เปลี่ยนข้อมูลนั้นให้เป็นข้อมูลเชิงลึก ต้องเข้าใจว่าข้อมูลเชิงลึกนั้นส่งผลต่อการตัดสินใจอย่างไร และเปลี่ยนสิ่งนั้นให้เป็นการกระทำที่จับต้องได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>จัดระบบนิเวศใหม่</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">รัฐบาลดำเนินการในระบบนิเวศรูปแบบหนึ่งมาโดยตลอด ซึ่งมักจะจัดทำขึ้นรอบ ๆ แผนกหรือหน่วยงาน แต่ระบบนิเวศดิจิทัลกำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของสังคมและเปลี่ยนความคาดหวังของประชาชน โดยระบบนิเวศที่จัดทำขึ้นเพื่อคำนึงถึงปัญหาหรือผลลัพธ์ร่วมกัน มีแนวโน้มสร้างสรรค์นวัตกรรมและส่งมอบผลลัพธ์ภารกิจที่ยั่งยืนตามที่รัฐบาลทุกแห่งต้องการ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ในการเชื่อมระบบนิเวศเหล่านี้เข้าด้วยกันจำเป็นต้องมีการประเมินคุณค่าและสิ่งจูงใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบ ซึ่งอาจเป็นได้ตั้งแต่การสร้างแพลตฟอร์มใช้ร่วมกัน เพิ่มการเข้าถึงชุดข้อมูลย่อยของรัฐบาล การช่วยให้มีส่วนร่วมอย่างครอบคลุมกับภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง หรือการใช้สิ่งอำนวยความสะดวกและทรัพยากรร่วมกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ไม่ว่าจะเป็นความสามารถใหม่หรือความสามารถเดิมที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้น เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่รัฐบาลหลังยุคดิจิทัล จำเป็นต้องมีเทคโนโลยีสนับสนุนใหม่ ๆ ที่จะต้องรวมอยู่ในแผนงานด้านเทคโนโลยีขององค์กรภาครัฐฯ ในอนาคต โดยรัฐบาลจะไม่ลงทุนเพียงเพราะมันเป็นไอเดียที่ดี ดังนั้นผู้บริหารต้องสามารถเชื่อมโยงแผนงานเทคโนโลยีเข้ากับผลลัพธ์ภารกิจที่มุ่งเน้นในยุคหลังดิจิทัลให้ได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เกี่ยวกับการ์ทเนอร์</strong><strong> </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com</span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-article-231012/">สุดทางแล้ว “รัฐบาลดิจิทัล” เมื่อโลก “หลังยุคดิจิทัล” เริ่มขึ้น</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/gartner-ev/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Sep 2023 15:14:52 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[ev]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11848</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-ev/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย 11 กันยายน 2566 — การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดการจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮ</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-ev/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-ev/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>กรุงเทพฯ ประเทศไทย</strong><strong> 11 กันยายน 2566 </strong>— การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดการจัดส่งรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก (แบบใช้พลังงานจากแบตเตอรี่และแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด) ในปี 2566 มีปริมาณเกือบ 15 ล้านคัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 19% ในปี 2567 คิดเป็นยอดรวม 17.9 ล้านคัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2567 ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ทั้งหมด ตั้งแต่ รถยนต์ (Cars) รถโดยสาร (Buses) รถตู้ (Vans) และรถบรรทุกขนาดใหญ่ (Heavy Trucks) จะมียอดรวมที่ 18.5 ล้านคัน  โดยในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าจะคิดเป็น 97% ของยอดการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในปีหน้า (ดูตารางที่ 1)</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>ตารางที่</strong><strong> 1: ปริมาณการจัดส่งยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ปี 2565-2567 (หน่วยตามจริง)</strong></span></p>
<table style="font-weight: 400;" width="624">
<tbody>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;"><strong> </strong></span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดจัดส่ง ปี</strong><strong> 2565</strong></span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดจัดส่ง ปี</strong><strong> 2566</strong></span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดจัดส่ง ปี</strong><strong> 2567</strong></span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;">รถยนต์</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">11,128,805</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">14,975,296</span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;">17,855,428</span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;">รถโดยสาร</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">198,731</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">202,733</span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;">207,845</span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;">รถตู้</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">137,668</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">218,337</span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;">349,950</span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;">รถบรรทุกขนาดใหญ่ </span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">22,595</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">30,162</span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;">39,349</span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="150"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>Total</strong></span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">11,487,798</span></td>
<td></td>
<td width="156"><span style="font-family: Sarabun;">15,426,529</span></td>
<td></td>
<td width="162"><span style="font-family: Sarabun;">18,452,573</span></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="font-weight: 400;"><em><span style="font-family: Sarabun;">ที่มา: การ์ทเนอร์ (กันยายน 2566)</span></em></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วโลกจะเติบโตจาก 9 ล้านคันในปี 2565 เพิ่มเป็น 11 ล้านคัน ภายในสิ้นปี 2566 โดยคาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะเติบโตช้าลงเล็กน้อยจาก 3 ล้านคัน ในปี 2565 เพิ่มเป็น 4 ล้านคันในปี 2566</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>โจนาธาน ดาเวนพอร์ท</strong><strong> </strong><strong>ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า </strong>“สัดส่วนของรถ PHEV คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศต่าง ๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และญี่ปุ่น โดยมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เนื่องจากผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้นชื่นชอบรถ PHEV มากกว่ารถ BEV โดยผู้บริโภคในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนจากรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มาเลือกใช้รถ PHEV มากกว่า BEV เนื่องจาก PHEV มีความสามารถที่ผสมผสานระหว่างการขับขี่ในเมืองที่ไร้มลพิษด้วยพลังงานไฟฟ้าจากมอเตอร์ และยังมอบความสะดวกสบายในการขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเพื่อการเดินทางที่ยาวนานและไกลขึ้น ซึ่งในตลาดยุโรปตะวันตก จีน และอินเดียแตกต่างออกไป โดยรถ PHEV ได้รับความสนใจน้อยกว่า BEV เนื่องจากผู้บริโภคในตลาดเหล่านี้ให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งานโดยรวมที่ต่ำกว่า รวมถึงประสบการณ์การขับที่เงียบกว่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/09/Gartner-KV-Worldwide-EV-Forecast-rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11849 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/09/Gartner-KV-Worldwide-EV-Forecast-rs.jpg" alt="" width="960" height="540" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/09/Gartner-KV-Worldwide-EV-Forecast-rs.jpg 960w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/09/Gartner-KV-Worldwide-EV-Forecast-rs-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/09/Gartner-KV-Worldwide-EV-Forecast-rs-768x432.jpg 768w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ในปี</strong><strong> 2573 จำนวนรถยนต์ทุกรุ่นที่ผลิตออกมาทั้งหมด จะเป็น EV มากกว่า 50%</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การตัดสินใจของภาครัฐบาลที่มุ่งมั่นลดการปล่อยฝุ่นละอองจากยานพาหนะและการริเริ่มโครงการสนับสนุนในบางประเทศ อาทิ การออกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้จำหน่ายเฉพาะยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ และการออกข้อบังคับให้ต้องใช้รถ PHEV เป็นอย่างน้อย อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ โดยผู้ผลิตรถยนต์บางรายกำลังมองหาวิธีกำจัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากท่อไอเสียของรถยนต์ขนาดเล็กรุ่นใหม่ ๆ ภายในปี 2578 และบางรายตั้งเป้าที่จะบรรลุยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดสหรัฐฯ ให้ได้ 40% ถึง 50% ต่อปี ภายในปี 2573 นอกจากนี้ ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้าได้นำไปสู่การเปิดตลาดใหม่ ๆ ของแพลตฟอร์มการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า (EV Platform)</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">“กฎระเบียบด้านมลพิษที่เข้มงวดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ผลิตต้องเปลี่ยนโมเดลรถยนต์ที่ทำการตลาดอยู่มากกว่าครึ่งหนึ่งให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า ในปี 2573” <strong>ดาเวนพอร์ต กล่าวเพิ่ม </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ในปี</strong><strong> 2570 รถ BEV จะมีราคาเท่ากับรถ ICE ที่มีขนาดและรูปแบบคล้ายกัน</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ยังคาดว่า ภายในปี 2570 ราคาเฉลี่ยของรถ BEV จะเท่ากับรถยนต์ ICE ที่มีขนาดและรูปร่างต่าง ๆ ใกล้เคียงกัน ซึ่งจะเร่งให้เกิดการใช้ EV ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2573 การผลิตไฟฟ้าและประสิทธิภาพเครือข่ายจะเป็นปัจจัยกำหนดการใช้งาน EV ให้แพร่หลายเหนือกว่าปัจจัยด้านราคา</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">“เว้นแต่ในประเทศต่าง ๆ จะจูงใจผู้ขับขี่รถ EV ให้ชาร์จแบตเตอรี่นอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด นอกจากนี้การเปลี่ยนไปใช้รถ EV อาจสร้างความต้องการที่มากขึ้นเพิ่มเติมทั้งในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานในการจ่ายไฟ” <strong>ดาเวนพอร์ต กล่าวเพิ่ม</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">“การใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบกลางวันและกลางคืน (Dual Day and Night) หรือแม้แต่การใช้อัตราค่าไฟฟ้ารายครึ่งชั่วโมง (Half-Hourly Electricity Tariffs) สามารถจูงใจผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าให้หันมาชาร์จไฟนอกช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก (Peak Times) ซึ่งจะต้องมีการนำมาตรวัดพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะมาใช้เป็นวงกว้าง นอกจากนั้น ความสามารถของสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในการควบคุมเครื่องชาร์จ EV โดยตรงผ่านการเชื่อมต่อจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่ง หรือ Application Programming Interfaces (API) จะทำให้การชาร์จ EV ถูกลดทอนลงชั่วขณะระหว่างช่วงเวลาที่มีการบริโภคสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าความต้องการการใช้ไฟฟ้าจะไม่มากเกินไป” <strong>ดาเวนพอร์ต กล่าวสรุป</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for IT Executives ได้ทาง <a href="https://twitter.com/Gartner_inc" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://twitter.com/Gartner_inc&amp;source=gmail&amp;ust=1694614466726000&amp;usg=AOvVaw3NihTTAQe0Vu_MH_xM8A1Z">X</a> และ <a href="https://www.linkedin.com/showcase/gartner-for-it-leaders/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.linkedin.com/showcase/gartner-for-it-leaders/&amp;source=gmail&amp;ust=1694614466726000&amp;usg=AOvVaw2QodorJt8yVPbjeTenzC-X">LinkedIn</a> โดยติดแฮชแท็ค #GartnerIT หรือเยี่ยมชม <a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/topics/information-technology" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/newsroom/topics/information-technology&amp;source=gmail&amp;ust=1694614466726000&amp;usg=AOvVaw0t1RAgiek4pgMaYf6OPM-9">IT Newsroom</a> สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เกี่ยวกับการ์ทเนอร์</strong><strong> </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่<a href="http://gartner.com/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=http://gartner.com/&amp;source=gmail&amp;ust=1694614466726000&amp;usg=AOvVaw13Cr6YJAGBqxJ9dyZ25AUg"> gartner.com</a></span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-ev/">การ์ทเนอร์คาดการณ์ยอดจัดส่งรถยนต์ไฟฟ้าปี 66 สูงแตะ 15 ล้านคัน</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/the-future-of-mobile-authentication/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Sep 2023 13:47:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11828</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/the-future-of-mobile-authentication/">อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>หลายปีที่ผ่านมา วิธียืนยันตัวตนและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใน ในอดีต การยืนยันตัวตนจำเป็นต้องมีเอกสารที่จับต้องได้ เช่น การแสดงใ</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/the-future-of-mobile-authentication/">อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/the-future-of-mobile-authentication/">อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">หลายปีที่ผ่านมา วิธียืนยันตัวตนและเข้าถึงบริการต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วใน ในอดีต การยืนยันตัวตนจำเป็นต้องมีเอกสารที่จับต้องได้ เช่น การแสดงใบขับขี่เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการที่จำกัดอายุ แต่การใช้สมาร์ทโฟนและเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือที่เพิ่มมากขึ้น ได้ทำให้เกิดการยืนยันตัวตนในรูปแบบดิจิทัลขึ้น ซึ่งแม้จะมาพร้อมกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัยและความยืดหยุ่น แต่ความซับซ้อนอื่นๆ เช่น ความพร้อมด้าน IT การพิสูจน์ตัวตน และข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาด้วยเช่นกัน </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แล้วโลกพร้อมหรือยังที่จะใช้การยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งในที่สุด ก็จะแทนที่การยืนยันตัวตนด้วยเอกสารแบบดั้งเดิม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">คำตอบไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลไม่มีความเท่าเทียมกันตั้งแต่แรก ไม่ใช่ทุกองค์กร หรือทุกคนจะสามารถเข้าถึงทรัพยากร ทักษะ หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ประสบความสำเร็จได้อย่างเท่าเทียม ด้วยเหตุนี้ เราคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ตลาดสำหรับการยืนยันตัวตนด้วยเอกสารจะเล็กลงอย่างต่อเนื่อง และการยืนยันตัวตนทางดิจิทัลจะกินพื้นที่เพื่มมากขึ้นเรื่อยๆ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ปัจุบันคนเริ่มใช้สมาร์ทโฟนมากกว่าเดิม ทั้งเพื่อใช้จ่ายเงินออนไลน์ เข้าถึงบริการด้านดิจิทัล หรือแม้กระทั่งใช้เปิดประตูเพื่อเข้า-ออก บริษัทที่ปรึกษาอย่าง Gartner ระบุว่า ในปี 2022 องค์กรกว่า 70% ที่ใช้การยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลทางชีวภาพ (biometric) ในการเข้า-ออกสถานที่ทำงาน จะดำเนินการผ่านแอปในสมาร์ทโฟนแทน ไม่ว่าอุปกรณ์เครื่องอ่านปลายทางจะเป็นอะไร และจากตัวเลขนี้ในปี 2018 ที่น้อยกว่า 5% ก็แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว ก็ทำให้การยืนยันตัวตนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลมาถึงจุดเปลี่ยน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เติบโตควบคู่ไปกับความต้องการในการให้บริการธุรกรรมแบบไร้สัมผัส สืบเนื่องมาจากการเกิดโรคระบาด และการใช้แอปกระเป๋าเงินต่างๆ ที่เก็บข้อมูลตัวตนทางดิจิทัลในมือถือ ที่ขยายตัวมากขึ้นเช่นกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>การควบคุมการเข้า-ออกอาคาร ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยมือถือ</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">โทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ เพราะนอกจากคุณสมบัติพื้นฐานแล้ว ยังมีประโยชน์ที่ล้ำเลิศและความสะดวกสบายต่างๆ และผู้คนก็พกพามือถือตลอดเวลา ดังนั้น การใช้งานเพื่อเข้า-ออกอาคารสถานที่ และเคลื่อนที่ไปยังบริเวณต่างๆ ในอาคารจึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผล</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากนี้ ระบบนิเวศที่เชื่อถือได้ของอุปกรณ์ควบคุมการเข้า-ออก, แอปพลิเคชันต่างๆ และการยืนยันตัวตนด้วยมือถือที่เชื่อมต่อกับคลาวด์นั้นกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้การใช้มือถือกับระบบควบคุมการเข้า-ออก เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย และยังสามารถเข้าถึงบริการใหม่ๆ ที่มีมากมายได้อย่างปลอดภัย โดยผ่านมือถือและอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ผู้ใช้บริการมีการใช้งานที่หลากหลายและแตกต่างกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือเพื่อยืนยันตัวตนในการเข้า-ออกสถานที่ เข้าถึงระบบเครือข่ายและบริการ และอื่นๆ อีกมากมาย ได้ช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย เพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับความปลอดภัย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลูกค้าและคู่ค้าต่างๆ ทั่วโลกจะหันมาใช้ระบบควบคุมการเข้า-ออกด้วยมือถือมากขึ้น โดยในปี 2023 กว่า 81% ของผู้ตอบแบบสอบถามในงานวิจัย <a href="https://newsroom.hidglobal.com/new-survey-hid-reveals-five-pressing-themes-reshaping-security-industry" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://newsroom.hidglobal.com/new-survey-hid-reveals-five-pressing-themes-reshaping-security-industry&amp;source=gmail&amp;ust=1694007631773000&amp;usg=AOvVaw0LGOLVCSHb_DQWPpPUQA0l">2023 State of Security and Identity</a> ของ HID ผู้ให้บริการโซลูชันการระบุตัวตนระดับโลก ได้บอกว่า ในปีนี้ กำลังใช้โมเดลการทำงานแบบไฮบริด ซึ่งหลายบริษัทก็กำลังใช้ระบบการยืนยันตัวตน “ในรูปแบบการบริการ” แทนที่จะใช้ระบบที่ติดตั้งอยู่ภายในองค์กร</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ทำไมการเข้า-ออกด้วยมือถือจะมีการใช้อย่างแพร่หลายในอนาคต?</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การใช้สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวอตช์ เพื่อเข้า-ออกอาคาร หรือพื้นที่ที่จำกัดนั้น ไม่เพียงแต่สะดวกกับผู้ใช้งาน แต่ผู้จัดการอาคารและพนักงานรักษาความปลอดภัย ยังสามารถส่งมอบและเพิกถอนบัตรในโทรศัพท์มือถือ (Mobile ID) ของผู้ใช้งานได้ทันทีผ่านเครือข่ายสัญญาณ ทั้งยังช่วยลดการสัมผัส และปรับปรุงการจัดการการเข้า-ออกผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลบนคลาวด์ได้ด้วย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างๆ จึงใช้ระบบการเข้า-ออกด้วยมือถือเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยืนยันตัวตนสำหรับพนักงานและบุคคลภายนอกมากขึ้นเรื่อยๆ การเข้า-ออกผ่านมือถือนั้น ช่วยลดการพึ่งพาการใช้บัตรหรือป้ายชื่อพนักงาน และรองรับกับโปรโตคอลต่างๆ ด้านความปลอดภัย และยังเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งนอกเหนือจากการเข้ารหัสผ่านบัตร ทำให้การควบคุมการเข้า-ออกด้วยมือถือ ปลอดภัยมากกว่าระบบการเข้า-ออกแบบดั้งเดิม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">อีกหนึ่งคุณสมบัติของการเข้า-ออกด้วยมือถือที่มีการกล่าวถึงมากขึ้น คือการใช้งานได้หลากหลาย หรือการที่ผลิตภัณฑ์ หรือโซลูชันเดียวสามารถใช้งานได้หลายอย่าง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบปฏิบัติการ แต่ยังช่วยลดการใช้บัตรพลาสติกและโอกาสที่ผู้ใช้งานทำบัตรหาย จึงส่งผลดีในเรื่องความยั่งยืนและความปลอดภัย หนึ่งตัวอย่างที่ดี คือ ในธุรกิจการศึกษาระดับอุดมศึกษานั้น มหาวิทยาลัยต่างๆ กำลังใช้แนวทาง mobile-first แทนที่การใช้บัตรพลาสติก โดยใช้เบอร์โทรศัพท์ในการยืนยันตัวตน (Mobile IDs) เพื่อเปิดประตู ยืมหนังสือ ซื้ออาหาร และบริการอื่นๆ ได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>ดิจิทัลไอดี และดิจิทัลวอลเล็ต</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ไม่นานมานี้เอง ที่บัตรพนักงานสามารถควบรวมเข้ากับดิจิทัลวอลเล็ตได้ ถึงแม้ว่าดิจิทัลวอลเล็ตจะใช้ทำธุรกรรมการชำระเงินได้มานานแล้ว แต่ปัจจุบันดิจิทัลวอลเล็ตสามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นมาก ไม่ว่าจะเป็นการเก็บใบสั่งยา เอกสารการเดินทาง ใบขับขี่ บัตรประชาชน ข้อมูลประกันภัย และบัตรพนักงาน การเก็บบัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้พนักงานสามารถเข้า-ออกสำนักงาน, ลิฟต์, ช่องทางเข้าที่มีแกนหมุน เครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชัน และอื่นๆ ได้อีกมากมายเพียงใช้สมาร์ทโฟน หรือสมาร์ทวอตช์ โดยบัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกเชื่อมเข้ากับระบบควบคุมการเข้า-ออกนั้น ง่ายในการจัดการ ส่งมอบ และมีความปลอดภัยสูงอีกด้วย</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การเปิดใช้งานก็ทำได้ง่าย พนักงานสามารถจัดการบัตรในดิจิทัลวอลเล็ตที่ถูกเชื่อมเข้ากับระบบควบคุมการเข้า-ออกของบริษัทได้ โดยผ่านฮาร์ดแวร์ของบริษัทผู้ให้บริการ และการจัดการโดยพนักงานภายในองค์กร  ดังนั้นจึงสามารถเริ่มใช้งานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">บัตรพนักงานในดิจิทัลวอลเล็ตมีความเป็นส่วนตัวและปลอดภัย บัตรในวอลเล็ตจะถูกเก็บไว้ในมือถือของผู้ใช้งาน ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ มีความปลอดภัยเต็มที่ ในขณะเดียวกัน ข้อมูลของผู้ใช้งานก็ถูกจัดเก็บไว้เป็นส่วนตัว เพราะไม่มีใครรู้ว่าพนักงานเข้า-ออกสถานที่ใดบ้าง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แต่ยิ่งการยืนยันตัวตนอย่างเป็นทางการอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากเท่าไหร่ โซลูชันก็ต้องซับซ้อนมากเท่านั้นเพื่อให้สามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวและป้องกันการใช้ข้อมูลในทางที่ผิดได้ ดังนั้น สิ่งสำคัญคือต้องสร้างโปรแกรมยืนยันตัวตนที่ทันสมัย ที่จัดการด้านความปลอดภัยอยู่บนคลาวด์ และรองรับการเพิ่มขีดความสามารถได้ด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ระบบการยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลต้องสอดคล้องตามกฎหมาย ข้อบังคับและมาตรฐานในอุตสาหกรรมที่เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาคและระดับโลกด้วย ตัวอย่างเช่น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ GDPR</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากในองค์กรต่างๆ แล้ว การยืนยันตัวตนและดิจิทัลวอลเล็ตยังใช้อย่างแพร่หลายในภาคการศึกษา โดยมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่างๆ ได้ให้นักเรียนและพนักงานสามารถเพิ่มไอดี หรือบัตรเข้าไปในดิจิทัลวอลเล็ตหรือมือถือได้ เพื่อให้สามารถเข้า-ออกอาคาร และซื้ออาหารได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>การเข้า-ออกอาคารด้วยมือถือจะเป็นอย่างไรต่อไป?</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เมื่อมีการใช้ระบบเข้า-ออกด้วยมือถือมากขึ้น ผู้ที่จะได้สัมผัสกับความสะดวกสบายของเทคโนโลยีนี้ก็มีมากขึ้นด้วย การเพิ่มบัตรพนักงานเข้าไปในดิจิทัลวอลเล็ตได้นั้น ช่วยให้มั่นใจเรื่องความปลอดภัย และทำให้การใช้งานราบรื่นมากขึ้นสำหรับผู้ใช้อาคารและผู้เช่า</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากนี้ ยังมีแง่มุมด้านความยั่งยืน การใช้ระบบการเข้า-ออกผ่านมือถือและการยืนยันตัวตน ได้ช่วยลดการใช้บัตรพลาสติก จึงลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนที่มาจากวัฏจักรของพลาสติกได้ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อระบบควบคุมการเข้า-ออกถูกเชื่อมเข้ากับแพลตฟอร์มการบริหารอาคารแล้ว จะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนทรัพยากรในอาคารได้อย่างต่อเนื่องตามอัตราการเข้าพักอาศัย ดังนั้นระบบควบคุมการเข้า-ออกที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงความยั่งยืนตั้งแต่ต้นจึงสามารถสร้างความโดดเด่นได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมระบบควบคุมการเข้า-ออก มีความต้องการโซลูชันที่ยั่งยืนมากขึ้น ล่าสุด ได้มีการเปิดตัวบัตรเข้า-ออกอาคารที่มีความปลอดภัย ที่ทำมาจากแหล่งไม้ไผ่ที่ยั่งยืน เป็นการส่งเสริมห่วงโซ่มูลค่าให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในกรณีที่การใช้บัตรเข้า-ออกยังมีความจำเป็น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สุดท้ายนี้ อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือจะขึ้นอยู่กับการเปิดรับอย่างกว้างขวางและความเชื่อมั่นที่อยู่บนพื้นฐานของระเบียบข้อบังคับ รัฐบาล หน่วยงานภาคเอกชน และพลเมืองจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็งที่จะสนับสนุนการทำงานร่วมกัน ความปลอดภัย และการยอมรับความแตกต่างได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นอกจากนี้ การรณรงค์เพื่อสร้างการรับรู้ของสาธารณชน และการจัดตั้งโครงการศึกษานำร่องก็มีความสำคัญมากในการแนะนำประโยชน์ของการยืนยันตัวตนผ่านมือถือ รวมทั้งจัดการกับข้อกังวลต่างๆ และทำให้การยอมรับเกิดขึ้นอย่างเป็นวงกว้างในหมู่ประชาชน</span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/the-future-of-mobile-authentication/">อนาคตของการยืนยันตัวตนด้วยมือถือ และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมควบคุมการเข้า-ออก</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/gartner-report-generative-ai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Aug 2023 13:42:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11800</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-report-generative-ai/">รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย 28 สิงหาคม 2566 — รายงาน Gartner’s Hype Cycle for Emerging Technologies 2023 ระบุว่า Generative Artificial Intelligence (เอไอแบบรู้</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-report-generative-ai/">รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-report-generative-ai/">รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>กรุงเทพฯ ประเทศไทย </strong><strong>28 สิงหาคม 2566</strong> — รายงาน Gartner’s Hype Cycle for Emerging Technologies 2023 ระบุว่า Generative Artificial Intelligence (เอไอแบบรู้สร้าง) ถูกจัดให้อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของความคาดหวังที่จะโตขึ้นอีกมากในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ ซึ่งคาดว่าจะถึงจุดที่สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ภายใน 2 ถึง 5 ปี โดย Generative AI ถูกรวมอยู่ในธีมที่กว้างกว่าของ Emergent AI ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของวงจรฯ นี้ ที่สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับนวัตกรรม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><a href="https://www.gartner.com/en/experts/arun-chandrasekaran" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/experts/arun-chandrasekaran&amp;source=gmail&amp;ust=1693315769289000&amp;usg=AOvVaw0b9A_3jmXU2CHrbDWNQUc4"><strong>อรุณ จันทรเศกการัน</strong></a><strong> รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า</strong> “ความนิยมของเทคนิค AI ใหม่จำนวนมากจะส่งผลกระทบสำคัญต่อธุรกิจและสังคม ซึ่งการฝึกใช้ AI และการสเกลโมเดลพื้นฐานของ AI ขนานใหญ่ รวมถึงการใช้เอเจนท์การสนทนาแบบไวรัล (Conversational Agents) และการเพิ่มจำนวนของแอปพลิเคชั่น Generative AI กำลังเผยให้เห็นคลื่นใหม่ ๆ ของการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของพนักงานและไอเดียสร้างสรรค์สำหรับเครื่องจักร” </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ (The Hype Cycle for Emerging Technologies) เป็นรายงานด้านวงจรต่าง ๆ ของการ์ทเนอร์ที่มีความเฉพาะเจาะจง เกิดจากการกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกของเทคโนโลยีและกรอบการทำงาน (Frameworks) หลัก ๆ มากกว่า 2,000 รายการ ให้ผู้บริหารสามารถนำไปใช้ได้ รายงานนี้จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยการ์ทเนอร์ รวบรวมเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีความน่าสนใจที่ผู้บริหารและอุตสาหกรรม “ต้องรู้” ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ล้วนมอบประโยชน์ด้านการเปลี่ยนแปลงในอีก 2-10 ปีข้างหน้านี้ (ดูรูปที่ 1)</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023.png"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11803 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023.png" alt="" width="1247" height="770" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023.png 1247w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023-300x185.png 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023-1024x632.png 1024w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023-768x474.png 768w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Hype-Cycle-for-Emerging-Technologies-2023-1170x722.png 1170w" sizes="(max-width: 1247px) 100vw, 1247px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><em><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ภาพที่ </strong><strong>1 วงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ ปี 2566 (Hype Cycle for Emerging Technologies, 2023)<br />
</strong></span><span style="font-family: Sarabun;">ที่มา: การ์ทเนอร์ (สิงหาคม 2566)</span></em></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><a href="https://www.gartner.com/en/experts/melissa-davis" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/experts/melissa-davis&amp;source=gmail&amp;ust=1693315769290000&amp;usg=AOvVaw0lx5FopY_V8x0YCFEixRB0"><strong>เมลิซซ่า เดวิส</strong></a><strong> รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า</strong> “ขณะที่ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่AI ผู้บริหาร CIO และ CTO ยังต้องหันความสนใจไปยังเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลงอีกด้วย รวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ของนักพัฒนา ขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่านระบบคลาวด์ที่แพร่หลาย และส่งมอบความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง”</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">“เนื่องจากเทคโนโลยีในวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ (Hype Cycle) ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ความไม่แน่นอนต่าง ๆ จึงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในขั้นของการพัฒนา ตัวอย่างเช่น เทคโนโลยีเอ็มบริโอนิก (Embryonic Technologies) ที่มีความเสี่ยงมากในการนำมาปรับใช้ แต่อาจมีประโยชน์มากกว่าสำหรับ Early Adopters” <strong>เดวิสกล่าวเสริม</strong></span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11801 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-rs.jpg" alt="" width="900" height="507" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-rs.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-rs-300x169.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-rs-768x433.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit; font-size: 18px;"><strong>4 ธีมหลักของเทคโนโลยีเกิดใหม่ ได้แก่</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>Emergent AI: </strong>นอกเหนือจาก Generative AI แล้ว ยังมีเทคนิค AI ที่เกิดขึ้นใหม่อีกหลายตัวที่นำเสนอศักยภาพอย่างสูงในการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าดิจิทัล การตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น และสร้างความต่างในการแข่งขันที่ยั่งยืน เทคโนโลยีเหล่านี้ประกอบด้วย AI Simulation, Causal AI, Federated Machine Learning, Graph Data Science, Neuro-symbolic AI และ Reinforcement Learning</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>Developer Experience (DevX):</strong> DevX หมายถึงทุกแง่มุมของการโต้ตอบระหว่างนักพัฒนากับเครื่องมือ แพลตฟอร์ม กระบวนการและผู้คนที่พวกเขาทำงานด้วยเพื่อพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์และบริการ ซึ่งการเพิ่มประสิทธิภาพด้านประสบการณ์ของนักพัฒนา หรือ DevX มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของไอเดียริเริ่มด้านดิจิทัลขององค์กรส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่อการดึงดูดและรักษาผู้มีทักษะความสามารถด้านวิศวกรรมระดับสูง รวมถึงรักษาขวัญและกำลังใจของทีมให้อยู่ในระดับสูง และทำให้มั่นใจว่างานนั้นสร้างแรงจูงใจและมีรางวัลตอบแทน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เทคโนโลยีหลักที่ DevX ช่วยพัฒนาและปรับปรุง ได้แก่ AI-Augmented Software Engineering, API-Centric SaaS, GitOps, Internal Developer Portals, Open-Source Program Office และ Value Stream Management Platforms</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>Pervasive Cloud:</strong> ในอีก 10 ปีข้างหน้า คลาวด์คอมพิวติ้งจะพัฒนาจากแพลตฟอร์มนวัตกรรมเทคโนโลยีไปสู่คลาวด์ที่แพร่หลายไปทั่วและยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของนวัตกรรมทางธุรกิจ เพื่อรองรับการใช้งานที่แพร่หลายนี้ ซึ่งคลาวด์คอมพิวติ้งจะมีรูปแบบการกระจายมากขึ้นและจะมุ่งไปที่อุตสาหกรรมแนวดิ่ง และการเพิ่มมูลค่าจากการลงทุนบนระบบคลาวด์สูงสุดจะต้องมีการปรับขนาดการดำเนินงานโดยอัตโนมัติ การเข้าถึงเครื่องมือแพลตฟอร์มแบบคลาวด์เนทีฟ และการกำกับดูแลที่เพียงพอ</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เทคโนโลยีหลักที่เปิดใช้งาน Pervasive Cloud ได้แก่ Augmented FinOps, Cloud Development Environments, Cloud sustainability, Cloud-Native, Cloud-Out To Edge, Industry Cloud Platforms และ WebAssembly (Wasm) </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>Human-Centric Security And Privacy: </strong>มนุษย์ยังเป็นต้นเหตุหลักของเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยและการละเมิดข้อมูล องค์กรสามารถใช้โปรแกรมความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางเพื่อสร้างความยืดหยุ่นได้ ผสานกับโครงสร้างการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวเข้ากับการออกแบบดิจิทัลขององค์กร เทคโนโลยีเกิดขึ้นใหม่จำนวนมากช่วยให้องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งความไว้วางใจซึ่งกันและกัน พร้อมตระหนักถึงความเสี่ยงร่วมกันในการตัดสินใจระหว่างหลายทีม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เทคโนโลยีหลักที่สนับสนุนการขยายการรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ได้แก่ AI TRISM, Cybersecurity Mesh Architecture, Generative Cybersecurity AI, Homomorphic Encryption และ Postquantum Cryptography</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เกี่ยวกับการ์ทเนอร์</strong><strong> </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">บริษัท การ์ทเนอร์ (Gartner, Inc.) (NYSE: IT) คือบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาชั้นนำของโลก มอบข้อมูลเชิงลึก คำแนะนำ และเครื่องมือต่าง ๆ แก่ผู้บริหารองค์กรธุรกิจ เพื่อรองรับการดำเนินภารกิจสำคัญที่มีอยู่ในปัจจุบันและสร้างองค์กรให้ประสบความสำเร็จในอนาคต ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของการ์ทเนอร์ในการช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจอย่างถูกต้องเพื่อขับเคลื่อนอนาคตของธุรกิจได้ที่ gartner.com</span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-report-generative-ai/">รายงานวงจรเทคโนโลยีเกิดใหม่ปี 2566 ของการ์ทเนอร์ จัดให้ Generative AI อยู่บนสุดของความคาดหวังที่จะโตขยายอีกมาก</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/gartner-conversational-ai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 21 Aug 2023 14:05:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11781</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-conversational-ai/">การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>กรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2566 &#8211; การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการ Contact Center (CC) และ CC Conversational AI รวมถึงผู้ช่วยลูกค้าแบบเสมือนจริ</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-conversational-ai/">การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-conversational-ai/">การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>กรุงเทพฯ</strong><strong> 17 สิงหาคม 2566</strong> &#8211; การ์ทเนอร์คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายบริการ Contact Center (CC) และ CC Conversational AI รวมถึงผู้ช่วยลูกค้าแบบเสมือนจริง หรือ Virtual Assistant ทั่วโลก ในปี 2566 จะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 18.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16.2% จากปี 2565</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>เมแกน มาเรค เฟอร์นันเดซ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า</strong> &#8220;อัตราการเติบโตของการลงทุนระยะสั้นใน CC และ CC Conversational AI รวมถึง Virtual Assistants คาดว่าจะลดลง เนื่องจากความผันผวนของธุรกิจทำให้รอบการตัดสินใจลงทุนกินเวลานานขึ้น โดยในการลงทุนระยะยาว Generative AI และการเติบโตของ Conversational AI จะเร่งการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม Contact Center เนื่องจากหัวหน้าทีมที่ดูแลด้านประสบการณ์ลูกค้า (CX) มองหาแนวทางเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการและการมอบประสบการณ์ลูกค้าโดยรวมไปพร้อมกัน”</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-pic-3-rs.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11785 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-pic-3-rs.jpg" alt="" width="900" height="675" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-pic-3-rs.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-pic-3-rs-300x225.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-pic-3-rs-768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ตลาดบริการ Conversational AI และ Virtual Assistant ทั่วโลก เป็นกลุ่มบริการที่เติบโตรวดเร็วที่สุดในตลาด Contact Center โดยกระตุ้นการเติบโตถึง 24% ในปี 2567 (ดูตารางที่ 1) ซึ่งความสามารถของ Conversational AI กำลังได้รับการลงทุนมากขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจตัดสินใจในธุรกิจกำลังวางแผนรวมบริการ Conversational AI เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดการพึ่งพาตัวแทนให้บริการลูกค้า ขณะที่ปริมาณการโต้ตอบของฝ่ายบริการลูกค้าที่ทำงานผ่านเทคโนโลยี AI ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยการโต้ตอบส่วนใหญ่นี้ถูกเสริมประสิทธิภาพด้วย CC AI แทนที่การโอนถ่ายไปยังตัวแทนเสมือนทั้งหมดแบบเดิม การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ในปี 2566 3% ของการโต้ตอบจะได้รับการจัดการผ่าน CC AI และเพิ่มขึ้นเป็น 14% ในปี 2570</span></p>
<p><a href="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-WW-Contact-Center-Forecast-2022-2024-.jpg"><img decoding="async" loading="lazy" class="size-full wp-image-11783 alignnone" src="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-WW-Contact-Center-Forecast-2022-2024-.jpg" alt="" width="900" height="675" srcset="https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-WW-Contact-Center-Forecast-2022-2024-.jpg 900w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-WW-Contact-Center-Forecast-2022-2024--300x225.jpg 300w, https://www.inventor.in.th/home/wp-content/uploads/2023/08/Gartner-KV-WW-Contact-Center-Forecast-2022-2024--768x576.jpg 768w" sizes="(max-width: 900px) 100vw, 900px" /></a></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>ตารางที่</strong><strong> 1 คาดการณ์มูลค่าการใช้จ่ายใน Contact Center และ CC Conversational AI และ Virtual Assistant ของผู้ใช้ทั่วโลก (หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)</strong></span></p>
<table style="font-weight: 400;" width="624">
<tbody>
<tr>
<td width="102"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดใช้จ่าย</strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี</strong><strong> 2565 </strong></span></td>
<td></td>
<td width="108"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดการเติบโต</strong><strong> </strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี</strong><strong> 2565 (%)</strong></span></td>
<td></td>
<td width="96"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดใช้จ่าย</strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี</strong><strong> 2566</strong></span></td>
<td></td>
<td width="108"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดการเติบโต</strong><strong> </strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี</strong><strong> 2566 (%)</strong></span></td>
<td></td>
<td width="96"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดใช้จ่าย</strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี </strong><strong>2567</strong></span></td>
<td></td>
<td width="114"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ยอดการเติบโต</strong><strong> </strong></span></p>
<p><span style="font-family: Sarabun;"><strong>ปี</strong><strong> 2567 (%)</strong></span></td>
<td></td>
</tr>
<tr>
<td width="102"><span style="font-family: Sarabun;">16,077</span></td>
<td></td>
<td width="108"><span style="font-family: Sarabun;">17.6</span></td>
<td></td>
<td width="96"><span style="font-family: Sarabun;">18,690</span></td>
<td></td>
<td width="108"><span style="font-family: Sarabun;">16.2</span></td>
<td></td>
<td width="96"><span style="font-family: Sarabun;">23,171</span></td>
<td></td>
<td width="114"><span style="font-family: Sarabun;">24.0</span></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p style="font-weight: 400;"><em><span style="font-family: Sarabun;">ที่มา: การ์ทเนอร์ (กรกฎาคม 2566)</span></em></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์คาดว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์จะก่อให้เกิดข้อจำกัดด้านงบประมาณในปี 2566 ส่งผลให้โครงการเปลี่ยนหรืออัปเกรดระบบ Contact Center แบบตั้งอยู่ในองค์กรชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ในโครงการที่ต้องพบปะลูกค้าถูกมองว่าจะเป็นส่วนสำคัญในกลยุทธ์การรักษาและสร้างรายได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">“นั่นหมายความว่าเมื่อการลงทุนด้านไอทีหลายด้านลดลงจากการตัดงบประมาณ ส่งผลให้การบริการลูกค้าและการริเริ่มสนับสนุนเพิ่มศักยภาพในบริการเพื่อสร้างความต่างแก่ประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับหรือการปรับปรุงการดำเนินงานในบริการลูกค้าอาจได้รับการลงทุนง่ายขึ้นแบบซื้อเข้ามาใช้ (Buy-In) ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ช่วยเสริมให้โครงการ Contact Center as a Service (CCaaS) ได้รับเงินทุนจากงบประมาณที่จัดสรรไว้สำหรับการทำดิจิทัลทรานฟอร์มเมชันขององค์กรมากขึ้น” <strong>มาเรค เฟอร์นันเดซ กล่าวเพิ่มเติม </strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์คาดว่าการลงทุน CCaaS จะเติบโตรวดเร็วยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้มีอำนาจตัดสินใจใช้ความสามารถของ Contact Center บนคลาวด์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานบริการลูกค้าให้ทันสมัย ซึ่งรวมถึงการนำไปใช้ในระบบ Contact Center ที่มีตัวแทนดูแลลูกค้าหลายพันราย ที่มีการนำ CCaaS ไปใช้ได้ช้า ในฐานะที่ CCaaS เป็นส่วนหนึ่งของโครงการปรับปรุงให้ทันสมัย โซลูชัน CCaaS จะใช้เพื่อสนับสนุนช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายยิ่งขึ้น และจะนำเสนอแดชบอร์ดขั้นสูง การวิเคราะห์ การกำหนดเส้นทาง การเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร (Workforce Optimization หรือ WFO) เพิ่มความรู้และข้อมูลเชิงลึก รวมถึงความสามารถการสนทนาของ AI</span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-conversational-ai/">การ์ทเนอร์ชี้ความสามารถของ Conversational AI ขับเคลื่อนตลาด Contact Center ทั่วโลกเติบโต 16% ในปี 2566</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/software-empowers-the-world/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Aug 2023 13:30:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[Schneider Electric]]></category>
		<category><![CDATA[ชไนเดอร์ อิเล็คทริค]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11765</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/software-empowers-the-world/">ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>โดย นาทัลยา มากาโรชคินา รองประธานอาวุโส Secure Power ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ศักยภาพของซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ คือการเชื่อมต่อการทำง</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/software-empowers-the-world/">ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/software-empowers-the-world/">ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><em>โดย นาทัลยา มากาโรชคินา รองประธานอาวุโส </em><em>Secure Power </em><em>ฝ่ายปฏิบัติการระหว่างประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค</em></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ศักยภาพของซอฟต์แวร์รุ่นใหม่ คือการเชื่อมต่อการทำงานร่วมกัน พร้อมมอบความฉลาดในทุกแง่มุมสำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยให้ประโยชน์ด้านดิจิทัลแก่ทุกภาคส่วน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้จะมีข้อถกเถียงว่าซอฟต์แวร์กำลังกลืนกินโลกก็ตาม แต่แค่เพียงช่วงเวลาไม่นานมานี้ ประเด็นดังกล่าวก็เปลี่ยนไปสู่ความจริงที่ว่า ซอฟต์แวร์ <strong>“กำลังสร้างศักยภาพ”</strong> ให้กับโลกใบนี้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ทุกวันนี้สถาปัตยกรรมขององค์กรปรับเปลี่ยนไปสู่โมเดลที่ใช้ซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานมากขึ้นเรื่อยๆ การควบคุมเหล่านี้นำไปสู่ความยืดหยุ่นและคล่องตัวที่เหนือชั้นขึ้นไปอีกระดับเพื่อให้ตอบสนองและรับมือกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ และความขัดข้องที่เกิดจากอิทธิพลของสภาพอากาศ รวมถึงแนวโน้มของตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในขณะที่ต้องพร้อมรับมือกับเรื่องความปลอดภัย อีกทั้งให้ความยั่งยืน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วโลกเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าซัพพลายเชนมีความเสี่ยง และอยู่ภายใต้อิทธิพลที่คาดเดาได้ยาก นอกเหนือจากสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว เหตุการณ์ black swan เช่น การปิดกั้นคลองสุเอซ ยังได้ถูกรวมเข้ากับประเด็นการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย น้ำท่วมยุโรป และความแห้งแล้งในออสเตรเลีย ไปจนถึงคลื่นความร้อน และอุณหภูมิที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ในหลายทวีป</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับความเป็นจริงครั้งใหม่เรื่อยมาภายใต้ระยะเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการคว่ำบาตร ราคาพลังงานที่ผันผวน หรือความขัดข้องในการเข้าถึงพลังงาน (access disruption) การขาดแคลน และความล่าช้าในการจัดหา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างยิ่งโดยเฉพาะเรื่องการก่อสร้าง อุตสาหกรรมยานยนต์ และแม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารก็ตาม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>แบบจำลอง แผนงาน และการพลิกแพลง</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ในการรับมือกับฉากทัศน์เหล่านี้ องค์กรต่างๆ ต้องมีความยืดหยุ่นและความคล่องตัว พร้อมมีการตรวจสอบดูแลมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้สามารถจำลอง วางแผน และพลิกแพลงได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นั่นหมายถึงการมีระบบซอฟต์แวร์ที่เชื่อมโยงการทำงานในทุกด้าน เพื่อให้สามารถมองเห็น วัดผลการดำเนินงาน และบริหารจัดการได้ดี</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การออกรายงานการดำเนินงานทั่วไปขององค์กรนับว่าไม่เพียงพออีกต่อไป หากต้องการแข่งขันและอยู่รอดได้ องค์กรต้องสามารถจำลองและคาดการณ์ได้ว่า การเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นเหล่านี้จะส่งผลต่อผลผลิต ความสามารถในการทำกำไร และเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างไร</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong><span style="font-family: Kanit;">20-30-50</span><br />
</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เ</span><span style="font-family: Sarabun;">พื่อให้บรรลุมิติใหม่ในการมองเห็น และควบคุมได้ดียิ่งขึ้น จึงทำให้มีสถาปัตยกรรมใหม่เกิดขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ปัจจุบัน มีการคาดการณ์กันว่าสถาปัตยกรรมขององค์กรในอนาคตมีองค์ประกอบที่ผสมผสานกันระหว่างศูนย์ข้อมูลหลัก 20% คลาวด์สาธารณะ 30% และการปรับใช้ Edge 50% ภายในสามปีข้างหน้า</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สถาปัตยกรรมที่ว่าจะนำไปสู่การยกระดับความสามารถให้เหนือชั้นไปอีกขั้น ทั้งเรื่องของเซ็นเซอร์ (IIoT) การมอนิเตอร์ การมองเห็น การบริหารจัดการ และการวิเคราะห์ โดยระบบงานบนคลาวด์จะทำหน้าที่ดูแลสถาปัตยกรรมใหม่เหล่านี้ที่มีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่เรื่องของสายการผลิต พื้นที่ในร้านค้าปลีก และระบบดูแลคนไข้ในสถานพยาบาล ไปจนถึงการนำเอดจ์มาใช้งาน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดเก็บข้อมูลในระดับภูมิภาค รวมถึงศูนย์ข้อมูลส่วนกลาง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">รากฐานของแนวทางนี้จะไม่ใช่แค่การมองเห็นข้อมูลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลด้วยความสามารถใหม่ของ <a href="https://blog.se.com/datacenter/2022/08/02/the-dcim-3-0-trend-explained-in-500-words/" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://blog.se.com/datacenter/2022/08/02/the-dcim-3-0-trend-explained-in-500-words/&amp;source=gmail&amp;ust=1691673649847000&amp;usg=AOvVaw1P0Jnb9MJv3AklnbyNNcQt">DCIM3.0</a></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>มาตรการป้องกัน</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">สิ่งสำคัญของโลกใหม่ที่สร้างศักยภาพด้วยซอฟต์แวร์ คือการผสานรวมการทำงานเชิงลึกของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแมชชีนเลิร์นนิ่ง (ML)</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ความยืดหยุ่นนั้นเกิดขึ้นจากความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการคาดการณ์ ซึ่งการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ที่อาศัยแอปพลิเคชั่นเชิงลึกของเทคโนโลยีเหล่านี้ ช่วยให้เกิดระบบการบำรุงรักษาเชิงป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งสามารถตรวจจับ หรือป้องกันความล้มเหลวก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>การปรับตัวโดยใช้มุมมองเชิงลึก</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ตัวอย่างของการปรับตัวที่ว่า มีให้เห็นในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งผู้ผลิตในสวนปลูกผักและผลไม้ กำลังลดอุณหภูมิเรือนกระจกซึ่งเป็นผลโดยตรงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ด้วยชุดเซ็นเซอร์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนไปถึงการวางขายหน้าร้าน ผู้ปลูกสามารถจำลองการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ คาดการณ์ผลผลิตและการเปลี่ยนแปลงของพืชผล เพื่อให้เข้าใจว่าจะต้องปรับต้นทุนจุดไหนให้เหมาะสมต่อการรับมือกับสถานการณ์ โดยสามารถประมวลผลข้อมูลได้ใกล้เคียงกับจุดที่สร้างข้อมูล ก่อนที่แบบจำลองส่วนกลางจะคัดกรองตัวเลข ผู้ปลูกสามารถปรับความต้องการด้านแรงงาน การขนส่ง และการกระจายสินค้าให้เหมาะสมได้ โดยอิงจากข้อมูลที่ถูกต้อง และการวิเคราะห์ที่มีข้อมูลครบรอบด้าน หรือตัวอย่างอื่นๆ นอกเหนือจากการเกษตรได้แก่ การดูแลสุขภาพที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยที่ได้จากแพทย์ผู้ดูแล โดยนำเอดจ์มาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แบบเรียลไทม์</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การใช้วิธีการเหล่านี้ในการรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์เบื้องต้น ทำได้ด้วยการผสานรวมความสามารถของเอดจ์กับแหล่งข้อมูลส่วนกลางอย่างราบรื่น ผ่านการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจาก DCIM ไปจนถึง Data Lake และการวิเคราะห์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ในการเชื่อมต่อข้อมูลจากจุดเชื่อมต่อทั้งหมดระหว่างแอปพลิเคชันและผู้ใช้งาน ต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">นี่คือเหตุผลที่เราได้พัฒนาพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้เข้าใจถึงความเสี่ยง และเพื่อให้มั่นใจว่าแอปพลิเคชันและบริการของเรามีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และให้ความยั่งยืนสำหรับระบบไอทีในอนาคต แม้ว่าจะมีขยายการใช้งานไปสู่สภาพแวดล้อมไอทีแบบไฮบริดมากขึ้นก็ตาม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เมตริกที่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์และได้มาตรฐาน</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ประเด็นสำคัญเรื่องความยืดหยุ่นและความปลอดภัยในเรื่องเหล่านี้ ต้องไปด้วยกันกับข้อกำหนดอื่นที่สำคัญ คือ เรื่องความยั่งยืน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ประโยชน์หลักของซอฟต์แวร์ใหม่ที่ช่วยสร้างศักยภาพให้โลกนี้ คือความสามารถในประยุกต์ใช้เมตริกที่ได้มาตรฐานได้ครอบคลุมทั่วทั้งระบบ เพื่อวัดและจัดการการปล่อยมลพิษและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป้าหมายการปล่อยมลพิษที่อิงตามหลักวิทยาศาสตร์กำลังได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายมากขึ้น และสามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ เข้าใจและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ แม้จะอยู่ท่ามกลางแนวโน้มปัจจุบันก็ตาม</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>สร้างโลกแห่งศักยภาพ</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบซอฟต์แวร์และการควบคุม ซึ่งต่อยอดจากการพัฒนาใน IIoT, AI และ ML รวมถึงคลาวด์และเอดจ์คอมพิวติ้ง ก็สามารถช่วยให้องค์กรต่างๆ มีการมองเห็นที่ดีขึ้น มีข้อมูลเชิงลึก และการกำกับดูแลการดำเนินงานที่ดีขึ้น</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">เรื่องนี้จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นขึ้นไปอีกขั้น เพื่อรับมือกับกระแสอิทธิพลของโลกปัจจุบัน ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถทำได้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การเพิ่มศักยภาพด้านการจัดการกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ได้ดีขึ้น รวมถึงเป็นรากฐานเพื่อขับเคลื่อนความมุ่งมั่นไปสู่เป้าหมายด้านความยั่งยืน ทำให้มุมมองด้านซอฟต์แวร์เปลี่ยนไป <strong>จากสิ่งที่กำลังกลืนกินโลก กลายเป็น สิ่งที่สร้างศักยภาพให้กับโลกใบนี้</strong></span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/software-empowers-the-world/">ซอฟต์แวร์สร้างศักยภาพให้โลกใบนี้</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ  กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning</title>
		<link>https://www.inventor.in.th/home/gartner-data-science-and-machine-learning/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Editorial]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Aug 2023 13:48:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ข่าวประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[บทความ]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[gartner]]></category>
		<category><![CDATA[Machine Learning]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.inventor.in.th/home/?p=11747</guid>

					<description><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-data-science-and-machine-learning/">การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ  กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p>กรุงเทพฯ ประเทศไทย 4 สิงหาคม 2566 – การ์ทเนอร์เผยแนวโน้มสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Data Science and Machine Learnin</p>
The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-data-science-and-machine-learning/">การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ  กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-data-science-and-machine-learning/">การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ  กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning</a> <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a><p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><strong>กรุงเทพฯ ประเทศไทย </strong><strong>4 สิงหาคม 2566 –</strong> การ์ทเนอร์เผยแนวโน้มสำคัญที่ส่งผลต่ออนาคตของวิทยาศาสตร์ข้อมูลและแมชชีนเลิร์นนิ่ง (Data Science and Machine Learning หรือ DSML) ซึ่งเป็นผลมาจากวิวัฒนาการและการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว เพื่อตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยของข้อมูลในปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อธุรกิจโฟกัสการลงทุน Generative AI </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;"><a href="https://www.gartner.com/en/experts/peter-krensky" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/experts/peter-krensky&amp;source=gmail&amp;ust=1691242605095000&amp;usg=AOvVaw1E-ZFuFqGai-uajSlqrS00"><strong>ปีเตอร์ เครนสกี้</strong></a><strong> </strong><strong>ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของการ์ทเนอร์ กล่าวว่า </strong>&#8220;แมชชีนเลิร์นนิ่งยังคงเติบโตอย่างรวดเร็วในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกัน DSML กำลังพัฒนาจากเดิมที่มุ่งเน้นโมเดลการคาดการณ์ (Predictive Models) ไปเป็นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้างขึ้น ไดนามิก และเน้นข้อมูลเป็นหลัก รวมถึงได้รับแรงหนุนจาก Generative AI แม้อาจมีความเสี่ยงเกิดขึ้น แต่ก็มีความสามารถและช่วยสร้างยูสเคสการใช้งานใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและองค์กรด้วยเช่นกัน”</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์รวบรวม 5 แนวโน้มสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของ DSML ไว้ดังนี้:</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เทรนด์ที่</strong><strong> 1: Cloud Data Ecosystems</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">Data Ecosystems (ระบบนิเวศข้อมูล) กำลังเปลี่ยนจาก self-contained ซอฟต์แวร์ หรือการปรับใช้ซอฟต์แวร์แบบผสมผสานไปสู่คลาวด์เนทีฟโซลูชันเต็มรูปแบบ การ์ทเนอร์คาดว่า ภายในปี 2567 50% ของการนำระบบคลาวด์ใหม่มาใช้จะอยู่ในระบบนิเวศข้อมูลคลาวด์ที่เชื่อมโยงกัน มากกว่าการใช้โซลูชันผสานรวมแบบแมนนวล</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ ประเมิน Data Ecosystems โดยพิจารณาจากความสามารถในการแก้ไขปัญหาด้านข้อมูลแบบกระจาย ตลอดจนการเข้าถึงและบูรณาการร่วมกับแหล่งข้อมูลภายนอกที่มีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เทรนด์ที่</strong><strong> 2: Edge AI</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ความต้องการ Edge AI เพิ่มขึ้นเพื่อประมวลผลข้อมูล ณ จุดที่ข้อมูลถูกสร้างขึ้น ช่วยให้องค์กรได้รับข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ช่วยตรวจจับแพทเทิร์นใหม่ ๆ และปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความเป็นส่วนตัวของข้อมูลที่เข้มงวด โดย Edge AI ยังช่วยให้องค์กรธุรกิจต่าง ๆ สามารถปรับปรุงในด้านการพัฒนา การจัดวางระเบียบ การผสานรวมและการนำ AI มาใช้ </span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 มากกว่า 55% ของการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดโดยโครงข่ายประสาทเทียมเชิงลึก (Deep Neural Networks) จะเกิดขึ้น ณ ตำแหน่งข้อมูลในระบบ Edge จากเดิมที่น้อยกว่า 10% ในปี 2564 โดยองค์กรควรระบุแอปพลิเคชัน และจำเป็นต้องฝึกและคาดคะเน AI เพื่อย้ายไปยังสภาพแวดล้อม Edge ที่ใกล้กับ IoT</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เทรนด์ที่</strong><strong> 3: Responsible AI</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">Responsible AI หรือ AI ที่มีความรับผิดชอบ ทำให้ AI กลายเป็นพลังบวกแทนที่จะเป็นภัยคุกคามต่อสังคมและตัวมันเอง โดยยังครอบคลุมหลายแง่มุมของการทำธุรกิจให้ถูกต้องและเป็นตัวเลือกทางจริยธรรมเมื่อองค์กรมีการนำ AI มาใช้อย่างอิสระ เช่น ธุรกิจและคุณค่าทางสังคม ความเสี่ยง ความไว้วางใจ ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2568 โมเดลการฝึก AI ล่วงหน้าที่ 1% ของผู้จำหน่าย AI จะทำให้ Responsible AI กลายเป็นประเด็นที่สังคมกังวล</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การ์ทเนอร์แนะนำให้องค์กรต่าง ๆ ใช้แนวทางที่คำนึงถึงสัดส่วนความเสี่ยงเพื่อส่งมอบคุณค่า AI และระมัดระวังเมื่อใช้โซลูชันและแบบจำลองต่าง ๆ โดยขอการรับประกันจากผู้จำหน่ายเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขากำลังจัดการความเสี่ยงและปฏิบัติตามกฎระเบียบ ปกป้ององค์กรจากการสูญเสียทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการดำเนินคดีทางกฎหมาย และความเสียหายต่อชื่อเสียง</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เทรนด์ที่</strong><strong> 4: Data-Centric AI</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">Data-Centric AI หรือ AI ที่เน้นข้อมูลเป็นศูนย์กลาง แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากแนวทางที่ยึดโมเดลและโค้ดเป็นศูนย์กลางไปสู่การมุ่งเน้นด้านข้อมูลมากขึ้นเพื่อสร้างระบบ AI ที่ดีขึ้น โซลูชันต่าง ๆ อาทิ การจัดการข้อมูลเฉพาะของ AI (AI-Specific Data Management) ข้อมูลสังเคราะห์ (Synthetic Data) และเทคโนโลยีการติดฉลากข้อมูล (Data Labeling Technologies) มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ปัญหาความท้าทายด้านข้อมูลมากมาย รวมถึงความสามารถในการเข้าถึง ปริมาณ ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ความซับซ้อน และขอบเขตการใช้งาน</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การใช้ Generative AI เพื่อสร้างข้อมูลสังเคราะห์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว ช่วยลดภาระในการรับข้อมูลในโลกความเป็นจริง และยังสามารถช่วยฝึกฝนโมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในปี 2567 60% ของข้อมูลสำหรับ AI จะถูกสังเคราะห์ขึ้นเพื่อจำลองความเป็นจริง สถานการณ์ในอนาคต และลดความเสี่ยงของ AI เพิ่มขึ้นจาก 1% ในปี 2564</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Kanit;"><strong>เทรนด์ที่</strong><strong> 5: Accelerated AI Investment</strong></span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">การลงทุนใน AI จะยังเติบโตอย่างรวดเร็ว ผ่านองค์กรต่าง ๆ ที่นำโซลูชันไปใช้ รวมถึงอุตสาหกรรมที่ต้องการเติบโตผ่านเทคโนโลยี AI และธุรกิจที่ใช้ AI การ์ทเนอร์คาดการณ์ว่า ภายในสิ้นปี 2569 จะมีการลงทุนมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับเริ่มต้นใช้ระบบ AI ที่อาศัยโมเดลพื้นฐาน ซึ่งเป็นโมเดล AI ขนาดใหญ่ที่ได้รับการฝึกฝนจากข้อมูลจำนวนมหาศาล</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ผลสำรวจล่าสุดของการ์ทเนอร์จากผู้บริหารมากกว่า 2,500 ราย ยังพบว่า 45% เผยว่ากระแส ChatGPT ที่มาแรงกระตุ้นให้พวกเขาเพิ่มการลงทุนด้าน AI ขณะที่ 70% ระบุว่าองค์กรของพวกเขาอยู่ในโหมดการสำรวจและทดสอบการใช้ Generative AI และ 19% อยู่ในช่วงทดลองใช้หรือผลิตใช้</span></p>
<p style="font-weight: 400;"><span style="font-family: Sarabun;">ติดตามข่าวสารและข้อมูลอัปเดตจาก Gartner for High Tech ได้ทาง <a href="https://twitter.com/Gartner_inc" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://twitter.com/Gartner_inc&amp;source=gmail&amp;ust=1691242605096000&amp;usg=AOvVaw3GJ2bIlWBRcgP-iKEExkfV">Twitter</a> และ <a href="https://www.linkedin.com/showcase/gartner-for-it-leaders/" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.linkedin.com/showcase/gartner-for-it-leaders/&amp;source=gmail&amp;ust=1691242605096000&amp;usg=AOvVaw2jccrOkRaoTDe_7ajJRhVy">LinkedIn</a> หรือเยี่ยมชม <a href="https://www.gartner.com/en/newsroom/topics/information-technology" target="_blank" rel="noopener" data-saferedirecturl="https://www.google.com/url?q=https://www.gartner.com/en/newsroom/topics/information-technology&amp;source=gmail&amp;ust=1691242605096000&amp;usg=AOvVaw1vXKt_a6E8d7MUODNgwyIH">IT Newsroom</a> สำหรับข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม</span></p>
<hr />
<p style="font-weight: 400;">The post <a href="https://www.inventor.in.th/home/gartner-data-science-and-machine-learning/">การ์ทเนอร์ชี้ 5 เทรนด์สำคัญ  กำหนดอนาคต Data Science และ Machine Learning</a> first appeared on <a href="https://www.inventor.in.th/home">INVENTOR.IN.TH</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
